“Social Networking Phone” อีก 1 อนาคตที่น่าจับตามอง

ในอดีต เมื่อเราต้องการโทรศัพท์มือถือซักเครื่อง ปัจจัยหลักๆที่เรามักจะมองและนำมาพิจารณาเลือก ก็คือ ความสามารถในการรับส่ง SMS/MMS การใช้ WAP การใช้เสียงริงโทนแบบ Polyphonic การมีกล้องถ่ายรูป มีวิทยุ

ซึ่งผู้ผลิตมือถือหลายๆรายในยุคนั้น ต่างพากันออกมือถือหลากหลายรุ่น ที่มาพร้อมกับความสามารถดังกล่าว ออกมาให้ผู้ใช้ได้เลือกซื้อหา

ยุคต่อมาเป็นยุคของ PDA ที่พัฒนามาจาก Electronic Organizer มาถึง Palm จนมาถึง Pocket PC ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักธุรกิจและคนทำงาน จนกระทั่งบริษัทผู้ผลิตและเจ้าของ Platform อย่าง Palm และ ไมโครซอฟท์ได้นำฟังก์ชั่นการใช้งานโทรศัพท์ ผนวกลงไปใน PDA จนกลายเป็นชื่อเรียกว่า “PDA Phone” ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ควบคู่ไปกับค่าย Nokia ที่พัฒนาระบบปฏิบัติการ Symbian เพื่อใช้ในมือถือระดับ Hi-end ของตน

จุดเริ่มต้นของ Smart Phone เริ่มพัฒนาเรื่อยมานับจากวันนั้น

แม้ว่า Smart Phone ที่กลายร่างมาจาก PDA Phone จะพัฒนามาหลายปี ออกผลิตภัณฑ์มาหลายรุ่น ความสามารถของ Hardware สูงขึ้น ตัวระบบปฏิบัติการก็ฉลาดขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตลาด Smart Phone เติบโต เพราะกลุ่มผู้ใช้งานยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบๆเท่านั้น

จนกระทั่ง Apple ออกโทรศัพท์มือถือที่เรียกว่า “iPhone” ตลาด Smart Phone ของโลก จึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

มาตรฐานใหม่ๆ อย่าง “Touch” หรือการใช้นิ้วสัมผัส เพื่อควบคุมหน้าจอ ได้ถูกผู้ผลิตมือถือยักษ์ใหญ่ นำมาใช้เกือบทั้งสิ้น

แม้ว่า “PDA Phone” หลายๆรุ่นของตน มีระบบหน้าจอสัมผัส ใช้ปากกา Stylus ในการจิ้มควบคุมอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคีย์บอร์ดจริงๆติดมาด้วยอยู่ดี ด้วยเหตุผลที่ว่า “ผู้ใช้ คุ้นเคยกับการพิมพ์และการกดปุ่มจริงๆมากกว่า”

น่าแปลกใจ ที่ แม้ว่า Apple จะไม่เคยผลิตโทรศัพท์มือถือมาก่อน และ iPhone ก็เป็นมือถือเครื่องแรกที่ตนสร้าง

แต่กลับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้มือถือทั่วโลกได้จนหมดสิ้น แถมยังขีดเส้นให้ยักษ์ใหญ่ในตลาด เดินตาม ในการสร้างมือถือรุ่นใหม่ๆออกมา

“Touch” คือ จุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยน ของตลาด Smart Phone อย่างแท้จริง

clip_image002

(ยอดขาย iPhone นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2007)

ถัดจากนั้นเพียง 1 ปี Apple ก็ได้สร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมใหม่ ในการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตและเว็บของผู้ใช้

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นเวลานาน Nokia, Ericsson และอีกหลายๆบริษัท เป็นผู้พัฒนาและสร้างมาตรฐานการใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือที่เรียกว่า “WAP”

แต่เทคโนโลยี “WAP” ก็ไม่เคยแจ้งเกิดในกลุ่มผู้ใช้มือถือเลยเช่นกัน

“iPhone” ฆ่าทั้ง “WAP” และ ฆ่า “Keyboard”

“iPhone” กลายเป็น สิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2007 ของนิตยสาร Time

ทั้งที่ “iPhone” ณ ตอนนั้น ไม่สามารถฟังวิทยุได้ ไม่สามารถรับ-ส่ง MMS ได้ แถมยังลง “แอพ” อะไรไม่ได้เลย

Apple และ Steve Jobs ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “สิ่งที่ดีที่สุดที่ให้ผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ Perfect ที่สุด”

“MMS” , “วิทยุ FM” , ”Camera Flash”, ”Keyboard” ไม่ใช่สิ่งที่ iPhone มี

ในที่สุดแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้ มองหา แต่สิ่งที่มองหาจริงๆกลับเป็น “User Interface”

ทั้ง “Touch” และ “User Interface” เรียกรวมกันว่า “ความง่ายในการใช้งาน”

มีแค่นั้นจริงๆครับ….

กลับมาถึงปัจจุบัน

ยุคที่มือถือ Smart Phone ต่างพากันเร่งฝีเท้าเพื่อให้ตาม iPhone ทัน และหวังแซงหน้าในบางโอกาส

มือถือเรือธงของแต่ละค่าย ต่างพัฒนาโดยอาศัยหลัก “ความง่ายในการใช้งาน” ทั้งนั้น

ทำให้การแข่งขันของโทรศัพท์มือถือในยุคนี้และยุคต่อไป คือ “แพลตฟอร์มและบริการออนไลน์บนมือถือ”

“Blackberry” มี บริการอีเมล์แบบทันใจ (Push Email) บริการ แชท กับ “Blackberry Messenger” และ MSN และการเชื่อมต่อกับ Facebook เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของตัว Blackberry เอง

“iPhone” แม้ว่าจะมีบริการต่างๆมากมายใน “แอพ” นับแสนตัว

แต่บริการหลักๆด้าน Push Email และ Chat กลับสู้ Blackberry ไม่ได้

เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Blackberry สามารถตีตลาด iPhone ได้อย่างรวดเร็ว จนสร้างยอดขาย Smart Phone มากที่สุดในโลกได้

นี่คือ สมรภูมิของ Smart Phone ที่แข่งกันด้วย Platform ทั้งบริการหลักๆ และ แอพ

แต่สำหรับตลาดรองลงมา แม้ว่าราคาขายจะต่ำกว่ากันมาก แต่ก็สามารถจับกลุ่มที่มีขนาดใหญ่กว่ามากเช่นกัน

จุดขายของตลาดมือถือระดับกลาง ไม่ใช่ Platform แต่เป็น “บริการหลัก” ที่ชูเป็นจุดขายของตัวมือถือเอง

แน่นอนที่สุดว่า บริการออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ในปี 2010 คือ “Social Networking”

ล้มแชมป์ “Search Engine” ที่ครองบัลลังก์ติดต่อกันหลายปี

นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญ ต่างลงความเห็นว่า มี “Social Networking” อยูบนมือถือใด

มือถือรุ่นนั้น มีโอกาสจะขายดีถล่มทลาย

เพราะ “Social Networking” ได้กลายเป็นพฤติกรรมหลักในการสื่อสารของคนใช้อินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบัน ที่บทบาทของ SMS/MMS หรือแม้แต่การคุยโทรศัพท์ลดลงจนน่าตกใจ แต่การออนไลน์ตลอดเวลาและการใช้ Social Networking กับพุ่งทะยาน

พฤติกรรมผู้ใช้ ยุคอินเตอร์เน็ตเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตมือถือ จึงต้องพยายามวิ่งให้ทันการเปลี่ยนแปลงของทั้งพฤติกรรมผู้ใช้และสภาพแวดล้อมธุรกิจออนไลน์ที่เปลี่ยนไปเร็วไม่แพ้กัน

วันที่ 12 เมษายน 2010 ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟท์แวร์อย่างไมโครซอฟท์ ได้ประกาศเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ของตน ภายใต้ชื่อว่า “Kin” (หรืออาจจะเคยได้ยินในชื่อว่า “Project Pink”) โดยมีออกมา 2 รุ่น คือ Kin One และ Kind Two

ความโดดเด่นของ “Kin” นี้ คือ มันเป็นมือถือที่ถูกออกแบบมาให้ใช้บริการ “Social Networking” โดยเฉพาะ

ไมโครซอฟท์หมายมั่นปั้นมือกับ “Kin” มาก โดยการทำวิจัยและสัมภาษณ์ผู้ใช้นับพันชั่วโมง อีกทั้งทีมงานที่ทำ “Kin” ก็เป็นทีมงานที่ไมโครซอฟท์ซื้อตัวมาจากบริษัท “Danger Inc.” ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน “Mobile Computing”

ทำให้ไมโครซอฟท์มั่นใจว่า เทคโนโลยีที่ค้นคว้ามาอย่างเหมาะสมกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ จะทำให้ “Kin” ขายดีอย่างถล่มทลายในตลาดวัยรุ่นและผู้ใช้ที่รักใน “Social Networking”

ด้วย Hardware ที่ดีเยี่ยม Kin One มาพร้อมกล้อง 5 ล้านพิกเซล ส่วน Kin Two มีกล้องระดับ 8 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายวิดีโอแบบ HD ได้สบายๆ

หน้าจอหลัก (Home Screen) เป็นการเชื่อมโยงกับ “Social Networking” ต่างๆ เช่น Facebook , Twitter , MySpace และ Windows Live จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมือถือ

clip_image004 clip_image006

และที่สำคัญคือความสามารถในการ “แชร์” ที่ยอดเยี่ยม เพราะสามารถ “แชร์”ได้ทุกอย่างบนหน้าจอจริงๆ ด้วย ฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Spot” ที่เป็นจุดกลมๆอยู่กลางหน้าจอ สามารถใช้นิ้วเลื่อนไปไว้ส่วนใดของจอเพื่อ Share เนื้อหาส่วนนั้น ไปยัง Facebook , Twitter , MySpace และบริการออนไลน์ชื่อดังอื่นๆ หรือแม้แต่การส่ง SMS/MMS ก็สามารถทำได้เช่นกัน

สำหรับการจัดเก็บข้อมูล ทั้งข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ ตัวมือถือ “Kin” นั้น จะถูกเก็บข้อมูลลงในบริการ “Kin Studio” ซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่สามารถเข้าถึงได้จากทุกๆที่ (เรียกว่า “Cloud Services”) เพราะตัว “Kin” เอง มาพร้อมกับ WiFi/3G /EDGE ช่วยให้เราเชื่อมต่อและเข้าถึงอินเตอร์เน็ตตลอดเวลาและเราสามารถบริหารจัดการข้อมูลต่างๆ บนเว็บเบราเซอร์ได้อย่างสะดวก

clip_image008(หน้าจอ Home Screen ของ Kin)

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของ Kin คือการจับตลาดขนาดกลางบน ที่มีผู้เล่นรายสำคัญอย่าง “Samsung” และ “Nokia” จับจองพื้นที่อยู่แล้ว

ทั้งนี้ ก็เพื่อเติมเต็ม ตลาดมือถือที่ไมโครซอฟท์ต้องการครอบครอง

ตลาดบนส่ง “Windows Phone 7” ตีกับ iPhone , Android ,Nokia และ Blackberry รุ่น Bold

ตลาดกลางบน ส่ง “Kin” ตีกับ Samsung , LG , Nokia , Blackberry รุ่น Curve ด้วยการสร้าง “Social Networking Phone” มาต่อกร

การสร้างมือถือที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในสิ่งที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในโลกเรียกหา เป็นวิธีการที่ “น่าจะ” ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะตลาดวัยรุ่นและคนทำงาน

และตลอดปีนี้ คงจะได้เห็น ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ส่ง “Social Networking Phone” มาเป็นตัวชูโรงในตลาดมือถือโลกอย่างต่อเนื่องแน่นอน

ติดตามข่าวสารฉับไว บน โทรศัพท์มือถือ ด้วย “RSS”

ในยุคของข้อมูลข่าวสาร หรือที่เรียกกันว่า “Information Age” ข่าวสารและข้อมูลต่างๆ เปรียบได้เหมือนดั่ง “น้ำ” ที่ไหลไปตามเส้นทางเดิน และแปรเปลี่ยนตาม “ภาชนะ” ต่างๆ ให้เหมาะสมกับผู้ใช้

เช่นเดียวกันกับสื่อ (Media) ที่เป็น “ภาชนะ” ให้กับข่าวสารต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ใช้เช่นกัน โดยเนื้อหา หรือ “Substance” ของข่าวก็ยังคงเหมือนเดิม

โทรศัพท์มือถือ ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ได้กลายเป็น “ภาชนะ” ที่ใช้ในการบริโภคข่าวสารที่สำคัญ ไม่แพ้ “ภาชนะอื่นๆ” อย่าง โทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์

จากจุดประสงค์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ก็เริ่มทำอะไรได้หลายอย่างมากขึ้น จนแทบจะเรียกได้ว่าปัจจุบัน มือถือได้พัฒนามาถึงจุดที่สามารถทำหน้าที่บางอย่างได้ดีทัดเทียมกับเครื่องคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว

ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุดของโทรศัพท์มือถือ คือมันติดตัวเราไปในเกือบทุกที่ ทุกเวลา

ไปสอดคล้องกับปริบทของ “ข่าว” ซึ่งเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา เช่นกัน

มือถือ จึงกลายเป็น สื่อที่ใช้ในการเกาะติดข่าวสารต่างๆ ได้อย่างลงตัว

แรกเริ่มเดิมที การใช้มือถือติดตามข่าวสาร นิยมทำกันผ่านการรับ “SMS”

ผู้ใช้ เพียงแค่ไปสมัครบริการ ของสำนักข่าว หรือ หนังสือพิมพ์ต่างๆ ในราคาประมาณ 20-40 บาทต่อเดือน เพื่อรับ SMS ข่าวต่างๆ ที่จะส่งเข้ามาตลอดทั้งวัน และแทบจะทันที ที่มีเหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วนเกิดขึ้น

“SMS ข่าว” ได้รับความนิยมจากผู้ใช้มาก

มีผู้คนนับสิบล้านคน สมัครใช้บริการ เพื่ออัพเดทเกาะติดข่าวสารบ้านเมือง ข่าวเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ข่าวบันเทิง

แทบปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ข่าว” คือ ปัจจัยที่ 5 ในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

แต่มาถึงยุค “Mobile Internet” และ “Smart Phone” ที่เริ่มสร้างกระแส แบบ “Exponential Growth”

รูปแบบของ “ภาชนะ” ที่ใช้ในการรับข่าวสาร เริ่มเปลี่ยนไป

ไม่ต่างอะไรกับการเปลี่ยนจากทีวีจอขาวดำ มาเป็น ทีวี LED ในปัจจุบัน

“RSS Feed” หรือที่นิยมเรียกสั้นๆว่า “RSS” เป็นวิธีการที่เจ้าของข่าว (Publisher) นำมาใช้ในการทำ “Content” ของตัวเอง ให้กลายเป็นเหมือน “น้ำ” เพื่อให้สามารถแปรเปลี่ยนไปตาม “ภาชนะ” ปลายทางได้

ไม่ว่า “ภาชนะปลายทาง” จะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นเกมส์ Playstation หรือแม้แต่จอ LED TV รุ่นใหม่ๆ

โดยอาศัยการไหล ผ่าน “ท่อน้ำ” ที่สำคัญที่สุดสำหรับการไหลเวียนของข่าวสาร ข้อมูล อย่าง “อินเตอร์เน็ต”

ตัวข่าวเดียวกันนั้น จะถูกจัดรูปแบบให้แสดงอยู่บน “ภาชนะ” ต่างๆกัน เพื่อให้เหมาะสมที่สุดสำหรับการอ่าน

บางข่าวอาจจะถูก “Feed” ไปเฉพาะ ข้อความ

บางข่าวอาจจะมีทั้งภาพ เสียง หรือแม้แต่วิดีโอ

หรือถ้าถูก “Feed” ไปแสดงบนจอ LED TV แบบ Full HD อาจจะมีวิดีโอประกอบข่าวแบบ HD เลย ก็เป็นได้

clip_image002

ทีวีรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถดูข่าวจาก “RSS Feed” ได้

ในโลกอินเตอร์เน็ต มีเว็บไซต์จำนวนมาก รวมถึงสำนักข่าวดังๆส่วนใหญ่ สนับสนุนรูปแบบของ “Feed”

เพราะเจ้าของ Content ก็อยากให้ Content ของตัวเอง มีคนอ่านให้เยอะที่สุด (maximize target audience) เพื่อประโยชน์ของการขายโฆษณา และการสร้างฐานแฟนๆของเว็บไซต์ให้ใหญ่ที่สุด โดยที่ผู้ใช้สามารถอ่านข่าวของตนได้ ไม่ว่าจาก “ภาชนะ” ใดๆ ก็ตาม

clip_image004

เว็บที่สนับสนุน “RSS Feed” ให้ลองสังเกตจากโลโก้ “RSS” สีส้ม ในหน้าเว็บไซต์

ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วไป สามารถเลือก “Subscribe” ได้ ตามใจชอบ และส่วนใหญ่ ไม่มีค่าใช้จ่ายเสียด้วย

สิ่งเดียวที่ต้องการ สำหรับการใช้งาน คือ ทางฝั่งผู้ใช้ ที่จะต้องมี “Feed Reader” หรือ “RSS Reader” หรือ โปรแกรมที่เอาไว้ใช้สำหรับอ่านและดึง “RSS” ที่เราไปสมัครเอาไว้

“Feed Reader” มีให้เลือกมากมายหลายโปรแกรม และมีให้เลือกใช้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และบนโทรศัพท์มือถือ

ตัวที่ผมแนะนำบน PC คือ “FeedDemon”ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก http://www.newsgator.com

ถ้าสำหรับ “Smart Phone” ไม่ว่าจะเป็น iPhone, Blackberry หรือว่า Android ก็ล้วนแต่มี “Feed Reader” ทั้งสิ้น

เราสามารถตั้งเวลาในการอัพเดทข่าวจาก “RSS” ต่างๆได้ ตามต้องการ ช่วยให้เราได้รับข้อมูลที่ใหม่ สด เหมือนกำลังเข้าเว็บไซต์ข่าวนั้นอยู่

ไม่ต้องรอให้ ระบบ ส่ง SMS มาหาเราอีกต่อไป

การติดตั้ง “Feed Reader” บนมือถือ ก็เหมือนกับการมี “สถานีข่าวส่วนตัว” และ “แผงหนังสือพิมพ์” อยู่กับเราตลอดเวลานั่นเอง

clip_image006

(หน้าตาของ “Feed Reader” ของ Google เรียกว่า “Google Reader”)

clip_image008

(หน้าตาของ “Feed Reader” บน PC โดยโปรแกรมที่ชื่อว่า “FeedDemon”)

clip_image010 clip_image012

“Smart Phone” เป็นเครื่องมือสำคัญในการอ่านข่าวทาง “RSS Feed”

โลกของ Social Networks บนโทรศัพท์มือถือ ตอนที่ 1

แทบจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบัน ประชากรอินเตอร์เน็ตจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะวัยรุ่นและวัยทำงาน ใช้บริการ “Social Networks” หรือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ จนแทบจะเรียกได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน บนอินเตอร์เน็ต

ปรากฏการณ์นี้ ไม่ต่างอะไรกับการใช้อีเมล์เมื่อสิบกว่าปีก่อน

“Social Networks” กลายเป็นอีกโลกหนึ่ง ที่ผู้ใช้ สามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเอง หรือแม้แต่สร้างตัวตนขึ้นมา ในรูปแบบที่เราต้องการได้

เหมือนเป็น “ร่างอวตาร” ของเราในชีวิตจริง ที่ไปอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ต

ไม่เฉพาะแต่การสร้างตัวตนเท่านั้น แต่ “Social Networks” ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารกับทั้งเพื่อนและคนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน คนที่เรียนอยู่ที่เดียวกัน หรือ คนที่มีความชอบและความสนใจร่วมกัน

การเข้าไปเขียนข้อความทักทายเพื่อน (ศัพท์เฉพาะเรียกว่า “เม้นต์” มาจาก “Comment”) ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทแทนที่ของ อีเมล์

คนเริ่มส่งอีเมล์หากันน้อยลง ขณะที่ใช้เวลา “เม้นต์” เพื่อน เยอะมากขึ้น

เราสามารถรู้ได้ว่าใครกำลังทำอะไร คิดอะไรอยู่ เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่ จะบอกสิ่งเหล่านี้ ผ่าน “Status Update”

ความสามารถในการ “แชร์” บทความ เว็บ รูปภาพ หรือแม้กระทั่งวิดีโอ ระหว่างกลุ่มเพื่อน ก็ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน

การ “แชร์” ก่อให้เกิดการ “ร่วมคิด ร่วมสร้าง” (Co-Creation) ระหว่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งความสามารถเหล่านี้ ทำได้ไม่ง่ายนัก ในโลก “Offline”

แวดวงอินเตอร์เน็ตโลก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ก่อเกิดกระแส คลื่นลูกใหญ่ ขึ้นมาแทนที่ “Search Engine” และ “Portal”

clip_image002

(รูปที่ 1. จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์รายเดือน เปรียบเทียบระหว่าง “Facebook.com” และ “Yahoo.com”

“Facebook” ที่ครอบครอง ความเป็นหนึ่งในบริการ “Social Networks” ด้วยจำนวนผู้ใช้ กว่า 400 ล้านคนทั่วโลก

สามารถทำสถิติ “New High” ครั้งใหม่ได้ โดยเอาชนะ เว็บที่มีจำนวนผู้เข้าชมสูงที่สุดในโลกอันดับ 2 อย่าง “Yahoo”

จากข้อมูลของ “Compete” ผู้ให้บริการสถิติเว็บชื่อดัง จะเห็นได้ชัดว่า “Facebook” มีอัตราการเติบโตที่สูงมาก จนกระทั่งขึ้นครองตำแหน่งที่ 2 แทน “Yahoo” โดยใช้เวลาเพียงแค่ 1 ปี

หายใจรดต้นคอ “Google” แบบลุ้นระทึก

นอกจากนี้ รายงานสถิติดังกล่าว ยังวัดไปที่ “เวลา” ที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ใช้ไปบนเว็บไซต์ในแต่ละวัน

clip_image004

(รูปที่ 2. เปรียบเทียบเวลาที่ผู้ใช้แต่ละคน ใช้ไปกับบริการของ Facebook ,Yahoo และ Google)

พบว่า ในแต่ละวัน คนใช้เวลาบน “Facebook” กว่า 11.6% จากเวลาใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมด ซึ่งมากกว่า เวลาที่ผู้ใช้ใช้บริการ Google (4.1%) และ Yahoo (4.25%)

นอกจากจำนวนคนที่เข้า “Social Networks” จะเพิ่มขึ้นจนแซงหน้า Portal” แล้ว ผู้ใช้ยังใช้เวลาเล่นนานกว่าอีกด้วย

คน “Gen Y” และ “Gen Z” ต่างใช้งาน “Facebook” และ “Social Networks” อื่นๆ จนกลายเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน ที่ต้องทำ ไม่ต่างอะไรกับการ เช็คอีเมล์และแชท

จากเดิมที่บริการ “Social Networks” ได้รับความนิยมบนหน้าเว็บ ก็ได้ ขยายตัว ไปสู่ “โทรศัพท์มือถือ”

เมื่อดูข้อมูลสถิติของ “Facebook” เองพบว่า

มีผู้ใช้กว่า 100 ล้านคน ใช้งาน “Facebook” ประจำ โดยใช้โทรศัพท์มือถือ

พูดง่ายๆคือ 1 ใน 4 หรือ 25% ของผู้ใช้ทั่วโลก เล่น “Facebook” ด้วยมือถือ

หรือ มองจากสถิติที่บริษัท “ComScore” ผู้ให้บริการสถิติบนอินเตอร์เน็ตชื่อดัง ก็ให้ข้อมูลที่สอดคล้องกัน

clip_image006

จากข้อมูล 30.8% ของผู้ใช้ “Smart Phone” ใช้บริการ “Social Networks” ผ่านเว็บเบราเซอร์บนโทรศัพท์มือถือ

อาจจะพอสรุปได้ว่า จำนวนผู้ใช้บริการ “Social Networks” ต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะผู้ใช้ “Smart Phone” ที่เป็นผู้ใช้ “Social Networks” ในอัตราส่วนที่สูงมาก

อีกทั้งตลาด “Smart Phone” ทั่วโลก กำลังเติบโตแบบ “double digit”

ย่อม เป็น “ปฏิกิริยาเร่ง” ที่สำคัญ ที่ทำให้ “Social Networks” กลายเป็นบริการหลัก บนโทรศัพท์มือถือ

ไม่แน่ว่า ในอนาคต คนอาจจะใช้โทรศัพท์มือถือ เล่น “Social Networks” มากกว่าใช้โทรคุยหรือส่ง SMS หากัน ก็เป็นได้

ในบทความตอนต่อๆไป จะ “ขยาย” ในส่วนของ บริการต่างๆ ที่น่าสนใจบนโทรศัพท์มือถือกันครับJ