พฤติกรรมทาง Social Network เหมาะหรือไม่กับการใช้พิจารณาจารณาคนเข้าทำงาน?

“พฤติกรรม” นอกจากจะมีความสำคัญในแวดวงของการตลาด การพัฒนาสินค้าและบริการแล้ว ยังมีความสำคัญกับธุรกิจในแง่ของทรัพยากรบุคคล ที่ต้องการคนที่เหมาะสมมาร่วมขับเคลื่อนองค์กร

แน่นอนว่าองค์กร ย่อมต้องการคนที่มีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมภายใน ไม่สร้างปัญหาให้กับองค์กรและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งรูปแบบเดิมของการตรวจสอบพฤติกรรมก่อนรับเข้าทำงาน คือ การสัมภาษณ์ผู้สมัคร การทำแบบสอบถามทางจิตวิทยา และการสุ่มสอบถามไปยังเพื่อน หรือบุคคลอ้างอิงต่างๆ ที่ผู้สมัครให้ข้อมูลมา


ฝ่ายบุคคลขององค์กร ก็อยากได้เครื่องมือตรวจสอบพฤติกรรมของผู้สมัครที่แม่นยำมากขึ้น การใช้วิธีการแบบเดิม อาจจะไม่เพียงพอ

ในยุคโซเชียลมีเดีย ความเป็นตัวตนของบุคคลถูกสะท้อนออกมาบนพื้นที่ออนไลน์ส่วนตัว ฝ่ายบุคคลขององค์กรบางแห่ง ได้นำมาเป็นปัจจัยในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน


คำถามคือ เหมาะสมหรือไม่กับการนำพฤติกรรมหรือตัวตนของบุคคลทาง Social Network มาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน?

มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northern Illinois ร่วมกับมหาวิทยาลัย Evansville และมหาวิทยาลัย Auburn มีจำนวนกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาจำนวน 586 คน โดยมีการเก็บข้อมูลเบื้องต้นเป็นแบบสอบถามทางจิตวิทยา และมีนักศึกษาจำนวน 274 คนที่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลจากโปรไฟล์บน Facebook เพื่อการวิจัยได้ โดยแต่ละคนจะเปิดให้อ่านข้อมูลแบบ Public


จากนั้นโปรไฟล์ของแต่ละคนจะถูกวิเคราะห์และให้เกรดโดยผู้ประเมินตามหลัก “ทฤษฏีบุคลิกภาพตามปัจจัย 5 ประการ” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “Big Five Traits Theory” ได้แก่

Extraversion (ชอบเข้าสังคม ชอบแสดงออก)

Conscientiousness (ความมีระเบียบวินัย มีเป้าหมายในการทำงาน)

Agreeableness (ความเป็นมิตร ยอมรับซึ่งกันและกัน  ไว้เนื้อเชื่อใจ อดทนต่อสิ่งรอบข้าง)

Emotional Stability (การรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียด การจัดการกับอารมณ์)

Openness to Experience (ชอบหาประสบการณ์ใหม่ๆ มีจินตนาการ มีความสนใจหลากหลาย)


ในอีก 6 เดือนต่อมา กลุ่มตัวอย่างจะถูกเลือกเฉพาะคนที่มีงานทำและเต็มใจที่จะให้ข้อมูลของนายจ้างเท่านั้น จากจำนวน 274 คนในตอนแรก มาขั้นตอนนี้จะเหลือเพียง 69 คน

จากนั้น ทีมผู้วิจัยและประเมินจะทำการติดต่อกับนายจ้างเพื่อทำแบบสอบถาม ซึ่งเหลือจำนวน 56 คนเท่านั้นที่นายจ้างสมัครใจ ในการทำวิจัยครั้งนี้

ซึ่งผลลัพท์ที่ได้ สอดคล้องกันระหว่างข้อมูลการทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาของตัวนักศึกษาเอง กับคะแนนของการประเมินหน้าโปรไฟล์บน Facebook ที่เป็นมุมมองของผู้ประเมิน  และจากการสำรวจจากนายจ้างซึ่งเป็นมุมมองของคนที่รับเข้าทำงาน


แม้ว่าผลการศึกษานี้จะไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เนื้อหาสาระที่ถูกโพสต์ลง Social Network จะไม่สามารถบอกได้ว่าผู้สมัคร ทำงานดีหรือไม่ดี แต่ก็สามารถบอกได้ว่า เนื้อหาสาระที่โพสต์เหล่านี้ สะท้อนตัวตนของตัวเองออกมาจริงๆ

มีผลสำรวจจากบริษัท Reppler ที่ทำการสำรวจ recruiter กว่า 300 คน ว่าใช้ Social Network  ของตัวบุคคลมาพิจารณาเป็นปัจจัยในการรับคนเข้าทำงานหรือไม่

จากผลสำรวจ พบว่า 90% ของ recruiter เหล่านี้ นำโปรไฟล์บน Social Network ของผู้สมัคร มาพิจารณาด้วย

มีถึง 69% ที่ปฏิเสธผู้สมัครเข้าทำงาน จากการอ่านโปรไฟล์บน Social Network ของผู้สมัครเหล่านี้ ในขณะที่ 68% ของการรับคนเข้าทำงาน ก็เพราะอ่านจากโปรไฟล์ผู้สมัครบน Social Network เช่นเดียวกัน

หลายคนอาจมองว่าไม่เหมาะสม ถ้าฝ่ายบุคคลจะใช้ Social Network มาเป็นปัจจัยในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน แต่ก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปัจจุบัน เร่ิมมี recruiter หลายบริษัท ใช้วิธีนี้ในการคัดกรองคนบ้างแล้ว แม้กระทั่งในเมืองไทย

อาจไม่ต้องถึงกับเลิกเล่น หรือโพสต์สร้างภาพคนดี มีอีก account ไว้สร้างภาพหรอกครับ

ขอแค่เราพยายามไม่โพสต์สิ่งที่ส่งผลกระทบด้านลบมากๆกับตัวเราเองให้กับสาธารณะชนรับรู้ 

เพราะมันอาจจะไม่ใช่เพียงฝ่ายบุคคลเท่านั้นที่เห็นครับ แต่จะกลายเป็นเพื่อนทั้งหมดที่เรามีอยู่ จะได้เห็นในสิ่งเหล่านี้

พฤติกรรมบางอย่าง บางครั้งเราก็ไม่ควรเปิดเผยให้กับคนทุกคน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจเราเสมอไป:)


Source : Repler (Link) , Research (Link)

บทความนี้ ตีพิมพ์อยู่ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ Marketing Hub ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ (Link)

ก้าวต่อไปของโซเชียลมีเดีย : Social Enterprise (2)

จากบทความในตอนก่อน ผมสรุปใจความสำคัญหลักๆของการทำการตลาดผ่านโซเชี่ยลมีเดียที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่การใช้เป็นสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงการสร้างความผูกพัน (Engagement) ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจ ความจริงใจและความใส่ใจในตัวผู้บริโภค เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี จนสามารถผูกมัดใจผู้บริโภคให้เป็นลูกค้าของเราไปนานๆ

ผมทิ้งท้ายไว้ว่า โซเชี่ยลมีเดียนั้น นอกจากจะใช้เป็นเครื่องมือในการทำการตลาดแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กรในด้านอื่นๆได้อีกมากมาย เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ผมจะขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจของการใช้โซเชี่ยลมีเดียในการขับเคลื่อนธุรกิจครับ

Booz Allen Hamilton บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลก ได้นำโซเชี่ยลมีเดียมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร แชร์ข้อมูล ไอเดียต่างๆของพนักงานภายในองค์กรตามสาขาต่างๆที่มีกว่า 23,500 คนทั่วโลก ผ่านเว็บพอร์ทัลที่ใช้งานภายในชื่อว่า “Hello.bah.com” ซึ่งมีการเปิดพื้นที่ให้พนักงานเขียนบลอก ใช้งานระบบ Wiki เพื่อแชร์ข้อมูล เอกสารต่างๆ และยังมีระบบที่ช่วยให้พนักงานต่างสาขาสามารถติดต่อค้นหาผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆทั่วโลก เพื่อทำงานร่วมกันในการหาโซลูชั่นเพื่อแก้ปัญหาให้กับลูกค้า และใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้า พาร์ทเนอร์ ได้อีกด้วย

บริษัท General Electric หรือ GE ก็เป็นอีกบริษัทยักษ์ใหญ่อีกแห่งที่นำเครื่องมือโซเชียลมีเดียมาสร้างเป็นระบบที่ใช้งานภายในชื่อ “MarkNet” ที่ช่วยเชื่อมโยงนักการตลาดกว่า 5,000 คนของ GE ทั่วโลกเข้าหากัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างและหล่อหลอมพนักงาน GE เหล่านี้ให้กลายเป็น “The Best Marketers” ผ่านกระบวนการของการแชร์องค์ความรู้ การเบรนสตอร์มหาไอเดียใหม่ๆ การร่วมกันแก้ไขปัญหาทางด้านการตลาดขององค์กรทุกสาขาทั่วโลก และมีการเรียนรู้เทคนิคการตลาดใหม่ๆร่วมกัน

ั้งสองบริษัทได้นำโซเชี่ยลมีเดียมาเป็นเครื่องมือสร้าง Collaborative Platform โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดของ Crowd-sourcing ที่ดึงองค์ความรู้ของพนักงานแต่ละคนออกมาเพื่อต่อยอดความรู้ระหว่างกัน และใช้แนวคิด Co-creation ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมกันตีโจทย์เพื่อแก้ปัญหาของลูกค้า ร่วมกันระหว่างลูกค้า พาร์ทเนอร์และผู้เชี่ยวชาญได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากในมุมของการดึงศักยภาพของทรัพยากรบุคคลมาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพแล้ว โซเชี่ยลมีเดียยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี

ดังเช่นตัวอย่างของ Threadless.com เว็บผลิตและออกแบบเสื้อยืดออนไลน์ ก็นำเสนอไอเดียง่ายๆ โดยให้สมาชิกของเว็บออกแบบลายเสื้อยิืดที่ตัวเองชื่นชอบ จากนั้นก็จะทำการระดมเสียงสนับสนุนจากคอมมูนิตี้สมาชิกด้วยกันผ่านทั้ง Facebook ที่มีจำนวนแฟนกว่า 273,000 คนและ Twitter ที่มี Followers มากกว่า 1.6 ล้านคน เพื่อลงคะแนนโหวตว่าลายไหนคนชอบมากที่สุดในแต่ละสัปดาห์ โดย 10 ลายที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจะกลายเป็นเสื้อยืดที่ถูกทำออกมาขายจริง มียอดสั่งทำจากผู้ที่สนใจโดยที่บริษัทไม่ต้องกังวลว่าทำเสื้อออกมาแล้วจะขายหมดหรือไม่

ดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบทั้งลายเสื้อทั้ง 10 ลายนี้ จะได้รับเงินสดไปคนละ 2,000 ดอลล่าร์ เป็นรางวัล และถ้าเสื้อลายนี้ยังได้รับความนิยมจนมีสมาชิกเรียกร้องให้ทำออกมาขายเพิ่ม ดีไซน์เนอร์ก็จะได้รับรางวัลเพิ่มอีก 500 ดอลล่าร์ ต่อการผลิตในแต่ละล้อตเป็นเหมือนค่าไอเดียในการจ้างออกแบบ ซึ่งตัวดีไซน์เนอร์เองก็คงมีความสุขไม่น้อยที่มีผู้คนมากมายชื่นชอบและสวมใส่งานที่เค้าเป็นคนออกแบบ

clip_image002

Threadless.com เริ่มต้นจากผู้ก่อตั้ง 2 คนที่ชนะการออกแบบลายเสื้อยืดทางอินเตอร์เน็ต ด้วยทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 ดอลล่าร์ ในแต่ละสัปดาห์จะมีเหล่าดีไซน์เนอร์ที่เป็นสมาชิกเว็บส่งแบบเสื้อเข้ามาให้โหวต กว่า 2,000 แบบ ปัจจุบัน Threadless.com มีสมาชิกอยู่กว่า 1.2 ล้านคน และยังมีลูกค้าขาจรอีกกว่า 3 ล้านคน ทำกำไรให้กับ Threadless.com ปีละกว่า 30 ล้านดอลล่าร์ และกำลังขยายขอบเขตของผลิตภัณฑ์ไปยังเคสใส่ไอโฟน เสื้อแจ้คเก็ต และอื่นๆ

แนวคิดของ Threadless.com ตั้งอยู่บนหลักการที่ง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นการดึงคอมมูนิตี้มา “ร่วมคิด ร่วมสร้าง” ผลิตภัณฑ์ โดยที่บริษัทไม่จำเป็นต้องจ้างดีไซน์เนอร์มาช่วยออกแบบเสื้อยืด ไม่ต้องมีหน้าร้านตามห้าง ไม่มีปัญหาด้านสต๊อคค้าง เพราะไม่ต้องคาดเดาว่าจะต้องทำเสื้อออกมากี่ตัว และไม่ต้องลงทุนทำการสื่อสารการตลาดเอง เพราะมีแรงผลักดันจากสมาชิกที่ช่วยกันแชร์แบบเสื้อลงในโซเชียลมีเดียของตัวเอง น่าสนใจมั้ยล่ะครับ:)

ก้าวต่อไปของโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้ง (1)

เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา กระแสของสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียเริ่มก่อกำเนิด มีงานสัมมนาที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นมากมาย มีนักข่าวพลเมือง (Citizen Journalist) เกิดขึ้นเป็นทางเลือกในการติดตามข่าวสาร สื่อกระแสหลักนำไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยในการรายงานข่าวให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

มีการใช้โซเชียลมีเดียในการเคลื่อนไหวทางการเมืองจนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในหลายๆประเทศ กำแพงกั้นในการแสดงความคิดเห็นในหลายๆเรื่องเริ่มบางลง ความคิด ความเห็นต่างๆ หลั่งไหลออกมาจากผู้คนในสังคมออนไลน์ สร้างสมก่อตัวขึ้นมาเป็นองค์ความรู้ต่างๆมากมาย อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

องค์กรธุรกิจ ก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยในสังคมที่หยิบฉวยโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter มาใช้เป็นใช้เชิงธุรกิจในแง่มุมของการเป็นเครื่องมือการตลาดและสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ จนเกิดเคสที่ประสบความสำเร็จมากมาย กลายเป็นต้นแบบให้บริษัทต่างๆนำไปประยุกต์ใช้กัน

ถ้าจะให้วัดปริมาณของแคมเปญการตลาดที่ใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดีย คงไม่สามารถนับได้ เพราะมีองค์กรธุรกิจนำมาใช้เพิ่มขึ้นในทุกๆวัน และมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว

KPI ตัวใหม่ๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของโซเชียลมีเดียเริ่มถูกนำมาใช้

ไม่ว่าจะเป็นการนับจำนวน Followers จำนวนข้อความที่ทวีตและถูกรีทวีต บน Twitter

จำนวนการกด Like , กด Share , จำนวน Comment , จำนวนแฟน บน Facebook

องค์กรธุรกิจ เอเจนซี่ต่างก็พยายามทำแคมเปญการตลาดให้ทะลุ KPI เพื่อแสดงถึงความสำเร็จของตน แต่ก็มีให้เห็นหลายตัวอย่างว่าแม้จะสร้างแคมเปญทะลุ KPI เหมือนจะประสบความสำเร็จ แต่ก็มีเสียงด่าจากผู้บริโภคตามมา กระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของแบรนด์ (Brand Reputation) กลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย

อาจจะกล่าวได้ว่าการตลาดโซเชียลมีเดียไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวก็คงไม่ผิดนัก แม้ว่าเราจะมีโอกาสได้ศึกษาตัวอย่างมากมายจากต่างประเทศ แต่นั่นมิได้หมายความว่า จะหยิบยืมมาใช้แล้วสำเร็จอย่างต้นแบบเสมอไป เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก สภาวะการแข่งขันของธุรกิจก็เริ่มรุนแรง มีการใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจโต้ตอบกันตลอดเวลา ทั้งในแง่ของตัวสินค้า บริการ และการสื่อสารการตลาด

แทคติกการตลาดบนโซเชียลมีเดียหลากหลายกระบวนท่าเริ่มถูกนำมาใช้ ทั้งการใช้เป็นสื่อเพื่อส่งแบบ Broadcast “Marketing Message” ไปหาผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย หรือจะส่งข้อความแบบเฉพาะเจาะจงหากลุ่มเป้าหมายหลายๆกลุ่ม โดยอาศัยการแบ่งกลุ่ม ทั้งตาม อายุ เพศ (Demographic) ที่อยู่อาศัย(Geographic) และตามรสนิยม ความชอบ พฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ (Psychographic)

เมื่อผู้บริโภคตอบสนองและมีความเชื่อถือต่อ “Marketing Message” จากองค์กรธุรกิจเหล่านี้น้อยลง ก็เริ่มมีการนำวิธีการใหม่ๆ เช่น มีการใช้ตัวแทน (Trusted Agent) หรือผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด (Key Opinion Leader หรือ Influencer) มาเป็นพาหนะ (Vehicle) ใหม่ๆ ในการนำ “Marketing Message” ไปสู่กลุ่มผู้บริโภคเช่นเดิม โดยคาดหวังว่าผู้บริโภคจะเชื่อ และให้ความสนใจในตัวสินค้า จนนำไปสู่การซื้อมาใช้ในที่สุด

สูงกว่าระดับนี้อีกขั้น คือ การสร้างความผูกพัน (Engagement) ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์สินค้า สร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ใกล้ชิดผู้บริโภคมากขึ้น โดยนำการสื่อสารสองทาง (2 Ways Communication) มาใช้พูดคุยกับผู้บริโภค แทนการป่าวประกาศข้างเดียว (โฆษณา) เหมือนอย่างเคย

ขั้นตอนการสร้างความสัมพันธ์และความผูกพันกับผู้บริโภค ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้ง เป็นสิ่งที่สร้างให้เกิดขึ้นยาก เพราะต้องอาศัยความต่อเนื่อง ความจริงใจ และความใส่ใจต่อลูกค้าของเรามากกว่าปกติ

เหมือนเราต้องการจีบผู้หญิงซักคนมาเป็นแฟนล่ะครับ ต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ เพื่อพิชิตใจสาว

แต่ถ้าได้ใจ หรือตกลงปลงใจคบกันเป็นแฟนแล้ว เค้าก็จะเริ่มรักเรา ใส่ใจเรา เชื่อใจเรา มีการเชื่อมถึงกัน (Bonding) ระหว่างแบรนด์และลูกค้า คล้ายความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างคน

นี่คือ ภาพรวมของโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้งแบบกระชับๆ ครับ:)

ถ้าถามว่าโซเชียลมีเดีย ในฐานะที่เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน มันทำอะไรได้มากกว่าแค่การทำการตลาดรึเปล่า

โซเชียลมีเดีย สามารถเปลี่ยนแปลงธุรกิจทั้งองค์กรได้อย่างไร? บทความในตอนต่อๆไปจะช่วยคลายปมปริศนาทีละแง่มุมของธุรกิจ เพื่อจะนำพาไปสู่การเป็น “Social Enterprise” รอติดตามกันนะครับ:)

ย้อนดูเหตุการณ์สำคัญของโลกในปี 2010 ผ่าน Twitter Trends

ความสำคัญของ Twitter ในปัจจุบัน นอกจากผู้ใช้จะใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างบทสนทนาระหว่างกันในระดับ “ปัจเจกชน” และได้รับความนิยมอย่างสูง ก่อให้เกิด “กระแสทวีต” รวมกันในปี 2010 กว่า 25 พันล้านข้อความ

ในแต่ละวัน หัวข้อที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงสนทนา Twitter คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นๆ ในสถานที่นั้นๆ

Twitter กลายเป็น “Breaking News Media” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เพราะช่วยให้ผู้ติดตาม รับทราบ ความเป็นมาเป็นไปที่เกิดขึ้นในโลก ได้เป็นอย่างดี

โลกเรากำลังหมุนและเคลื่อนตัวไปในทิศทางใด เราก็เหมือนกับหมุนไปในทิศทางนั้น (ก็แน่ล่ะ 🙂

ผมกำลังหมายถึง เราสามารถรับรู้ “ความเคลื่อนไหว” ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ได้เพียงปลายมือ

รู้เท่าทันโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นอกจากเหตุการณ์สำคัญๆ ที่กลายมาเป็น “Breaking News” ในแต่ละวันแล้ว อะไรที่คนพูดถึงกันมากๆ จะหมายถึง ความนิยม ในสิ่งนั้น

ในโลกแห่งความเป็นจริง คงจะเป็นไปได้ยาก ที่จะรับรู้ว่า คนหลายล้านคน คิดอะไร ชอบอะไร พูดถึงอะไร

สมัยก่อน ความนิยมเหล่านี้ ถูกตัดสิน โดยการเชื่อมโยงกับคนรอบตัว

เพื่อนพูดอะไรเยอะๆ เราจะคิดว่า มันเป็นเทรนด์ (เพราะได้รับความนิยม)

ทั้งที่ในความเป็นจริง ความนิยมของคน 10 คน อาจจะเป็นคนละเรื่องกับความนิยมของคน 100 คน 1000 คน หรือ 1 ล้านคน

เพลงที่เราคิดว่าฮิตในโรงเรียน เพื่อนๆในโรงเรียนร้องได้กันทุกคน อาจจะกลายเป็นว่า วัยรุ่นอีกหลายล้านคน ไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยิน ร้องไม่ได้

Twitter ทำให้เราได้รู้ว่า สิ่งที่คนล้านคนคิดถึง พูดถึง คืออะไร?

ยิ่งคนใช้ Twitter มากขึ้นเท่าไหร่ ความแม่นยำของข้อมูลนี้ ก็จะมากขึ้นเท่านั้น

เปรียบได้เหมือนกับ เป็นการดึงเอา “กระแสความคิด”  ของคนหลายๆคน มารวมกัน แล้วสังเคราะห์ออกมา

ลองมาดูกันครับ ว่า เมื่อเอา “กระแสความคิด” ตลอดทั้งปี 2010 มาวิเคราะห์และจัดกลุ่มเป็นหัวข้อ

อะไรบ้าง ที่เป็นเทรนด์

 

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในโลก เป็นเหตุการณ์น้ำมันรั่วลงในอ่าว Mexico ของบริษัท BP ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน และแผ่นดินไหวที่เฮติ (ข่าว Wikileaks จอมแฉ ยังมาในอันดับ 7 , งานหมั้นของเจ้าชายวิลเลี่ยมแห่งเวลส์มาในอันดับ 9)

News Events

กลุ่ม Technology โลกพูดถึง iPad,Android,iOS,iPhone กันเยอะที่สุด

Screen shot 2010-12-14 at 8.58.14 AM.png

 

ภาพยนต์ที่คนพูดถึงกันมากที่สุดในโลก Twitter ปี 2010 เป็นเรื่อง “Inception” และ “Harry Potter” ภาคล่าสุด

Top Movies

 

Hashtag ที่คนใช้ Twitter ทั่วโลก ใช้กันมากที่สุด

Top Hashtags

 

 

และภาพรวมของเทรนด์โลกในปี 2010 มี “ปลาหมึกพอล” ติดอันดับ 10 มาด้วย

Overall

 

 

เนื่องจากผมไม่ได้ดึงมาทุกหัวข้อ ถ้าใครสนใจจะดูแบบเต็มๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่ลิงค์นี้ครับ http://yearinreview.twitter.com/trends/

Google Buzz หมากล้อม จาก Google

แม้ว่า Google จะถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ในโลกออนไลน์ ด้วยอาวุธที่ทรงพลานุภาพ อย่าง “Search Engine” ที่กลายเป็นอาวุธหลัก ในการบุกทะลวงบริการออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง “Google AdWord” และ “Google AdSense” ที่กลายเป็นอู่ข่าว อู่น้ำ สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้กับตน

แต่ Google กลับไม่สามารถก้าวเข้าไปปักธงในสมรภูมิ “Social Network” ได้เลย แม้ว่าตัวเอง จะมี “Orkut” อยู่ในมือ แต่ก็ได้รับความนิยมแต่ในประเทศ บราซิลและอินเดีย เท่านั้น

Google พยายามออก ผลิตภัณฑ์ออนไลน์อีกหลายๆตัว เพื่อใช้เป็นหมาก ในการเดินเกมรุก เข้าสู่สมรภูมิ “Social Network” ไม่ว่าจะเป็น “Open Social” ที่ออกมาเพื่อแข่งขันกับ “Facebook Platform” หรือจะเป็น “Google Friends
Connect” ที่ช่วยให้ ผู้ใช้ สามารถเป็น เพื่อนกัน ระหว่างเว็บไซต์ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกบนเว็บเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถต่อกรกับ “Facebook Connect” ที่ช่วยให้สมาชิก Facebook สามารถ Login เข้าเว็บไซต์ต่างๆที่เปิดให้ใช้ และ เชื่อมต่อ เข้าถึงสมาชิก Facebook คนอื่นๆ ได้

Google พลาดท่าให้กับ Facebook มาตลอด ในตลาด “Social Network”…

ปี 2009 ซึ่งเป็นปีทองของ “Social Network” ต่างๆ ทั้ง Facebook และ Twitter ที่พากันสร้างการเติบโตหลักหลายร้อยเปอร์เซ็นต์


Google เอง หมายมั่นปั้นมือเป็นอย่างมาก ด้วยการส่ง “Google Wave” ซึ่งเป็นเครื่องมือออนไลน์ที่ออกแบบมาช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกันง่ายๆ โดยเน้นการสื่อสาร คล้ายๆ Twitter แบบกลุ่มย่อย + Email

ด้วยแนวคิดที่ดี ที่ตั้งใจจะทำให้ “Google Wave” เป็น “The Next Evolution of Email” แต่กลับกลายเป็นใช้ยาก และไม่สามารถสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้ใช้ทั่วไปได้

“Google” จึงไม่สามารถแจ้งเกิด บนเวที “Social Network” ได้เสียที

(หน้าตาของ “Google Buzz”)

เปิดศักราชใหม่ “Google” จึงส่ง “Google Buzz” ออกมาท้าทายตลาด ตั้งแต่ต้นปี

“Google Buzz” เป็นบริการ “Social Network” เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกับ “Gmail” บริการ Email ยอดฮิตของ Google

ด้วยฐานผู้ใช้ “Gmail” ที่มีอยู่ประมาณ 160 ล้านคน ทั่วโลก จะช่วยให้จำนวนผู้ใช้ เริ่มต้นของ “Google Buzz” มีจำนวนมากมายมหาศาลได้ในพริบตา

รูปแบบบริการของ “Google Buzz” คือ “Status Update” คล้ายกับ Twitter และ Facebook

แต่ต่างกันตรงที่ ความเหมาะสมในการใช้งาน

ถ้าให้เปรียบเทียบ Twitter และ Facebook จะเหมาะกับการ บ่น การพูดคุย เรื่องทั่วๆไป หรือ ต้องการส่งข้อความอะไรบางอย่างให้ “Followers”

ส่วน “Google Buzz” นั้นเหมาะกับการแชร์และการตั้งคำถามและค้นหาคำตอบ

คล้ายๆกับ Webboard ที่มีเฉพาะกลุ่มเพื่อน ที่เป็น “Followers” ของเราเท่านั้น ที่เข้ามาอ่าน แชร์ และตอบได้

โดยใส่ความสามารถในการเชื่อมต่อกับบริการออนไลน์อื่นๆ ในตัว เช่น Twitter , YouTube , Flickr , Google Reader เพื่อให้การแชร์สามารถทำได้ง่ายขึ้น และบริการดังกล่าว ก็มีผู้ใช้อยู่จำนวนมากเช่นกัน

(ภาพ Google Buzz ที่ใช้บน SmartPhone ต่างๆ)

เนื่องจาก Twitter มีความเป็น Real-time สูง ทำให้การที่จะมีคนมาช่วยเราตอบคำถามที่เราถามไปแล้ว ยากยิ่ง จึงไม่เหมาะกับงานประเภทนี้

ส่วน Facebook ก็เป็นการ “Update Status” ของชีวิต เพื่อนๆใน Facebook ล้วนแต่แชร์เรื่องราวส่วนตัว ทั้งรูปถ่าย ความรู้สึก ความคิด ความเห็นต่างๆ ซึ่งไม่เหมาะกับงานประเภทนี้เช่นกัน

“Google Buzz” จึงเปรียบเสมือน สร้าง “Category” ใหม่ของการ “Update Status”

อาศัย “Gmail” เพราะผู้ใช้ มักจะต้องเปิดหน้านี้ทุกๆวันอยู่แล้ว เพราะมีทั้ง Email , Address Book และมี “Google Talk” ที่ช่วยให้สามารถพูดคุยกับเพื่อนที่ออนไลน์อยู่ ได้ทันที

เป็นการอาศัยประโยชน์จากพฤติกรรมการใช้งาน การร้อยเรียงบริการต่างๆเข้าด้วยกัน สร้างหมากอีก 1 ตัว ขึ้นมา พยายามล้อม คู่แข่ง

อีกทั้งเป็นการใช้ฐานที่มั่นเดิม บุกทะลวง ตลาดใหม่ เหมือนที่ใช้ “Search Engine” บุกตลาดค้นหาข้อมูลและทำโฆษณาออนไลน์ประสบความสำเร็จมาแล้ว

แม้จะไม่ง่าย ในการแข่งกับทั้ง Facebook และ Twitter

แต่ก็นับเป็นย่างก้าวน่าจับตามองยิ่ง ..