พัฒนาการเปลี่ยนโลกของ Facebook

Facebook ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2004 โดยใช้ชื่อว่า “TheFacebook” โดยสมาชิกในช่วงแรกถูกจำกัดเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด จากนั้นจึงค่อยขยายไปยังมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมต่างๆทั่วสหรัฐ ในปี 2005 “TheFacebook” ได้เปลี่ยนชื่อโดยการตัดคำว่า “The” ข้างหน้าออกและเปิดให้บริการกับบุคคลภายนอกสมัครเป็นสมาชิกได้เมื่อปลายปี 2006

ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อย้อนอดีตหรือเขียนประวัติของ Facebook ให้อ่านกัน แต่เป็นเพราะ ล่าสุดครับ เมื่อ 22 กันยายนที่ผ่านมา Facebook จัดงานประจำปีสำหรับนักพัฒนา ชื่อว่างาน “F8” เพื่อประกาศถึงพัฒนาการของ Facebook ที่ผ่านมา และอนาคตของ Facebook ที่จะก้าวเดินต่อไป

ฟีเจอร์เด็ดของงาน F8 นี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า “Timeline” ที่จะช่วยให้เราย้อนเวลาไปหาอดีตได้

ฟังดูน่าตื่นเต้นมั้ยครับ:)

สำหรับคนที่ใช้งาน Facebook มาได้ซักระยะ จะสังเกตเห็นว่า ตัว Facebook เอง มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่า Mark Zuckerberg ยึดถือหลักการของ “Kaizen” อันโด่งดังของญี่ปุ่น เป็นแม่แบบในการพัฒนาระบบ

หลายคนที่เคยทดลองใช้ “Google+” ที่โดดเด่นด้วยแนวคิดของการจัด “Circle” หรือกลุ่มคนที่จะมารับรู้เรื่องราวที่เราแชร์ ทำให้หลายๆคนติดใจในแนวคิดนี้ จน Facebook ต้อง “ขอยืม” (หรือลอก) มาใส่เพื่อปรับปรุงวิธีการแชร์หรืออัพเดทสเตตัส ของผู้

เรียกว่า Google+ มีอะไรดี เดี๋ยวสิ่งนั้นก็จะมีใน Facebook เช่นกัน

และยิ่งพัฒนาการของ Facebook ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา มีบ่อยมากครับ

ไล่มาตั้งแต่ตัว Facebook Chat ที่ออกมาเป็นแอพแชทโดยเฉพาะ ทั้งบนแอนดรอยด์และไอโฟน ทำให้คนแทบจะเลิกเล่น MSN Messenger และหันมาใช้ Facebook Chat เพื่อพูดคุยกันแทน

การปรับเปลี่ยนระบบรายชื่อเพื่อน (Friend List) แบบใหม่

มีระบบ “Realtime Ticker” ที่คล้ายๆกับหน้าจอของการรายงานหุ้น ที่ช่วยให้ผู้ใช้เกาะติด Facebook มากกว่าเดิม เพราะจะเห็นความเคลื่อนไหวของเพื่อน แบบ Realtime ไม่ว่าจะใครจะไปกด Like ไป Comment เพื่อน รูป หรือมี activity อะไรใน Facebook ก็จะแสดงอยู่ใน “Realtime Ticker” นี้

แม้ว่าจะมีคนจำนวนมาก ไม่ชอบฟีเจอร์นี้ เพราะละเมิดความเป็นส่วนตัว แต่ปัจจุบัน ทาง Facebook ก็ยังไม่ได้ถอดมันออกไป

กลับมาดูในเรื่องของ “Timeline” ที่เป็นทีเด็ดประจำงาน F8 กันต่อ

Timeline เป็นรูปแบบของหน้า Profile แบบใหม่ โดยการเพิ่มความสามารถในการย้อนดูข้อมูล สเตตัสอย่างๆของเราย้อนหลังได้ ไปจนถึงวันแรกที่เราสมัครใช้ Facebook กันเลย และยังเพิ่มสิ่งที่เรียกว่า “Cover” ที่เป็นเหมือน ปกหนังสือ แทนตัวตนของเจ้าของ Timeline อีกด้วย

clip_image002

(หน้า Facebook Timeline แบบใหม่)

เมื่อย้อนกลับได้ ก็เหมือนกับว่า เราสามารถย้อนเวลากลับไปดูอารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำของตัวเอง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เวลาใดได้

และสามารถย้อนกลับไปดูของเพื่อนได้เช่นกัน

ราวกับว่า Facebook ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง จากผู้ให้บริการ Social Networking มาเป็น ผู้ให้บริการ ”หนังสืออัตถะชีวประวัติ” ของผู้ใช้ กว่า 800 ล้านคนทั่วโลก

Wikipedia อาจจะเป็นสารานุกรมออนไลน์ ที่บันทึกความรู้ต่างๆที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในขณะที่ Facebook จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น สารานุกรมบันทึกชีวะประวัติของชาวโลก ที่ใหญ่ที่สุด

และที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น มันคือ บันทึกชีวิตของคนกว่า 800 ล้านคนทั่วโลกที่เชื่อมโยงกันอยู่

ความสัมพันธ์ ระหว่างกันของทั้งเพื่อน คนรัก คนรู้จัก เพื่อนของเพื่อน เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน ญาติพี่น้อง

สิ่งไหนที่คนชอบเหมือนกัน ให้ความสนใจในเรื่องเดียวกัน คนไหนมีความสัมพันธ์กันแบบไหน ใครคิดอะไรอยู่ ณ ช่วงเวลาใดหนึ่ง

มันถูกบันทึกไว้หมด จนเรียกได้ว่า ถ้าอยากรู้จักใครซักคนหนึ่ง แค่ย้อนเข้าไปอ่านใน Timeline ของคนคนนั้น ก็เหมือนราวกับว่า รู้จักคนคนนั้นมาเป็นเวลาหลายปี

น่ากลัวว่างานนี้เฟสบุคจะเข้ายึดครองโลกและอาจจะเขี่ย Google กระเด็นจากตำแหน่งผู้นำของโลกออนไลน์ในอีกไม่นาน

Open Graph อาวุธเด็ดในการครองโลก

เมื่อ “Google เป็นเหมือนสมองซีกซ้าย คุมความคิดด้านตรรกะและการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในขณะที่ Facebook เป็นเหมือนสมองซีกขวา คุมอารมณ์ คุมปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์ของประชากรโลก”

clip_image004

(Open Graph แบบใหม่ของ Facebook)

ความสัมพันธ์ ที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลหรือสิ่งของปัจจุบัน มีแค่ระดับ “Like” และ “Comment”

ทั้ง 2 ตัว ถือว่าเป็น ปฏิสัมพันธ์ หรือ “กิริยา” ที่อยู่คู่กับ Facebook มานาน

แต่อีกทีเด็ดในงาน F8 คือ ประกาศ ชุด API ความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “Open Graph” แบบใหม่

ปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์ระหว่างคนมากมาย ความชอบ (Like) ความรัก (Love) การแบ่งปันหรืออวด (Share) หรือ ระหว่างคนกับสิ่งของไม่ว่าจะเป็น เพลงที่ฟัง (Listening) สิ่งของที่ซื้อ (Buying) หนังที่ดู (Watching) หนังสือที่อ่าน (Reading) เป็น “กิริยา” ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมพฤติกรรมคนมากขึ้น

ตัว “Open Graph” นี้ เปิดให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลหากันระหว่าง “Realtime Ticker” “News Feed” (หน้าแรก) และ “Timeline” ของผู้ใช้ ช่วยให้ปฏิสัมพันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ไปแสดงอยู่ในหน้าเหล่านี้ได้

clip_image006

(การเชื่อมโยง Open Graph เข้ากับหน้า News Feed, Timeline และ Realtime Ticker)

แคเพิ่มความความสามารถของ Open Graph โดยการกำหนด “กิริยา” เพิ่มขึ้น นี่เอง ส่งผลกระทบมหาศาลต่อโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค เพราะเป็นการจำลองพฤติกรรมคนในโลกจริงมาอยู่ในโลกออนไลน์

Open Graph จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำเหนือ Google เพิ่มขึ้นอีก เพราะต่อไป Facebook จะสามารถบันทึกพฤติกรรมเหล่านี้จากสิ่งที่ผู้ใช้กว่า 800 ล้านคน ทำ ในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง ในขณะที่ Google รู้เพียงแค่พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลและการเข้าเว็บไซต์ของผู้ใช้เท่านั้น

ถ้าตีเป็นมูลค่าแล้ว ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่าและมูลค่าที่แตกต่างกันมหาศาล

โฆษณารูปแบบใหม่ ใช้พฤติกรรมคนโซเชียลดึงดูด

จากงานวิจัยของ comScore ในหัวข้อ “The Power of Like” เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาพบข้อมูลน่าสนใจ คือ

· ประชากร Facebook ในสหรัฐฯ ใช้เวลา 1 ใน 4 ของการเล่น Facebook ในแต่ละวัน ไปกับการอ่าน “News Feed” (หน้าแรกของ Facebook ที่แสดงอัพเดทต่างๆจากเพื่อนๆในเครือข่ายของเรา)

· ผู้ใช้ Facebook อ่าน คอนเทนต์จากแบรนด์ต่างๆในหน้า News Feed มากกว่าการไปเยี่ยมชมหน้าเพจของแบรนด์ต่างๆ ถึง 40-150 เท่า โดยคอนเทนต์เหล่านี้มาจากการโพสต์ของตัวเพจเอง และจากแฟนของเพจนั้นๆที่ไปคอมเมนต์หรือกด Like ในข้อความที่เพจโพสต์

· จากการวิเคราะห์ข้อมูลของเพจ 100 อันดับแรกของ Facebook พบว่า จำนวนของเพื่อนของคนที่เป็นแฟน (Friends of Fans) เห็นคอนเทนต์ของแฟนเพจ มากกว่าตัวคนที่เป็นแฟน อย่างน้อย 34 เท่า และยิ่งเพจนั้นมีแฟนมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่ Friends of Fans เห็นก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

จากข้อมูลดังกล่าว พอจะสรุปได้ว่า ถ้าเพจมีการสร้างข้อความที่สามารถ Engage กับแฟน จนทำให้เกิดการกด Like หรือคอมเมนต์ได้มากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะเกิด Brand Exposure กับเพื่อน และเพื่อนของคนที่เป็นแฟน (Friends of Fans) มากขึ้นเท่านั้น และจะเพิ่มมหาศาล ถ้าเพจนั้นมีแฟนเยอะ

จากข้อมูลของ TBG Digital พบว่า โฆษณาของ Facebook ที่เรียกว่า “Sponsored Stories” ที่เป็นการนำปฏิสัมพันธ์ของเพื่อนกับเพจมาใส่เพิ่มในการแสดงโฆษณาแบบเดิม สามารถสร้าง Click Through Rate เพิ่มขึ้นถึง 46%

ล่าสุด Facebook ได้มีการปรับปรุงการแสดงผลโฆษณา จากเดิม ที่ใช้เพียงแค่ “Like” ในเพจหรือแบรนด์ใด กลายมาเป็นการมองเห็นคอมเมนต์ที่เพื่อนของเรา ทำกับเพจนั้นๆด้วย ยิ่งทำให้โอกาสที่เราจะเห็นและคลิกที่ตัวโฆษณาของ Facebook เพิ่มมากขึ้นไปอีก

นี่ยังไม่รวมถึงระบบ Open Graph นะครับ ว่าถ้ามีการเปิดใช้งานอย่างเต็มที่ ประสิทธิภาพของการโฆษณาบน Facebook จะเพิ่มสูงขึ้นไปขนาดไหน และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ที่ Google เคยได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

clip_image008

การแสดงผลโฆษณาแบบเก่า (ซ้าย) และแบบใหม่ (ขวา)

ทั้งหมดนี้คือ ก้าวต่อไปอีกก้าวของ Facebook ที่กำลังผลักดันโลกสังคมออนไลน์ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ต้องจับตาการเดินเกมเปลี่ยนโลกของหนุ่มน้อย Mark Zuckerberg ให้ดี

Facebook Timeline และ Open Graph ตัวใหม่ มีผลกระทบอย่างไรในเชิงการตลาด

โลกการตลาดยุคใหม่ ศาสตร์ที่สำคัญที่สุด คือ พฤติกรรมลูกค้า (Customer Behavior) เพราะด้วยความหลากหลายของสินค้า บริการ วัฒนธรรม ข้ามพรมแดน ส่งผลให้การแบ่ง Segment ของตลาด ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านพฤติกรรมและจิตวิทยา (Psychology) มากกว่า การแบ่ง Segment ตาม Demographic และ Geographic อย่างที่เคยเป็น

ยากเหลือเกินครับ ที่ในโลกแห่งความเป็นจริง สำหรับการเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ซื้อ (Buyer Behavior) จำนวนมหาศาล ทั้งพฤติกรรมจากตัวบุคคล (Individual Behavior) และทางจิตวิทยาสังคม (Sociology Psychology) หรือ พฤติกรรมแบบกลุ่ม (Behavior of Groups)

ด้วยฟีเจอร์ Timeline และ Open Graph ตัวใหม่ ได้เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ เกือบสมบูรณ์

ทำให้ตอนนี้ Facebook นอกจากจะกลายเป็น Marketing Platform ที่โดดเด่นในเรื่องของ พฤติกรรมผู้บริโภค(Customer Behavior) และการสื่อสารการตลาด(Marketing Communication)

พฤติกรรมของประชากร Facebook กว่า 800 ล้านคนขณะนี้ จะถูกเก็บบันทึก และถูกสังเคราะห์ออกมาเพื่อตอบโจทย์ทางการตลาด ที่อาจจะไม่เคยมีองค์กรธุรกิจไหนเคยรู้มาก่อน

นี่แหล่ะครับ ความน่ากลัวของ Facebook ที่จะกลายเป็นบริการที่ครองบัลลังก์อันดับ 1 ของโลกออนไลน์ในอีกไม่นาน

ท่านผู้อ่านสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ที่ http://www.facebook.com/MktHub และ ทวิตเตอร์ @worawisut นะครับ

“Social Networking Phone” อีก 1 อนาคตที่น่าจับตามอง

ในอดีต เมื่อเราต้องการโทรศัพท์มือถือซักเครื่อง ปัจจัยหลักๆที่เรามักจะมองและนำมาพิจารณาเลือก ก็คือ ความสามารถในการรับส่ง SMS/MMS การใช้ WAP การใช้เสียงริงโทนแบบ Polyphonic การมีกล้องถ่ายรูป มีวิทยุ

ซึ่งผู้ผลิตมือถือหลายๆรายในยุคนั้น ต่างพากันออกมือถือหลากหลายรุ่น ที่มาพร้อมกับความสามารถดังกล่าว ออกมาให้ผู้ใช้ได้เลือกซื้อหา

ยุคต่อมาเป็นยุคของ PDA ที่พัฒนามาจาก Electronic Organizer มาถึง Palm จนมาถึง Pocket PC ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักธุรกิจและคนทำงาน จนกระทั่งบริษัทผู้ผลิตและเจ้าของ Platform อย่าง Palm และ ไมโครซอฟท์ได้นำฟังก์ชั่นการใช้งานโทรศัพท์ ผนวกลงไปใน PDA จนกลายเป็นชื่อเรียกว่า “PDA Phone” ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ควบคู่ไปกับค่าย Nokia ที่พัฒนาระบบปฏิบัติการ Symbian เพื่อใช้ในมือถือระดับ Hi-end ของตน

จุดเริ่มต้นของ Smart Phone เริ่มพัฒนาเรื่อยมานับจากวันนั้น

แม้ว่า Smart Phone ที่กลายร่างมาจาก PDA Phone จะพัฒนามาหลายปี ออกผลิตภัณฑ์มาหลายรุ่น ความสามารถของ Hardware สูงขึ้น ตัวระบบปฏิบัติการก็ฉลาดขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตลาด Smart Phone เติบโต เพราะกลุ่มผู้ใช้งานยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบๆเท่านั้น

จนกระทั่ง Apple ออกโทรศัพท์มือถือที่เรียกว่า “iPhone” ตลาด Smart Phone ของโลก จึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

มาตรฐานใหม่ๆ อย่าง “Touch” หรือการใช้นิ้วสัมผัส เพื่อควบคุมหน้าจอ ได้ถูกผู้ผลิตมือถือยักษ์ใหญ่ นำมาใช้เกือบทั้งสิ้น

แม้ว่า “PDA Phone” หลายๆรุ่นของตน มีระบบหน้าจอสัมผัส ใช้ปากกา Stylus ในการจิ้มควบคุมอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคีย์บอร์ดจริงๆติดมาด้วยอยู่ดี ด้วยเหตุผลที่ว่า “ผู้ใช้ คุ้นเคยกับการพิมพ์และการกดปุ่มจริงๆมากกว่า”

น่าแปลกใจ ที่ แม้ว่า Apple จะไม่เคยผลิตโทรศัพท์มือถือมาก่อน และ iPhone ก็เป็นมือถือเครื่องแรกที่ตนสร้าง

แต่กลับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้มือถือทั่วโลกได้จนหมดสิ้น แถมยังขีดเส้นให้ยักษ์ใหญ่ในตลาด เดินตาม ในการสร้างมือถือรุ่นใหม่ๆออกมา

“Touch” คือ จุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยน ของตลาด Smart Phone อย่างแท้จริง

clip_image002

(ยอดขาย iPhone นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2007)

ถัดจากนั้นเพียง 1 ปี Apple ก็ได้สร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมใหม่ ในการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตและเว็บของผู้ใช้

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นเวลานาน Nokia, Ericsson และอีกหลายๆบริษัท เป็นผู้พัฒนาและสร้างมาตรฐานการใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือที่เรียกว่า “WAP”

แต่เทคโนโลยี “WAP” ก็ไม่เคยแจ้งเกิดในกลุ่มผู้ใช้มือถือเลยเช่นกัน

“iPhone” ฆ่าทั้ง “WAP” และ ฆ่า “Keyboard”

“iPhone” กลายเป็น สิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2007 ของนิตยสาร Time

ทั้งที่ “iPhone” ณ ตอนนั้น ไม่สามารถฟังวิทยุได้ ไม่สามารถรับ-ส่ง MMS ได้ แถมยังลง “แอพ” อะไรไม่ได้เลย

Apple และ Steve Jobs ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “สิ่งที่ดีที่สุดที่ให้ผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ Perfect ที่สุด”

“MMS” , “วิทยุ FM” , ”Camera Flash”, ”Keyboard” ไม่ใช่สิ่งที่ iPhone มี

ในที่สุดแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้ มองหา แต่สิ่งที่มองหาจริงๆกลับเป็น “User Interface”

ทั้ง “Touch” และ “User Interface” เรียกรวมกันว่า “ความง่ายในการใช้งาน”

มีแค่นั้นจริงๆครับ….

กลับมาถึงปัจจุบัน

ยุคที่มือถือ Smart Phone ต่างพากันเร่งฝีเท้าเพื่อให้ตาม iPhone ทัน และหวังแซงหน้าในบางโอกาส

มือถือเรือธงของแต่ละค่าย ต่างพัฒนาโดยอาศัยหลัก “ความง่ายในการใช้งาน” ทั้งนั้น

ทำให้การแข่งขันของโทรศัพท์มือถือในยุคนี้และยุคต่อไป คือ “แพลตฟอร์มและบริการออนไลน์บนมือถือ”

“Blackberry” มี บริการอีเมล์แบบทันใจ (Push Email) บริการ แชท กับ “Blackberry Messenger” และ MSN และการเชื่อมต่อกับ Facebook เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของตัว Blackberry เอง

“iPhone” แม้ว่าจะมีบริการต่างๆมากมายใน “แอพ” นับแสนตัว

แต่บริการหลักๆด้าน Push Email และ Chat กลับสู้ Blackberry ไม่ได้

เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Blackberry สามารถตีตลาด iPhone ได้อย่างรวดเร็ว จนสร้างยอดขาย Smart Phone มากที่สุดในโลกได้

นี่คือ สมรภูมิของ Smart Phone ที่แข่งกันด้วย Platform ทั้งบริการหลักๆ และ แอพ

แต่สำหรับตลาดรองลงมา แม้ว่าราคาขายจะต่ำกว่ากันมาก แต่ก็สามารถจับกลุ่มที่มีขนาดใหญ่กว่ามากเช่นกัน

จุดขายของตลาดมือถือระดับกลาง ไม่ใช่ Platform แต่เป็น “บริการหลัก” ที่ชูเป็นจุดขายของตัวมือถือเอง

แน่นอนที่สุดว่า บริการออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ในปี 2010 คือ “Social Networking”

ล้มแชมป์ “Search Engine” ที่ครองบัลลังก์ติดต่อกันหลายปี

นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญ ต่างลงความเห็นว่า มี “Social Networking” อยูบนมือถือใด

มือถือรุ่นนั้น มีโอกาสจะขายดีถล่มทลาย

เพราะ “Social Networking” ได้กลายเป็นพฤติกรรมหลักในการสื่อสารของคนใช้อินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบัน ที่บทบาทของ SMS/MMS หรือแม้แต่การคุยโทรศัพท์ลดลงจนน่าตกใจ แต่การออนไลน์ตลอดเวลาและการใช้ Social Networking กับพุ่งทะยาน

พฤติกรรมผู้ใช้ ยุคอินเตอร์เน็ตเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตมือถือ จึงต้องพยายามวิ่งให้ทันการเปลี่ยนแปลงของทั้งพฤติกรรมผู้ใช้และสภาพแวดล้อมธุรกิจออนไลน์ที่เปลี่ยนไปเร็วไม่แพ้กัน

วันที่ 12 เมษายน 2010 ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟท์แวร์อย่างไมโครซอฟท์ ได้ประกาศเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ของตน ภายใต้ชื่อว่า “Kin” (หรืออาจจะเคยได้ยินในชื่อว่า “Project Pink”) โดยมีออกมา 2 รุ่น คือ Kin One และ Kind Two

ความโดดเด่นของ “Kin” นี้ คือ มันเป็นมือถือที่ถูกออกแบบมาให้ใช้บริการ “Social Networking” โดยเฉพาะ

ไมโครซอฟท์หมายมั่นปั้นมือกับ “Kin” มาก โดยการทำวิจัยและสัมภาษณ์ผู้ใช้นับพันชั่วโมง อีกทั้งทีมงานที่ทำ “Kin” ก็เป็นทีมงานที่ไมโครซอฟท์ซื้อตัวมาจากบริษัท “Danger Inc.” ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน “Mobile Computing”

ทำให้ไมโครซอฟท์มั่นใจว่า เทคโนโลยีที่ค้นคว้ามาอย่างเหมาะสมกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ จะทำให้ “Kin” ขายดีอย่างถล่มทลายในตลาดวัยรุ่นและผู้ใช้ที่รักใน “Social Networking”

ด้วย Hardware ที่ดีเยี่ยม Kin One มาพร้อมกล้อง 5 ล้านพิกเซล ส่วน Kin Two มีกล้องระดับ 8 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายวิดีโอแบบ HD ได้สบายๆ

หน้าจอหลัก (Home Screen) เป็นการเชื่อมโยงกับ “Social Networking” ต่างๆ เช่น Facebook , Twitter , MySpace และ Windows Live จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมือถือ

clip_image004 clip_image006

และที่สำคัญคือความสามารถในการ “แชร์” ที่ยอดเยี่ยม เพราะสามารถ “แชร์”ได้ทุกอย่างบนหน้าจอจริงๆ ด้วย ฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Spot” ที่เป็นจุดกลมๆอยู่กลางหน้าจอ สามารถใช้นิ้วเลื่อนไปไว้ส่วนใดของจอเพื่อ Share เนื้อหาส่วนนั้น ไปยัง Facebook , Twitter , MySpace และบริการออนไลน์ชื่อดังอื่นๆ หรือแม้แต่การส่ง SMS/MMS ก็สามารถทำได้เช่นกัน

สำหรับการจัดเก็บข้อมูล ทั้งข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ ตัวมือถือ “Kin” นั้น จะถูกเก็บข้อมูลลงในบริการ “Kin Studio” ซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่สามารถเข้าถึงได้จากทุกๆที่ (เรียกว่า “Cloud Services”) เพราะตัว “Kin” เอง มาพร้อมกับ WiFi/3G /EDGE ช่วยให้เราเชื่อมต่อและเข้าถึงอินเตอร์เน็ตตลอดเวลาและเราสามารถบริหารจัดการข้อมูลต่างๆ บนเว็บเบราเซอร์ได้อย่างสะดวก

clip_image008(หน้าจอ Home Screen ของ Kin)

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของ Kin คือการจับตลาดขนาดกลางบน ที่มีผู้เล่นรายสำคัญอย่าง “Samsung” และ “Nokia” จับจองพื้นที่อยู่แล้ว

ทั้งนี้ ก็เพื่อเติมเต็ม ตลาดมือถือที่ไมโครซอฟท์ต้องการครอบครอง

ตลาดบนส่ง “Windows Phone 7” ตีกับ iPhone , Android ,Nokia และ Blackberry รุ่น Bold

ตลาดกลางบน ส่ง “Kin” ตีกับ Samsung , LG , Nokia , Blackberry รุ่น Curve ด้วยการสร้าง “Social Networking Phone” มาต่อกร

การสร้างมือถือที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในสิ่งที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในโลกเรียกหา เป็นวิธีการที่ “น่าจะ” ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะตลาดวัยรุ่นและคนทำงาน

และตลอดปีนี้ คงจะได้เห็น ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ส่ง “Social Networking Phone” มาเป็นตัวชูโรงในตลาดมือถือโลกอย่างต่อเนื่องแน่นอน

Longtail Community vs. Hi5

ขอ เอา Slide มาแปะ เผื่อเป็น concept ที่ “อาจจะ” น่าสนใจ ถ้ามีใครคิดจะทำ Social Networking เป็นอีกทางเลือก นอกเหนือไปจาก Hi5 (ตอนนี้ยังมี Friendster เข้ามาบุกตลาดไทยซะอีก)

ตลาด Social Networking ของไทย น่าสนใจ ตรงที่ Growth Rate สูงมาก การเติบโตของ Hi5 จากไม่กี่แสน เป็นหลายล้าน User Account ของคนไทยในปีนี้ ถ้า Plot กราฟระดับภูมิภาค ผมคิดว่า อาจจะโดดเด่นขึ้นมาเหนือประเทศอื่นๆ ก็เป็นได้ :)

Open Social Network : จุดบรรจบ ของสังคมออนไลน์

อ่าน ข่าว Google ได้เตรียมจะเปิดตัว Open Social API ซี่งเป็นการเปิด API เพื่อลิงค์กัน ระหว่าง Social Networking ยักษ์ใหญ่ของโลก คือ  Hi5.com (คนไทยรู้จักกันดี) , Orkut (ของ Google เอง), LinkedIn (สำหรับหางาน หรือหาธุรกิจ) , Friendster, Ning (ของอดีคผู้ก่อตั้ง Netscape) , Salesforce.com (Online Service เก็บเงินที่ประสบความสำเร็จที่สุดตัวหนึ่ง) ,Flixster, iLike, RockYou และสุดท้าย คือ Slide (ที่มักเห็นอยู่บน Hi5.com ประจำ)

ข่าวนี้ออกมา เชื่อได้ว่าสะเทือนโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากเป็นการร่วมมือกันระหว่างยักษ์ใหญ่ในวงการ Social Networking แล้ว ยังเป็นการท้ารบ ผู้ที่ร้อนแรงที่สุดอย่าง Facebook ที่เพิ่งขายหุ้นบางส่วนให้กับ Microsoft (ไม่รู้เพราะ Google แค้นรึเปล่าเลยยิงหมัดเด็ดแรงขนาดนี้ แต่ถ้า Google ได้ Facebook ไป เกมกระดานนี้คงจบ)

นี่เป็นเกม convergence ของโลกออนไลน์ล่ะครับ

Continue reading