คุ้มค่ามั้ย ถ้า Apple จะซื้อ Netflix

****

มีข่าวออกมาบ่อย คนมาชวนคุยประเด็นนี้ก็บ่อยว่า Apple จะซื้อ Netflix มั้ย เพราะมีเงินสดในมือจำนวนมหาศาล และบริการดูหนังสตรีมมิ่งแบบ SVOD (Subscription Video On Demand) ยังเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในบริการอินเตอร์เน็ตที่ควรจะมี

ยิ่งเดือนก่อน Netflix ประกาศผลประกอบการออกมา สื่อต่างประเทศยิ่งประโคมข่าวกันหนักมากๆ

ถ้าวันนี้ Apple ต้องใช้เงินที่เหลืออยู่มากมาย มาซื้อกิจการซักอย่าง เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ธุรกิจด้านคอนเทนต์และมีเดียของตัวเอง Netflix เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด จริงรึเปล่า?

ความเห็นส่วนตัว ผมเชียร์ให้ Apple ซื้อ Disney มากกว่า เพราะ market cap ไม่ถึง 2 เท่าของ Netflix

แต่หุ้น Netflix มี P/E สูงกว่าหุ้น Disney ถึง 10 เท่า และมี EBITDA น้อยกว่า Disney ถึง 20 เท่า

ในแง่ตัวเลขล้วนๆ ถือว่าคุ้มกว่าเยอะ เพราะหุ้น Netflix แพงกว่า แถมยังทำกำไรได้น้อยกว่า Disney มาก

ยิ่งเอาสินทรัพย์ต่างๆที่ Disney มี ทั้งลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับเทพๆ ทั้งของ Marvel Studios ที่มีแก๊งค์ The Avengers, X-Men, Spiderman ยังมี Lucasfilm ที่มีคอนเทนต์ระดับตำนานอย่าง Star Wars และมีกีฬาอย่าง ESPN อีก

ยังมีลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากค่าย Fox ที่สอยมายกล๊อต และสิทธิ์ในการ์ตูนญี่ปุ่นดังอย่างโดราเอม่อน ด้วยนะ (ซื้อสิทธิ์มาจาก TV Asahi ของญี่ปุ่นอีกที เพื่อฉายในอเมริกา)

นอกจากลิขสิทธิ์คอนเทนต์เจ๋งๆแล้ว ยังมี license พวก characters ชื่อดังมากมาย ทั้งยุคเก่าอย่างมิกกี้เมาส์ จนถึงยุคใหม่จากค่าย Pixar เช่น Buzz Lightyear, Wall-E , Dory เป็นต้น

ยังมีสวนสนุก Disney Land หรือร้านขายสินค้า merchandise ต่างๆ ทั่วทั้งโลก เป็นรายได้มหาศาลของ Disney มานานหลายสิบปี

แม้ว่า Netflix จะมี original contents ดีๆเยอะก็จริง แต่ลิขสิทธิ์คอนเทนต์ต่างๆที่มีมูลค่าเทียบไม่ติดกับสิ่งที่ Disney มีเลย

การซื้อ Hollywood studio ที่เป็นเมเจอร์ซักค่าย น่าจะมีประโยชน์มากกว่าการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่สามารถทำเองได้ ฐานลูกค้า Apple ใหญ่กว่า Netflix หลายเท่า น่าจะมีโอกาสไล่ทันได้

**Content King vs. Platform Queen การแข่งขันที่ยังเพิ่งเริ่มต้น**

ในอเมริกา มีจำนวนผู้ให้บริการ streaming เพิ่มทุกปี และค่าบริการแต่ละค่ายก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่เคยมีเก็บถูกลงครับ

ตัวอย่างบริการ และค่าบริการรายเดือน

– Starz $8.99 (เป็นเคเบิลทีวีระดับพรีเมียมที่ให้บริการVDO Streaming ด้วยของค่ายหนัง Lionsgate)
– Netflix $9.99
– HBO Now $14.99
– Hulu $7.99 (เป็นบริการ VDO Streaming ที่ค่ายคอนเทนต์และมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง Disney, Fox, Comcast, Time Warner และ Nippon TV ลงขันกันเพื่อแข่งกับ Netflix)
– Amazon Prime $12.99
– Showtime $10.99 (เป็นเคเบิลทีวีระดับพรีเมียม ของค่าย CBS)

สาเหตุหลัก คือ ต้นทุนด้านคอนเทนต์ที่สูงขึ้นทุกปี

ค่าลิขสิทธิ์ streaming จะถูกกำหนดโดยเจ้าของคอนเทนต์ หลักๆคือ major hollywood studio ใหญ่ๆทั้งหลาย

โมเดลของค่าสิทธิ์เหล่านี้ คิดเป็นต้นทุนแปรผันตามจำนวนสมาชิก ใครมีสมาชิกมากกว่า ก็จะจ่ายต่อหัวให้ค่ายถูกลง (พอคูณด้วยจำนวนสมาชิก ก็เยอะอยู่ดี)

จึงไม่เกี่ยวกับว่ามีคนมาแข่งกันแล้วบริการจะถูกลง

มีลิขสิทธิ์บางเรื่องเท่านั้นที่ค่ายหนังขายแบบเหมาให้โดยการจ่าย lump sum เป็นก้อน ต่อเรื่อง และไม่น่าจะขายโมเดลนี้กับสัญญา content ใหม่ๆแล้ว
(เป็นสัญญาที่ Netflix ทำกับค่ายหนัง ในช่วงเริ่มทำ streaming ยุคแรก)

ต่อให้เจ้าของคอนเทนท์มาทำ streaming เอง ก็ไม่ใช่ว่าจะกำหนดราคาขายเท่าไหร่ก็ได้

เพราะเจ้าของคอนเทนต์พวกนี้ กับคนที่เป็น distributor อาจเป็นคนละคนกัน

เวลาที่เค้าคิดต้นทุน ต้องมีเทียบกับการ distribute ในแต่ละที่
แต่ละสื่อ ตาม content windows และสิทธิ์ในแต่ละภูมิภาคด้วย

เช่น House of Cards ซึ่งเป็น original series ที่ดังมากๆของ Netflix
แต่ไม่ใช่ว่า Netflix ทำเองแล้วจะตั้งราคายังไงก็ได้ เพราะ Global distribution rights ของเรื่องนี้คือ Sony

เราจะเห็นว่าเรื่องนี้ มีใน Netflix บางประเทศ และไม่มีในบางประเทศ มาช้าเร็วแตกต่างกัน บางประเทศมีครบทุก season บางประเทศไม่ครบ ทั้งที่บริการ Netflix เหมือนกัน

หรือฉายบน Cable ช่อง RTL ของ CBS แต่กลับไม่มีฉายใน TV Networks ของ Sony เลย

ปีแรกที่ Netflix เปิดให้บริการพร้อมกันทั่วโลก (2016) มีไม่กี่ประเทศที่ได้ดู House of Cards และอีกหลายๆเรื่อง

เมื่อมีผู้ให้บริการรายใหม่ที่จะเข้ามา ต้องแบกต้นทุนขั้นต่ำมหาศาล ใช้เรื่องราคามาเป็นจุดขายไม่ได้

นอกเสียจากว่า ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์จาก major studios และทำคอนเทนต์เองหมด (ใช้เงินมหาศาลอยู่ดี และไม่ได้การันตีว่าจะสำเร็จ)

ต้นทุนซื้อคอนเทนต์ Netflix พุ่งสูงขึ้นมากในปีก่อนครับ ทะลุเกินเป้าที่คาดไว้เพราะโต มีคนคาดว่า เงินที่เตรียมซื้อ+สร้าง จะมีไม่พอ และค่ายหนังก็เตรียมขึ้นราคาลิขสิทธิ์ไปอีกถ้ามีการต่อสัญญา

น่าจะมี 2 ทางเลือกตอนนี้ คือ ขึ้นราคาค่าสมาชิก (ซี่งคาดกันว่าขึ้นแน่ๆ) กับกู้เงินเพิ่ม

จริงๆก็เชียร์ครับ แต่ตอนนี้เหมือนโดนบี้จากพวกค่ายหนังที่จะไม่ขายของให้แล้วไปทำมาแข่งอีก

“Successor”

“Successor”

กลับมาอ่านสามก๊กอีกรอบหลังปีใหม่ มีบางเรื่องน่าสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในยุคหลังๆ ที่เป็นการสู้กันของ generation ถัดมาของผู้ก่อตั้งแต่ละก๊ก

ในบรรดาลูกหลาน founder ทั้งหลาย ตามนิยาย พระเจ้าเล่าเสี้ยนจะดูโง่ๆหน่อย โดนหลอกนู่นหลอกนี่ ใครมายุก็เชื่อตามเค้าหมด

แต่ว่ากันตามข้อมูล จริงๆแล้ว เล่าเสี้ยนถือว่าเก่งสุดใน level เดียวกัน

  • ไม่ว่าใครจะว่ายังไง แต่เล่าเสี้ยนขึ้นเป็น CEO ของจ๊กก๊กตั้งแต่อายุ 16 ปี ครองแผ่นดินนาน 40 ปี (นานสุดในบรรดาฮ่องเต้ทุกก๊ก) 30 ปีหลังขงเบ้งตาย
  • ขงเบ้งบุกวุยก๊ก 6 ครั้ง เป็นความผิดเล่าเสี้ยนครั้งเดียว (โดนอุบายสุมาอี้ หลอกมาอีกที) นอกนั้นขงเบ้งทำพังเองหมด เล่าเสี้ยนจึงไม่ใช่คนผิดโดยตรง
  • ความผิดพลาดของขงเบ้งไม่ใช่แค่การยกทัพไปพ่ายแพ้ แต่เป็นการมุ่งทำสงครามเกินไป จนละเลยกิจการภายใน คนรอบข้างเล่าเสี้ยนจึงมีแต่กงกงที่ประสงค์ร้ายทั้งนั้น แม้จะประหารทิ้งไปส่วนนึง แต่ใจดีปล่อยไว้บางส่วน จนเติบโตมาเป็นเนื้อร้ายในภายหลัง ครั้งสิ้นบุญขงเบ้ง
  • หลังหมดยุคขงเบ้ง ระดับเสนาธิการเก่งๆเหลือเกียงอุยคนเดียว พาทัพไปแพ้อีก 8 ครั้ง เล่าเสี้ยนไม่ค่อยได้เกี่ยวอะไรมากเช่นกัน นอกจากเรียกทัพเกียงอุยกลับคืนครั้งนึง เพราะหลงเชื่อคำยุยงของกงกงนั่นแหละ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม
  • จ๊กก๊กไม่ได้เสียก๊กเพราะความโง่ของตัวเอง แต่เพราะ direct competitor เก่งเกิน ไปตีเค้าตั้งหลายที แต่ไม่สำเร็จ โดนสวนทีเดียว ไปเลย (เหมือนบริษัทที่มีแต่ CMO เก่งเกมบุก แต่ขาด COO ดูหลังบ้าน รู้ตัวอีกทีหลังบ้านรั่ว)
  • เรื่องโดนอุบาย หลงเชื่อคำคนอื่น เป็นเรื่องปกติ เพราะสมัยพระเจ้าโจยอยครองอำนาจแทนพระเจ้าโจผีใหม่ๆ ก็ถูกอุบายของม้าเจ๊กจนปลดสุมาอี้เป็นพลเรือนมาแล้ว (ตอนนั้นสุมาอี้เกือบโดนประหาร เพราะมีคนค้านเลยรอดตาย) ครั้งนั้นขงเบ้งคุมทัพตีวุยก๊กชนะหลายศึก
  • วุยก๊กหวุดหวิดเกือบเสียเอกราช เพราะไม่มีใครต้านทัพขงเบ้งได้ จนโจยอยต้องเชิญสุมาอี้ให้ come back เพื่อมาประมือกับขงเบ้งโดยเฉพาะ
  • สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดในสามก๊ก คือ “การยุยง ปล่อยข่าวทำลายอีกฝ่าย” ถ้าผู้นำคนไหนขาดความหนักแน่นและความรอบคอบ โดยการเชื่อคำคนอื่นแค่ฝ่ายเดียว ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบคอบก่อน ก็จะตกเป็นเหยื่อของอีกฝ่ายไป ดังเช่นเล่าเสี้ยนและโจยอย
  • สิ้นพระเจ้าโจยอย ก็มีพระเจ้าโจฮองขึ้นมาแทน ตอนนั้นสุมาอี้ปฏิวัติยึดอำนาจตั้งตัวเป็นสมุหนายก (หรือนายกรัฐมนตรีในสมัยนี้) นับตั้งแต่ตอนนั้น ตระกูลสุมาวางอำนาจไว้ในทุกแผนกขององค์กรแล้ว แม้ตระกูลโจอีกหลายคนขึ้นมาแทนก็เป็นได้แค่ CEO ลอยๆที่ไม่มีอำนาจอะไร อำนาจจริงๆอยู่ในมือ MD ทั้งหลายจากตระกูลสุมา
  • จงโฮย เตงงาย บุคคลสำคัญ ลูกน้องมือดีตระกูลสุมา พอยึดจ๊กก๊กได้ ก็ตายหมด โดนตระกูลสุมานี่แหละจัดการ
  • ซุนโฮของง่อก๊ก เป็น CEO บ้าอำนาจ ประหารคนเก่งๆไปหลายคน ก๊กนี้คนเก่งไม่ค่อยเยอะอยู่แล้ว โดนฆ่าทิ้งอีก ยิ่งไปใหญ่ ปัญหาภายในก็เยอะ อันนี้ห่วยจริง 55

การสืบทอดอำนาจการบริหาร เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้ง 3 ก๊ก มีปัญหาหมด

เล่าเสี้ยนโตมาแบบมีคนเก่งอุ้มชู ตัวเองไม่ฉลาดก็ดันไปคบหาแต่คนห่วยๆ ไม่จริงใจ ขงเบ้งในฐานะผู้ปกครองก็ตามใจไม่สั่งสอนให้ดี พอสิ้นคนเก่งคนดีรอบข้าง จ๊กก๊กก็ล่มสลาย เรื่องการคบคน สำคัญมาก

ตระกูลโจ ปล่อยให้ตระกูลสุมา สร้างฐานอำนาจไว้รอบตัวเต็มไปหมด ไม่มีการคานอำนาจใดๆ สุดท้ายก็โดนตระกูลสุมายึดอำนาจแบบไร้ทางสู้ การบาลานซ์อำนาจการบริหาร สำคัญมาก

ตระกูลซุน เกิดมาแบบลูกคนรวย มีพร้อมทุกอย่าง มีอีโก้สูง ลุแก่อำนาจ ประหารคนเก่าแก่ของพ่อที่เก่งๆไปหมด ใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า ไม่สนใจบริหารบ้านเมืองให้ดีๆ

ไม่สามารถยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ พอไม่เหลือใคร สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้

อีกข้อที่น่าสนใจ คือ “ความอดทน” เป็น key success factor สำคัญของสุมาอี้ ที่คนระดับผู้นำควรดูเป็นเยี่ยงอย่างไว้

ตั้งแต่การอดทนเพื่อเอาตัวรอดจากโจโฉ ด้วยการแกล้งป่วย แกล้งเป็นบ้า เพื่อให้โจโฉเชื่อว่าป่วยจริง ไม่มีพิษภัยอะไรกับตน

(โจโฉผู้ยิ่งใหญ่ ตอนหนุ่มๆก็โดนเล่าปี่หลอกแบบนี้มาทีนึง เล่าปี่แกล้งตกใจกับเสียงฟ้าฝ่าจนทำตะเกียบตกพื้น โจโฉเลยคิดว่าเล่าปี่โง่ ไม่มีพิษภัย ก็วางใจปล่อยให้รอดมา สุดท้ายกลายเป็นเสี้ยนหนามอันดับ 1)

จนถึงการอดทนต่อการยั่วยุให้เกิดโทสะจากขงเบ้ง ระหว่างสงครามการรบครั้งสำคัญ ทั้งที่สุมาอี้เพิ่งปราชัยย่อยยับจนเกือบตายคาสนามรบ

แต่ก็ยังรอคอยจังหวะและโอกาสของตัวเอง จนถึงคราวอวสานของขงเบ้ง สุมาอี้เลยไร้คู่ต่อสู้ที่ทัดเทียม มีเวลาสร้างอำนาจในแคว้นวุย

ตระกูลสุมา อบรมสั่งสอนลูกหลานได้ดี ส่งต่อความเก่งข้าม generation ได้ พร้อมรากฐานที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ให้อย่างดี จนสามารถสืบต่ออำนาจได้ถึง 3 generation

หมดยุคสุมาอี้ ก็มีสุมาสูกับสุมาเจียวเป็นสมุหนายกแทน จนสุมาเอี๋ยนคนสุดท้ายยึดอำนาจจากตระกูลโจ สถาปนาราชวงศ์จิ้น รวบรวมสามก๊กเป็นหนึ่งเดียว

ข้อคิดที่ได้ในปี 2017

ข้อคิดที่ได้ในปี 2017

  • ความเป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้วัดกันที่อายุ แต่วัดกันที่วิจารณญาณ (Judgement) ความหนักแน่น ความมีเหตุผล การควบคุมอารมณ์ และความใจกว้าง
  • คนที่จะประสบความสำเร็จ เป็นผู้นำคนได้ ต้องมีความใจกว้าง ยิ่งใจกว้างเท่าไหร่ ยิ่งได้กลับคืนเท่านั้น
  • ความใจกว้าง ฝึกได้ด้วยการฝึกเป็นผู้ให้ จะทำบุญหรือบริจาค ก็ได้ทั้งนั้น
  • คนทำบุญ เข้าวัด นั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเสมอไป เช่นเดียวกันกับ คนกินเหล้า สูบบุหรี่ แต่งตัวไม่ดี พูดจาไม่สุภาพ ก็ไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป
  • คนดีไม่ดี ให้ดูที่ความมีน้ำใจ นึกถึงคนอื่น และการให้เกียรติและการปฏิบัติตัวกับคนที่ด้อยกว่า
  • การตัดสินคน ไม่ควรด่วนตัดสินจากคำบอกเล่าของใครคนใดคนหนึ่ง ควรเรียนรู้และสัมผัสด้วยตัวเองว่าคนคนนั้นเป็นยังไง
  • ชีวิตเรายังต้องเจอคนอีกมาก จะได้เห็นเอง ว่าการนินทา ใส่ร้าย การมี bias มันทำงานยังไง เราจะเริ่มฉลาดขึ้นเมื่อมองเห็นความจริง รู้ว่าอะไรเป็นยังไง ควรฝึกตัวเองให้เป็นคนที่หนักแน่น ไม่ให้ใครมาเป่าหูและเชื่อไปอย่างนั้นทั้งหมด
  • คนฉลาด ไม่ใช่แค่คนที่เรียนเก่ง หรืออ่านหนังสือเยอะ แต่เป็นคนที่แยกออกในสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ รู้ว่าอะไรคือเป้าหมาย และรู้ว่าจะไปถึงเป้าหมายนั่นได้ยังไง
  • คนฉลาด ต้องแยกแยะให้ออกระหว่างคนพูดเก่ง และคนทำเก่ง ต้องรู้ว่าจะประเมินคนแต่ละคนด้วยมุมมองแบบไหน ไม่ประเมินคนด้วยมาตรวัดที่เหมือนกันทุกคน
  • หลักการตัดสินใจ ให้ตั้งจากเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องการเป็นหลัก แล้วค่อยเขียนออกมาว่าทางเลือกแต่ละทาง ตอบสนองความต้องการหรือช่วยให้สำเร็จตามเป้าหมาย มากน้อยแค่ไหน
  • เป้าหมายที่ดี ต้องเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน ท้าทาย ไม่ง่ายและไม่อยากจนเกินไป ต้องวัดได้ และต้องมีระยะเวลากำหนดที่แน่นอน
  • ความสำเร็จ มีองค์ประกอบมาจาก เก่ง+เฮง เก่งอย่างเดียว อาจไม่สำเร็จ ถ้ายังไม่ถึงจังหวะและเวลาที่เหมาะสม สุมาอี้ในสามก๊ก เป็นตัวอย่างที่ดี ด้วยความรู้ ความสามารถ ความใจเย็น มีความอดทนในการรอคอยจังหวะและเวลาที่เหมาะสม จนสามารถวางรากฐานให้ตระกูลสุมา รวบรวมแผ่นดินสามก๊กเป็นหนึ่งเดียว

2017 Year review

ปี 2017 ถือเป็นปีที่ดีในการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ คติที่ยึดเป็นหลักการของการใช้ชีวิตในปีนี้ คือ

1. Less is More = ทำน้อยได้มาก

– ใช้ความคิดมากขึ้น มีความรอบคอบมากขึ้น

2. Stay Focused = รักษาโฟกัส

– เรียนรู้ที่จะปฏิเสธงาน ปฏิเสธคน เพื่อเลือกทำ ในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ รู้ว่าควรจะเลือกไม่ทำอะไร การปฏิเสธและการตัดใจเป็นเหมือนศิลปะที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝนตลอดเวลา

3. Be more compassionate = เห็นอกเห็นใจ

– พยายามที่จะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ลดความอยากเอาชนะ เรียนรู้ที่จะยอมแพ้ ลดอีโก้ของตัวเองลง ทำให้ปีนี้ได้รู้จักเพื่อนๆพี่ๆน้องๆดีๆเยอะมากๆ

ปี 2018 ยังคงยึดหลักการ 3 ข้อนี้ไว้เช่นเดิม เป็นเหมือนฟีเจอร์หลักใน Personal Operating System ไปแล้ว

ค่อยเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆในการอัพเกรด OS รอบต่อๆไป

Good bye 2017 & Happy New Year 2018 🍻🎉

สรุปปี 2017 (Self Year-in Review)

ปีนี้มี journey ค่อนข้างหลากหลาย เขียนไว้เตือนตัวเอง ปีหน้าจะได้กลับมาเห็นอีก 🙂

เป็นเหมือนการบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัว และ learning ที่ได้กลับมา (อาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ โปรดใช้วิจารณญาณ)
—————–

1**. สิ่งที่สำคัญสุดเรื่องงาน คือ “คน” การทำงานร่วมกับใคร มันไม่ใช่แค่เห็นว่าอยากจะทำอะไรด้วยกัน หรือคิดจะทำอะไรเหมือนกัน แต่ต้องดูทัศนคติ นิสัย วิธีการทำงาน **

ถ้าตรงกัน เข้ากันได้ รับกันได้ เข้าขากัน ก็จะเป็นทีมงานที่ดี เมื่อทีมงานดี งานก็จะดีตาม

แน่นอนว่า คงหายากที่จะเข้ากันได้เป๊ะๆ แต่ต้องปรับเข้าหากันได้ ไม่ต่างจากการเลือกคู่
แต่ถ้าไม่ใช่แล้ว (ทำงานแล้วอึดอัด ไม่สะดวกใจ รู้สึกว่าเค้าเอาเปรียบเรา) ก็ลองถอยออกมา ดีกว่าเกิดปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น แล้วจะแก้ไขลำบาก

เรื่องนี้ผมเจอมาเยอะ มีคนมาชวนทำนู่นนี่อยู่ตลอด และเคยเจ็บตัวกับเรื่องพวกนี้มาพอสมควร ผมจึงให้เวลากับการดูคนเยอะเป็นพิเศษ

ถ้ามีสัญญาณอะไรบางอย่างที่ประเมินแล้วไม่น่าจะโอเค ก็เลือกที่จะถอย และจะไม่เสียดายโอกาสเลย เพราะคิดว่าถ้าทำต่อไป คงทำได้ไม่ดี

—————–

**2. ในชีวิตจริง เราจะเจอคนหลากหลายมาก **
**บางคนทำงานเก่งแต่พูดไม่เป็น บางคนพูดเก่ง แต่ทำงานไม่เป็น **
**บางคนขี้โม้ ขี้อวดอย่างเดียว แต่ไม่ทำงานอะไรเลย **

จะดูว่าใครเป็นยังไง ให้ดูที่การกระทำเป็นหลัก
ดูผลงานของเค้าว่าทำอะไรมา ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันรึเปล่า
ที่บอกคนอื่นว่าตัวเองเจ๋งอย่างนั้นอย่างนี้ มันสะท้อนผลงานของเค้าในอดีตยังไงบ้าง

เรื่องพวกนี้ดูไม่ยาก คุยกับเค้าอาจจะเคลิ้ม เพราะพูดเก่ง
จำไว้อย่างเดียว คือ มองไปที่ผลงาน ถามจากหลายๆคน
คำพูด การ self-PR ต่างๆ ถือว่าเป็นสีสัน อย่าไปยึดติดจริงจังกับมันมาก ฟังเอาสนุกๆ

—————–

**3. “โฟกัส” เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ส่วนตัวเป็นคนที่มีงานเข้ามาพอสมควร และเรามีประสบการณ์จากเรื่องแบบนี้มาแล้ว **
“การเลือก” และ “การปฏิเสธ” เป็นสิ่งจำเป็น แม้ว่าอาจจะจะมีผลตอบแทนดี

ผมมี goal ของตัวเองในใจแล้วว่าจะต้องทำอะไร และพยายามจะต้องนึกถึง goal ตัวนี้ทุกครั้ง

ถ้าเราไม่โฟกัสไปที่เป้าหมาย งานหลักที่เราต้องสร้างมันขึ้นมาก็จะลำบาก เพราะจะมีคนดึงโฟกัสเราออกจากเป้าหมายตลอดเวลา

งานเขียนหนังสือ งานเดินสายบรรยาย งานเขียนคอลัมน์ บทความต่างๆ หรือเป็นแขกรับเชิญออกรายการทีวี ก็เป็นงานที่ชอบ และอยากทำ

หลายครั้งก็เลือกที่จะปฏิเสธไป
แอบเสียดาย แต่ไม่เสียใจ คิดว่าคงมีโอกาสคงได้กลับมาทำอีก

เราไม่ควรดีใจและตอบรับไปกับทุกโอกาสที่เข้ามา การหัดปฏิเสธโอกาส และการหัดปฏิเสธคน ก็เป็นทักษะสำคัญที่ต้องฝึกฝน
—————–

**4. “ช่างแม่ง” ฟังดูอาจจะไม่สุภาพ แต่ก็เป็นคำที่แสดงถึงการปล่อยวาง ไม่ยึดถือ ยึดติด **

ปีนี้มีเรื่องที่ช่างแม่ง หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้ แก้ไขอะไรมันไม่ได้

ลองโฟกัสในเรื่องที่แก้ไขได้ ทำได้ด้วยตัวเราเองดีกว่า
ในชีวิตจริง ยังต้องเจออะไรอีกเยอะ ต้องหัดทำใจ ตัดใจ ปล่อยวาง

—————–

**5. คำนินทา เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมีคนรัก ก็ต้องมีคนเกลียด เป็นธรรมดา นึกถึงคำว่า “ช่างแม่ง” เอาไว้**

เราห้ามไม่ให้คนอื่นพูด หรือคิดได้ เค้าจะตัดสินเราอะไรยังไงก็เรื่องของเค้า

คนบางคน ตัดสินจากการฟังความข้างเดียว คิดเอง เออเอง หรือเลือกเชื่อแบบมี bias มากกว่าจะเชื่อ ตามหลักกาลามสูตร ของศาสนาพุทธ ข้อมูลไม่มี ไม่เคยถามหาเหตุผล แต่ก็ตัดสินไปแล้ว

นั่นเป็นปัญหาของเค้า ไม่ใช่ปัญหาของเรา

สิ่งที่เค้าจะได้รับ ในตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ คือ ผลของการตัดสินใจจากการฟังความข้างเดียว หรือการคิดและตัดสินไปเองคนเดียว ซึ่งจะนำไปสู่การสูญเสียอะไรบางอย่าง และเกิดการตัดสินใจผิดพลาดกับบางอย่างในชีวิต

—————–

6**. อะไรที่ไม่ใช่ อย่าไปฝืน แม้ว่าจะดี ก็อย่าไปเสียดาย **

ความรักก็เช่นกัน บางครั้ง ก็ไม่เกี่ยวหรอกว่าคนดีหรือคนไม่ดี แต่ความใช่ เป็นความรู้สึกที่สำคัญ เวลาคนเรามีค่ามากเกินกว่าการสูญเสียที่เกิดจากความไม่ใช่

บางทีเราก็รัก แต่เมื่อมองไปข้างหน้าแล้ว มันไม่ใช่ อนาคตร่วมกันคืออะไร
นึกตอนอยู่ด้วยกัน เป็นยังไง ก็ต้องหัดตอบตัวเองว่า เราโอเคมั้ยกับการเป็นแบบนี้

ถ้าโอเค ก็อาจจะคบกันต่อไปได้ แต่ถ้าไม่โอเค ก็ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด

อีกทักษะที่ต้องฝึก คือ การตัดใจ และการเดินหน้าต่อไป เพราะคนเราต้องอยู่กับปัจจุบัน และอนาคตที่ดี ก็มาจากทำปัจจุบันให้มันดี อดีตมันผ่านไปแล้ว เรากลับไปทำอะไรไม่ได้หรอก ไม่ใช่หนัง About the time ซะหน่อย

—————–

**7. ตอนหนุ่มๆ เวลามีไอเดียอะไร คิดแค่ว่า “Just do it” ดีกว่าคิดอย่างเดียว แต่ไม่ทำอะไรเลย **
**
พออายุมากขึ้น แค่นี้คงไม่พอ แต่ต้องเป็น “Just do it smartly” หรือ ทำอย่างฉลาดด้วย เพราะเวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งกว่าเงินทอง **

ทำอย่างฉลาด คือ การเริ่มต้นด้วยการคิดถึงผลลัพท์ ว่าทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วจะเกิดผลลัพท์ยังไง

พยายามนึกถึงตอนจบ มันจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่า ควรจะลงมือทำมั้ย (จะได้ไม่เสียแรง เสียเวลา) และควรจะทำยังไงให้สำเร็จ (ต่างจาก ทำยังไงให้เสร็จ)

ถ้ารู้ตัวเองว่าทำไปทำไม เพื่ออะไร ได้อะไร โอกาสสำเร็จก็จะมีสูงขึ้นมาก

—————–

**8. เวลาที่ใครก็ตาม พูดว่า “สนิท” กับคนนั้น คนนี้ ก็อย่าเพิ่งไปเชื่อ **
ความสนิทมีหลายระดับ บางคน เคยเจอกันตามงานแค่แป๊บๆ ก็บอกแล้วว่าสนิทกัน ทั้งที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเค้าเลย เรียกสนิทได้ยังไง 55

เจอมาเยอะมากในชีวิต กับคำว่าสนิทกัน ซี้กัน ถ้าเจอคนพูดแบบนี้ ให้ฟังหูไว้หู

—————–

**9. การรับปาก ทำอะไรกับใคร บางครั้งก็ไม่สามารถถือเป็นเรื่องจริงจังได้ เพราะบางครั้ง การรับปาก ก็มาจากการปฏิเสธคนไม่เป็น หรือไม่อยากปฏิเสธ ไม่อยากทำให้เสียน้ำใจ เลยรับๆไปก่อน**

ดูที่การกระทำ ถ้ารับปากและมี action อะไรออกมา มีการ follow up แสดงว่าคนคนนั้นมีความจริงใจและรักษาคำพูดของตัวเอง
ความน่าเชื่อถือของคน ก็วัดกันจากตรงนี้แหละ

——————

**10. เพื่อน ไม่จำเป็นต้องมีเยอะแยะมากมาย **
เพื่อนกิน เพื่อนคุย เพื่อนเที่ยว เพื่อนที่ทำงาน ก็มีไปตามปกติ คุย เจอกัน ตามโอกาส

แต่ต้องมีเพื่อนสนิท ที่ไว้ใจได้ เข้าใจเรา และพร้อมจะเข้าข้างเรา กล้าบอกเราถ้าทำอะไรไม่ถูกต้อง แต่ไม่ตัดสินเรา

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ถ้ามีคนที่เราโทรหาได้ดึกๆ เค้ามาหาเราได้ทันทีโดยมีข้ออ้าง ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ นั่นคือ เรามีเพื่อนที่สุดยอดมากๆแล้ว ทั้งหายาก และไม่ใช่ทุกคนที่จะมี โชคดีมาก ที่ผมมีเพื่อนแบบนี้

——————

เดี๋ยวมีต่อเรื่อยๆ นะฮะ บทเรียนมีเยอะ ตามอายุ 5555