10 เคล็ดลับการเลือก Co-founder สำหรับธุรกิจ Startup

ปีนี้ธุรกิจด้านเทคโนโลยีถือว่ามีการเติบโตค่อนข้างสูง เพราะนอกจากธุรกิจอินเตอร์เน็ตและแอพต่างๆที่โตคู่กับอัตราการเพิ่มขึ้นของสมาร์ทโฟน ยังมีอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ทั้งอุปกรณ์ประเภท Wearable อุปกรณ์ประเภท HomeKit อุปกรณ์ประเภท Connected Car เป็นต้น

เมื่ออุตสาหกรรมไอทีทั้งอุตสาหกรรมมีการเติบโตสูงเช่นนี้ ย่อมดึงดูดคนที่มีไอเดียและความฝันที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเอง ได้ออกมาตั้งบริษัท Startup เพื่อทำความฝันให้เป็นความจริง

แต่การเริ่มต้นตั้งไข่ ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินทุน บางทีเราไม่สามารถจ้างคนเก่งมาช่วยทำงานได้เหมือนบริษัทใหญ่ที่มีเงินจ้างพนักงานเงินเดือนสูงๆได้ จึงจำเป็นต้องหาคนมาร่วมฝัน เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจของเรา

ผมอยากแนะนำเคล็ดลับ 10 ข้อสำหรับการเลือกหาคนที่เหมาะสมมาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกับเราดังนี้ครับ

1. มีวิสัยทัศน์ที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน

Co-founder จะต้องมีความเข้าใจในตัวธุรกิจพอๆกัน และมองเห็นอนาคตของกิจการเหมือนกัน เพราะถ้าเข้าใจเหมือนกัน ก็จะมีความอินในธุรกิจ ซึ่งความอินจะนำมาสู่ความทุ่มเทและอุทิศตัวเองเพื่อกิจการ

2. มองเห็นขนาดของกิจการที่อยากให้เป็นเหมือนๆกัน

ไม่ใช่ทุกคนคาดหวังอยากสร้างกิจการเป็นอาณาจักรที่มีขนาดใหญ่โต ซึ่งต้องการความทุ่มเทและการเสียสละสูง

บางคนก็อยากมีกิจการที่มีขนาดพอเหมาะกับกำลังของตัวเอง อาจจะทำเพื่อความสนุก สามารถทำงานแบบชิลล์ๆสบายๆได้ ไม่ซีเรียสกับมันมากนัก

ถ้า Co-founder มองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน ระดับความทุ่มเทและอุทิศตัวเองเพื่อกิจการ ก็จะต่างกัน และมีโอกาสที่จะนำไปสู่การแยกทางกันในที่สุด

3. การอุทิศตัวเองเพื่อกิจการ

Co-founder ทุกคน ควรจะมี commitment อยู่ในระดับเดียวกัน มีความทุ่มเทเพื่อกิจการพอๆกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่สืบเนื่องต่อมาจากข้อ 1 กับ ข้อ 2 รวมกับภาระหน้าที่ในชีวิตที่มีอยู่ของแต่ละคน

ถ้า co-founder คนหนึ่ง มองกิจการสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมจะทุ่มเทชีวิตเพื่อกิจการนี้ ในขณะที่ co-founder อีกคนมีครอบครัว มีภาระที่ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัว ต้องการชีวิตแบบ work life balance อาจทำให้เกิดปัญหาในการทำงานได้

หรือถ้าคนหนึ่ง ต้องการสร้างมูลค่าของกิจการให้เติบโตอย่างรวดเร็วแล้วขายทิ้งใน 1-3 ปี

ในขณะที่อีกคน ต้องการสร้างกิจการให้เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน อยู่ได้ด้วยตัวเองไปอีกสิบๆปี ก็อาจทำให้มีการอุทิศตัวเองในระดับที่แตกต่างกันได้

ถ้าทุกคนมีระดับความทุ่มเทและการอุทิศตัวเองเพื่อกิจการที่แตกต่างกัน อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นภายหลัง และจะเกิดอารมณ์ประมาณว่าเราทำเต็มที่ แต่คนอื่นทำไมไม่เต็มที่เหมือนที่เราทำ และนำไปสู่การแยกทางกันได้เช่นกัน

4. มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน

Co-founder แต่ละคน ควรมีทักษะความสามารถที่ส่งเสริมเติมเต็มกัน เพื่อช่วยเหลือกิจการในสิ่งที่ขาด เช่น เมื่อกิจการมีคนที่เก่งเรื่องการสร้าง Product ก็ควรต้องมีคนที่ทำการตลาดและการขายอยู่ด้วย ถึงจะเป็นทีมที่ลงตัว เหมาะกับการก่อร่างสร้างตัวของกิจการ

5. สไตล์การทำงานของแต่ละคน

Co-founder บางคนมีสไตล์การทำงานที่ชอบลงรายละเอียด ลงมาบริหารจัดการด้วยตัวเองทุกเรื่อง

ในขณะที่บางคน อาจไม่ใส่ในใจรายละเอียดเลย แต่สามารถมองภาพกว้าง มีความคิดทางธุรกิจกว้างไกลและเฉียบคม

ซึ่งธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องมีคนทั้งสองแบบอยู่ในทีมผู้ร่วมก่อตั้ง

6. มุมมองที่แตกต่างหลากหลายจากประสบการณ์และอาชีพ

มุมมองที่แตกต่างและหลากหลายของแต่ละคน จะช่วยสร้างมุมมองที่แปลกใหม่ให้ธุรกิจได้

เช่น ถ้าทีมงานมีคนที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องศิลปะ วิศวกรรม การขาย อยู่ด้วยกัน ย่อมดีกว่าการมีแต่คนประเภทเดียวกันอยู่ในทีม (เช่น เป็นวิศวกรทั้งหมด)

เพราะมุมมองความคิดจะเหมือนกัน มักจะมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ทิศทางที่ถูกต้อง

ทีมงานผู้ร่วมก่อตั้งที่ดี ควรเป็นส่วนผสมที่แตกต่างและหลากหลายในเรื่องของประสบการณ์ที่เคยทำมา

7. เลือก Co-founder ให้เหมือนเลือกคู่ชีวิต

Co-founder เป็นทีมผู้สร้างธุรกิจที่ต้องทำงานด้วยกันไปอีกนาน เหมือนเลือกคู่ชีวิตหรือแฟนที่จะต้องอยู่ด้วยกันไปนานๆ ตั้งแต่สร้างเนื้อสร้างตัวจนถึงการมีรากฐานที่มั่นคงแน่นอน

เวลาจะเลือกใครมาร่วมสร้างกิจการกับเรา อย่าได้ใจร้อน ให้ค่อยๆพิจารณา ดูนิสัยใจคอไปด้วยว่าเข้ากันได้ดีมากน้อยแค่ไหน

เพราะเมื่อตกลงร่วมลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการแต่งงานกัน จะเลิกกันก็ยุ่งยากและสร้างความลำบากใจให้แก่กัน

8. กิจการไม่จำเป็นต้องมีจำนวน Co-founder เยอะ 

ช่วงเริ่มก่อตั้ง ควรมี co-founder ซัก 3-4 คนกำลังดี ไม่ควรเกินนี้ (ถ้ามี 2 คนยิ่งดี)

เพราะอาจเกิดการแบ่งข้างกัน อาจมีความคิดความเห็นไม่ลงรอยกัน อาจจะต้องใช้เวลาและความพยายามในการปรับจูนมากกว่าที่ควรจะเป็น

เข้าทำนองว่ามากคนก็มากความ ตกลงอะไรกันยากด้วย

9. อย่าเลือกใครมาเป็น Co-founder เพราะเค้าเป็นคนให้เงินมาทำกิจการ

ธุรกิจต้องขับเคลื่อนด้วยคนทำงาน และคนทำงานเท่านั้นที่คู่ควรมีอำนาจตัดสินใจในการบริหารกิจการ

ถ้าให้อำนาจการบริหารกิจการกับคนให้เงินมากเกินไป เราอาจจะต้องยอมเค้าด้วยเหตุผลว่าเค้าให้เงิน ไปจนถึงการมีบุญคุณต่อกัน ทำให้กิจการอาจจะไม่เติบโตไปในแนวทางที่ทีมผู้ก่อตั้งต้องการ และอาจจะเจ๊งในที่สุด

ควรจำกัดหน้าที่ของคนให้เงินทุน ให้มีเพียงการกำกับการใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวังเท่านั้น เพราะการใช้เงินให้เป็น เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากกับกิจการ startup

10. ธุรกิจที่ดี จะต้องอยู่ได้โดยไม่พึ่งพาใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ

ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นภายในทีมผู้ก่อตั้งได้ตลอดเวลา ไม่ควรให้อำนาจใครคนใดคนหนึ่งมากเกินไป

เพราะถ้ามีปัญหากับคนคนนั้น ธุรกิจอาจมีปัญหาถึงขั้นล้มได้

เพื่อป้องกันกิจการโดยรวมไม่ให้มีปัญหาสะดุดในการบริหาร เริ่มต้นไม่ควรแบ่งหุ้นให้ co-founder เยอะตั้งแต่แรก แต่ใช้วิธีเพิ่มสัดส่วนหุ้นให้เมื่ออยู่นานขึ้น เช่น ปีแรกให้ 5% ปีต่อไปค่อยเพิ่มเป็น 10% และถ้าอยู่ทำงานเกิน 4 ปีขึ้นไป ก็ค่อยเพิ่มเป็น 20% ไปเรื่อยๆตามความเหมาะสม

ทั้งหมด คือ เคล็ดลับ 10 ข้อสำหรับการเลือก Co-founder ให้เหมาะสมเพื่อมาร่วมกันสร้างธุรกิจ startup ของเราให้เติบโตแบบไม่สะดุด