ศึกชิงมณี 5G : อเมริกา vs. หัวเหว่ย (จีน)

สรุปประเด็น Huawei นะครับ (จาก Live)

ที่พูดใน Live
————–
– มือถือ Huawei รุ่นที่ขายไปแล้วและกำลังจะวางขาย จะไม่กระทบอะไร Google Apps ต่างๆจะยังใช้ได้ปกติ รวมไปถึงการดูแล update ต่างๆ
– ข่าวที่บอกว่า Huawei ยังสามารถใช้ AOSP (Android Open Source Project) อาจจะไม่ได้ง่ายแบบนั้น

– แม้ว่า AOSP จะเป็น code ที่ใครเอาไปใช้ก็ได้ แต่ Google เป็นเจ้าของ IP ตัวนี้ และเปิดให้เอาไปใช้ได้ภายใต้ Apache 2.0 Licensing Agreement การที่ Google ไม่ดูแล IP ตัวนี้โดยปล่อยให้คนที่ติดบัญชีดำสหรัฐนำไปใช้ ก็จะมีความผิดตามกฏหมาย

– OS ใหม่ที่ชื่อว่า Hongmeng ถ้ามาจาก AOSP ก็จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข Apache 2.0 Licensing Agreement เช่นกัน

– ไม่ใช่แค่ Huawei ที่เดือดร้อน บริษัทอเมริกาก็เดือดร้อนเช่นกัน ไล่ตั้งแต่ Qualcomm, Broadcom, Xilinx, Seagate, Western Digital, Micron, Texas Instrument, Lumentum Holdings (sensor สแกนใบหน้า) และ Intel เพราะบริษัทพวกนี้ก็ได้รายได้จาก Huawei เยอะพอสมควร

– รายได้ใหญ่สุดกว่า 50% ของ Huawei ในตอนนี้ มาจากสมาร์ทโฟน+ Laptop + Gadget ต่างๆ เรียกว่าตีไปที่ไข่แดงบริษัท

– โหดสุด คือ ข่าวว่า ARM Holdings แบน Huawei ซึ่งถ้าจริง จะลำบากมาก แม้ว่าจะผลิต CPU เองได้ จากบริษัทลูก

แต่ก็ยังต้องใช้สถาปัตยกรรมของ ARM อยู่ จะให้พัฒนาเอง หรือใช้ของคนอื่น ปัญหาก็จะตามมาอีกบานเลย ต้องใช้เวลานาน ใช้กำลังเงิน R&D อีกมหาศาล

 

ที่ไม่ได้พูด
————–
– แม้ว่า Google Apps ต่างๆจะยังทำงานได้ปกติ แต่ระบบที่เกี่ยวกับ Google Cloud และ Google Infrastructure เช่น AI, Photo อาจจะมีปัญหา (มีรายงานจาก WSJ)

 

อเมริกา vs Huawei และ 5G
————–
– ประเด็นการ spy ข้อมูลที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ยังไม่เคยมีใครเห็นหลักฐาน เป็นเพียงข้อกล่าวหา เพื่อที่จะเอาอะไรบางอย่าง

– 5G ไม่ใช่แค่เน็ตเร็วขึ้น 100 เท่า แต่จะทำให้เกิด Smart City, Autonomous Car, Virtual Reality, Augmented Reality

– 5G จึงมีผลกระทบอย่างมากกับ new economy เพราะจะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอีกเป็นสิบเป็นร้อยเท่า เทคโนโลยี 5G จึงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ สู่ความเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจใหม่

– ผู้เล่นที่กำลังแข่งกันเรื่อง 5G คือ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน สหรัฐ เกาหลีเปิดตัวไปแล้วครั้งแรกของโลกโดย SK Telecom ร่วมกับ Samsung Electronics แต่เทคโนโลยี 5G ที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก ยังเชื่อว่าเป็นของ Huawei จากจีน

————–
– Business model หนึ่งของคนขายอุปกรณ์ 5G คือ การขายตัวอุปกรณ์ และการขาย Patent หรือสิทธิบัตรที่ใช้ในการให้บริการ (มาในรูป royalty fee)

– Huawei เป็นเจ้าของสิทธิบัตรด้าน 5G เยอะสุดในโลกกว่า 1,529 รายการ

– 1 ในสิทธิบัตรสำคัญที่ Huawei ถือครองอยู่ เป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยี 5G เรียกว่า “Polar Code” (ง่ายๆ คือ วิธีการแปลงสัญญาณเพื่อส่งข้อมูล) คิดค้นโดยศาสตราจารย์ Erdal Arikan แห่ง MIT (ได้มาจากมหาวิทยาลัยในอเมริกาเฉยเลย…เก๋า)

– ค่ายอเมริกา ก็มีสิทธิบัตรหน้าที่เดียวกัน แต่คนละวิธีการ มีชื่อเรียกว่า LDPC (Low Density Parity Check)

– Polar Code หลายสำนักบอกว่ามีประสิทธิภาพดีกว่า LDPC

– ใครครองตลาด 5G ได้มากกว่ากัน หมายความว่าคนนั้นจะทำเงินจากค่าสิทธิบัตรนี้มหาศาล จะเป็นอุปกรณ์ Nokia หรือ Ericsson ก็ต้องใช้ Polar Code หรือ LDPC ในการให้บริการเครือข่าย

————–
– อุปกรณ์เครือข่ายส่วนใหญ่ของโลก เป็นของ Huawei (31%) ตามมาด้วย Nokia (29%) และ Ericsson (21%) อื่นๆอีก 19%

– พวกค่ายมือถือ ก็แค่อัพเกรดของเก่าให้เป็น 5G เพราะถ้าเปลี่ยนยี่ห้อที่ใช้ ต้นทุนจะมหาศาล

– ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป Huawei คงเป็นเจ้าตลาด 5G แน่นอน เพราะทุกค่าย คงเลือกอัพเกรดแทนที่จะรื้อ ยกเครื่อง ใช้ของใหม่

– อเมริกา ที่เคยเป็นเจ้าตลาดสมาร์ทโฟนของโลก และเสียตำแหน่งนี้ให้จีนไป จึงต้องแย่งอนาคต 5G มาให้ได้ เพื่อครองอำนาจด้านเทคโนโลยี และเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

————–
เรื่องมันซับซ้อนอีกหลายอย่าง เอาเป็นว่า การต่อสู้กันเพื่อชิงมณี เอ้ย 5G จะน่าสนุกมาก

เป็น move ที่ต้องเดิน แม้จะแลกด้วยการเจ็บตัวของบริษัทอเมริกา ที่พลอยซวยไปด้วยจากรายได้ที่หายไป (ยังไม่นับว่าจะโดนจีนสวนคืน)

ความเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ไม่ใช่ขุดน้ำมัน ค้าอาวุธ ทำสงครามแย่งดินแดนแล้ว

แต่เป็นการชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุดด้านเทคโนโลยี

————–
– ขอบคุณภาพประกอบจาก WSJ

– ลิงค์ Live ใน Facebook :
https://www.facebook.com/suthichai.yoon/videos/10157466875836209?s=697156955&sfns=mo

– ลิงค์ใน YouTube : https://youtu.be/d7Ac5QBPp3

ปล. ทั้งอเมริกาและจีน คุณตีกันไปเถอะ ที่ 1 ในโลกด้านเทคโนโลยี คือ วากานด้านะ รู้ไว้

Apple เปิดตัวบัตรเดรดิตสุดว้าววว “Apple Card”

เมื่อคืน Apple เปิดตัวบัตรเครดิตตัวเองชือ “Apple Card”

บัตรนี้ทำหน้าที่จับจ่ายซื้อสินค้าได้ทั่วโลก ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง MasterCard และ Goldman Sachs (ตามข่าวลือที่ออกมาก่อนหน้านี้)

ฟีเจอร์เด่นๆของ Apple Card มีประมาณนี้
—————–

1. Digital & Physical Card

มีบัตรแบบดิจิตัล อยู่บนมือถือของเรา และมีบัตรแบบ physical เดิม (ทำจากไทเทเนี่ยม แทนพลาสติก)

สามารถใช้แบบไหนก็ได้ ตามสะดวก

ตัวบัตรแบบ physical จะไม่มีหมายเลขบัตรเครดิต วันเดือนปีที่หมดอายุ ลายเซ็นเราและรหัสลับ 3 ตัวหลังบัตร (CVV – Card Verification Value)

แต่จะเป็นบัตรเท่ๆที่มีแค่ชื่อเรา และชิปความปลอดภัยที่ฝังอยู่ในบัตรเท่านั้น

ส่วนแบบดิจิตัล จะอยู่ในแอพชื่อ “Apple Wallet” บนมือถือ iOS ใช้ควบคุมการใช้งานบัตร และดูรายการ transaction การใช้จ่ายต่างๆของเรา

 

56140503 10155890155436956 6370431751264665600 o

—–

2. Daily Cash

เป็นระบบ Instant Cashback ที่ทุกการใช้จ่ายผ่าน Apple Pay ผู้ใช้จะได้เงินคืนจาก Apple ทันที 2%

ถ้าเป็นการซื้อสินค้าและบริการของ Apple ก็จะได้เงินคืน 3% (ซื้อแอพจาก App Store ยังได้เงินคืน!!)

ถ้าใช้ผ่านบัตรแบบ physical จะได้ Daily Cash คืน 1%

ที่ว่าเด็ด คือ เป็นการคืนเงินแบบทันที ไม่ต้องรอเป็นเดือนๆ เหมือนโปรของธนาคารบ้านเรา และไม่มีเพดานด้วย แล้วแต่วงเงินเลย

—–

3. ระบบยืนยันบัตร แบบ Dynamic Security Code

ปกติการซื้อของออนไลน์ เวลายืนยันบัตร เราจะใช้เลข CVV หลังบัตรมากรอก
แต่สำหรับ Apple Card จะใช้ dynamic security code แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง มาเป็นตัวยืนยันบัตร เพื่อป้องกันการนำไปใช้โดยที่เราไม่ได้รับอนุญาต

ไม่ต้องกลัวใครมาแอบรู้ CVV เรา เพราะเปลี่ยนมาใช้ระบบยืนยันที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง

Dynamic Security Code นี้จะใช้คู่กับ Face ID , Touch ID ในการยืนยันการใช้จ่าย

แค่นี้ก็โคตรปลอดภัยกว่าที่ใช้ๆกันอยู่ตอนนี้แล้ว

—–

4. ความเป็นส่วนตัว

Apple จะไม่เอาข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปใช้ในการตลาดและจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เหมือนอย่างที่ธนาคารต่างๆทำกัน

—–

5. Transaction ตรวจสอบได้ตลอดเวลา

ไม่ว่าจะใช้จ่ายอะไร สามารถเข้าไปเช็คบนแอพ Apple Wallet ได้เลย

ระบบมีการแจ้งเตือนทุกครั้ง สามารถรายงานความผิดปกติได้ ถ้ามี transaction ที่เราไม่ได้ใช้งาน

เราจะได้เห็นหมดว่าซื้ออะไร ที่ไหน เท่าไหร่ กับใคร ยอดใช้จ่ายทั้งหมด วงเงินต่างๆ

ไม่ต้องใส่ข้อมูลพวกนี้เข้าไปเอง แต่มันจะขึ้นโชว์ให้เห็นเองเลย

เรียกดูรายงานค่าใช้จ่ายรายวัน เดือน ได้ตลอดเวลา

ช่วยในการบริหารการเงินส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้นไปอีก

55516314 10155890155476956 3339023385408569344 o

—–

6. ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ

ไม่มีทั้งค่าธรรมเนียมรายปี ใช้เกินวงเงินก็ไม่โดนชาร์จเพิ่ม ใช้ต่างประเทศก็ไม่โดนชาร์จเพิ่ม
ไม่มีค่าปรับเมื่อจ่ายหนี้ช้า (แต่มีดอกเบี้ยอยู่นะ)

ถ้าจ่ายคืนก้อนเดียวไม่ได้ เราสามารถแบ่งจ่ายหลายงวดได้อีก

ถ้ามีปัญหาอะไร ก็ติดต่อกับฝ่าย support ลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านการส่ง Text Message ในแอพ

—–

7. Flexible Pay

ผู้ใช้สามารถตั้งได้ว่าจะชำระหนี้บัตรแบบไหน ชำระทุกวัน ทุกอาทิตย์ ทุกสองอาทิตย์ หรือทุกเดือน

กำหนด due date ได้เอง ตามความสะดวกของเรา ตั้งเตือนเองได้หมด

ทั้งสะดวกและ Flexible มากๆ

—–

8. การสมัครใช้งาน
– เริ่มใช้ได้ที่สหรัฐอเมริกาก่อนประเทศแรก (Available this Summer) ยังไม่มีบอกว่าจะเปิดให้บริการประเทศอื่นมั้ย เพราะแต่ละประเทศ มีกฏหมายเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป- ในสหรัฐฯ สามารถสมัครใช้งานบัตรได้ในแอพ Wallet เลย โดยไม่ต้องยื่นหลักฐานใดๆ

– สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีพูดถึงว่าจะมี Apple Card มั้ย แต่การออกบัตรเครดิต สำหรับธุรกิจ Non-bank ต้องออกร่วมกับธนาคารพาณิชย์ โดยไม่ต้องขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า

– ฝั่งผู้รับบัตร เช่นร้านค้าต่างๆ สามารถรับชำระด้วย Apple Card ได้ เพราะเป็นบัตร MasterCard

—–
9. ข้อมูลอื่นๆ

– ประกันเครื่องหาย ถูกขโมย หรือพัง (ยังไม่มีพูดถึง)
– ระบบ Gamification สำหรับการใช้จ่ายของเรา เช่น จ่ายหนี้เร็ว ได้ Badge
– สิ่งที่ไม่ได้พูดถึง แต่น่าจะมี คือ ระบบสะสมแต้ม แบบบัตรเดรดิตทั่วไป

—————–

Apple Card อาจจะไม่ใช่สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีในโลกมาก่อน
แต่เป็นสิ่งที่ออกมาอุดช่องว่างของ Apple Pay ที่ยังใช้ได้เพียงไม่กี่ประเทศ
เพราะ Apple Card จะทำให้ผู้ใช้ iOS ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน ก็สามารถใช้จ่ายเงินผ่านระบบของ Apple ได้เลย

การแก้ไขข้อจำกัดต่างๆที่บัตรแบบ physical มี + Incentive ในการใช้อย่าง Daily Cash น่าจะทำให้คนจำนวนไม่น้อย เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายมาอยู่บนแพลตฟอร์มนี้มากขึ้น

ถ้ามีระบบแต้มสะสมกันได้เมื่อไหร่ มันส์เลยทีนี้ แลกนู่นแลกนี่กันสนุกสนาน

เดี๋ยวคงมีระบบ Credit Scoring เข้ามา ตามมาด้วยบริการทางการเงินอื่นๆ เช่น กู้เงินได้ ซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ หรือแม้กระทั่งการมีสกุลเงินดิจิตัลของตัวเอง

คนที่กระทบไปเต็มๆ คือ ธนาคารทั้งหลายนี่แหละ

ทั้งเก็บค่าธรรมเนียมสารพัด ทั้งเอาข้อมูลส่วนตัวลูกค้าไปใช้ ขั้นตอนออกบัตร อายัดบัตร ยุ่งยากไปหมด

อนาคตของ Netflix

ระหว่างปี มีคำถามเข้ามามากมาย หลายคนอยากรู้เกี่ยวกับธุรกิจ OTT , TV & Media Landscape ก็เลยเขียนใหม่อีกรอบ

ให้สอดคล้องกับยุค Digital Disruption และ Transformation

1. Netflix vs. TV …Netflix จะมา Disrupt TV มั้ย

ถ้าใครเคยอ่าน Strategy ของ Netflix ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ ชื่อว่า “Long-Term View : The Future of TV” เขียนโดยตัว CEO คือ Reed Hasting เมื่อเดือนเมษายน 2013

ต้นฉบับ version แรก อ่านได้ที่ ->

https://web.archive.org/web/20130504124513/http://ir.netflix.com/long-term-view.cfm

ในเวอร์ชั่นล่าสุด Long-Term View ได้ถูกแก้ไขหลายรอบ แต่เนื้อหาหลักก็ยังเหมือนเดิม ->

https://www.netflixinvestor.com/ir-overview/long-term-view/default.aspx

จากมุมมองของ Netflix สรุปได้ว่า ยังไงซะ คนก็ยังดูทีวีอยู่ แต่ทีวีที่เค้าดูในอีก 20 ปี จะไม่ใช่ “Linear TV” แล้ว เพราะประสบการณ์การดูมันไม่ตอบโจทย์ความต้องการของคนดูคอนเทนต์อีกต่อไป

Linear TV จะถูก Internet TV แทนที่ และจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “TV Everywhere” ขึ้นมาแทน Linear TV และ Broadcasting

ถ้ามองแบบคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ Netflix ไม่ได้มา Disrupt TV ครับ

แต่จะมา Disrupt สิ่งที่เรียกว่า Linear TV มากกว่า

และไม่ใช่แค่ Netflix บริการเดียว แต่เป็นบริการ OTT ทั้งหลาย (YouTube, Facebook ก็เป็นส่วนหนึ่ง)

แม้แต่ TV และ Cable TV Network ใหญ่ๆของสหรัฐฯ หรือ BBC, Sky อะไรพวกนี้ ก็เข้าสู่โลก OTT กันหมดแล้ว เพราะ Broadcasting (หรือ Terrestrial TV) ที่บ้านเราเรียกว่า “ดิจิตัลทีวี” มันขาลงมาเป็นสิบปีแล้ว

Linear TV ยังไม่ตาย แต่เป็น Sunset & Declining ทั้งโลก (ยังไม่ตาย แต่คนดูน้อยลงเรื่อยๆทุกปี)

แต่การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เกิดเหมือนกันกับคนทุกกลุ่ม

กลุ่ม Gen Y,Z นี่แทบจะไม่ดู Linear TV แล้ว ส่วน Gen X ขึ้นไป ก็ยังดู Linear TV อยู่ดี ด้วยพฤติกรรมของการดูคอนเทนต์ และประเภทของคอนเทนต์ที่คนกลุ่มนี้ชื่นชอบ

คนดูช่อง Workpoint, ช่อง 3, ช่อง One , LINE TV ก็อาจจะไม่ได้ดู Netflix และคนดู Netflix อาจจะไม่ได้ดูช่องเหล่านี้เลย

ช่องทีวี มีละครไทย เกมโชว์ วาไรตี้ ข่าว กีฬา ซึ่ง Netflix มีแต่ TV Series ของฝรั่ง 90% แต่ content mixed ของแต่ละประเทศ ก็มีการเปลี่ยนแปลง เช่น เติม TV Series ของ local ลงไป มีการพัฒนาคอนเทนต์เกมโชว์ ทอล์คโชว์เพิ่มมากข้ึน

การปรับ content mixed นี้ เป็นผลจากการศึกษาพฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของแต่ละประเทศ และการดูข้อมูลของผู้ใช้ Netflix ในประเทศนั้นๆ ว่าชอบดู Series แบบไหน

———————–

2. Pay TV vs. OTT

เทรนด์ของ “Cord-cutting” ในอเมริกา เกิดขึ้นมาหลายปี

สถานการณ์ปัจจุบัน OTT subscribers ใน US แซงหน้า Pay TV subscribers ไปแล้ว (130M vs 80M subscribers) นำโดย Netflix, Amazon และ Hulu

ถ้ามองเทรนด์ Cord-cutting ในยุโรป แทบจะเป็นหนังคนละม้วน

สาเหตุแรกที่ Cord-cuting ในยุโรป ช้ากว่าอเมริกา ส่วนหนึ่ง เพราะการ rollout บริการของ Netflix และ Amazon Prime ยังทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากสิทธิ์ในการฉายของ content ใน Netflix มันชนกับพวก Pay TV ในยุโรปเยอะ เลยเอามาฉายใน Netflix ไม่ได้

สาเหตุที่ 2 คือ คอนเทนต์ที่ฉายแบบ Free to Air (FTA) ที่นั่นแข็งแรงมาก หนัง series กีฬา มีของฟรีให้ดู

สาเหตุที่ 3 สำคัญสุด คือ ARPU เฉลี่ยของ Pay TV ทั้งยุโรป ไม่ได้แพงแบบในอเมริกา

(average ARPU ของ Pay TV ในยุโรป อยู่ที่ 15 ยูโร แต่ของอเมริกา ประมาณ 80 ยูโร)

มีแค่ 6 ประเทศในยุโรปเท่านั้นที่ ARPU สูงกว่า 15 ยูโร นอกนั้น ต่ำกว่า 15 ยูโรหมด (ยูเครนนี่แค่ 3 ยูโร)

คนเลยไม่เปลี่ยนมาใช้ OTT กันมากเท่าไหร่

มีอังกฤษประเทศเดียวที่เกิดเทรนด์ Cord-cutting เพราะค่า Pay TV แพง (แพงสุดในยุโรป = 35.5 ยูโร) บวกกับความชื่นชอบในตัวคอนเทนต์ที่ Netflix มี ไม่ต่างจากตลาดอเมริกา

ในขณะที่ Pay TV ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสชื่อ Canal+ ก็ออกบริการ OTT ของตัวเองชื่อ Canal Play มาแข่งซัก 2-3 ปี แต่ปีนี้ก็ประกาศปิดตัว เลิกให้บริการไปแล้ว เพราะแข่งสู้ Netflix ไม่ได้

ตอนนี้ Netflix ในยุโรป ได้แรงส่งจากพาร์ทเนอร์ อย่างค่ายมือถืออันดับ 1 ของฝรั่งเศส อย่าง Orange ที่จะช่วยผลักดัน Netflix ไป 29 ประเทศ ในยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง (Netflix ในฝรั่งเศส มี Bouygues Telecom ค่ายมือถืออันดับ 3 เป็นพาร์ทเนอร์ด้วยอยู่แล้ว เลยถล่ม CanalPlay ซะเละเทะ)

กลับมาดูสถานการณ์ในบ้านเรา

TrueVisions ที่เป็น Pay TV หนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในประเทศ มี ARPU อยู่ที่ 306 บาท ต่อคน ซึ่งต่ำกว่า Netflix อีก

จากผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่รายงานออกมา พบว่า รายได้รวมจากค่าสมาชิก ลดลงทั้ง QoQ และ YoY

สวนทางกับ Netflix ที่โตขึ้นเรื่อยๆ (Netflix ในไทย ได้พาร์ทเนอร์อย่าง AIS ค่ายมือถืออันดับ 1 มาช่วยทำตลาด)

แต่ TrueVisions เค้ามี revenue stream หลายทาง ไม่ใช่แค่เก็บค่าสมาชิกอย่างเดียว เลยทำให้ธุรกิจยังคงเติบโตอยู่

มีสมาชิกแบบจ่ายเงินทั้งหมด ประมาณ 2.1 ล้าน มากกว่า Netflix 10 เท่า

Cord-cutting มีผลมั้ย ก็ดูไม่กระทบเท่าไหร่ จำนวนคนยกเลิกสมาชิกมีไม่มาก แต่ downgrade จาก Premium มา Standard Package เยอะขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่าย (และอาจจะเอามาสมัคร Netflix คู่กันไป)

ย้อนกลับไปซัก 4 ปี เทียบกับ GMMZ รายได้ปีล่าสุดก่อนขายให้ CTH คือ 987 ล้าน (ปี 2557)

มีผลดำเนินการขาดทุน เพราะต้นทุนคอนเทนต์และมี Marketing & Operating expense สูงมาก

ทั้ง GMMZ และ CTH เจอปัญหาแบบเดียวกัน และต้องออกจากธุรกิจนี้ไป เนื่องจากรายได้จากจำนวนสมาชิก ไม่พอหล่อเลี้ยงธุรกิจ

ไม่เกิด Economies of Scale ที่เพียงพอนั่นเอง

———————–

3. Netflix vs โรงหนัง

ปัจจุบัน ทั้ง Netflix และโรงหนัง อาจจะมีวัตถุประสงค์ต่างกัน

โรงหนัง เอาไว้ดูหนังใหม่ ไว้เดท ส่วน Netflix ไว้ดู Series และรำลึกหนังเก่า

แต่พฤติกรรมคนดูจะเริ่มเปลี่ยนแปลงและแยกชัดเจนขึ้น

โรงหนัง สำหรับคนชอบดูหนังบนจอใหญ่ กับ Netflix สำหรับคนชอบความสะดวกสบาย

ปี 2017 เป็นปีที่รายได้และยอดคนเข้าโรงหนัง ตกต่ำที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี ในสหรัฐฯ สร้างความวิตกกังวลให้กับอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญ ก็คือ OTT นี่แหละ (แต่รายได้รวมของโรงหนังทั่วโลกยังโตได้อยู่)

Indicator นี้เอง ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ค่ายหนังแต่ละค่าย มาสร้าง OTT Platform ของตัวเอง เพราะคนให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย

Netflix เองมีความพยายามจะสร้างหนังฉายแบบ streaming พร้อมกับในโรง แต่ไม่สำเร็จ เพราะโรงหนังไม่ยอม ค่ายหนังก็ไม่ยอม

แต่อนาคต อาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะ Netflix อาจจะ take over พวกโรงหนังเลย ปีนี้มีข่าวของโรงหนังรายแห่งว่าเป็น target acquisition ของ Netflix อยู่ตลอด

———————–

4. Content Acquisition

บริการ Netflix ถือว่าเป็นบริการประเภท Subscription Video on Demand หรือ “SVOD” ที่ประกอบด้วย content mixed หลากหลาย

ทั้งหนังเก่าๆ + TV Series + Variety ต่างๆ +สารคดี (Documentary)

การซื้อ Licensing deals จาก Major Hollywood Studios

– มีทั้งแบบเหมาเข่ง (เรียกว่า Library หรือ Syndicated shows) ซึ่งพวกค่ายหนัง จะจับมัดรวมกันให้เลือกในราคาแบบเหมาๆ (เช่น 10,000 เรื่อง ต้องจ่ายแบบ minimum x บาท และแชร์จากรายได้ ถ้าสมาชิกเกินจำนวนที่ตกลงกับค่ายหนังไว้)

– ซื้อแบบเป็น collection ไป เช่น collection ของ Marvel , Star wars, Mission Impossible

– ซื้อเป็นเรื่องๆ เช่น พวก series ต่างๆ (เรื่องเดียวแต่หลาย season)

2 แบบหลัง เป็นการซื้อแบบซื้อขาด หรือทำสัญญากันยาวๆ ไป

การซื้อแต่ละประเภท ก็มีเงื่อนไขในการเผยแพร่ (stream) ที่แตกต่างกันไป เช่น series บางเรื่อง จะได้ความสดใหม่หลังจากออกอากาศ (airing) ทาง Cable TV หรือ TV Networks

ทีวีฉายตอนไหน อีกซักพัก ก็มาโผล่บน Netflix ให้ดูแล้ว

หรือบางเรื่องอาจจะรอปล่อยรวดเดียวทั้ง season เลย (อาจจะตามหลังที่ฉายทีวีซักระยะ)

(ถ้าใครที่ใช้ Hulu จะความแตกต่างเล็กน้อย เช่น series ที่สตรีมนั้น สดใหม่มาก พอฉายทีวีปุ๊บ ออกมาให้สตรีมดูปั๊บ แต่จะมีกำหนดเวลาของมัน (เรียกว่า Content Windows) เช่น ให้ดูได้ 2 อาทิตย์ แล้วจะค่อยๆปลดตอนเก่าออกไปสัปดาห์ละตอน จากนั้น เจ้าของคอนเทนต์ จะรวบรวมไปขายในรูปแบบอื่นๆ เช่น Home DVD, Bluray แทน)

Series,หนังเรื่องไหน ยอดคนดูไม่เยอะ ก็ถอดออกไป เอาเรื่องใหม่เข้ามาแทน โดยที่อาจจะไม่ได้เสียเงินเพิ่ม หรือเสียเพิ่มไม่เยอะ (เป็น condition ที่ทำกับค่ายหนังได้)

หลายเรื่องซื้อ global license มาแล้ว แต่ฉายในบางประเทศนั้นไม่ได้ ค่ายก็จะไม่คิดราคา (เช่น series เรื่องนั้น ออนแอร์อยู่กับเคเบิลทีวีในประเทศ บางครั้งก็ห้ามฉายชนกัน)

ระยะเวลาของสัญญาที่ Netflix ทำกับค่ายหนัง ค่อนข้างยาว หลัก 10 ปี (เช่น กับ Sony Pictures, Warner Bros., Lionsgate)

เมื่อครบกำหนดสัญญา ค่ายหนัง ก็พยายามจะบีบ Netflix ด้วยการขึ้นราคาเยอะๆ ทำให้ Netflix ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา

Netflix ซื้อคอนเทนต์อยู่ 2 แบบ คือ

(ราคาหารด้วยจำนวนสมาชิก จะได้ราคาต่อหัว ซึ่งกลายเป็นถูกไปเลย)

กับอีกวิธี คือ ซื้อแบบเหมา Library

แน่นอนว่า Netflix ชอบแบบแรกมากกว่า ในช่วงสมาชิกยังหลักสิบล้าน Netflix ก็ซื้อคอนเทนต์แบบนี้ไปหลายเรื่อง

แต่หลังๆค่ายหนังรู้ทัน เลยเปลี่ยนให้มาซื้อแบบวิธีที่ 2 แทน เพราะอยากได้ส่วนแบ่งจากการเติบโตของสมาชิกด้วย (ไม่ขายแบบแรกให้แล้ว หรือถ้าขายก็ขายแบบโก่งราคาแพงมากๆ ไปเลย)

———————–

5. Exclusivity & First Run

สิ่งที่สำคัญที่สุด ในโลกของการให้บริการคอนเทนต์ คือ เรื่อง Exclusivity

หนังหรือซีรีย์ดังๆ ถ้าใครได้ไปฉายแต่เพียงผู้เดียว ถือเป็นความได้เปรียบที่สุด เพราะผู้ชม ไม่มีตัวเลือกอื่น

ถ้าต้องการดูคอนเทนต์นั้นๆ ก็ต้องยอมจ่ายให้ผู้ให้บริการไป

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ คือ Exclusivity ของกีฬา ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นกีฬาที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ

ถ้าได้สิทธิ์ในการเผยแพร่มาครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ก็จะมีอำนาจต่อรองสูง จะตั้งราคาสูงกว่าบริการคู่แข่งก็ได้ เพราะมีดูได้ที่เดียว

Exclusivity จึงเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการ OTT ต้องการมาก

บรรดาค่ายหนังยักษ์ใหญ่รู้ดี จึงกำหนดราคาของ Exclusivity ผูกกับการ bid และสร้าง bidding wars ขึ้นมา จากการมีผู้ให้บริการ OTT หลายเจ้า

ในอเมริกา นอกจาก Netflix แล้ว ยังมี Hulu, Amazon และมีบริการ OTT จาก Cable TV Networks เช่น HBO มา bid แข่ง

ถ้าสังเกตดีๆ หนังกับ Series หลายเรื่องที่ฉายบน Netflix ซักช่วงหนึ่ง แล้วหายไป แต่ไปอยู่บน OTT Platform อื่น ที่เดียว แสดงว่า Netflix ไม่สามารถรักษาสิทธิ์ในการเผยแพร่เรื่องนั้นๆได้

Netflix รู้ดีว่า ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ต้นทุนค่าคอนเทนต์ที่ต้องใช้ซื้อ license ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมหาศาล จนธุรกิจพังได้

เป็นที่มาของการสร้าง Original contents ของตัวเองขึ้นมา และตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจการผลิตคอนเทนต์เต็มตัว

เป็นการควบคุมทั้ง Supply chain และใช้ทรัพยากร ปัจจัยการผลิตต่างๆร่วมกันได้

กลายเป็นความได้เปรียบใหม่ที่เรียกว่า “Economies of Scope”

และการใช้ Big Data รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆทั้ง supply chain จึงเกิด “Economies of Speed” เพิ่มขึ้นมาอีก

บริการ OTT Licensing deals แบบ regional / global ถ้ามองราคาเป็นตัวเงิน อาจจะดูแพง

แต่สิ่งที่ทำให้ได้เปรียบมากๆ คือ เรื่อง “Economies of Scale”

การซื้อในสเกลใหญ่ จะถูกกว่าการซื้อสเกลเล็ก ยิ่ง player ใหญ่ยิ่งได้เปรียบด้านต้นทุน

ไม่ใช่แค่เรื่อง Licensing deals แต่ยังรวมถึง Internet Bandwidth, Cloud storage, CDN (Content Delivery Network), Payment Processing Fee (ค่าฟีจากผู้ให้บริการบัตรเครดิตทั้งหลาย) , DRM Fee

ค่าสิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์ ที่ทำให้ local OTT player แข่งด้วยยากมาก

OTT Player ในไทยอย่าง Primetime, Hollywood HD ถึงไปต่อไม่ได้ เพราะจ่ายค่าคอนเทนต์เฉลี่ยแพงกว่า regional player อย่าง HOOQ, iFlix และ 2 เจ้านี้ ก็จ่ายแพงกว่า Netflix อีกที (ขนาด Primetime, Hollywood HD ซื้อกับค่ายหนังโดยตรง ไม่ผ่านนายหน้าหรือ aggregator)

การผลิต original content ของ Netflix 1 เรื่อง ไม่ได้แปลว่า จะฉายเฉพาะ Netflix ที่เดียว เพราะมีหลายเรื่องที่ Distribution ของตัว content เป็นบริษัทอื่น

เช่น House of Cards เป็น original series ของ Netflix แต่ให้ Sony Picture Home Entertainment เป็น Distributor ทั้ง DVD และ Bluray ซึ่งเค้าก็เอาไป release เป็นแต่ละ zone อีก ตามวิธีการบริหาร Content Windows

และยังขาย rights ให้กับ Broadcast อย่างพวก Cable TV เช่น ล่าสุด Virgin TV ก็เพิ่งซื้อสิทธิ์ไปฉายในช่องใหม่ใน UK เมื่อกันยาที่ผ่านมา หรือ FoxTel ที่ออสเตรเลีย

ถ้าจำไม่ผิด Fox ก็ซื้อไปฉายในช่อง TV series ตัวเอง

Original contents ของ Netflix ถ้าเรื่องไหนดัง นี่สร้างรายได้หมุนต่อได้อีกมหาศาล

ถ้าจำได้ ปีแรกที่ Netflix ฉายในไทยแบบเป็นทางการ ไม่มี House of Cards เพราะชนกับสิทธิ์ที่ Fox ถือในไทย (ช่องทรู) เลยฉายไม่ได้

ต่อมา Netflix เลย take over การดูเรื่อง content distribution ของ House of Cards เอง

———————–

6. จุดตายของ Netflix

ปัญหาที่ใหญ่มากของ Netflix คือ ต้นทุนการผลิต original content ที่สูงมากๆ

ปี 2018 Netflix มี budget ที่บานปลาย

จากงบประมาณที่ตั้งไว้ตอนแรก 8 พันล้านดอลลาร์

กลายเป็น 13 พันล้านดอลลาร์

85% ใช้ในการสร้าง original contents ไม่ใช่การซื้อคนอื่นมา เพราะกว่า 90% ของสมาชิก ดู Netflix original เป็นประจำ

อ้วกแตกนะครับ ต้องใช้งบมากกว่าที่วางแผนไว้กว่า 60%

แถมงบการตลาดยังบวมขึ้นเป็น 2 พันล้านดอลลาร์

เหตุผลที่ต้องอัดเงินเพิ่มขนาดนี้ก็เพื่อเร่งการเติบโต

และสปีดหนีบริการคู่แข่งอย่าง Disney+ และ Apple SVOD

การอัดฉีดเงินเพิ่มมันก็ดูเหมือนง่ายครับ

แต่ความยากคือ คอนเทนท์มันต้องดัง โดน ปัง ทุกเรื่อง

เป็นไปได้ยากมาก สำหรับคอนเทนท์ประเภท scripted ที่ต้นทุนแพงกว่าพวกเกมโชว์ เพลง หลายเท่า (บทต้องดี ผู้กำกับต้องเก่ง เล่าเรื่องดี ดาราเหมาะสม)

The Crown ใช้งบสร้าง 140 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

The Get Down ใช้งบสร้าง 120 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

Sense 8 ใช้งบสร้าง 107 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

Marco Polo ใช้งบสร้าง 90 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

House of Cards ใช้งบสร้าง 60 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

Hemlock Grove ใช้งบสร้าง40 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

Daredevil, Jessica Jones ใช้งบสร้าง 40 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

ต้นทุนขนาดนี้ จะเอาเงินมาจากไหนนอกจากการกู้ โดยการออกพันธบัตร จำนวน 2 พันล้านดอลลาร์

หนี้สินระยะยาวของ Netflix พุ่งสูงขึ้นจาก 4.89 พันล้านดอลลาร์ในปี 2017 ไปเป็น 8.34 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018

หนี้เพิ่มกว่า 71%

ไม่ใช่ว่าซีรีย์ทุกเรื่องที่ Netflix ทุ่มทุนสร้าง จะดังอย่าง House of Cards, The Crown เสมอไป มันก็เหมือนละครช่อง 3 ช่อง One ที่มีเปรี้ยงกับแป้ก

เรื่องที่มีแป้กๆ ตัวอย่างเช่น

Marco Polo, Hemlock Grove, Gypsy, Iron Fist, The Defenders, Girlboss, Santa Clarita Diet

ปีนี้และปีหน้า คือ บทพิสูจน์ที่แท้จริง ว่า Netflix จะแข็งแกร่งต่อกรกับยักษ์ใหญ่ระดับมาเฟียของฮอลลีวูด รวมไปถึง Apple ได้หรือไม่

 

เพราะยิ่งต้องการโต ก็ยิ่งต้องสร้างหนี้สิน ใช้เงินมหาศาลไปกับการสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง

ไม่มีใครตอบได้เหมือนกันครับ ว่า Netflix จะยืนระยะไปได้อีกถึงเมื่อไหร่ และสุดท้ายปลายทาง จะเป็นผู้ชนะในโลกอนาคตของทีวีหรือไม่

สวัสดีปีใหม่ 2019

มาแบบเลทๆหน่อย

ปี 2018 เป็นปีที่ผมไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรหวือหวา มีท้ังดีและไม่ดี เป็นธรรมดาในแต่ละปี

ถ้าจะให้ define ปี 2018 ของตัวเอง คงเป็นปีที่การทดลอง (Experiment) เพราะตั้งเป้าหมายไว้ว่า ช่วง 3 ปี นับจากนี้ จะต้องเป็นช่วงที่ “Reinvent & Redefine” ตัวเอง สร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ เพื่อจะได้ใช้ชีวิต วัยกลางคน อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ตาม Roadmap แล้ว ต้องลองผิดลองถูกเยอะนิดนึง เฟลบ้าง เวิร์คบ้าง ได้เรียนรู้ว่า อะไรใช่ อะไรไม่ใช่

จากที่เคยทำอะไรเยอะๆ ก็ลดลงมาหน่อย อะไรไม่สำคัญ ก็เลือกตัดทิ้งไปเลยอย่างไม่เสียดาย

ตรงตาม New Year Resolutions 2018 ที่ตั้งไว้ คือ การตั้งโฟกัส (Focus) และ การทำน้อยได้มาก (Less is more) เป๊ะ

สามารถ acquire skills ใหม่ๆ ที่มาเติม core competencies ของตัวเองได้หลายอย่าง

แม้ว่าอาจจะยังไม่อยู่ในระดับที่พอใจ (โลภ อยากเก่งไวๆ 55) แต่ก็ถือว่าได้วิชาติดตัวเพิ่มมาบ้าง

Goals ที่ไม่สำเร็จ ก็มีเยอะ ทั้งเรื่องการลดน้ำหนัก การกิน การออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ ฝึกฝนจิตใจ

เป็นเรื่องของวินัยและ commitment ล้วนๆ โทษใครไม่ได้เลย (เพื่อนที่มาชวนกินขนม ก็ชวนได้เหมือนเดิมนะ ชอบกิน แต่อาจจะไม่ได้กินเยอะเหมือนก่อน TT)

สรุปคะแนนทั้งปี ให้ตัวเองผ่านแบบลำเอียงหน่อยๆ เพราะความล้มเหลวทั้งหมดที่ผ่านมา เราได้บทเรียน ได้เรียนรู้ความผิดพลาด


สำหรับการตั้งปณิธานปีใหม่ New Year Resolutions 2019 มีข้อเสนอแนะ อยากให้ลองทำไปด้วยกัน

  1. วาดภาพตัวเราในเวอร์ชั่นใหม่ (Define the next level of yourself or “New YOU”)

ผมหยิบยืมแนวคิดนี้มาจากการดูดรากอนบอลซุปเปอร์ เพราะทั้งโกคูและเบจิต้า ต่างต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดของซุปเปอร์ไซย่า เพื่อเป็นที่หนึ่งในจักรวาล

การ์ตูนอาจดูไร้สาระสำหรับหลายคน แต่ผมดูเรื่องนี้จบ ตาสว่างเลย การ define “New YOU” เป็นแบบนี้นี่เอง

ถ้าจะพูดให้ดูมีสาระวิชาการหน่อย แนวคิดนี้ คือ หลักการ OKR (Objective Key Result) นั่นเอง

Objective – เก่งขึ้น

Key Result – การเป็นซุปเปอร์ไซย่าบลู

สิ่งที่เราจะได้จากข้อนี้ คือ การกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้น รู้ว่าจะทำยังไงให้สำเร็จ สำเร็จแล้วนี่จะเกิดอะไรขึ้น

ได้ตาราง OKR ของตัวเองในปี 2019

สามารถรีวิว ปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ (ทุกเดือน ทุกสามเดือนก็แล้วแต่เลย)

(จริงๆ ไม่ต้อง New YOU ก็ได้นะ แบบ ไปเที่ยวต่างประเทศ เก็บเงินซื้อบ้าน ซื้อ iPhone ใหม่ ก็ได้หมด แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคน)

ข้อต่อมาที่อยากเสนอให้ลองทำ คือ


  1. รีวิวชีวิตตัวเองทุกวัน (Everyday in Review)

แทนการทำ Year in Review รายปี

เป็นหลักการคิดที่หยิบยืมมาจาก “Lean startup” คือ “Build – Measure – Learn”

การรีวิวชีวิตตัวเองทุกวัน จะช่วยสร้างกระบวนการทบทวนและเรียนรู้ เพื่อปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข ในทุกๆวัน

วิธีการ ก็ทำง่ายๆ ด้วยการ “เขียนบันทึก” ทุกคืน ก่อนนอน ซัก 15 นาที

กำหนดหัวข้อไว้คร่าวๆ เช่น เรื่องงาน ความรัก ความสัมพันธ์ การกิน การนอน การออกกำลังกาย เรื่องที่ทำให้อารมณ์ดี เรื่องที่ทำให้อารมณ์ไม่ดี

แล้วก็ remark ไว้หน่อยว่า มีอะไรที่ได้เรียนรู้จากมันบ้าง และควรจะแก้ไขมันอย่างไร

สิ่งที่เราจะได้จากการทำข้อนี้ คือ การสร้าง self awareness หรือ การรู้จักตัวเอง ที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการตัวเอง (managing oneself) ซึ่งเป็นสุดยอดทักษะ ในการจัดการกับตัวเอง

ชีวิตเรา เรากำหนดเอง ไม่ต้องให้ฟ้าหรือให้ใครมากำหนด ถ้าเรา “รู้จักตัวเอง” และมีทักษะในการจัดการตัวเอง

ถ้าโยงกับเป้าหมาย “New YOU” ได้ยิ่งดีใหญ่


  1. ตามล่าหาเมนทอร์ (Finding mentors)

“ศิษย์ได้ดีเพราะมีอาจารย์ดี” เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจากความจริง

วิธีคิดนี้ หยิบยืมมาจากมังกรหยก และสามก๊ก

คนโง่ ซื่อบื้อ แบบก๊วยเจ๋ง ตอนมีอาจารย์ เป็น เจ็ดประหลาดกังนั้ม ฝึกมาเป็นสิบปี ฝีมือก็ยังห่วยแตก ไม่ก้าวหน้าไปไหน

แต่พอได้ “ยาจกอุดร” อั้งชิกกง เป็นอาจารย์คอยชี้แนะ พร้อมกับความขยันเป็นทุนเดิม ฝีมือก๊วยเจ๋ง ก็พัฒนาจนขึ้นไปสู่ระดับยอดจอมยุทธ์แห่งยุคได้

ใครเคยอ่านสามก๊ก คงพอรู้ว่า ที่เล่าปี่ สามารถสถาปนาจ๊กก๊กขึ้นมาได้ เพราะสติปัญญา ความสามารถของขงเบ้ง

แต่บทบาทที่คนไม่ค่อยพุดถึง คือ “สุมาเต๊กโช” ซึ่งเป็นคนที่ให้แสงสว่าง ชี้ทิศทางที่ถูกต้อง ให้กับเล่าปี่

สุมาเต๊กโช มองเห็นจุดอ่อนเล่าปี่อย่างทะลุปรุโปร่ง และชี้ให้เห็นว่า ที่เล่าปี่ต้องตกระกำลำบาก ไม่สามารถก่อร่างร้างตัวได้ เพราะขาดกุนซือคู่คิดที่สามารถพลิกชะตาแผ่นดินได้

หาใช่การมีกุนซือเป็นบัณฑิตผู้รู้หนังสือธรรมดาอย่างซุนเขียน บิต๊ก อย่างที่เล่าปี่มีอยู่

ก่อนอำลาจากกัน สุมาเต๊กโช ได้ทิ้งปริศนาด้วยการเทน้ำจากกาลงบนโต๊ะ เขียนเป็นตัวอักษร คำว่า “ฮกหลง” กับ “ฮองซู” ให้เล่าปี่ได้งงเล่น

การสนทนาครั้งนั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตเล่าปี่ไปตลอดกาล

ภายหลัง ปริศนาทั้งหมดก็คลี่คลาย

เล่าปี่ ได้ทั้ง ฮกหลง (ขงเบ้ง) และ ฮองซู (บังทอง) เป็นกุนซือข้างกาย

ถ้าไม่ได้คำชี้แนะจากสุมาเต๊กโช เล่าปี่คงมองไม่เห็นจุดอ่อนตัวเองอันนี้ และคงยังเชื่อมั่นในตัวซุนเขียน บิต๊ก ต่อไป

ไม่มีทางได้ลืมตาอ้าปาก สถาปนาเป็นปฐมกษัตริย์แห่งจ๊กก๊กได้

การเลือก mentor มีหลักง่ายๆ

ให้มองหาคนที่มี “จังหวะการก้าวเดินและวิ่ง” ที่เร็วกว่าเรา

การสนทนาพูดคุยและอยู่กับคนที่เก่งกว่า จะทำให้เรารู้สึกอยากจะเก่งเหมือนอย่างเค้า

การถูก challenge ตลอดเวลา จะช่วยกระตุ้นให้เราใช้ความคิด ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่

แต่ถ้าเราคุย หรืออยู่กับคนที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือด้อยกว่า จะทำให้เรารู้สึก comfortable สบายๆ เรื่อยๆ ยังไงก็ได้

Mentor เก่งๆ จะมองเห็น Blindspot ในตัวเรา รู้ว่าเรามีจุดบกพร่องตรงไหน สามารถชี้ทิศทาง และให้คำแนะนำได้ที่ดีได้

จะเป็นรุ่นพี่ที่ทำงาน หัวหน้างาน ผู้ใหญ่ที่เคารพ ก็ได้ทั้งนั้น

ทั้ง 3 ข้อนี้ เป็นวิธีการง่ายๆ ที่อาจจะช่วยสร้างตัวเองเวอร์ชั่นใหม่ได้ ลองทำกันดูไม่เสียหาย

ปี 2019 นี้ ขอให้คนอ่าน status นี้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง 🏋🏻‍♀️

คิดและวางแผนสิ่งใดไว้ ขอให้ทำสำเร็จในทุกสิ่ง 😎

ชีวิตคนเราสั้นนัก เวลามีจำกัดเพียงน้อยนิด อยากทำอะไร อย่าคิดเยอะ ทำเลย 😌

รัก ชอบ ใครก็รีบบอก ขอให้สุขสมหวังทุกคนครับ ☺️

Facebook แอบเก็บข้อมูลการโทร จากคนที่ใช้มือถือแอนดรอย

เรื่องมีอยู่ว่า หนุ่มนิวซีแลนด์คนหนึ่ง ได้ดาวน์โหลดข้อมูลของตัวเองที่ Facebook เก็บเป็น archive ไว้ และพบว่าข้อมูลเหล่านี้มีการเก็บรายละเอียดการใช้โทรศัพท์มือถือของเค้าแบบละเอียดเลย

ไม่ว่าจะโทรหาใคร โทรนานกี่นาที โทรตอนกี่โมง รวมไปถึงข้อมูล meta data ของพวก SMS

ถามว่าข้อมูลพวกนี้ Facebook เก็บไปได้ยังไง?

ก็เพราะเราเองนั่นแหละ ที่เป็นคนอนุญาต

งงสิครับ หลายคนไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตอนไหน

คำคอบคือ ตอนลงแอพ Facebook บน android ครับ แอพมันจะขออนุญาตเข้าถึงข้อมูล call log ต่างๆของเราไป เราส่วนใหญ่ก็ช่างแม่ง อะไรของมันวะ ไม่อ่านโว้ย แล้วก็กดข้ามไปให้จบๆ

ทีนี้มันเก็บข้อมูลซะละเอียดเลย ทั้ง call log , SMS & MMS meta data

ยิ่งถ้าเป็น android เวอร์ชั่นเก่าๆ ตั้งแต่ 4.1 มันจะตั้งเป็นค่า default ตอนลงแอพเลยว่าอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลพวกนี้ได้

ดังนั้นใครที่ใช้มือถือ android มาหลายปี ก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูก Facebook แอบเก็บข้อมูลพวกนี้เอาไว้

ทั้ง Facebook และ คนสร้าง android อย่าง Google ก็เป็นบริษัทที่เอาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ไปสร้างระบบทำมาหากินด้วยการโฆษณาทั้งคู่

เราไม่ต้องจ่ายค่าใช้บริการให้เค้าเป็นเงิน แต่จ่ายด้วยข้อมูลส่วนตัวของเราแทน

Facebook แจ้งว่า เค้าเก็บข้อมูลเหล่านี้ เพื่อทำให้ระบบแนะนำเพื่อนทำงานได้ดีขึ้น

ระบบที่มันแนะนำเพื่อนที่เราไม่ได้ติดต่อกันมานานแสนนาน อยู่ๆโผล่ขึ้นมาถามว่าเรารู้จักมั้ยนั่นแหละ มันคงไปหาความสัมพันธ์ของ call log , SMS ที่เราส่งหาเพื่อนคนนั้นคนนี้ แล้วมาโมเมแบบมีหลักการทางคณิตศาสตร์ (ความน่าจะเป็น,สถิติ etc) ว่าสองคนนี้น่าจะรู้จักกันนะ

ล่าสุด Elon Musk พอทราบข่าวนี้ ก็ได้ทวีตว่า ช๊อคไปเลย (Shocker)

ได้โอกาสสำรวจตัวเองหน่อยล่ะครับ ว่าข้อมูลส่วนตัวเรา ได้ถูกใครเก็บไปบ้าง

เพราะคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ถ้าข้อมูลส่วนตัว มันไม่ส่วนตัวแล้ว

มีใครจะ #deleteFacebook ตามเฮียอีลอนบ้างมั้ย 😁