“Iron Man” Super Hero Marketing สำหรับแบรนด์ดัง

    ผมเชื่อว่า มีท่านผู้อ่านหลายๆคน ไปชมภาพยนต์ Sci-Fi Action ฟอร์มยักษ์ อย่าง “Iron Man 2” กันแล้ว และเชื่อว่า หลายคน กลายเป็นแฟนคลับของ “Tony Stark” และ “Iron Man” อย่างเต็มตัว หลังจากชมภาพยนต์จบลง

ตัวภาพยนต์เป็น Action ที่สนุก ตื่นเต้น มี Production ที่น่าสนใจ มีการแสดง อุปกรณ์ไฮเทคและ เทคโนโลยีใหม่ๆที่ไม่ได้เห็นในโลกยุคปัจจุบันหลายฉาก

    แต่ท่านผู้อ่านที่ได้ชมภาพยนต์เรื่องนี้ สังเกตมั้ยครับ ว่า ในตัวภาพยนต์ แทบจะเรียกได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ฉาย มีการใช้งาน หรือโชว์ Product ต่างๆมากมายหลายแบรนด์ โดยที่เรา ไม่ทันได้สังเกตเสียด้วยซ้ำ ว่าใครเป็นคนใช้ ใช้เมื่อไหร่ หรือเห็นตอนไหน

    “Iron Man” นับว่าเป็น กรณีศึกษาที่น่าสนใจ สำหรับ “Product Placement in Movies” หรือ ภาพยนต์ ที่มีแบรนด์สินค้าต่างๆ เข้าไป Tie-in เยอะที่สุดเรื่องหนึ่งของฮอลลีวู้ด

    โดยจำนวนแบรนด์ทั้งหมดที่เข้ามามีส่วนร่วมกับภาพยนต์ “Iron Man 2” นั้น มีถึง 56 แบรนด์ มากกว่า “Iron Man” ภาคแรก ที่มีจำนวน 42 แบรนด์

    การ ทำ “Product Placement” ของ
แบรนด์และสินค้า เข้าไปในภาพยนต์ เป็นสิ่งที่มักมีให้เห็นเป็นประจำ โดยเฉพาะหนังฟอร์มใหญ่ ที่คาดว่าจะทำรายได้มหาศาล และถูกพูดมาก จากทั้งผู้ชม นักวิจารณ์และสื่อต่างๆ

    หนังฟอร์มใหญ่ ผู้สร้างย่อมทุ่มงบประมาณซื้อสื่อจำนวนมาก เพื่อวางแผนเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในหลากหลายรูปแบบ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เป็นแคมเปญระดับโลก ที่ทำในทุกๆประเทศที่ภาพยนตร์เข้าฉาย

    การ
ทำ “Product Placement” ของแบรนด์ต่างๆ จึงเกิดขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากสื่อต่างๆที่ภาพยนต์ใช้ เพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างการรู้จัก (Brand Perception) เสริมสร้างมูลค่าที่เป็นคุณค่าของแบรนด์ (Brand Equity) การสร้างรายได้จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

    ซึ่งถ้าจะให้แบรนด์ต่างๆ ไปทำการตลาดเองในแต่ละประเทศ นอกจากจะต้องใช้งบประมาณที่สูงมาก ยังต้องใช้ทรัพยากรอย่างอื่นมากขึ้นไปอีก ซึ่งหลายธุรกิจ แม้จะมี Local Office ในหลายประเทศ แต่ Local Office เหล่านั้นอาจจะไม่มีทรัพยากรและงบประมาณในการทำการตลาดก็เป็นได้

    “Product Placement” หรือ “Embedded Marketing” จึงเป็นหนึ่งในส่วนประสมทางการตลาดด้านการโฆษณา
ที่จะตอบโจทย์ต่างๆเหล่านี้ได้

    และยิ่งไปกว่านั้น “Iron Man” เป็นภาพยนต์ที่สร้างมาจาก การ์ตูน Comic ชื่อดัง จาก “Marvel Comics” ตั้งแต่สมัยปี 1963 หรือ 47 ปีมาแล้ว

    เรียกได้ว่า สร้างฐานแฟนๆมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ

ตัวละครต่างๆ ก็มี คาแรคเตอร์ ที่โดดเด่นของตัวเอง ด้วยความเป็น “Super Hero” ที่อยู่ในดวงใจของเด็ก ทั้งอเมริกัน และเด็กๆทั่วโลก

ความเป็น
คาแรคเตอร์ นี้เอง ถือเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีเอกลักษณ์ และมีมูลค่าในตัวของมันเอง

ทั้งตัว “Iron Man” เอง ตัวพระเอกอย่าง “Tony Stark” พระรอง นางเอก ตัวร้าย ทุกตัวมีความเป็นแบรนด์อยู่ในตัวเอง

ดังนั้น การที่ สินค้าและแบรนด์ถูก Tie-in เข้าไปในภาพยนต์ “Super Hero” จึงแตกต่างจากการทำ “Product Placement” ทั่วไปในภาพยนต์

เพราะนอกจากจะได้ “Brand Awareness” แล้ว “Marvel Comics” ยังให้สิทธิ์ในการนำคาแรคเตอร์ของ “Tony Stark” และ “Iron Man” ไปใช้กับสินค้าแบรนด์นั้นๆ มาเสริมสร้างแบรนด์ของตนอีก

เรียกว่ายิงนกทีเดียว ได้ถึง 2 ตัว
ทั้งการโฆษณาไปกับตัวภาพยนต์ แถมยังได้สิทธิ์เอาตัวละครมาใช้คู่กับผลิตภัณฑ์ต่างๆอีก

“Super Hero Marketing” จึงเป็น “Product Placement” ที่เหนือกว่า การนำแบรนด์และผลิตภัณฑ์ ไปโฆษณาใน ภาพยนต์ทั่วๆไป

แต่ละแบรนด์ที่เข้ามามีส่วนร่วมกับภาพยนต์ “Iron Man 2” มีส่วนร่วมอะไร และได้อะไรกลับไปบ้าง มาดูกันครับ

  • รถยนต์ Audi รุ่น R8 เป็นพาหนะคู่ใจของ “Tony Stark” พระเอกของเรื่องที่ใช้เป็นประจำทุกวัน
    และยังมีรุ่นอื่นๆเช่น A8 ซีดาน ,Q7,A3 แฮทช์แบ้ค และ Q5 SUV โดยทั้งหมดนี้ Audi ก็นำมาใช้โฆษณา คู่กับ “Iron Man” ยิงไปยังสื่อต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ Movies.com , Fandango.com รวมไปถึงเคเบิ้ลทีวี
  • ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ก็มีเครื่องดื่ม สเลอปี้ รสส้ม แก้ว “Big Gulp” และหลอดลาย “Iron Man”


(ภาพ iron06.jpg แก้ว “Big Gulp” ลายตัวละครใน “Iron Man 2”)

 

  • Oracle บริษัทซอฟท์แวร์องค์กรและฐานข้อมูลชื่อดัง โผล่เข้ามาในฉากของงาน “Stark Expo” โดยมีโลโก้ประดับอยู่ใน Pavillion ของงาน และยังลงโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆของ Oracle คู่กับตัว “Iron Man” ในสื่อทั้งหนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ และอินเทรนด์ลงโฆษณาใน “iPad App” ของ “Wall Street Journal”


(ภาพ Iron01.jpg “Pavillion” ที่มี logo ของ “Oracle” อยู่)

 

  • Burger King ก็ออกเบอร์เกอร์ชุดพิเศษ “Iron Man Whiplash Whopper” และมีชุดของเล่น 8 ชิ้น ให้เด็กๆสะสม
    เป็นการใช้คาแรคเตอร์ตัวร้ายกับผลิตภัณฑ์ใหม่ของตัวเอง


(ภาพ iron05.jpg : เบอร์เกอร์พิเศษ ที่ใช้ “Anton Vanko” ตัวร้ายใน “Iron Man2” เป็น Presenter

 

  • LG เป็นโทรศัพท์มือถือที่ “Tony Stark” ใช้ในเรื่อง
    โดย LG เน้นการใช้ “Iron Man” คู่กับแคมเปญโปรโมท TV ตัวใหม่ของตัวเอง ภายใต้ สโลแกนที่ว่า “Something Better – bigger and better”โดยการปูพรมในหลายสื่อ เช่น ร้านขายเครื่องไฟฟ้าต่างๆ โฆษณาบนมือถือ สื่อ Social Media และมีการพิมพ์
    การ์ตูน “Iron Man” Limited Edition แถมให้ลูกค้าที่ซื้อมือถือ LG อีกด้วย
  • Symantec ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ในชุดของ “Norton Anti Virus” และ “Norton Internet Security” โดยใช้สโลแกนว่า “Eliminate Online evils” โดยการทำ Packaging รูป “Iron Man” และทำสื่อออนไลน์และ Social Media ต่างๆมากมาย    


(ภาพ Iron02.jpg “หนึ่งใน Sponsor ของ Iron Man นำ Character ไปใส่ใน Packaging ของผลิตภันณฑ์ตัวเอง

 

  • น้ำอัดลม “Dr.Pepper” ที่ได้ออกกระป๋องลวดลาย “Iron Man” มาให้สะสมกันถึง 14 แบบ


(ภาพ Iron04.jpg ขวดน้ำอัดลมลาย “Iron Man”

 

สรุป เป้าหมายของการทำ “Product Placement” ของแต่ละแบรนด์

แบรนด์

เป้าหมาย

Audi 

สร้าง “Brand Perception” ให้กับ รถยนต์แต่ละรุ่นของAudi

7-Eleven 

สร้าง “Brand Perception” ให้กับ “Big Gulp”

Oracle 

เพิ่ม “Brand Equity” ให้กับผลิตภัณฑ์ในสาย “Server” และระบบฐานข้อมูล

Burger King 

New Product Launch เพื่อขายเบอร์เกอร์ตัวใหม่ และ เพิ่มยอดขายของสะสม

LG 

สร้าง “Brand Perception” ให้กับสายผลิตภัณฑ์ LG TV

Symantec 

เพิ่ม “Brand Equity” ให้กับผลิตภัณฑ์ในสาย “Security” และ “Anti Virus”

Dr.Pepper

สร้าง “Brand Perception” ให้กับเครื่องดื่มแบบกระป๋อง และเพิ่มยอดขาย โดยการทำให้กระป๋องเครื่องดื่มกลายเป็นของสะสม

 

 

    “Iron Man” ภาคแรก ที่ฉายไปเมื่อปี 2008 มี “Product Placement” ทั้งหมด 42 แบรนด์ ตลอดความยาวของภาพยนต์กว่า 125 นาที

    ในภาคแรก ผู้สร้าง ใช้งบประมาณลงทุน กว่า $140 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่สามารถสร้างรายได้กลับคืนมา กว่า $585 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    เบื้องหลังการตลาดเพื่อโปรโมทภาพยนต์ “Iron Man” ภาคแรก ใช้งบประมาณการตลาดไปราวๆ $50-$75 ล้านเหรียญสหรัฐ

  • สร้าง VDO Game โดยร่วมมือกับบริษัท Sega
  • ยิง Spot โฆษณา ความยาว 30 วินาที ในช่วงการถ่ายทอดสด Super Bowl
  • โฆษณาผ่าน 7-11 ทั่วสหรัฐฯกว่า 6,400 สาขา

สำหรับแบรนด์ดังที่เข้ามาทำ “Product Placement” ใน “Iron Man” ภาคแรก คือ

  • LG
  • Burger King
  • 7-Eleven
  • Audi

จะเห็นว่า ทุกแบรนด์ ที่มีอยู่ในภาพยนต์ภาคแรก ก็กลับมามีอยู่ในภาพยนต์ภาคที่ 2 ด้วย เนื่องจากคุ้มค่าและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของแต่ละแบรนด์นั่นเอง

 

เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย

หนัง “Super Hero” แต่ละเรื่อง มีแบรนด์ใดบ้างที่เข้ามาทำ “Product Placement”

  • X-Men Origins : Wolverine (2009)
    • แบรนด์ดัง : Budweiser ,Caterpillar , Chevrolet , Ford , GMC
  • Transformers : Revenge of the Fallen (2009)
    • แบรนด์ดัง : Adidas, Air France, Apple, Audi, Budweiser, Caterpillar, Chevrolet, Cisco, CNN, Ford, Garmin, GMC, Harley-Davidson, HP, HSBC, LG, Nike, Nintendo Game Boy, Southwest Airlines, Sprint, Volvo
  • Spiderman (2006)
    • แบรนด์ดัง : Alfa Romeo, Baskin-Robbins, Budweiser, Cadillac, Carlsberg, Chrysler, Cingular, Columbia University,Dr. Pepper, Jaguar, Jansport, Lay’s, LG, Marriott, McDonald’s, Mercedes, Palm, Porsche, Prudential, Rolls Royce, Samsung, Shiseido, Sony, Triumph, Tropicana, Volkswagen
  • The Incredible Hulk (2008)
    • แบรนด์ดัง : Amstel, BlackBerry, Budweiser, Chevrolet, Coca-Cola, Dell, Ford, Harvard University, Jeep, Norton, Panasonic, Pringles, Ray-Ban, Sharp, Symantec, Volkswagen
  • Superman Returns (2006)
    • แบรนด์ดัง : Audi, Avaya, Belstaff, Bose, Budweiser, Doritos, Montblanc, Mountain Dew, Nikon, Oakland A’s, Plantronics, Samsung, Scrabble, Steinway & Sons, TAG Heuer, Virgin

การกลับมาทวงบัลลังก์ คืนมา อีกครั้งของ “iPhone 4”

วันที่ 7 มิ.ย. ในงาน "WWDC 2010” ซึ่งเป็นงานรวมพลของเหล่านักพัฒนา Platform ต่างๆของ Apple เอง เป็นวันที่ทั่วโลกต้องสะเทือนอีกครั้ง

เมื่อ Steve Jobs ซีอีโอของ Apple ได้ออกมาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เชื่อว่า ทั้งแฟน Apple และผู้ที่สนใจในเรื่องของ เทคโนโลยีทั่วโลก ต่างเฝ้ารอคอย

เพราะเป็นการกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้ง ของ “ราชา Smart Phone” หลังจากที่ถูก เหล่ามือถือ Android และ Blackberry เข้ามาท้าทาย ด้วยการส่งมือถือในสังกัดหลายรุ่น เข้ามาแข่งในตลาด

แม้ว่าก่อนหน้านี้ มีการลือกันไปต่างๆนาๆ ถึงชื่อเสียงเรียงนาม ของ iPhone รุ่นใหม่

บ้างก็ลือว่า ชื่อ "iPhone 4G” บ้างก็ลือว่า น่าจะเรียกว่า "iPhone HD”

ในที่สุด “iPhone 4” ซึ่งเป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ก็หลุดมาจากปากของผู้ที่ให้กำเนิดมัน อย่าง Steve Jobs

“iPhone 4” กลายเป็นข่าวโด่งดังในหลายๆสื่อก่อนหน้านี้ เนื่องจาก เครื่องต้นแบบ "หลุด” จากมือวิศวกรของ Apple จนไปตกอยู่ในมือของเว็บไซต์ Gadget ชื่อดัง อย่าง "Gizmodo.com” ที่พบใน บาร์ที่เมือง “Redwood City” และ “Engadget.com” ที่พบในบาร์ของเมือง “San Jose”

หรือการ “หลุด” ไปไกลถึงเวียตนาม จนถูกรื้อถอดออกทุกชิ้น เพื่อดูส่วนประกอบข้างใน

รูปร่างหน้าตาใหม่ของ Apple จึงกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ว่า “หลุด”จากสไตล์ของ Apple ที่เคยออกแบบผลิตภัณฑ์มา

บางคน ก็บอกว่า รูป "iPhone 4” ที่หลุดมานั้น เป็นของปลอม

บางคน ก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า "ภาพหลุด” เป็นการจงใจหลุด จาก Apple เพื่อสร้างกระแส "Buzz Marketing” ให้คนพูดถึงกันสนั่นเมือง เพื่อสร้างกระแสดึงดูดเข้าสู่งานเปิดตัว และเพื่อกลบข่าวมือถือจากค่าย Android ทั้งหลาย ที่พาเหรดกันเปิดตัววางขายกันหลายรุ่นในช่วงนี้

ข่าว ”ภาพหลุด” ทำให้ผู้ซื้อ ที่กำลังคิดจะตัดสินใจซื้อมือถือ Android เริ่มลังเล และชะลอการซื้อออกไปก่อน

ไม่เว้น แม้กระทั่ง คนที่กำลังจะซื้อ "iPhone 3GS” ก็เริ่มคิดหนักว่าจะซื้อหรือจะรอดี

เมื่อการรอคอยสิ้นสุดลง Steve Jobs ก็ไม่ทำให้เหล่าแฟน Apple ต้องผิดหวัง

กระแส "iPhone 4” ถูกพูดถึงในช่วงเวลาการเปิดตัว จากผู้ใช้ Twitter ทั่วโลก จนขึ้นเป็นอันดับ 1 ของ "Trending Topics” ในระยะเวลาแค่ไม่กี่นาที

หลังจบงาน มีการพูดถึงอย่างกว้างขวาง ในเว็บไซต์ บลอก สื่อต่างๆ มากมาย

เรียกได้ว่า สะเทือนไปทั้งโลก จริงๆ

แม้ว่า "iPhone 4" จะเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ Apple ทั่วโลกได้อย่างมาก แต่หุ้นของ Apple กลับติดลบไป 2% แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายๆคน ก็คาดหมายกันว่า Apple น่าจะสร้างยอดขายมหาศาล และกลับมาทวงตำแหน่งผู้นำ Smart Phone ได้อย่างขาดลอยเหมือนเดิม

ผมขอสรุปคร่าวๆ เกี่ยวกับ "iPhone 4” ที่หลายๆอยากรู้

ในส่วนของ Hardware ตัว "iPhone 4” ถือว่าพัฒนาปรับปรุงจาก รุ่น เดิน "iPhone 3GS” เป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าดีขึ้นในทุกๆส่วน

ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ใหม่ที่มีขนาดบางกว่าเดิมถึง 1 ใน 4 ,

จอภาพแบบ IPS ที่มีความคมชัดมากกว่าเดิมถึง 4 เท่า ด้วยความละเอียด 960×640 ซึ่งทาง Apple เรียกจอภาพของ "iPhone 4” ว่า "Retina Display”

clip_image002

พร้อมทั้งกระจกปิดหน้าหลังกันรอยขีดข่วย โดยกระจกที่ใช้ เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในเฮลิคอปเตอร์ และ

แข็งแรงกว่าพลาสติคปกติถึง 30 เท่า

กลายเป็นโทรศัพท์มือถือ ที่มีจอภาพ ดีที่สุดที่มีขายในตลาด แซงหน้ามือถือ Android ที่ใช้จอแบบ AMOLED และ Super AMOLED ไปอีกระดับ

“Gyroscope” เป็น sensor ที่วัดความเอียงแบบ 3 แกนได้ อีกตัวที่ Apple จับมาใส่ไว้ใน “iPhone 4” เพื่อรองรับการใช้งานที่มีการเคลื่อนไหวของเครื่องมากกว่าปกติ เช่น ความสามารถในการวัดการเคลื่อนที่เร็วช้า (เช่น การแกว่งมือถือไปมา) การวัดความเร็วเชิงมุม (หมุนเร็ว หรือ หมุนช้า การจับมือถือมากวาดทำมุม)

ง่ายๆให้ลองนึกภาพ Nintendo Wii ที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน

แต่คิดก็ยากจะจินตนาการแล้วครับ ว่า “iPhone 4” จะก่อให้เกิด “แอพ” หรือ เกม ที่เน้นการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ ได้มากขนาดไหน แต่รับรองว่าจะมีเกมออกมาใช้ประโยชน์จาก “Gyroscope”อีกเยอะมากแน่นอน

clip_image004

อีกหนึ่งส่วนที่สำคัญอย่าง ตัว CPU หรือหน่วยประมวลผลหลักของตัวมือถือ ในรุ่น "iPhone 4” ใช้ CPU “A4” ที่ใช้เป็นครั้งแรกใน iPad ซึ่งจุดเด่นของ CPU นี้คือ การประหยัดพลังงาน ในขณะที่ยังคงรักษาประสิทธิภาพและสมรรถนะที่สูงได้

ใน "iPhone 4” มาพร้อมกับกล้องความละเอียดขนาด 5 ล้านพิกเซล สูงกว่ารุ่น "iPhone 3GS” ที่มีอยู่ 3 ล้านพิกเซล และ Apple ได้ทำการปรับ Sensor รับภาพ ให้มีขนาดใหญ่ ทำให้ภาพที่ถ่ายได้มีคุณภาพสูงกว่ากล้องที่มีความละเอียด มากกว่า

ประเด็นสำคัญที่ Steve Jobs ยกขึ้นมาให้เห็น ก็คือ จำนวนพิกเซล ไม่ได้ทำให้ภาพมีคุณภาพดีเสมอไป สวนกระแสกับผู้ผลิตโทรศัพท์รายอื่น ที่พยายามชูเรื่องนี้มาเป็นประเด็นสำคัญในการขาย

นอกจากคุณภาพกล้องที่สูงขึ้นมาก ตัว "iPhone 4” เอง ก็มาพร้อมกับ "กล้องด้านหน้า” ที่สามารถใช้ถ่ายในขณะที่คุยโทรศัพท์ไปด้วย (Video Call) ผ่านตัว "แอพ" ที่เรียกว่า "FaceTime”

clip_image006

Apple เองก็คาดหวังว่า "FaceTime” จะก่อให้เกิดกระแสความนิยมของ "Video Call” ขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ ค่ายมือถือและผู้ผลิตโทรศัพท์รายอื่นๆ ไม่สามารถผลักดันบริการนี้ให้แจ้งเกิดได้เลย (ตรงนี้น่าแปลกใจ เพราะมีบริการนี้มานานหลายปี แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ไม่ว่าในประเทศไหน)

clip_image008

เมื่อคุณภาพของการถ่ายรูปสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อคุณภาพการถ่าย Video เช่นกัน

ความสามารถในการอัดวิดีโอแบบ "HD” ที่ความละเอียด 720p สามารถตัดต่อ Video แบบง่ายๆได้ทันที เมื่อถ่ายเสร็จก็สามารถอัพโหลดขึ้น YouTube ได้เลย

จะเห็นได้ว่า “Apple” ได้นำองค์ประกอบ Hardware ที่เรียกว่าดีที่สุด ในแต่ละด้าน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “iPhone 4” อย่างลงตัว และใช้ระบบปฏิบัติการมันสมองตัวใหม่อย่าง “iOS 4” เข้ามาควบคุมกำกับ ให้สามารถทำงานได้อย่างไหลลื่น ต่อเนื่อง

รวมกับระบบโฆษณา “iAd” ที่วางแผนว่าจะเปลี่ยน Business Model จากการขายโฆษณา banner บนเว็บแบบเดิมๆ กลายมาเป็นการสร้าง “Interactive App” ที่มีโฆษณารวมอยู่ด้วย เพิ่มช่องทางการทำเงินให้กับนักพัฒนาทั้งหลาย

ศึก Smart Phone ครั้งนี้ ยังคงดำเนินไปอีกยาวไกล เชื่อว่า ยักษ์ใหญ่อย่าง “Google” และพันธมิตรผู้ผลิตโทรศัพท์ โดยใช้ระบบปฏิบัติการ “Android” คงไม่ปล่อยให้ Apple ครองความได้เปรียบยาวนานนัก

เพราะ หม้อข้าวหลักของตัวเอง อย่าง Google AdSense และ AdWords กำลังถูก “iAd” บุกเข้ามาตี จำต้องทุ่มเทสรรพกำลังเข้าประหัตประหารให้มากขึ้นกว่าเดิม

สงครามครั้งนี้ จึงเปรียบเป็นเหมือนกับการนำสงครามระหว่าง “Mac” กับ “Windows” กลับมาฉายใหม่อีกครั้ง ยังไง ยังงั้น

การมาของ iPad ส่งผลกระทบต่อตลาด Netbook ทั่วโลกจริงหรือ?

หลังจากที่ iPad วางจำหน่ายได้เพียง 28 วัน สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 1 ล้านเครื่อง ยอดดาวน์โหลด “แอพ” กว่า 12 ล้านครั้ง และมี E-Book ถูกดาวน์โหลดไปกว่า 1.5 ล้านครั้ง

ทุบสถิติ iPhone ที่กว่าจะขายได้ 1 ล้านเครื่อง ต้องใช้เวลาถึง 74 วัน

นี่ยังไม่นับรวม iPad 3G ที่ว่ากันว่า จะขายได้ดีกว่ารุ่น Wifi มากนัก เพราะช่วยให้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้จากทุกที่ ทุกเวลา ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมือถือ ทั้ง 3G และ EDGE/GPRS

และยอดขายทั้งหมดนี้ เฉพาะในตลาดสหรัฐฯเท่านั้น เพราะยังไม่ได้มีการวางขายในประเทศอื่นๆ

Apple เตรียมจำหน่าย iPad ใน 9 ประเทศ สิ้นเดือน พฤษภาคม และเพิ่มอีก 9 ประเทศ ในเดือนกรกฎาคม

เชื่อว่าถึงวันนั้น iPad คงมียอดขายเพิ่มมากกว่านี้ หลายเท่าตัวนัก

ในการเปิดตัวครั้งแรกของ iPad ตัว Steve Jobs เอง ได้ให้นิยามว่าเป็น “Third Category Device” ที่จะเข้ามาทดแทน Netbook ที่ทั้งช้า และมีคุณภาพจอที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ในช่วงเวลานั้น มีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมหลายคน ออกมาให้ความเห็นแย้ง ว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะ เป็นอุปกรณ์คนละประเภท โดยมองว่า iPad เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมเพื่อความบันเทิงทางมัลติมีเดีย และการใช้งานอินเตอร์เน็ตเท่านั้น

แต่จากข้อมูลของ “Morgan Stanley” พบว่า ยอดขาย Netbook ในสหรัฐ ลดลงอย่างฮวบฮาบ จนแทบจะเรียกได้ว่า การเติบโตของตลาด “หยุดชะงัก”

เดือน กรกฎาคมของปี 2552 ตลาด Netbook เติบโตสูงถึง 641% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จากนั้นก็รักษาระดับได้เกินหลักร้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งถึงช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่ iPad ประกาศเปิดตัว การเติบโตของตลาด Netbook ดึ่งลงเกินกว่าครึ่ง

clip_image002

(ข้อมูลการเติบโตของตลาด Netbook จาก Morgan Stanley)

และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนที่ iPad วางจำหน่าย ยอดขายของ Netbook ทั่วสหรัฐ ถึงกับดึ่งลงเหว จนแถบจะเรียกได้ว่า “หยุดชะงักงัน”

คนทั้งสหรัฐ ชะลอการตัดสินใจซื้อ Netbook และมีกลุ่มใหญ่ที่ตัดสินใจซื้อ iPad มาใช้แทน

ในฐานะที่ผมเคยใช้ Netbook และตอนนี้ก็ใช้ iPad อยู่

เรียนตามตรงว่า iPad ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีกว่า Netbook ในเกือบทุกด้าน

ทั้งการใช้งาน Internet ที่สามารถดูเว็บต่างๆได้แบบเต็มหน้า สามารถใช้นิ้วควบคุมทิศทางบนหน้าเพจ การซูมเข้าอออกเพื่อขยายดูเฉพาะจุด

การใช้อีเมล์ การแชท ด้วย Instant Messenger ของค่ายต่างๆ iPad ก็มี “แอพ” ออกมารองรับอย่างครบถ้วน ด้วยหน้าจอการออกแบบการใช้งานที่สวยงาม และลูกเล่นที่สู้โปรแกรมบน PC สบายๆ

หรือถ้าเป็นผู้ใช้ที่ติดบริการ Social Networking ตัว iPad เองก็มี “แอพ” อย่าง Twitter , Facebook ให้ใช้หลากหลายตัว มีตัวเลือกเยอะกว่า โปรแกรมบน PC เสียอีก

ใน iPad รุ่น Wifi+3G ก็สามารถใส่ “Micro SIM” หรือ “SIM” แบบธรรมดา ที่ตัดให้พอดีช่องเสียบ แล้วใช้งาน EDGE/GPRS หรือ 3G ได้ทันที เป็นการช่วยอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อ ใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างมาก เพราะไม่ต้องหาจุดเชื่อมต่อ Wifi ไม่ต้องเสียบ Aircard ให้วุ่นวาย (รุ่น 3G ผมลอง “ตัด SIM” เสียบใช้งาน EDGE/3G ได้ปกติเลยครับJ)

ด้านการใช้งานอินเตอร์เน็ต เรียกได้ว่า iPad กินขาด ไม่ใช่ในแง่ Software แต่เป็นในแง่ “User Experience” หรือประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่า

และที่เหนือไปกว่านั้น iPad รุ่น Wifi+3G ยังมี “GPS” ใส่มาให้ด้วย

ผู้ใช้สามารถโหลด “แอพ” GPS Navigator ที่มีให้เลือกหลายตัวและใช้กับประเทศไทยได้ มาใช้งานทดแทน GPS Navigator ติดรถยนต์ที่ขายกันหลายพัน-หมื่น ในปัจจุบันได้ทันที

แทบจะเรียกได้ว่า ซื้อ iPad คุ้มกว่า Navigator แบบเดิมเยอะ

ในแง่ความบันเทิง และมัลติมีเดีย ตัว iPad เองก็มี “แอพ” ให้เลือกใช้เยอะมาก ทั้ง “แอพ” ดูตัวอย่างหนัง วิดีโอคลิบ ต่างๆด้วยคุณภาพระดับ “Hi Definition” อย่าง “IMDb” การดาวน์โหลดหนังสือ E-Book จาก “iBookStore” หรือแม้แต่ Comic ที่เป็นรูปภาพ สีสันสดใส โดยผู้ผลิต Content การ์ตูนชั้นนำของโลก อย่าง Marvel Comic

clip_image004

clip_image006

ด้วยการสนับอย่างดีจากบรรดาผู้ผลิต Content ยักษ์ใหญ่ของโลก ทำให้ iPad ดูโดดเด่นยิ่งกว่า ในการเข้าถึง Content ชั้นนำและคุณภาพสูง

อีกทั้ง ด้วยขนาดหน้าจอที่สูสีกับ Netbook แต่คุณภาพจอแบบ IPS ที่คมชัด สีสันสดใส และมองเห็นได้ชัดเจนจากทุกมุม เหนือกว่าคุณภาพของNetbook ทั่วไปที่มีระดับราคาใกล้เคียงกัน

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ มีผู้คนยกย่อง iPad ว่าเป็น “Multimedia Consumption Device” ที่ดีที่สุดในโลก ในตอนนี้

ยิ่งถ้ามามองในเรื่องของการเล่นเกมส์ อาจจะเรียกได้ว่า iPad ชนะขาด เพราะในปัจจุบัน iPhone Platform เรียกได้ว่าเป็น Game Platform ที่ประสบความสำเร็จที่สุด ด้วยจำนวนเกมมหาศาล มากกว่าเกมบนเครื่อง Nintendo DS และ Playstation Portable (PSP) ของ Sony เสียอีก

บทความล่าสุดใน “Times Magazine” ยังบ่งบอกชัดเจนว่า “ซาโตรุ อิวาตะ” ประธานกรรมการบริหารของนินเทนโด กล่าวกับคณะผู้บริหารว่า พวกเข้าได้มองข้ามสงครามในอุตสาหกรรมเกม กับ “Sony” ไปแล้ว และ “iPhone และ iPad” เป็น “Enemy of the Future” ของนินเทนโด

สิ่งเดียวที่ iPad อาจจะเป็นรอง Netbook อยู่บ้าง คือ การใช้งานด้าน Business

เนื่องจาก Microsoft Office เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน ทั้งการทำงานเอกสาร Presentation และ Spreadsheet

แทบจะเรียกได้ว่า Microsoft Office เป็น Killer App ของ PC เลยก็ว่าได้

แต่ ทาง Apple ก็รู้ข้อจำกัดข้อนี้ดี จึงพัฒนาชุดออฟฟิศ “iWork” ซึ่งโด่งดังมากบน แมคอินทอช มาใส่ไว้ใน iPad ด้วย

แทบจะลบจุดอ่อนไปได้ทันที เนื่องจาก ความสามารถของ “iWork” นั้น ทัดเทียมกับ Microsoft Office ทั้งตัว “Pages” ที่ประกบคู่กับ MS Word , “Keynote” ที่ประกบคู่กับ “MS Powerpoint” และ “Numbers” ที่ประกบคู่กับ “MS Excel”

clip_image008(หน้าตา “iWork”)

ด้านการใช้งาน “iWork” สามารถเปิดไฟล์ และ บันทึกไฟล์ใน format ของ MS Office ได้อีกด้วย

เรียกได้ว่า ถ้าจะทำงาน Office ผู้ใช้ iPad มี “iWork” เป็นตัวเลือกที่ดี ไม่แพ้ผู้ใช้ Netbook ที่มี MS Office

แต่ที่จะสู้ไม่ได้เลย ก็คือ ลักษณะการใช้งานของ iPad เอง

ถ้าจะทำงานแบบจริงจัง ตัว iPad ไม่มี “Hard Keyboard” แบบ Netbook ทำให้ต้องใช้ “Soft Keyboard” บนหน้าจอแทน ซึ่งไม่สะดวกและไม่คล่องตัวเท่าไหร่

อีกทั้ง ในการทำงาน Netbook ก็เหมือน Notebook/Desktop ทั่วไป คือ วางบนโต๊ะ และใช้งาน

แต่ iPad นั้น ผู้ใช้จะต้องใช้มือถือไว้ตลอดเวลา หรือถ้าจะวางบนโต๊ะ การมองหน้าจอ ก็จะเป็นลักษณะมองแบบ “บนลงล่าง” ซึ่งผิดหลักของการวางท่าในการทำงาน (ทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอ ไหล่) และไม่อยู่ในระดับสายตา

iPad จึงไม่เหมาะกับการใช้งานแบบ “จริงจัง” ในการทำงานเอกสาร

แต่ Apple ก็พยายามแก้ไข ด้วยการ ออก “Dock” หรือแท่นวาง iPad โดยใช้วางบนโต๊ะ ในลักษณะมุมเอียง เหมือนหน้าจอ Notebook

และมี Keyboard ให้เลือก ทั้งแบบติดกับ “Dock” เลย หรือ เป็นแบบ แยกอิสระและไร้สาย เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth

เรียกได้ว่า Apple ตั้งใจ ออกแบบ iPad ให้มาชนกับตลาด Netbook อย่างจริงจัง โดยมีการวางแผนมาอย่างดี ทั้งในแง่ Software , Hardware และ Content ต่างๆ

แถมตั้งราคาถูก ชนิดหักปากกาเซียน ด้วยระดับราคาเท่ากับ Netbook รุ่น กลาง-บน

งานนี้ นอกจาก Apple จะสร้างตลาด Tablet ขึ้นมาใหม่แล้ว ยังบดขยี้ตลาด Netbook ไปในตัว

และคงไม่ใช่เฉพาะตลาดสหรัฐฯเท่านั้น แต่จะลามไปยังอีก 18 ประเทศที่จะวางจำหน่าย iPad และมีผลกระทบต่อตลาด Netbook ทั่วโลก อย่างไม่ต้องสงสัย

“iAd” การปฏิวัติระบบโฆษณาบนมือถือแบบใหม่ จาก Apple

คืนวันพฤหัสที่ 8 เมษายน ทั่วทั้งโลกต่างใจจดใจจ่อกับ งานเปิดตัว
ระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่สำหรับ iPhone หรือที่เรียกว่า “iPhone OS 4” ซึ่งเป็นงานเปิดตัวครั้งที่ 2 ของ Apple ในปีนี้ ถัดจากการเปิดตัว iPad ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

“iPhone OS 4” เป็นสิ่งที่ผู้ใช้ iPhone กว่า 50 ล้านคน และ iPod Touch
กว่า 35 ล้านคน ทั่วโลกรอคอย

ตามปกติแล้ว Apple จะออก OS รุ่นใหม่สำหรับ iPhone ปีละครั้ง

(ภาพ 01.jpg)

แต่ละครั้ง ตัว OS รุ่นใหม่ ก็ได้เพิ่มความสามารถที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับผู้ใช้ได้ แม้กระทั่ง iPhone รุ่นเก่าๆก็ยังสามารถใช้ความสามารถใหม่ๆได้

ครั้งนี้ก็เช่นกัน

ทราบกันดีว่าสมรภูมิ Smart Phone ในปี 2010 นั้น แข่งขันกันรุนแรงเพียงใด

ระบบปฏิบัติการ “Android” เวอร์ชั่น 2 จากค่าย Google ที่รุกหนักมาก โดยการนำทัพของ Google Nexus One , HTC , Motorola Droid (Motodroid) และจากผู้ผลิตรายใหญ่อีกมากมาย

Nokia ก็ส่งระบบปฎิบัติการใหม่ “Maemo” ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะนำมาใช้เป็นธงเปิดตลาด “Tablet” ให้กับ Nokia รวมไปถึง Smart Phone ระดับ High-end

และคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ที่หลุดโผผู้นำ Smart Phone มานานในระยะหลัง ในปีนี้ก็ตั้งเป้าในการกลับมาทวงบัลลังก์ผู้นำตลาด ด้วยระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่อย่าง “Windows Phone 7” ที่แตกต่างจาก “Windows Mobile” เดิมอย่างสิ้นเชิง

สงคราม Smart Phone ปี 2010 ต่อสู่กับด้วยระบบปฏิบัติการ หรือ Platform อย่างแท้จริง

พูดในแง่ของผู้ใช้ ก็คือ เป็นการต่อสู้กัน ในเรื่องของ “Application”

รายละเอียด ข้อดีข้อเสีย ของ “iPhone OS 4” นั้น ผมคงไม่กล่าวถึง เพราะเชื่อว่ามีข่าวให้อ่านพอสมควร

แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดและพลาดไม่ได้เลยเกี่ยวกับตัว “iPhone OS 4” นั่นคือ ฟีเจอร์หนึ่งที่ Apple เรียกว่า “iAd”

“iAd” เป็นชื่อเรียก ของระบบโฆษณาบนมือถือ (Mobile Advertising) ที่ฝังตัวอยู่ในระบบปฏิบัติการ “iPhone OS”

ที่ได้ชื่อว่า เป็นระบบปฏิบัติการบนมือถือที่ประสบความสำเร็จที่สุด ด้วยยอด Application กว่า 180,000 ตัว

และยังรันอยู่บน Hardware ที่ได้ชื่อว่า เป็น มือถือที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมมือถือ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งยังเป็นมือถือที่มีส่วนแบ่งการตลาดการใช้อินเตอร์เน็ตและเว็บสูงที่สุด กว่า 64%

(ภาพ 02.jpg , ส่วนแบ่งตลาดของ Mobile Browser ,credit: Gizmodo.com)

“iAd” รันอยู่บน “The Best Mobile Operating System” และ “The Best Smart Phone”

นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้าน Mobile Advertising หลายคน ต่างพากันฟันธงว่า “iAd” น่าจะเข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรม โฆษณาบนมือถือ อยางที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเช่นกัน

ในโลกของการโฆษณาออนไลน์ เป็นที่รู้กันว่า Google เป็นเจ้าตลาด ด้วยอาวุธเด็ดอย่าง AdWord และ AdSense

แต่ในโลกมือถือ Google ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะพยายามบุกตลาดนี้มาหลายปี

ผู้นำอันดับ 1 ของ Mobile Advertising ในโลก คือ AdMob

ระบบโฆษณาของ AdMob ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการโฆษณาบนมือถือ ไม่ว่าจะแบรนด์ไหนก็ตาม

และเกือบ 100% ของโฆษณาบนแอพของ iPhone ก็เป็นโฆษณาที่ใช้ระบบของ AdMob ทั้งสิ้น

Apple ซึ่งรู้ความจริงข้อนี้ดี และมองเห็นโอกาสและศักยภาพในการสร้างรายได้ ถ้าได้กุมอำนาจ Mobile Advertising เพิ่ม

ปลายปี 2009 Apple พยายามเดินเกมขอซื้อกิจการ AdMob เพื่อประหยัดเวลาในการค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีด้านนี้ ที่ Apple ไม่มีความเชี่ยวชาญ

อีกทั้งการที่จะได้ฐานลูกค้าขนาดใหญ่มากมาย โดยไม่ต้องไปเหนื่อยหาลูกค้ามาใช้ในตอนเริ่มต้น

แต่ท้ายที่สุด ก็มีคนมาชิงตัดหน้า ซื้อกิจการ AdMob ไป ก่อนหน้า Apple ด้วยมูลค่ากว่า $750 ล้านเหรียญห

คนที่มาชิงซื้อกิจการ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

แต่เป็น Google! ที่ซุ่มเจรจาต่อรองกับ AdMob อยู่เงียบๆ และบรรลุข้อตกลงในเดือน พฤศจิกายน 2009

เหตุผลแรก Google ต้องการบุกตลาด Mobile Advertising ให้สำเร็จซะที

และอีกเหตุผลที่สำคัญ Google ไม่ต้องการให้ Apple เข้ามาทุบตีหม้อข้าวของตน

ด้วยความที่ Apple เป็นบริษัทใหญ่ และมีศักยภาพสูงในการสร้างสรรค์และเปิดตลาดใหม่ๆ

Google จำเป็นต้องป้องกัน อาณาเขต ของตัวเองไว้ก่อน

แต่นั่นก็ไม่ทำให้ Apple ถอย เพราะได้เข้าซื้อกิจการของ “Quattro Wireless” ด้วยมูลค่า $275 ล้านเหรียญ

จากการซื้อกิจการครั้งนี้ เป็นที่มาของ “iAd” นั่นเอง

 

 

“iAd” เป็นระบบ Mobile Advertising ที่ Apple เรียกว่า “Mobile Ads with Emotion” หรือระบบโฆษณาที่มีอารมณ์ มีชีวิตชีวามากกว่าที่เคยเป็น

Steve Jobs กล่าวว่า Online Advertising บน Desktop
ถูกขับเคลื่อนโดย “Search” หรือ การค้นหา

ระบบ AdWord และ AdSense ของ Google ล้วนมีรากฐานมาจาก “Search” ทั้งนั้น

ซึ่งวิธีนี้ใช้ได้เฉพาะบน Desktop ไม่สามารถใช้ได้กับบนมือถือ เพราะว่าคนใช้มือถือ มีจำนวนน้อย ที่ใช้บริการ “Search”

คนใช้มือถือ โดยเฉพาะ iPhone ใช้สิ่งที่เรียกว่า แอพ มากกว่าอย่างอื่น

โดยเฉลี่ยแล้ว คนใช้ iPhone จะใช้เวลาวันละ 30 นาที ในการใช้แอพ

ถ้าสมมติว่า ระบบใส่
โฆษณาเข้าไปในแอพ ทุกๆ 3 นาที วันนึงก็จะได้แสดงโฆษณาประมาณ 10 ครั้ง ต่อเครื่อง ต่อวัน    

รวมเข้ากับจำนวนคนใช้ iPhone, iPod Touch รวมไปถึง iPad ด้วยแล้ว จะมีโอกาสที่โฆษณาถูกแสดงรวมๆกันถึง วันละ 1 พันล้านครั้ง

“iAd” จึงกลายเป็น “Mobile Advertising Platform” ที่มีโอกาสทางธุรกิจด้านโฆษณามหาศาล
เพราะพัฒนาอยู่บน “iPhone Platform” อันทรงพลัง

สมมติฐานที่สำคัญอันหนึ่งคือ การแสดงโฆษณาในปัจจุบัน เป็นการแสดงข้อความ หรือ Banner เพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้ คลิกและจะเปิดเว็บไซต์ของสินค้าและบริการ

ผู้ใช้ ไม่อยากคลิกเพราะต้องถูกนำไปยังเว็บไซต์อื่นๆ จนเป็นที่รู้กันในวงการ “Online Advertising” ว่า อัตราส่วนการคลิกโฆษณา
หรือ Clickthrough Rate ต่ำมากๆ

 

(ภาพ 03.jpg รายละเอียดของ “iAd” ,credit : Gizmodo)

 

“iAd” จึงเข้ามาตอบโจทย์นี้ โดยการสร้างรูปแบบโฆษณาให้น่าสนใจและ Interactive มากขึ้น

นักพัฒนาสามารถสร้าง
โฆษณาที่เป็นเหมือนแอพ ที่อยู่ในแอพอีกที
หรือใส่
คลิป VDO ลงไปได้ด้วยเช่นกัน
โดยที่ไม่ต้องเด้งไปที่เว็บไซต์ใด

ตัวอย่างเช่น

ความสามารถในการส่ง SMS , MMS จากในตัว “แอพเลย เช่น ทายผลฟุตบอล ขณะมีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก

หรือเมื่อเราสร้างเกมขึ้นมาเกมนึง แต่อยากโฆษณาเกมอื่นๆที่เราพัฒนาด้วย เราสามารถใส่เกมที่เราต้องการโฆษณานั้นๆลงไปได้ทันที โดยอาจจะให้เล่นได้ซัก 1 ฉาก พอเล่นจบก็ขึ้นมาถามคนเล่นเลยว่า จ่ายเพิ่มอีก $1.99 จะได้เล่นแบบเต็มๆ

ถ้าสนใจจะซื้อ ก็นำพาไปสู่ “Click-to-Buy” จริงๆ ซึ่งลักษณะโฆษณาแบบนี้ แม้แต่บน Desktop ยังแจ้งเกิดยาก

แน่นอนว่าวิธีนี้ ย่อมดีกว่าการแสดง Banner ชักชวนให้ผู้ใช้คลิก แล้วนำไปสู่เว็บไซต์เพื่อดาวน์โหลดเกมมาลองเล่นเป็นแน่

สำหรับ Business Model นั้น ทาง Apple ขอส่วนแบ่งรายได้ 40% และให้นักพัฒนาไป 60%

โดย 40% นั้น ถือว่าเป็นค่า Commission ที่เราจ่ายให้ Apple เพราะทาง Apple จะเป็นคน “ขายโฆษณา ให้เรา รวมไปถึงหาคนมาลงโฆษณาให้ และ Apple ก็ยังช่วยโฮสต์ตัวโฆษณาให้เรา รับผิดชอบทั้งระบบ Monitor, Tracking และทำรายงานต่างๆ กลายเป็นช่องทางหนึ่งที่ให้นักพัฒนามีรายได้ นอกจากการขายแอพ หากินแบบเดิม

นอกจากจะดึงดูด นักพัฒนาแล้ว ยังดึงดูดผู้ซื้อโฆษณาอีกด้วย
เพราะจากเดิม ผู้ซื้อโฆษณา หรือ
Media Agency ต่างๆ จะซื้อโฆษณา Banner โดยการคัดเลือกเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องหรือตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

แต่ด้วย “iAd” การคัดเลือกจะเปลี่ยนเป็นจากเว็บไซต์ เป็นแอพแทน

“iAd” จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโฆษณาโดยมองไปที่การนำเสนอคุณค่าที่มากกว่าให้กับผู้ใช้ และเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้โดยสิ้นเชิง

โดยการนำความ Interactive ของ Ads ผสมผสานกับ ความโดดเด่นของ App ที่มีอยู่มหาศาล ความสามารถอันโดดเด่นของ “iPhone OS” และ ความหลากหลายของอุปกรณ์ ทั้ง iPhone , iPod Touch และ iPad

ย่างก้าวนี้ของ Apple อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ “Mobile Advertising”

 

Gartner คาดการณ์ว่า จะมียอดใช้จ่ายผ่าน App Store กว่า 6.2 พันล้านเหรียญ และยอดดาวน์โหลดทั้งหมด 4.5 พันล้านครั้ง ภายในปี 2010 นี้

และตัวเลขรายได้ดังกล่าวจะพุ่งไปอยู่ที่ 29 พันล้านเหรียญ ด้วยยอดดาวน์โหลดกว่า 21.6 พันล้านครั้ง ในปี 2013

โดยรายได้จะประกอบไปด้วย

  1. ค่าซื้อแอพ ที่เสียเงิน คาดว่าจะสร้างรายได้ 75% จากรายได้ทั้งหมด
  2. แอพฟรี ที่เป็น Advertising-sponsored คาดว่าจะสร้างรายได้ 25% จากรายได้ทั้งหมด และสัดส่วนนี้มีแนวโน้มที่จะสูงเพิ่มขึ้น เนื่องจาก Gartner คาดการณ์ว่า 80% ของแอพทั้งหมด จะให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดไปใช้ฟรี

 

วิเคราะห์แนวโน้มของ “iAd”

  • Media Agency จะเริ่มเปลี่ยนจากการลงโฆษณากับเว็บไซต์ มาเป็นการลงโฆษณากับแอพ
  • Advertiser จะเริ่มถามหาและอยากสร้างแอพ สำหรับกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง
  • นักพัฒนา มีรูปแบบการหารายได้มากขึ้น โดยสามารถสร้างรายได้จาก แอพเสียเงิน และ แอพฟรีที่มีโฆษณา และสามารถสร้างสรรค์จินตนาการในตัวรูปแบบโฆษณาได้มากยิ่งขึ้น
  • นักพัฒนาจะแข่งกันสร้างสรรค์แอพดีๆออกมามากขึ้น เพื่อดึงดูดสายตาของ Advertiser
  • ผู้ใช้ จะให้ความสนใจในโฆษณามากขึ้น เพราะเป็น Interactive และได้รับคุณค่าตอบแทนกลับมา มากกว่าระบบโฆษณาออนไลน์แบบเดิมๆ
  • ผู้ใช้จะแย่งและขยันดาวน์โหลดแอพมากขึ้น เพื่อจะได้ดูโฆษณาที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง

iPad เป็น Game Changer ตัวใหม่ของ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ จริงหรือ?

หลังจากมีกระแสข่าวลือมากมาย ถึงผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ที่ Apple เตรียมจะเปิดตัว ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี

ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือ iPhone รุ่นใหม่

การสร้าง “Tablet PC” ที่มีข่าวลือมาหลายเดือน มีภาพหลุดออกมา ทั้งจริงและหลอก

รวมไปถึง ชื่อ ที่มีหลายๆคนคาดเดาไปหลากหลาย เช่น iSlate หรือ iTablet

…ในที่สุด 27 มกราคม 2010 วันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง…

Apple เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ นาม “iPad”…

(รูปที่ 1 : Steve Jobs กำลังถือ “iPad” เปิดตัวให้คนทั่วโลกได้เห็นครั้งแรก)

“iPad” เป็นอุปกรณ์ที่ Steve Jobs นิยามว่า เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา ที่เข้ามาเติมช่องว่างระหว่าง โทรศัพท์ SmartPhone และ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค

ที่คือ โจทย์ข้อสำคัญ ที่ Steve Jobs จะใช้นิยามตลาด

ตัว “iPad” เอง Steve Jobs ถึงกับเรียกว่าเป็น “Truly Magical and Revolutionary Product” เลยทีเดียว

จากนิยามของ ช่องว่างดังกล่าว พบว่า อุปกรณ์ที่เข้าข่ายและมีจำหน่ายอยู่แล้วในตลาด คือ “Netbook”

(รูปที่ 2 : นิยามตลาดของ “iPad” คือ “Third Category Device” ของอุปกรณ์พกพา (Mobile Device) นอกจากโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค)

สิ่งที่ Steve Jobs พยายามบอกก็คือ Netbook นั้น เป็นเพียงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค ราคาถูก ใช้จอภาพที่มีคุณภาพต่ำ ความเร็วในการทำงานของเครื่องช้า จึงไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ของ ช่องว่าง ดังกล่าว ได้ดีที่สุด

แต่สิ่งที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด คือ อุปกรณ์ประเภทที่เรียกว่า “Tablet” หรือ บางบริษัทเรียกว่า “Slate” นั่นเอง

 

 

 

 

ภาพรวมตลาด “Tablet”

“Tablet” หรือ “Slate” จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการไอที เพราะมีกันมานานแล้ว

แต่ไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูงไม่น้อยไปกว่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค

อีกทั้งการออกแบบตัวเครื่อง รวมถึงระบบปฏิบัติการและซอฟท์แวร์ ไม่ได้ออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานแบบพกพาติดตัวมากนัก

ตลาด “Tablet” จึงเป็นตลาดที่เงียบเหงา และเหมือนรอคอยเวลาดับสลาย

(รูปที่ 3 : หน้าตา Tablet แบบเดิมๆ)

แต่สิ่งหนึ่งที่เข้ามาจุดประกายให้ตลาด “Tablet” เริ่มมีความหวังอีกครั้ง นั่นคือ การมาของ
เครื่องอ่าน E-Book “Kindle” ของ Amazon.com

ด้วยยอดขายตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นปัจจุบันกว่า 1.49 ล้านเครื่อง จน นิตยสาร Fortune นำ Jeff Bezos ขึ้นปก พร้อมยกย่องว่า “Next Revolution” ของ Amazon.com คือ การสร้าง Kindle ให้กลายเป็น “iPod of Print”

“Kindle” สร้างปรากฏการณ์ ยึดครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 60% ในตลาดเครื่องอ่าน E-Book

นักวิเคราะห์หลายๆคน คาดการณ์ว่า “Kindle” รุ่นใหม่ นอกจากจะเป็นเครื่องอ่าน E-Book แล้วจะมีความสามารถมากขึ้น ใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค ก็เป็นได้

ตลาดเครื่องอ่าน E-Book เริ่มคึกคัก คู่แข่งรายสำคัญอย่าง Barnes & Noble ก็ออกผลิตภัณฑ์ชื่อ “Nook” เข้ามาชน

Sony E-Reader ก็ออกรุ่นใหม่ เพื่อหวังดึงส่วนแบ่งตลาดจาก Kindle พร้อมพัฒนาหน้าร้านขายหนังสือออนไลน์ “E-Book Store” ของตนขึ้นมา

เมื่อเครื่องอ่าน E-Book ขายได้มากขึ้น ย่อมดึงดูดบรรดาธุรกิจสิ่งพิมพ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี

ทำให้ธุรกิจสิ่งพิมพ์ เริ่มขยับทิศทางของตนมาเป็น
ฟอร์แมตดิจิตัลมากขึ้น สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งบริษัทต่างๆแทบไม่มีต้นทุนอะไรเพิ่มขึ้นมาเลย

เมื่อ Distribution Cost เป็นศูนย์ รายได้ที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว ก็กลายเป็นกำไรเต็มๆ

อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และธุรกิจเครื่องอ่าน E-Book เติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ จนใครๆก็มองกว่า “Tablet” กำลังจะกลับมา

ก่อนหน้างานเปิดตัว “iPad” ของ “Apple” ไม่กี่วัน ก็มีงานระดับโลกที่สำคัญมากงานชื่อ คือ Consumer Electronics Show หรือ “CES2010”

(รูปที่ 4: HP Slate)


(รูปที่ 5: Lenovo IdeaPad U1)

 


(รูปที่ 6: Sony Dash)

บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลก ทั้ง HP , Lenovo ,Sony หรือ Dell ก็มาเปิดตัว Tablet รุ่นใหม่ของตนทั้งนั้น

ปี 2010 คือ ปีของ Tablet จริงๆ

 

แล้ว “iPad” ของ Apple มีดีอย่างไร

โดยสรุปแล้ว ตัว “iPad” นั้น มีรูปร่างภายนอก คล้ายกับ iPhone หรือ iPod Touch แบบที่ขยายส่วนให้ใหญ่ขึ้น

หน้าจอ LED-backlit IPS LCD ที่นับว่าเป็นจอภาพที่สามารถให้มุมมองให้กว้างกว่าจอ LCD ทั่วไป ที่มักมองชัดในมุมที่แคบ

หน่วยประมวลผล (CPU) ความเร็ว 1GHz ที่ Apple ออกแบบเอง เรียกว่า “A4” ที่สามารถประมวลผลได้รวดเร็วใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คและใช้พลังงานต่ำ

การควบคุมอุปกรณ์ใช้เทคโนโลยีแบบ “Multi-Touch” แบบที่ใช้ใน iPhone หน้าจอสามารถตั้งตรงและหมุนได้เมื่อจับจอเอียง พร้อม “Virtual Keyboard” ที่ช่วยในการป้อนข้อความต่างๆ

ด้วย Hardware ของ “iPad” ถือว่า เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบสวยงามน่าใช้ มีหน้าจอการแสดงผลที่ดีที่สุด และใช้วิธีการควบคุมเครื่อง ป้อนข้อมูล ที่ง่ายที่สุด

(รูปที่ 7 : หน้าตาแบบชัดๆของ iPad)

และจุดขายที่แตกต่างที่สำคัญที่สุดของ iPad และ เป็นหัวใจของผลิตภัณฑ์ทุกตัวของ Apple ก็คือ

“User Experience”

 

User Experience ของ Apple ถูกถ่ายทอดออกมาด้วย “User Interface” หรือ หน้าจอการใช้งานที่สวยงามและง่ายต่อผู้ใช้

ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Apple มีความ Sexy มีเสน่ห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะขาดหายไป สำหรับอุปกรณ์ไฮเทค ทั่วไป

“Software” หรือ “Application” ที่ใช้บน “iPad” ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่ง เมื่อสามารถใช้ “Apps” ที่ออกแบบมาสำหรับ iPhone จำนวนกว่า 140,000 ตัวได้เลยทันที

 

แม้ว่า ตัว “iPad” เอง ไม่ได้มี Hardware ที่สมบูรณ์แบบ (ไม่มีช่องใส่หน่วยความจำเพิ่ม , ไม่มีช่องต่อ USB และไม่มีกล้อง)

แต่ก็เป็นแบบออกแบบโดยใช้เทคโนโลยี Hardware ที่เรียกได้ว่า ดีที่สุด ในการนำเสนอ “User Experience” ที่ดีที่สุด สู่ลูกค้า

นี่คือ ความเหมาะสมและลงตัวของการออกแบบผลิตภัณฑ์ “iPad”

 

ราคาที่เอื้อมถึง คือ ปัจจัยสำคัญของ “Critical Mass”

สิ่งหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจที่สุด ให้กับทุกคนที่ติดตามข่าวของ Tablet ตัวนี้ก็คือ ราคา

แทบทุกคน คาดหมายไว้ว่า ราคาเปิดตัวของ “iPad” จะอยู่ที่ $999 ขึ้นไป

แต่เมื่อประกาศออกมาจริงๆ Apple ตั้งราคาขาย “iPad” เริ่มต้นเพียงแค่ $499 เท่านั้น

ถูกกว่าที่คิดครึ่งหนึ่ง!

แถมไม่มีการล๊อคขายกับผู้ให้บริการโทรศัพท์ เหมือนเช่นในกรณีของ iPhone

(รูปที่ 8: ราคาจำหน่ายของ “iPad”)

เหตุผลที่ Apple ตั้งราคา “iPad” ออกมาต่ำ อย่างแรกก็คือ การทลายกำแพงราคาในใจผู้บริโภค

เรียกได้ว่า ต้นทุนในการเป็นเจ้าของ “iPad” นั้น ต่ำกว่าที่ทุกคนคาดคิด และลบล้างภาพในอดีต ที่ Tablet เดิมๆมีราคาสูง ออกไปจนหมดสิ้น

เหตุผลที่สอง ก็คือ เพื่อสกัดดาวรุ่งอย่าง “Kindle”

ด้วยราคาเริ่มต้น ที่แพงกว่า “Kindle” ของ Amazon.com เพียง $10

แต่ได้
อุปกรณ์ที่ทรงพลังมากกว่า Spec ดีกว่าทุกอย่าง

ผู้บริโภค จะกลายเป็นมอง “Kindle” เป็นของแพงขึ้นมาทันที

เชิงจิตวิทยาการซื้อ ระดับราคาใกล้เคียงกัน และลักษณะสินค้าคล้ายๆกัน ผู้บริโภคจะเกิดการเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือก

“iPad” จึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเลือก แม้ว่าผู้ซื้อกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สนใจจะซื้อ “Kindle” ก็ตาม

 

เหตุผลที่สาม คือ ต้องการกวาดฐานลูกค้าขนาดใหญ่ เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

นอกจาก การประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) ที่จะเกิดขึ้น เมื่อมีการผลิตจำนวนเยอะๆแล้ว

ยังเกิด “Network Effect” หรือ คุณค่าที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อมีผู้ใช้มากขึ้น

คุณค่าที่ว่านี้ คือ การขาย Content

“iPad” ได้เพิ่มศักยภาพในการดูหนัง
วิดีโอต่างๆ ให้ดีขึ้น ด้วยเทคโนโลยีการแสดงผลที่ดี และมีระบบหน้าร้านขายหนังและวิดีโอคลิปต่างๆที่ยอดเยี่ยมอย่าง “iTunes”

กลายเป็น “Portable Theater” ที่มีจำนวนมหาศาล ทำให้ค่ายหนังต่างๆ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการขาย Content ของตัวเองได้

และถึงแม้ว่า “iPad” จะไม่ได้เปิดตัวมาเป็นเครื่องอ่าน E-Book

แต่วัตถุประสงค์หลักอย่างหนึ่งที่ผู้ใช้จำนวนมากต้องการ คือ การอ่าน

แน่นอนว่า อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ สำนักพิมพ์หนังสือต่างๆ จะได้ประโยชน์จากการขาย E-Book ให้กับผู้ใช้ “iPad” เหมือนกับที่ค่ายเพลงและค่ายหนังได้รับจากการขายเพลงและหนัง

ยิ่งฐานลูกค้าใหญ่มากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งดึงดูดใจค่ายเพลง ค่ายหนังและค่ายหนังสือมากเท่านั้น

และที่สำคัญ ยังเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองของ Apple ให้สูงขึ้น

อย่าลืมว่า อำนาจต่อรอง เป็นที่มาของ Business Model และเรื่องการสร้างรายได้ นอกเหนือจากการขาย “iPad”

 

แล้วมันคือ “Game Changer” จริงรึเปล่า

โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า “iPad” จะเป็น สิ่งที่ Apple ใช้เป็นตัวพลิกเกม เพื่อเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม

โดยเฉพาะธุรกิจหนังสือและอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ต่างๆ

ปัจจุบัน มูลค่าของตลาด E-Book ทั้งหมด มีราวๆ 1.3% ของตลาดหนังสือที่เป็นกระดาษ ที่มีมูลค่ากว่า 90,000 ล้านเหรียญ

ตัวเลข 1.2 พันล้านเหรียญ ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ…

หนังสือ ก็เหมือนกับเพลง ที่รูปแบบธุรกิจ จะเปลี่ยนแปลงจาก การขาย “Physical Product” มาสู่ “Digital Product”

ด้วยการขับเคลื่อน โดยใช้กลไกสำคัญ คือ ช่องทางการกระจายสินค้าและขาย ที่ช่วยให้
ต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการขายลดลงเหลือเท่ากับศูนย์หรือน้อยมาก เพราะเป็นการทำผ่านอินเตอร์เน็ตและหน้าร้านออนไลน์

Apple มีสิ่งนี้อยู่แล้ว คือ iTunes Store สำหรับเพลงและหนัง, App Store สำหรับ Application และ iBookStore สำหรับ E-Book บน “iPad”

ทั้ง iTunes และ App Store เรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล ด้วยยอดขายก้อนใหญ่ รวมไปถึงจำนวนสมาชิก iTunes ที่สามารถซื้อสินค้าได้ กว่า 125 ล้านคน

เมื่อเปรียบเทียบกับ “Kindle” ของ Amazon.com หลายๆคนอาจจะแย้งว่า “Kindle” นั้น เหมาะกับการอ่านหนังสือมากกว่า

ด้วยเทคโนโลยีแบบ “E-Ink” ที่ช่วยให้ผู้อ่าน สามารถอ่านหนังสือได้อย่างสบายตาและใกล้เคียงกับกระดาษจริงๆ

ทำให้จุดขายของเครื่องอ่าน E-Book ทุกรุ่น คือ ต้องใช้ “E-Ink”

 

“iPad” ไม่สามารถสู้เครื่องอ่าน E-Book รุ่นอื่นได้ เพราะไม่ได้เป็น “E-Ink” รึเปล่า?

กรอบอันแรก ที่ขีดวงเครื่องอ่าน E-Book ไว้ คือ “E-Ink”

และกลายเป็นกรอบที่ผู้ผลิตเครื่องอ่าน E-Book ส่วนใหญ่ ทำตามกัน ด้วยความเชื่อที่ว่า คนเรา ต้องการอ่าน E-Book ด้วยความรู้สึกสบายตาและเหมือนอ่านหนังสือที่เป็นกระดาษให้มากที่สุด

เครื่องอ่าน “E-Book” ทุกรุ่นในตลาด จริงมีการแสดงผลแบบ ขาวดำ (Grayscale)

แต่ “iPad” ที่จะตั้งใจจะขาย E-Book เช่นกัน กับมองต่างกันไป

พฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนทั่วไป คงอ่านติดต่อกันราวๆ 2-3 ชั่วโมง

น้อยคนนักที่จะอ่านหนังสือ 10 ชั่วโมงติดต่อกัน

“iPad” จึงไม่จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีที่ออกแบบมาให้คนอ่านหนังสือติดต่อกันได้ 10 ชั่วโมงมาใช้

และรูปแบบของหนังสือที่ผู้อ่านอยากจะอ่านใน 2-3 ชั่วโมง คงจะไม่เหมือนเดิม

E-Book แบบเดิมๆ จะถูกท้าทายด้วย “Interactive E-Book” ที่มาพร้อมภาพประกอบที่มีสีสันสวยงาม

มีทั้ง VDO และเสียงครบครัน

สามารถคลิกและลิงค์ไปได้ และมีการโต้ตอบกับผู้ใช้ได้

ตัวแทนจาก “New York Times” ได้บอกไว้ว่า หนังสือพิมพ์ฉบับ Digital สำหรับ iPad นั้น น่าอ่านกว่า ฉบับ ที่ทำขายบน Kindle มาก จนเทียบกันไม่ติด

ลองจินตนาการถึง หนังสือพิมพ์ที่มีชีวิต อย่างในหนัง “Harry Potter”

ถ้าทำได้จริง Apple จะกลายเป็นคนที่สามารถทำ Hattrick ได้

เพราะเป็นคนที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเพลง โทรศัพท์มือถือ และวงการสิ่งพิมพ์ …

 

 

สรุป ปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยผลักดันให้ “iPad” ประสบความสำเร็จ

Factor 

 

User Experience

  • ประสบการณ์ที่ผู้ใช้จะได้รับ ผ่านทาง User Interface ที่สวยงาม ตื่นตาตื่นใจ และใช้งานง่าย
  • iPad เป็นอุปกรณ์ที่นำอินเตอร์เน็ตมาอยู่ในมือของผู้ใช้ ด้วยการใช้งานที่ดีกว่าการใช้อินเตอร์เน็ตบน PC แต่สามารถควบคุมได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งไม่สามารถทำได้บนหน้าจอ PC

การตั้งราคา

  • มีความสำคัญทางจิตวิทยาต่อลูกค้า รวมไปถึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ (ถูกว่าโน้ตบุ้คและราคาต่างกับโทรศัพท์มือถือไม่มาก)
  • เพื่อสร้างฐานลูกค้าขนาดใหญ่ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับผู้ผลิต Content ช่วยให้ Apple สามารถกำหนด Business Model ที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

Distribution Channel (iTunes) 

  • เป็นช่องทางขายที่ประสบความสำเร็จและมีฐานลูกค้าอยู่แล้วมากกว่า 125 ล้านคน เจ้าของ Content ย่อมอยากขายสินค้าของตนผ่านช่องทางนี้

Content และ Application

  • การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ของผู้ใช้ จากการอ่าน E-Book ขาวดำ มาสู่การอ่าน E-Magazine ที่มีสีสันสดใส ภาพประกอบที่สวยงาม รวมไปถึง Animation ต่างๆ ที่นำไปสู่ Experience ที่ดีกว่า E-Book แบบเดิม
  • Application ที่สามารถใช้ได้ทันที กว่า 140,000 ตัว ในวันแรกที่เปิดตัว iPad และผู้ที่ซื้อ App สำหรับใช้บน iPhone อยู่แล้ว สามารถใช้กับ iPad ได้โดยไม่ต้องซื้อใหม่อีกรอบ ทำให้เกิด Value of Money หรือ ความคุ้มค่ากับผู้ใช้ เพิ่มขึ้นมาทันที
  • จอที่ใหญ่ถึง 9.7″ ทำลายข้อจำกัดด้านขนาดหน้าจอของ iPhone ไป ทำให้ Application อย่าง Games ได้ประโยชน์เต็มที่ เกมบน iPad จะออกมาเยอะกว่าเกมบน iPhone และเกมเดิมที่มีอยู่ จะเล่นได้สนุกมากขึ้น

 

 

 

 

 

ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น จากการเปิดตัวของ iPad

  • การเติบโตของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ธุรกิจหนังสือ จากเดิม ที่มีรายได้หลักจากการขาย “Physical Books” มาเป็นการสร้างยอดขายหลักจาก “Digital Books” เนื่องจาก ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นไม่มาก (เพราะหนังสือก็มีอยู่แล้ว) ต้นทุนด้านการขนส่งสินค้า (Distribution Cost) ใกล้ศูนย์ เพราะเป็นการดาวน์โหลดผ่านอินเตอร์เน็ต และเสียเพียงค่าวางจำหน่ายบน “Online Store” เท่านั้น
  • รูปแบบการใช้งานอินเตอร์เน็ต Web Browsing , Email และ Social Networking จากเดิม ที่ใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ หน้าจอเล็ก ใช้งานไม่สะดวก จึงไม่ใช่อุปกรณ์หลักที่จะใช้งานดังกล่าว (Secondary Device) แต่ iPad จะกลายเป็น อุปกรณ์ที่สามารถทำงานดังกล่าวและใช้ทดแทนกันได้ ทำให้การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตจากทุกที่ ทุกเวลา เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน
  • รูปแบบของการอ่าน E-Book จะเปลี่ยนไป จาก E-Ink ที่มีลักษณะอ่านง่ายสบายตา แต่ตัว E-Book เป็นสีขาวดำและไม่น่าสนใจ กลายเป็น E-Book ที่มีลักษณะเป็น Interactive E-Book ที่มาพร้อมสีสัน เสียง และภาพเคลื่อนไหว และการโต้ตอบกับผู้อ่าน แต่ E-Book เดิมจะยังคงมีต่อไป แต่ iPad จะเข้ามาสร้าง
    ตลาดใหม่สำหรับ Interactive E-Book ให้เกิดขึ้นมา
    ทำให้คู่แข่งขันของตลาดนี้ ไม่ได้มีเพียงสำนักพิมพ์เท่านั้น แต่ยังมีบรรดาเจ้าของเว็บไซต์เพิ่มเข้ามาด้วย
  • เกมแบบ Multi-player จะได้รับความนิยมสูง เมื่ออุปกรณ์รองรับ ผู้ผลิตเกมก็จะสร้างเกมที่ใช้หน้าจอใหญ่ๆได้เต็มที่ ผนวกกับความสามารถด้าน Multi-Touch ทำให้เกมหนึ่ง อาจจะมีการแบ่งจอเพื่อเล่นหลายคนพร้อมกัน บน iPad เครื่องเดียวกัน หรือ หลายเครื่อง ลองนึกภาพการช่วยกันต่อ Jigsaw เกมง่ายๆอย่าง Photo Hunt หรือเกมยากๆแนว Action ต่อสู้กัน หรือเกมขับรถแข่ง