WealthTech เทคโนโลยีที่บริหารความมั่งคั่ง

Feb 15, 2018 1 min read
WealthTech เทคโนโลยีที่บริหารความมั่งคั่ง
Photo by Sharon McCutcheon / Unsplash

82% ของความมั่งคั่งรวมของประชากรทั้งโลก อยู่กับประชากรโลกเพียง 1%

นี่คือ ข้อมูลจากรายงานล่าสุดประจำปี 2017 ของ Oxfam องค์กรระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาความยากจนของโลก

แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการเงินที่มีช่องว่างห่างขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างคนรวยระดับมหาเศรษฐีกับคนจนที่ส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ใช้แรงงาน

คนรวย มีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ปีละ 13% ในขณะที่คนจนมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 2% หรือต่างกันถึง 6.5 เท่า

คนรวย รู้ว่าทำยังไงจะรวยขึ้น ทั้งจากการทำธุรกิจและการลงทุนในรูปแบบต่างๆ

ในขณะที่คนจนโดยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารการเงิน

ยิ่งเรื่องการลงทุนไม่ต้องพูดถึง เพราะแค่ลำพังเงินเลี้ยงชีพยังมีไม่พอเป็นเงินเก็บ

และยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงความรู้และทรัพยากรที่ช่วยเสริมสร้างความมั่งคั่งด้วย

แต่ช่องว่างและความเหลื่อมล้ำของความรวย ความจน กำลังจะถูกทำให้แคบลง โดยมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า “WealthTech” เข้ามาช่วยให้คนจน คนที่มีรายได้ต่ำ ได้มีโอกาสเข้าถึงเครื่องไม้เครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความมั่งคั่งและความมั่นคงทางการเงิน มากขึ้น

ปัจจุบันเทคโนโลยี WealthTech แบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลักๆ คือ

Robo-advisor

Robo-advisor เป็นระบบอัตโนมัติที่ใช้ AI และ Algorithm ในการให้คำแนะนำการลงทุนที่ดีที่สุด จากสภาวะตลาด เป้าหมายการลงทุนและผลตอบแทนที่ต้องการ ความเสี่ยงที่รับได้ของผู้ลงทุน ตลอดจนเพศ อายุ รายได้ และแผนการใช้เงินต่างๆ (เช่น เรียนต่อ ซื้อบ้าน เกษียณ เป็นต้น)

การถือกำเนิดของ Robo-advisors เป็นทางเลือกที่ดีในการเข้าถึงคำแนะนำด้านการลงทุน เพราะสามารถให้บริการการลงทุนได้แบบรายบุคคล แบบ customize เองได้ ใช้เงินลงทุนเริ่มแรกน้อยกว่า และมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับ Financial advisor ที่มักจะให้บริการได้เฉพาะกลุ่มคนมีเงินเยอะ (High Net Worth Individuals) เพราะมีต้นทุนค่าจ้างที่แพง

นอกจากจุดเด่นด้าน ค่าบริหารเงินลงทุนและค่า commission ที่ต่ำแล้ว ข้อดีของ Robo-advisor คือ ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตลงทุน เช่น สามารถรู้และคาดการณ์ volume ซื้อขายหุ้นแต่ละตัวได้ ก่อนที่คนจะสังเกตุเห็น การไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจต่างๆ

ปัจจุบัน Robo-advisor เป็นบริการด้าน FinTech นี่ได้รับความนิยมสูงมากทั่วโลก มีผู้ให้บริการรายใหญ่ด้านนี้ อยู่หลายราย

ในสหรัฐอเมริกา บริการ Robo-advisor ที่เป็นที่รู้จัก เช่น Personal Capital , FutureAdvisor, Betterment และ Wealthfront

แถบยุโรป ในเยอรมนี เช่น Scalable Capital, CashBoard ที่อังกฤษ ก็มี Nutmeg, MoneyFarm

แถบเอเชีย ในจีน ก็มี Wacai, Lantouzi
ญี่ปุ่น ก็มี Theo, WealthNavi

หรือใกล้บ้านเราอย่าง สิงคโปร์ ก็มีบริการนี้ชื่อว่า Bento

สำหรับในเมืองไทย ก็เริ่มมีบริการ Robo-advisor บ้างแล้ว เช่น Think Algo, Ava และธนาคารไทยพาณิชย์ก็มีการตั้งบริษัทลูก ชื่อ SCB Abacus ที่เน้นพัฒนาด้าน AI โดยเฉพาะ ซึ่งเราน่าจะได้เห็นบทบาทในด้าน Robo-advisor ในอีกไม่นาน

Robo-retirement

เป็นอีก 1 ประเภทของ Robo-advisor ที่กำลังได้รับความนิยม เป็นบริการที่เน้นไปยังการบริหารจัดการเงินฝากยามเกษียณโดยเฉพาะ มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือคนวัยเกษียณที่อยู่ในยุค Baby Boomer

จุดเด่นของ Robo-retirement คือ ความถนัดในแผนการลงทุนสำหรับคนวัยเกษียณหรือคนที่กำลังวางแผนการเงินระยะยาวเพื่อที่ตอนแก่จะได้มีเงินใช้เพียงพอในบั้นปลายของชีวิต ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายประจำวัน เงินซื้อประกันสุขภาพ โดยเลือกลงทุนในหน่วยลงทุนที่มีผลตอบแทนสม่ำเสมอและมีความเสี่ยงไม่มากนัก

ด้วยค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการที่ต่ำกว่าการใช้ ที่ปรึกษาทางการเงิน ที่เป็นคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการไม่คิดค่าธรรมเนียมซื้อขาย ค่า commission หรือค่าธรรมเนียมรายปี

แต่คิดค่าบริหารจัดการแบบเหมาจ่ายครั้งเดียวตามจำนวนสินทรัพย์รวมที่ลงทุน (Asset Under Management : AUM) ทำให้บริการนี้ ได้รับความนิยม เพราะช่วยประหยัดต้นทุนในการบริหารเงินไปพอสมควร

จากเดิมที่มีค่าธรรมเนียมของกองทุนประเภทนี้จะอยู่ที่ 1-1.5% ของ AUM เมื่อใช้บริการ Robo-retirement ก็จะลดเหลือเพียง 0.2-0.5% เท่านั้น

ตัวอย่างบริการได้แก่ RobustWealth, Feex และ United Income

ปัจจุบัน เริ่มมีบริษัทบริหารกองทุนรวม นำเสนอ Robo-retirement ในรูปแบบไฮบริด เรียกว่า “Robo-human” มาให้บริการ เช่น The Vanguard Group ที่มีบริการ Robo-human ชื่อ “Personal Advisor” ที่มีทั้งระบบ robo ชื่อ “Personal Capital” ร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัทในการให้คำแนะนำด้านการวางแผนการเงิน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุน

Micro-investment

Micro-investment เป็นบริการที่ให้โอกาสคนเบี้ยน้อยหอยน้อย ได้ลงทุนในรูปแบบเดียวกับคนที่มีเงินเยอะ เช่น การซื้อกองทุน การซื้อหุ้น โดย Micro-investment เป็นการใช้เงินลงทุนจำนวนน้อย แต่เน้นลงทุนเป็นประจำ และสม่ำเสมอ (เหมือนกับเงินหยอดกระปุกออมสิน)

บริการประเภทนี้ มักจะทำการผูกบัตรเดบิตของผู้ใช้ไว้ แล้วมีการตัดยอดเป็นประจำในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งค่อนข้างโดนใจกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีรายได้มากนัก เช่น กลุ่มนักเรียน นักศึกษา หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ

สำหรับ Business model ของบริการประเภทนี้ จะเป็นการเก็บเงินค่าสมาชิก (subscription fee) ในอัตราประมาณ 1 ดอลลาร์ ต่อเดือน ไม่มีการเก็บค่า commission ใดๆ จนกว่าขนาดของพอร์ตโดยรวมโตกว่า 5,000 ดอลลาร์ ที่จะถูกคิดค่าบริหาร 0.25% ต่อปี โดยมีเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 5 ดอลลาร์เท่านั้น

ผลสำรวจจากงานวิจัยในอังกฤษ โดย BlackRock บริษัทบริหารกองทุนที่มีทรัพย์สินรวมกันมากที่สุดในโลก เปิดเผยว่า ประชากรกว่า 9.1 ล้านครัวเรือน ไม่มีเงินเก็บ พอไม่มีเงินเก็บ ก็ไม่มีเงินลงทุน จึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนทำธุรกิจบริหารกองทุน เพราะไม่สามารถดึงคนกลุ่มนี้มาเป็นลูกค้าได้

กลายเป็นช่องว่างตลาดขนาดใหญ่และเทคโนโลยีที่ทำ Micro-investment จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อจับตลาดขนาดใหญ่กลุ่มนี้

สำหรับเงินลงทุนที่แต่ละคนลงมา เจ้าของแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ จะนำไปลงทุนต่อในกองทุนรวมดัชนี (Exchange-traded Fund : ETF) โดยผู้ลงทุน สามารถเลือกได้ว่าชอบการลงทุนลักษณะไหน ความเสี่ยงแบบไหน (แบบ Conservative , Moderate หรือ Aggressive) ต้องการลงทุนในประเภทธุรกิจอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า (เช่น กลุ่มเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ etc) เพื่อให้ตรงกับเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ โดยมีบริการให้คำปรึกษาโดยที่ปรึกษาด้านการบริหารการเงินส่วนบุคคล มาคอยให้คำแนะนำ

บริการด้าน Micro-investment ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูง เช่น Acorns ที่มี ดร. Harry Markowitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ช่วยออกแบบ algorithm การลงทุน 5 รูปแบบ

อีกบริการที่มีชื่อเสียง คือ Stash จากนิวยอร์ค ที่สามารถลงทุนในชื่อของลูกได้ เหมาะสำหรับพ่อแม่ ที่ต้องการเก็บหอมรอมริบ เพื่อมอบเป็นของขวัญให้ลูกตอนโต

และยังมีฟีเจอร์ “Smart-Save” ที่ทำตัวเป็นกระปุกออมสินอัจฉริยะ เรียนรู้แพทเทิร์นรายได้และค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ เพื่อทำการแบ่งสรรปันส่วนเงินไว้สำหรับลงทุน สำหรับเก็บในบัญชีออมทรัพย์ และสำหรับการใช้จ่าย

ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่า Micro-investment จะเป็น WealthTech ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยการใช้เงินของคนส่วนใหญ่ในโลก และจะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตให้คนที่มีรายได้น้อย ได้มีเงินที่งอกเงยจากการลงทุนและมีการเติบโตของสินทรัพย์ที่สูงกว่าเดิมหลายเท่าได้

Digital broker

Digital broker เป็นแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เหมือน broker หุ้น ทั้งการรวบรวมข้อมูลข่าวสารต่างๆ และความสามารถในการซื้อขายหุ้นได้จริง

บริการ digital broker ที่น่าจับตา จะเป็นบริการที่เรียกว่า Social Trading ที่สามารถติดตามรูปแบบการซื้อขายหุ้นของคนอื่นได้ คล้ายๆกับการ follow คนใน Social Networks เช่น ติดตามการเทรดของเซียนหุ้นและสามารถนำกลยุทธ์และรูปแบบการเทรดของเซียนมาใช้กับพอร์ทของตัวเองได้ ซื้อขายตามเซียนได้ เป็นต้น

หนึ่งในบริการ Social Trading ที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ eToro จากอิสราเอล ที่ผู้ใช้ สามารถ follow เซียนหุ้นได้ ซึ่งเซียนหุ้นในระบบของ eToro จะคัดเลือกมาจากนักลงทุนที่เข้าร่วมโปรแกรมที่ชื่อว่า “eToro Popular Investors” โดยนักลงทุนที่ถูกคัดเลือกจะต้องมี performance การลงทุนที่โดดเด่น มีกำไรเติบโตต่อเนื่อง และแต่ละคนจะมีกลยุทธ์การลงทุนที่แตกต่างกัน เช่น บางคนเป็น VI เน้นลงทุนหุ้นที่มีราคาถูกพื้นฐานดี บางคนก็เน้นลงทุนหุ้นเติบโต หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เป็นต้น

ผู้ใช้ ถ้าชอบนักลงทุนคนไหน ก็สามารถ “Copy” กลยุทธ์การลงทุนของแต่ละคนได้เลย

นักลงทุนที่ถูก Copy กลยุทธ์การลงทุนไป ก็จะได้ส่วนแบ่งรายได้จากทาง eToro จึงมีผู้ใช้จำนวนไม่น้อยที่สมัครเข้าร่วมโปรแกรม “eToro Popular Investos” เพราะยิ่งมีคน Copy การลงทุนไปมากเท่าไหร่ นักลงทุนคนนั้นก็จะถูกอัพเกรดเลเวลในระบบและได้รับ incentives เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น รายได้แบบคงที่จำนวน 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือการได้ส่วนลดค่าเทรดในระบบ เป็นต้น

แม้ว่าเราจะเล่นหุ้นไม่เก่ง หรืออาจจะมีความรู้อยู่บ้างแต่ไม่มีเวลา eToro นี่แหละครับ เป็นตัวช่วยที่จะสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีให้เราได้ เหมือนเล่นตามเซียนหุ้นนั่นเอง

Portfolio Management

เป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการ portfolio ด้านการลงทุนของเราให้สะดวกและดูแลง่ายขึ้น เช่น ถ้าเรามี portfolio ลงทุนกับบริษัทหลักทรัพย์หลายที่ ก็ใช้เครื่องมือตัวนี้ในการบริหารที่เดียวเลย ไม่ว่าจะซื้อ จะขาย ดูผลกำไรขาดทุน หรือแม้แต่คาดการณ์ว่าผลตอบแทนในอนาคตโดยรวมจะอยู่ที่เท่าไหร่ หรือถ้าต้องการผลตอบแทนเท่านี้ ควรต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติมบ้าง เป็นต้น

บริการที่น่าสนใจด้านนี้ เช่น InvestEdge, Additiv, WealthAccess

สำหรับเครื่องมือ Portfolio Management นี้อาจจะไม่ได้เน้นเรื่องการสร้างผลตอบแทนได้เองโดยตรง แต่จะช่วยให้คนที่มีพอร์ทการลงทุนหลายที่ สะดวกในการติดตามผลมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ คือ ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่ใช้สร้างความมั่งคั่ง หรือ WealthTech ที่จะมาช่วยลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนครับ

อ้างอิง

WealthTech : https://en.m.wikipedia.org/wiki/Wealthtech

WealthTech Market Map : https://www.cbinsights.com/research/wealth-tech-fin-tech-market-map/

FT : https://www.ft.com/content/080de85e-3176-11e6-ad39-3fee5ffe5b5b

What is WealthTech? : https://www.bbva.com/en/what-is-wealthtech/

The Future of Wealth Technology : https://www.bbva.com/en/what-is-wealthtech/

A Wealth Tech World :

https://www.cbinsights.com/research/robo-advisor-global-fintech-map/

Join the conversation

Great! Next, complete checkout for full access to Worawisut.com.
Welcome back! You've successfully signed in.
You've successfully subscribed to Worawisut.com.
Success! Your account is fully activated, you now have access to all content.
Success! Your billing info has been updated.
Your billing was not updated.