Press "Enter" to skip to content

ศึกชิงมณี 5G : อเมริกา vs. หัวเหว่ย (จีน)

สรุปประเด็น Huawei นะครับ (จาก Live)

ที่พูดใน Live
————–
– มือถือ Huawei รุ่นที่ขายไปแล้วและกำลังจะวางขาย จะไม่กระทบอะไร Google Apps ต่างๆจะยังใช้ได้ปกติ รวมไปถึงการดูแล update ต่างๆ
– ข่าวที่บอกว่า Huawei ยังสามารถใช้ AOSP (Android Open Source Project) อาจจะไม่ได้ง่ายแบบนั้น

– แม้ว่า AOSP จะเป็น code ที่ใครเอาไปใช้ก็ได้ แต่ Google เป็นเจ้าของ IP ตัวนี้ และเปิดให้เอาไปใช้ได้ภายใต้ Apache 2.0 Licensing Agreement การที่ Google ไม่ดูแล IP ตัวนี้โดยปล่อยให้คนที่ติดบัญชีดำสหรัฐนำไปใช้ ก็จะมีความผิดตามกฏหมาย

– OS ใหม่ที่ชื่อว่า Hongmeng ถ้ามาจาก AOSP ก็จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข Apache 2.0 Licensing Agreement เช่นกัน

– ไม่ใช่แค่ Huawei ที่เดือดร้อน บริษัทอเมริกาก็เดือดร้อนเช่นกัน ไล่ตั้งแต่ Qualcomm, Broadcom, Xilinx, Seagate, Western Digital, Micron, Texas Instrument, Lumentum Holdings (sensor สแกนใบหน้า) และ Intel เพราะบริษัทพวกนี้ก็ได้รายได้จาก Huawei เยอะพอสมควร

– รายได้ใหญ่สุดกว่า 50% ของ Huawei ในตอนนี้ มาจากสมาร์ทโฟน+ Laptop + Gadget ต่างๆ เรียกว่าตีไปที่ไข่แดงบริษัท

– โหดสุด คือ ข่าวว่า ARM Holdings แบน Huawei ซึ่งถ้าจริง จะลำบากมาก แม้ว่าจะผลิต CPU เองได้ จากบริษัทลูก

แต่ก็ยังต้องใช้สถาปัตยกรรมของ ARM อยู่ จะให้พัฒนาเอง หรือใช้ของคนอื่น ปัญหาก็จะตามมาอีกบานเลย ต้องใช้เวลานาน ใช้กำลังเงิน R&D อีกมหาศาล

 

ที่ไม่ได้พูด
————–
– แม้ว่า Google Apps ต่างๆจะยังทำงานได้ปกติ แต่ระบบที่เกี่ยวกับ Google Cloud และ Google Infrastructure เช่น AI, Photo อาจจะมีปัญหา (มีรายงานจาก WSJ)

 

อเมริกา vs Huawei และ 5G
————–
– ประเด็นการ spy ข้อมูลที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ยังไม่เคยมีใครเห็นหลักฐาน เป็นเพียงข้อกล่าวหา เพื่อที่จะเอาอะไรบางอย่าง

– 5G ไม่ใช่แค่เน็ตเร็วขึ้น 100 เท่า แต่จะทำให้เกิด Smart City, Autonomous Car, Virtual Reality, Augmented Reality

– 5G จึงมีผลกระทบอย่างมากกับ new economy เพราะจะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอีกเป็นสิบเป็นร้อยเท่า เทคโนโลยี 5G จึงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ สู่ความเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจใหม่

– ผู้เล่นที่กำลังแข่งกันเรื่อง 5G คือ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน สหรัฐ เกาหลีเปิดตัวไปแล้วครั้งแรกของโลกโดย SK Telecom ร่วมกับ Samsung Electronics แต่เทคโนโลยี 5G ที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก ยังเชื่อว่าเป็นของ Huawei จากจีน

————–
– Business model หนึ่งของคนขายอุปกรณ์ 5G คือ การขายตัวอุปกรณ์ และการขาย Patent หรือสิทธิบัตรที่ใช้ในการให้บริการ (มาในรูป royalty fee)

– Huawei เป็นเจ้าของสิทธิบัตรด้าน 5G เยอะสุดในโลกกว่า 1,529 รายการ

– 1 ในสิทธิบัตรสำคัญที่ Huawei ถือครองอยู่ เป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยี 5G เรียกว่า “Polar Code” (ง่ายๆ คือ วิธีการแปลงสัญญาณเพื่อส่งข้อมูล) คิดค้นโดยศาสตราจารย์ Erdal Arikan แห่ง MIT (ได้มาจากมหาวิทยาลัยในอเมริกาเฉยเลย…เก๋า)

– ค่ายอเมริกา ก็มีสิทธิบัตรหน้าที่เดียวกัน แต่คนละวิธีการ มีชื่อเรียกว่า LDPC (Low Density Parity Check)

– Polar Code หลายสำนักบอกว่ามีประสิทธิภาพดีกว่า LDPC

– ใครครองตลาด 5G ได้มากกว่ากัน หมายความว่าคนนั้นจะทำเงินจากค่าสิทธิบัตรนี้มหาศาล จะเป็นอุปกรณ์ Nokia หรือ Ericsson ก็ต้องใช้ Polar Code หรือ LDPC ในการให้บริการเครือข่าย

————–
– อุปกรณ์เครือข่ายส่วนใหญ่ของโลก เป็นของ Huawei (31%) ตามมาด้วย Nokia (29%) และ Ericsson (21%) อื่นๆอีก 19%

– พวกค่ายมือถือ ก็แค่อัพเกรดของเก่าให้เป็น 5G เพราะถ้าเปลี่ยนยี่ห้อที่ใช้ ต้นทุนจะมหาศาล

– ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป Huawei คงเป็นเจ้าตลาด 5G แน่นอน เพราะทุกค่าย คงเลือกอัพเกรดแทนที่จะรื้อ ยกเครื่อง ใช้ของใหม่

– อเมริกา ที่เคยเป็นเจ้าตลาดสมาร์ทโฟนของโลก และเสียตำแหน่งนี้ให้จีนไป จึงต้องแย่งอนาคต 5G มาให้ได้ เพื่อครองอำนาจด้านเทคโนโลยี และเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

————–
เรื่องมันซับซ้อนอีกหลายอย่าง เอาเป็นว่า การต่อสู้กันเพื่อชิงมณี เอ้ย 5G จะน่าสนุกมาก

เป็น move ที่ต้องเดิน แม้จะแลกด้วยการเจ็บตัวของบริษัทอเมริกา ที่พลอยซวยไปด้วยจากรายได้ที่หายไป (ยังไม่นับว่าจะโดนจีนสวนคืน)

ความเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ไม่ใช่ขุดน้ำมัน ค้าอาวุธ ทำสงครามแย่งดินแดนแล้ว

แต่เป็นการชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุดด้านเทคโนโลยี

————–
– ขอบคุณภาพประกอบจาก WSJ

– ลิงค์ Live ใน Facebook :
https://www.facebook.com/suthichai.yoon/videos/10157466875836209?s=697156955&sfns=mo

– ลิงค์ใน YouTube : https://youtu.be/d7Ac5QBPp3

ปล. ทั้งอเมริกาและจีน คุณตีกันไปเถอะ ที่ 1 ในโลกด้านเทคโนโลยี คือ วากานด้านะ รู้ไว้

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

>