Michael Dell และกรณีศึกษาบริษัท Dell

อ่านข่าวเก่าที่ Michael Dell ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อแถลงขอซื้อหุ้นคืน เพื่อให้หลุดจากการเป็นบริษัทมหาชน เพื่อความคล่องตัวในการฟื้นฟูกิจการบริษัท

นึกถึงคำพูดของ Michael Dell เมื่อปี 1997

ปีนั้น Dell มียอดขายบนอินเตอร์เน็ต สูงถึง วันละ 4 ล้านดอลลาร์

มีคนไปถามเค้าว่า จะทำยังไง ถ้าต้องบริหาร Apple ที่มีผลประกอบการขาดทุน เป็นพันล้านเหรียญ

“Michael Dell ตอบว่า ถ้าเค้าเป็นผู้บริหาร Apple เค้าจะปิดบริษัททิ้งซะ แล้วคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นทั้งหมด”

“What would I do? I’d shut it down and give the money back to the shareholders,”

บริษัท Dell ก็ใหญ่กว่า Apple ถึง 5 เท่า Apple จึงไม่อยู่ในสายตาของ Dell แต่ประการใด

16 ปีต่อมา เหมือนกรรมตามทัน …

dell-jobs2

 

คำพูดต่างๆของ Michael Dell กลับมาทิ่มแทงตัวเองอย่างเจ็บปวด

Dell เข้าสู่ยุคตกต่ำ กำไรลดลงถึง 79% ในปีเดียว
บริษัทมีหนี้สูงถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ (เทียบกับ Apple ที่ไม่มีหนี้สินเลย = 0)

จากที่เคยบอกว่า Apple ไม่เคยอยู่ในสายตา Dell
ตอนนี้อาจจะกลับกัน เพราะตอนนี้ Apple ใหญ่กว่า Dell กว่า 18 เท่า (market cap ของ Apple เคยมากกว่า Dell สูงสุด 35 เท่าในปี 2012)

จากที่เคยบอกให้ Apple ปิดบริษัท แล้วคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น
ตอนนี้ ตัวเองน่ะแหละ ที่ต้องเป็นฝ่ายต้องคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นซะเอง (โดยการซื้อคืน)

บริษัทมีเงินสดในมือ 3,300 ล้านดอลลาร์ ต้องไปกู้เงินมาซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้น ที่คาดว่าจะใช้เงินทั้งหมด ราวๆ 24,000 ล้านดอลลาร์

ด้วยเงินสดที่ Apple มีอยู่ในมือตอนนี้ สามารถซื้อบริษัท Dell ได้ และแถมเงินชำระหนี้ให้อีกสบายๆ (Apple มีเงินสดในมือ 55,260 ล้านดอลลาร์)
กลยุทธ์ของ Michael Dell ยังคงเน้นเรื่อง กลยุทธ์ราคาเพื่อแย่ง market share และผูกสัญญายาวกับลูกค้าองค์กร

กลายเป็นต้องขายของถูก จนแทบไม่เหลือกำไร (Profit margin ของ Dell = 3.3% vs 23.46% ของ Apple)

ธุรกิจหลักของ Dell คือ ตลาด PC หดตัวลง เพราะถูกตลาด Tablet มาแย่งส่วนแบ่งไปเยอะ

แม้ว่าตลาด PC จะขาลง แต่ยอดขาย Mac ของ Apple กลับอยู่ในขาขึ้น ติดต่อกันหลายปี

เห็นมั้ยครับว่า “กรรม” มันมีอยู่จริง

หวังว่า “Steve Jobs” จะไม่ตามไปหลอกหลอน Michael Dell ในฝัน

เรื่องนี้เป็นอุหาทรณ์ว่า “จงอย่าดูถูกคู่แข่ง” และ “อย่ายึดติดกับความสำเร็จในอดีต”

2 ข้อนี้ เป็นนิสัยของบริษัทยักษ์ใหญ่ ทั่วโลกครับ

——————————-
อะไร คือ จุดพลิกผันของ Case นี้ครับ มาลองดูกัน?
1. ยึดติดความสำเร็จในอดีต

ในอดีต กลยุทธ์ที่สร้างความสำเร็จให้กับ Dell คือ ใช้วิธีการขายตรงแบบ Direct-sales มีระบบการซื้อขายออนไลน์ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ต้องผ่าน distributor

การตัดคนกลางออกไป ทำให้ไม่ต้องมีต้นทุนหน้าร้าน (ค่าเช่าที่ ค่าจ้างคน ค่าจัดเก็บสต๊อคหน้าร้าน ต่างๆ)

มีระบบ Supply Chain ที่ดี สามารถผลิตเครื่องตามสั่งได้เร็ว ส่งทันตามความต้องการ ไม่ต้องเก็บสต๊อคสินค้ามาก

เมื่อต้นทุนต่ำ ก็ทำให้ขายเครื่องได้ในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง

ตอนนั้น Dell มาแรงมาก สินค้าขายดิบขายดี

Dell ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาด PC

ความสำเร็จขนาดนี้ ทำให้ Dell ชะล่าใจ และ “อิ่ม” กับตลาด PC ที่ตัวเองยึดครอง โดยไม่เฉลียวใจว่าอุตสาหกรรม PC จะมีจุดตกต่ำ

2. ขาด Innovation ละเลยเรื่อง R&D

ข้อเสียของ Dell อย่างเดียวที่มี คือ มีการลงทุนในเรื่องของ R&D ต่ำมาก (สัดส่วน 0.x% ไม่ถึง 1% ของรายได้ เทียบกับ Apple ที่ลงทุนเรื่องนี้กว่า 5% ของรายได้ ณ ช่วงนั้น)

การลงทุนเรื่อง R&D ส่งผลให้ Apple สร้าง innovation ได้อย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ Dell ไม่สามารถสร้าง innovation อะไรออกมาได้เลย และยังคงหากินกับธุรกิจ PC ที่มีกำไรต่ำเหมือมเดิม

3. ไม่เปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การทำธุรกิจ

Dell ตัดระบบตัวกลางออกไป และใช้วิธีการจัดการ Supply Chain ที่ดีมากมาใช้ ทำให้ต้นทุนต่ำ ขายของได้ราคาถูก

Dell ยึดกลยุทธ์นี้เป็นแนวทางในการทำธุรกิจมาตลอด ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จนถึงปัจจุบัน

แต่ Apple กลับคิดต่างออกไปในทางตรงกันข้ามครับ

Apple ให้ความสำคัญกับการมีหน้าร้านของตัวเองเป็นอย่างมาก

เพราะ Steve Jobs เชื่อว่า การที่ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์จากการทดลองใช้ ได้สัมผัสเครื่องจริงๆ มีผลอย่างมากในการซื้อสินค้าของ Apple

Apple จึงมีหน้าร้านของตัวเอง เพื่อให้ผู้ใช้ ้ทดลองใช้งานสินค้าได้จริงก่อนตัดสินใจซื้อ มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำเรื่องการใช้งาน เน้นประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้เป็นหลัก
ปัจจุบัน ร้าน Apple Store กลายเป็นร้านค้าปลึกที่มีกำไรต่อพื้นที่ สูงที่สุดในโลก

ในเรื่อง Supply Chain ตัว Steve Jobs เองก็คิดจะปรับปรุงเหมือนกันครับ เพราะธุรกิจคอมพิวเตอร์ สิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือเรื่องการบริหาร Supply Chain ให้มีประสิทธิภาพ

ปี 1998 Jobs ดึงตัว Tim Cook (CEO ของ Apple คนปัจจุบัน) ผู้ที่มีประสบการณ์มากมายในเรื่องของการจัดการ Supply Chain
ทำมาแล้วกับทั้ง Compaq และ IBM โดย Cook ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเรื่อง Operation ทั้งหมดของ Apple

Took ทำให้ Supply Chain กลายเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของ Apple ในปัจจุบัน

ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ พอประกาศ iPhone หรือ iPad รุ่นใหม่ๆ ใช้เวลาน้อยมาก ในการวางขายทั่วโลก เป็นร้อยๆประเทศ

ในขณะที่คู่แข่ง เปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว ต้องรอกันหลายเดือน กว่าจะเข้ามาขาย และแม้สินค้าจะขายดีมากๆก็แทบจะไม่มีการขาดตลาดนาน เพราะมีการวางแผนจัดการอย่างดี

ฝั่งต้นทุน และประสิทธิภาพ พูดกันง่ายๆ Apple กับ Dell ทำได้เหมือนกัน
แต่ฝั่งปลายทางด้าน consumer ทาง Apple ชนะขาด ทั้งเรื่อง product innovation , retail , branding

ในตลาดคอมพิวเตอร์ที่ราคาสูงกว่า 1,000 ดอลลาร์ Apple ครองส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกกว่า 90%
ในตลาดสมาร์ทโฟน ระดับพรีเมี่ยม ก็เสร็จ iPhone อีกเช่นกัน

น่าสนใจว่า Michael Dell จะพลิกฟื้นกิจการให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้หรือไม่

ถอดรหัส DNA ของสตีฟ จ๊อบส์ นักสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งศตวรรษ

มรณกรรมของสตีฟ จ๊อบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ล เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา สร้างความตื่นตะลึงไปทั้งโลก มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง มีสื่อต่างๆมากมาย รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก ต่างแสดงความอาลัยต่อการจากไปของจ๊อบส์ในครั้งนี้

บทความแรกของคอลัมน์ Marketing Hub เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ผมเขียนเรื่อง “แอปเปิ้ลจะอยู่หรือไป เมื่อไม่มีสตีฟ จ๊อบส์” ซึ่งในบทความนั้น ผมวิเคราะห์ถึงความทรงอิทธิพลต่ออุตสาหกรรม และอิทธิพลเหนือสื่อของตัวจ๊อบส์เอง เหตุการณ์สำคัญในครั้งนั้น คือ การลาป่วยแบบไม่มีกำหนดของจ๊อบส์

ไม่มีใครคิดคาดว่า จ๊อบส์ จะจากโลกใบนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนคืน ในเวลาที่สั้นขนาดนี้

คิดแล้วใจหายครับ ในฐานะที่ผมเป็นแฟนทั้งแอปเปิ้ลและจ๊อบส์มานาน กรณีศึกษาและบทวิเคราะห์ต่างๆที่เขียนลงในคอลัมน์นี้ ก็เป็นเรื่องราวของเค้าไม่น้อย

สตีฟ จ๊อบส์ เปรียบเสมือน ตัวเร่ง ปฏิกิริยา สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งหมดที่เค้าเกี่ยวข้อง ให้พัฒนาเร็วขึ้น ในอัตราเร่งที่มากกว่าปกติ

ขอใช้พื้นที่คอลัมน์นี้ เพื่อสดุดีและขอบคุณในสิ่งที่สตีฟ จ๊อบส์ สร้างขึ้นมาให้โลกใบนี้ ครับ

โลกนี้ที่ไม่มีสตีฟ จ๊อบส์ จะเป็นยังไงต่อไป อันนี้คงต้องรอดูกันต่อไป

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่เค้าทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง คือ “ดีเอ็นเอ” ของความเป็น “นวัตกร” (Innovator)

หนังสือ The Innovator’s DNA ของศาสตราจารย์ Clayton M. Christensen แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขียนไว้ถึงอุปนิสัยหลายๆอย่างของจ๊อบส์ ที่ทำให้เค้ากลายเป็นสุดยอดนวัตกรของโลก

เริ่มตั้งแต่การหัดตั้งคำถาม (Questioning) ด้วยนิสัยเป็นคนช่างถามของจ๊อบส์ ที่สงสัยว่า ทำไมคอมพิวเตอร์ต้องมีพัดลมในเครื่อง และจะระบายความร้อนในคอมพิวเตอร์โดยการไม่ใช้พัดลมได้หรือไม่ เป็นการตั้งโจทย์ เพื่อไปหาคำตอบที่ทำให้ Apple II เป็นคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลกที่ไม่มีพัดลมระบายความร้อนและทำงานเงียบ โดยไม่มีเสียงพัดลมรบกวน

การเป็นคนช่างสังเกตุ (Observing) จ๊อบส์ สังเกตุเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น จากการไปเยี่ยมดูงานที่ศูนย์วิจัยของซีรอกซ์ โดยการสังเกตเห็นอุปกรณ์ควบคุมหน้าจอ และระบบติดต่อผู้ใช้ แม้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นงานวิจัยของซีรอกซ์ แต่กลับถูกมองข้ามไปโดยไม่เห็นคุณค่า ในขณะที่จ๊อบส์กลับสังเกตุเห็นคุณค่าในสิ่งเหล่านี้ โดยไม่ปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ และทั้งสองสิ่งได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของระบบปฏิบัติการแมคโอเอสและเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอช ในปัจจุบัน

เครือข่าย (Networking) ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในดีเอ็นเอของจ๊อบส์

โลกธุรกิจ ไม่ว่าจะที่ไหน “Know who” ย่อมสำคัญไม่แพ้ “Know how” เพราะเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง บางอย่าง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำเอง จึงจะประสบความสำเร็จ และหลายๆครั้ง ไอเดียของการทำธุรกิจก็มาจากการพูดคุยกับเพื่อนฝูง ในเครือข่ายที่เรารู้จักทั้งนั้น

ช่วงที่จ๊อบส์ถูกขับไล่ออกมาจากแอปเปิ้ล อยู่มาวันหนึ่ง Alan Kay อดีตผู้ร่วมงาน ได้พาจ๊อบส์ไปให้รู้จักกับ Ed Catmull และ Alvy Ray Smith สองหนุ่มผู้คลั่งไคล้งานกราฟฟิค ทั้งคู่เป็นหัวหน้าทีมที่ชื่อว่า “Industrial Light & Magic” ซึ่งรับทำสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟคต์ให้กับหนังของจอร์จ ลูคัส (ผู้สร้างสตาร์วอร์ส)

จ๊อบส์เกิดความประทับใจในทีมงานกราฟฟิคทีมนี้มาก ถึงกับยอมควักเงินถึง 10 ล้านเหรียญเพื่อดึงตัวมาทำงานด้วย ต่อมา จ๊อบส์เปลี่ยนชื่อทีมใหม่เป็น “Pixar” พร้อมกับสร้างผลงานอะนิเมชั่นชื่อดังก้องโลกมากมายอย่าง Toy Story , Monster Inc., Finding Nemo จนกลายเป็นบริษัทพันล้านเหรียญ ในวันเปิดขายหุ้นวันแรก

การค้นพบ (Discovery) ที่มาจากความใส่ใจในรายละเอียด (Zoom in & Zoom out) มีครั้งหนึ่ง ทีมงานแอปเปิ้ลประสบปัญหา ไม่สามารถหาวัสดุที่เหมาะสมกับการสร้างเป็นเคสให้แมคอินทอชรุ่นแรก จ๊อบส์ตัดสินใจไปเดินหาในห้างสรรพสินค้า โดยการดูวัสดุของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำด้วยพลาสติค จนในที่สุด เค้าได้ค้นพบวัสดุที่ใช่ ซึ่งเป็นพลาสติคของเครื่องปั่นผลไม้ยี่ห้อ Cuisinart

สุดท้าย คือ การทดลอง (Experimenting) ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ การที่จ๊อบส์ไปทดลองเรียนวิชาการประดิษฐ์อักษร (Calligraphy) ที่ตอนเรียน ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนไปทำไม แค่่รู้สึกว่าชอบ เพราะได้เห็นสิ่งพิมพ์โฆษณาต่างๆที่ติดอยู่ในมหาวิทยาลัยที่จ๊อบส์เรียน และต่อมา พื้นฐานนี้เองได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ระบบปฏิบัติการแมคโอเอสมีฟอนต์ที่สวยงามใช้

แม้ว่าจ๊อบส์จะไม่อยู่เพื่อสรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่สิ่งที่จ๊อบส์ทิ้งไว้ ล้วนมีคณูปการที่สำคัญต่อโลกใบนี้ทั้งสิ้น

We will miss you , Steve Jobs.

พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ที่ http://www.facebook.com/MktHub และ Twitter: @worawisut ครับ

ทักษะการต่อรองของ Steve Jobs

สุดยอดทักษะของ Steve Jobs ที่มักจะไม่มีคนพูดถึง คือ ทักษะการเจรจาต่อรองอันยอดเยี่ยม

ในปี 1997 90 วันก่อนที่ Apple อาจจะล้มละลาย Steve Jobs นัดคุยกับ Bill Gates เพราะ

1.ต้องการให้ Microsoft ยืนยันที่จะพัฒนา Office for Mac ต่อไป เพราะ Apple อาจถึงคราวอวสาน ถ้าไม่มีองค์กรธุรกิจซื้อ Mac มาใช้ เนื่องจากไม่มีโปรแกรม Office

2. Apple ไม่มีเงินสดพอที่จะดำเนินธุรกิจต่อไป Jobs ต้องการเงินจาก Microsoft

ไพ่ในมือที่ Steve Jobs มีเพียงอันเดียว คือ Microsoft ละเมิดสิทธิบัตรบางตัวของ Apple แต่สามารถบรรลุข้อต่อรอง 2 ข้อได้ คือ Microsoft ยอมพัฒนา Office for Mac ต่อไป และยอมควักเงินซื้อหุ้นมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ (เป็นหุ้นแบบ no voting rights ด้วย)

ได้ทั้ง”ความช่วยเหลือ” ในธุรกิจ ได้ทั้ง”เงิน” มาทำธุรกิจ

มีดีลธุรกิจใหญ่ๆอีกมากมาย ที่ Steve Jobs ต่อรองมาได้ ทั้งเรื่องของการดาวน์หลดเพลงดิจิตัล (ที่ต้องไปเจรจากับค่ายเพลงเขี้ยวลากดินทั้งหลาย) ลิขสิทธิ์หนังและซีรียส์ที่ขายบน iTunes (ค่ายหนังยักษ์ใหญ่ทั้งนั้น) นิตยสารและหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ (เพื่อมาลงบน iPad)

ต่อให้มี innovation ล้ำเลิศเพียงใด ถ้าไม่ได้ทักษะการเจรจาต่อรองขั้นเทพ ก็คงยากที่จะเกิด iTunes , iPod , iPhone และ iPad

(จากหนังสือ “Digital Wars”)

Apple จะอยู่หรือไป เมื่อไม่มี Steve Jobs

หนึ่งในข่าวที่สะเทือนเลื่อนลั่นวงการธุรกิจโลกในเวลานี้ คือ ข่าวการลาป่วยอย่างไม่มีกำหนดของ Steve Jobs ผู้สวมหมวก CEO ของบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกอย่าง Apple

ข่าวนี้ทำหลายๆคนตกใจพอสมควร

และแน่นอนว่า “แฟนพันธ์แท้” Apple อย่างผม แม้ว่าจะตกใจอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่พอจะคิดไว้อยู่บ้างแล้ว

ผมเชื่อนะครับว่า ท่านผู้อ่านหลายๆคนที่ติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีมาตลอด คงเคยได้ยินว่า ก่อนหน้านี้ Steve Jobs ก็เลยลาป่วยแบบนี้มาแล้ว เมื่อเดือนมกราคม ปี 2009 โดยครั้งนั้น Jobs ห่างหายไปนานกว่า 6 เดือน

ปกติข่าวการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับผู้บริหารระดับสูง ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น พนักงาน และบางครั้ง อาจจะส่งผลกระทบไปถึงลูกค้า ทั้งทางด้านบวกและด้านลบ

แต่ข่าวนี้ยิ่งมีน้ำหนักความน่าสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะ Steve Jobs ไม่ได้สวมหมวกเพียงแต่ตำแหน่ง CEO และผู้ก่อตั้ง Apple เท่านั้น

แต่ Steve Jobs เป็นเสมือน “สัญลักษณ์ (Icon)” ของ Apple จนแทบจะแยกกันไม่ออก

ทุกครั้งที่ Jobs ขึ้นพูด Keynote ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆของ Apple จะได้รับความสนใจจากสื่อมากที่สุด ในบรรดา CEO ทั่วหล้า

คนทั้งโลก ต่างตื่นเต้นและเฝ้ารอคอยการขึ้นพูดของเค้าในเวทีที่สำคัญๆต่างๆ

คำพูดของเค้าจะถูกนำไปอ้างอิง เขียนถึง จากสื่อต่างๆมากมาย

ความคิดของเค้าทรงอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมและอาจถึงขั้นกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมได้

การสรรค์สร้าง “นวัตกรรม” มากมายในอดีต วิสัยทัศน์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เป็นตัวบ่มเพาะ “บารมี” ของ Jobs

Jobs จึงเปรียบเสมือนเป็น “Influencer” ที่มีอิทธิพลเหนือสื่อและเหนืออุตสาหกรรม

เป็นเหมือนกับ “ศาสดา” ของ Apple และของวงการ IT โลก

แน่นอนว่า การที่เค้าไปจาก Apple ครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อ Apple ไม่มากก็น้อย

เพราะที่ผ่านมา Jobs มีบทบาทสูงสุดในการตัดสินใจครั้งสำคัญๆที่มีผลต่อธุรกิจ

ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจสร้างโทรศัพท์มือถือ iPhone ขึ้นมา เพราะความเชื่อส่วนตัวที่ว่า โทรศัพท์ในยุคนั้น ไม่ดีพอ

หรือจะเป็นการตัดสินใจเลือกว่าจะไม่ทำ iPad ออกมาสู่ตลาด เมื่อหลายปีก่อน เพราะความเชื่อที่ว่าตลาดและเทคโนโลยียังไม่พร้อม บริษัทควรจะโฟกัสไปที่การสร้าง iPhone อย่างสุดกำลังจะดีกว่า

วิสัยทัศน์และการตัดสินใจของ Steve Jobs จึงมีความสำคัญยิ่งกับ Apple

แต่ถ้าถามผมว่า การที่ไม่มี Jobs จะส่งผลกระทบต่อ Apple ขนาดไหน

ผมคิดว่า คงมีบ้าง แต่ไม่มากครับ

เพราะก่อนจาก Jobs ได้แต่งตั้ง Tim Cook ซึ่งเป็น Chief Operating Officer (COO) ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ดังเช่นการลาป่วยของตัวเองครั้งก่อน

เค้าจึงมีประสบการณ์ในการเป็น “CEO ชั่วคราว” มาแล้ว

หน้าที่หลักของ Tim Cook คือการดูแลงานต่างๆที่วางแผนเอาไว้ให้สำเร็จและไม่สะดุด

ซึ่ง Cook ก็ทำได้ดีกับการเปิดตัว iPhone 3GS และ Mac OSX ที่ชื่อรุ่นว่า “Snow Leopard”

ทำให้ปลายปี Apple จึงตอบแทนความเหนื่อยในการทำหน้าที่เป็น CEO ชั่วคราว ด้วยหุ้นและเงินสดมูลค่ากว่า 12.3 ล้านเหรียญฯ รวมกับขึ้นเงินเดือนเป็น 800,000 เหรียญฯต่อไป และยังมีโบนัสให้เปล่าอีก 800,000 เหรียญฯ

รวมๆแล้ว Tim Cook ได้รับค่าเหนื่อยทั้งปีเป็นเงิน 14 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นเงินไทยในช่วงนั้นก็เกือบๆ 500 ล้านบาท!!

เยอะจนคิดว่า Tim Cook คงภาวนะให้ Steve Jobs ลาป่วยอีกรอบเป็นแน่:)

และถึงแม้ว่าเราจะไม่เห็นวิสัยทัศน์หรือการคิดค้นอะไรใหม่ๆที่เป็นอนาคตของบริษัท ในช่วงที่ Cook เป็น CEO

แต่นั่นเป็นเพราะว่า วิสัยทัศน์และการวางแผนสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ถูกวางไว้ก่อนหน้านั้นมาเป็นปีๆแล้ว

เหมือนดังเช่น MacBook Air และ iPhone ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาต้นแบบขึ้นมาก่อนวางขายจริงถึง 3 ปี

เมื่อ Roadmap ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วจึงไม่มีความจำเป็นใดที่ “CEO ชั่วคราว” อย่าง Cook จะต้องคิดค้นสิ่งใหม่

แค่บริหารจัดการบริษัทและควบคุมการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆให้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ก็พอ

ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เป็นที่คาดหมายว่าจะเปิดตัวในปี 2011 อย่าง iPad 2 , iMac , MacBook Pro , iPod และ iPhone 5 ล้วนถูกกำหนดช่วงเวลาเปิดตัวไว้ก่อนล่วงหน้า

เชื่อว่าทุกตัวล้วนเตรียมตัวพร้อมที่จะเข้าสู่สายการผลิตแล้วทั้งสิ้น เพียงแต่รอจังหวะและเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

และเป็นไปได้ที่แผนในปีต่อไปก็อาจจะถูกวางไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน

เป็นธรรมดาครับ สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ขนาดนี้ ที่จะต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ของบริษัท ในระยะสั้น (3-6 เดือน) ระยะกลาง (1-2 ปี) และระยะยาว (3-5 ปี)

ยอดขาย iPhone ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2007 จนถึงปัจจุบัน รวมกันอยู่ที่ประมาณ 90 ล้านเครื่อง คิดเป็นเงินกว่า 45,600 ล้านเหรียญฯ (ราวๆ 1.4 ล้านล้านบาท)

นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก คาดการณ์ว่าปีนี้ Apple จะมียอดขาย iPhone ทะลุ 100 ล้านเครื่อง และมียอดขาย iPad มากกว่า 40 ล้านเครื่อง

ตั้งเป้ายอดขายในปีนี้ทั้งปี มากกว่ายอดขายของทั้ง 3 ปีที่ผ่านมารวมกันซะอีก

ที่เหลือก็มารอลุ้นว่า Tim Cook จะทำตามแผนที่วางไว้สำเร็จแค่ไหน

จะผลักดันให้ Apple ให้เป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap.) สูงที่สุดในโลก แซงหน้า Exxon Mobil ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันและพลังงาน ได้หรือไม่

ถือเป็นงานช้างของ Tim Cook ที่ต้องทำงานให้คุ้มกับเงินตอบแทนมหาศาล

และแน่นอนว่าการหายไปของ Steve Jobs ย่อมมีผลกระทบด้านภาพลักษณ์ของ Apple

รวมถึงการเป็น “Media Influencer” ที่เรียกความสนใจและสร้างอิทธิพลกับสื่อทั่วทั้งโลก

แต่ด้วยความที่เป็น Apple ซึ่งเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและลูกค้ามีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูงมากที่สุดแบรนด์หนึ่งในโลกธุรกิจ

ทำให้ไม่ว่าจะเปิดตัวสินค้าอะไร ทั้งโลกความความสนใจอย่างสูงไม่เปลี่ยนแปลง