คุ้มค่ามั้ย ถ้า Apple จะซื้อ Netflix

****

มีข่าวออกมาบ่อย คนมาชวนคุยประเด็นนี้ก็บ่อยว่า Apple จะซื้อ Netflix มั้ย เพราะมีเงินสดในมือจำนวนมหาศาล และบริการดูหนังสตรีมมิ่งแบบ SVOD (Subscription Video On Demand) ยังเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในบริการอินเตอร์เน็ตที่ควรจะมี

ยิ่งเดือนก่อน Netflix ประกาศผลประกอบการออกมา สื่อต่างประเทศยิ่งประโคมข่าวกันหนักมากๆ

ถ้าวันนี้ Apple ต้องใช้เงินที่เหลืออยู่มากมาย มาซื้อกิจการซักอย่าง เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ธุรกิจด้านคอนเทนต์และมีเดียของตัวเอง Netflix เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด จริงรึเปล่า?

ความเห็นส่วนตัว ผมเชียร์ให้ Apple ซื้อ Disney มากกว่า เพราะ market cap ไม่ถึง 2 เท่าของ Netflix

แต่หุ้น Netflix มี P/E สูงกว่าหุ้น Disney ถึง 10 เท่า และมี EBITDA น้อยกว่า Disney ถึง 20 เท่า

ในแง่ตัวเลขล้วนๆ ถือว่าคุ้มกว่าเยอะ เพราะหุ้น Netflix แพงกว่า แถมยังทำกำไรได้น้อยกว่า Disney มาก

ยิ่งเอาสินทรัพย์ต่างๆที่ Disney มี ทั้งลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับเทพๆ ทั้งของ Marvel Studios ที่มีแก๊งค์ The Avengers, X-Men, Spiderman ยังมี Lucasfilm ที่มีคอนเทนต์ระดับตำนานอย่าง Star Wars และมีกีฬาอย่าง ESPN อีก

ยังมีลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากค่าย Fox ที่สอยมายกล๊อต และสิทธิ์ในการ์ตูนญี่ปุ่นดังอย่างโดราเอม่อน ด้วยนะ (ซื้อสิทธิ์มาจาก TV Asahi ของญี่ปุ่นอีกที เพื่อฉายในอเมริกา)

นอกจากลิขสิทธิ์คอนเทนต์เจ๋งๆแล้ว ยังมี license พวก characters ชื่อดังมากมาย ทั้งยุคเก่าอย่างมิกกี้เมาส์ จนถึงยุคใหม่จากค่าย Pixar เช่น Buzz Lightyear, Wall-E , Dory เป็นต้น

ยังมีสวนสนุก Disney Land หรือร้านขายสินค้า merchandise ต่างๆ ทั่วทั้งโลก เป็นรายได้มหาศาลของ Disney มานานหลายสิบปี

แม้ว่า Netflix จะมี original contents ดีๆเยอะก็จริง แต่ลิขสิทธิ์คอนเทนต์ต่างๆที่มีมูลค่าเทียบไม่ติดกับสิ่งที่ Disney มีเลย

การซื้อ Hollywood studio ที่เป็นเมเจอร์ซักค่าย น่าจะมีประโยชน์มากกว่าการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่สามารถทำเองได้ ฐานลูกค้า Apple ใหญ่กว่า Netflix หลายเท่า น่าจะมีโอกาสไล่ทันได้

**Content King vs. Platform Queen การแข่งขันที่ยังเพิ่งเริ่มต้น**

ในอเมริกา มีจำนวนผู้ให้บริการ streaming เพิ่มทุกปี และค่าบริการแต่ละค่ายก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่เคยมีเก็บถูกลงครับ

ตัวอย่างบริการ และค่าบริการรายเดือน

– Starz $8.99 (เป็นเคเบิลทีวีระดับพรีเมียมที่ให้บริการVDO Streaming ด้วยของค่ายหนัง Lionsgate)
– Netflix $9.99
– HBO Now $14.99
– Hulu $7.99 (เป็นบริการ VDO Streaming ที่ค่ายคอนเทนต์และมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง Disney, Fox, Comcast, Time Warner และ Nippon TV ลงขันกันเพื่อแข่งกับ Netflix)
– Amazon Prime $12.99
– Showtime $10.99 (เป็นเคเบิลทีวีระดับพรีเมียม ของค่าย CBS)

สาเหตุหลัก คือ ต้นทุนด้านคอนเทนต์ที่สูงขึ้นทุกปี

ค่าลิขสิทธิ์ streaming จะถูกกำหนดโดยเจ้าของคอนเทนต์ หลักๆคือ major hollywood studio ใหญ่ๆทั้งหลาย

โมเดลของค่าสิทธิ์เหล่านี้ คิดเป็นต้นทุนแปรผันตามจำนวนสมาชิก ใครมีสมาชิกมากกว่า ก็จะจ่ายต่อหัวให้ค่ายถูกลง (พอคูณด้วยจำนวนสมาชิก ก็เยอะอยู่ดี)

จึงไม่เกี่ยวกับว่ามีคนมาแข่งกันแล้วบริการจะถูกลง

มีลิขสิทธิ์บางเรื่องเท่านั้นที่ค่ายหนังขายแบบเหมาให้โดยการจ่าย lump sum เป็นก้อน ต่อเรื่อง และไม่น่าจะขายโมเดลนี้กับสัญญา content ใหม่ๆแล้ว
(เป็นสัญญาที่ Netflix ทำกับค่ายหนัง ในช่วงเริ่มทำ streaming ยุคแรก)

ต่อให้เจ้าของคอนเทนท์มาทำ streaming เอง ก็ไม่ใช่ว่าจะกำหนดราคาขายเท่าไหร่ก็ได้

เพราะเจ้าของคอนเทนต์พวกนี้ กับคนที่เป็น distributor อาจเป็นคนละคนกัน

เวลาที่เค้าคิดต้นทุน ต้องมีเทียบกับการ distribute ในแต่ละที่
แต่ละสื่อ ตาม content windows และสิทธิ์ในแต่ละภูมิภาคด้วย

เช่น House of Cards ซึ่งเป็น original series ที่ดังมากๆของ Netflix
แต่ไม่ใช่ว่า Netflix ทำเองแล้วจะตั้งราคายังไงก็ได้ เพราะ Global distribution rights ของเรื่องนี้คือ Sony

เราจะเห็นว่าเรื่องนี้ มีใน Netflix บางประเทศ และไม่มีในบางประเทศ มาช้าเร็วแตกต่างกัน บางประเทศมีครบทุก season บางประเทศไม่ครบ ทั้งที่บริการ Netflix เหมือนกัน

หรือฉายบน Cable ช่อง RTL ของ CBS แต่กลับไม่มีฉายใน TV Networks ของ Sony เลย

ปีแรกที่ Netflix เปิดให้บริการพร้อมกันทั่วโลก (2016) มีไม่กี่ประเทศที่ได้ดู House of Cards และอีกหลายๆเรื่อง

เมื่อมีผู้ให้บริการรายใหม่ที่จะเข้ามา ต้องแบกต้นทุนขั้นต่ำมหาศาล ใช้เรื่องราคามาเป็นจุดขายไม่ได้

นอกเสียจากว่า ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์จาก major studios และทำคอนเทนต์เองหมด (ใช้เงินมหาศาลอยู่ดี และไม่ได้การันตีว่าจะสำเร็จ)

ต้นทุนซื้อคอนเทนต์ Netflix พุ่งสูงขึ้นมากในปีก่อนครับ ทะลุเกินเป้าที่คาดไว้เพราะโต มีคนคาดว่า เงินที่เตรียมซื้อ+สร้าง จะมีไม่พอ และค่ายหนังก็เตรียมขึ้นราคาลิขสิทธิ์ไปอีกถ้ามีการต่อสัญญา

น่าจะมี 2 ทางเลือกตอนนี้ คือ ขึ้นราคาค่าสมาชิก (ซี่งคาดกันว่าขึ้นแน่ๆ) กับกู้เงินเพิ่ม

จริงๆก็เชียร์ครับ แต่ตอนนี้เหมือนโดนบี้จากพวกค่ายหนังที่จะไม่ขายของให้แล้วไปทำมาแข่งอีก

กลยุทธ์ “Netflix Everywhere” และแผน Global Expansion ยึดครองโลกทีวี

ช่วงนี้มีข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับ Netflix เลยขอจับประเด็นกลยุทธ์มาขยายหน่อยครับ

“สิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์” ปัญหาใหญ่ของ Netflix

กลยุทธ์ที่ Netflix ใช้ สำหรับ “Netflix Everywhere” ที่ประกาศบนเวที CES 2016 ไม่ใช่การเอาหนังและ series ที่ฉายในอเมริกา ไปให้บริการที่ประเทศอื่นทั้งหมด เนื่องจากติดปัญหาเรื่อง “สิทธิ์ในการเผยแพร่” ที่ทำกับเจ้าของคอนเทนต์แต่ละค่าย

สิทธิ์ที่ว่า จะถูกจำกัดโดย Geolocation หรือ สถานที่ตั้ง ประเทศ ที่ให้บริการ ซึ่งอาจจะตกลงกันเป็นประเทศหรือเป็นภูมิภาค (region) ก็ได้

ทางด้านเทคนิค Netflix สามารถให้บริการได้ทั่วโลก ไม่มีปัญหา ตราบใดที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง

แต่สิทธิ์ในการเผยแพร่ เป็นสิ่งที่จำกัดการเติบโตของ Netflix ไว้

Netflix รู้ตัวและตระหนักดีครับ เพราะในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา ค่าสิทธิ์ที่จ่ายให้กับค่ายหนังค่อนข้างมหาโหดมาก

ปี 2014 จ่ายค่าคอนเทนต์ไป 4 พันล้านเหรียญ และปี 2015 จ่ายไปอีก 3 พันล้านเหรียญ (รวมค่าคอนเทนต์ 2 ปี เกือบซื้อกิจการ Spotify ได้ทั้งบริษัท)

ปัญหานี้ดูเหมือนจะเริ่มบานปลายและเป็นภาระทางธุรกิจอย่างมาก เพราะค่ายหนังเห็น Netflix เติบโตเร็วมากๆ จึงอยาก “ขึ้นราคา” เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น

ไม่ใช่แค่แพงขึ้นเพียงอย่างเดียวครับ ค่ายหนังยังไม่ยอมทำสัญญาแบบ exclusive กับ Netflix อีก ทำให้หนังและซีรีย์ดีๆหลายเรื่อง สามารถดูได้บนบริการของคู่แข่งอย่าง Hulu และ Amazon Prime VDO ทำให้ความโดดเด่นและแตกต่างลดน้อยลง

เดือนกันยายน 2015 ที่ผ่านมา Netflix จึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ Epix เพราะไม่ค่อยพอใจที่คู่แข่งอย่าง Amazon ได้หนังเรื่องเดียวกันไปฉาย ในขณะที่ค่าสิทธิ์ในการต่อสัญญาก็สูงถึง 1 พันล้านเหรียญ

ส่งผลให้หนังดังอย่าง The Hunger Games, Transformer หายไปจาก library หนังของ Netflix ทันที เพราะ Epix เป็นคนดูแลสิทธิ์ให้ค่ายหนังอย่าง Lionsgate , MGM และ Paramount

— — — —

ค่ายหนังและ Cable TV มอง Netflix เป็นคู่แข่งแย่งคนดู

นอกจากเรื่องราคาที่สูงขึ้น บางครั้งเจ้าของคอนเทนต์ ก็มองว่า Netflix เป็น threat ที่มีอำนาจต่อรองในมือสูงและกำลังสร้างบริการที่จะมาแย่งคนดูของช่องตัวเอง

ตัวอย่าง เช่น ค่าย Starz (เจ้าของสิทธิ์ซีรีย์ดังอย่าง Blacksail , Sparcus และ Power) ไม่ยอมต่อสัญญากับ Netflix ในเดือนกันยายน ปี 2011 แม้ว่า Netflix จะยอมทุ่มถึงปีละ 300 ล้านเหรียญ เพื่อซื้อสิทธิ์ในการสตรีมมิ่ง

หลังจากดีลล้มเพียง 2 เดือน Starz ก็เปิดตัวบริการ VDO Streaming ของตัวเอง และภายในปีเดียว ยอดสมาชิกของ Starz เพิ่มสูงขึ้นจาก 19% เป็น 22% จากเดิมที่เทรนด์อยู่ในช่วงขาลงและมีสมาชิกลดลงทุกเดือน

เป็นเหตุผลเดียวกันว่าทำไม True Detective และ Game of Thrones ถึงไม่มีใน Netflix เพราะ HBO ไม่ยอมให้สิทธิ์กับ Netflix

แถมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015 CEO ของ Time Warner บริษัทแม่ของ HBO และค่ายหนังใหญ่อย่าง Warner Bros. ออกมาประกาศว่า อนาคตจะลดจำนวนคอนเทนต์ที่ให้ Netflix น้อยลง จนถึงอาจจะไม่ให้เลย

ในขณะเดียวกันก็มีข่าวว่า Time Warner จะเข้าไปถือหุ้นบางส่วนของ Hulu คู่แข่งรายสำคัญของ Netflix เพื่อปล่อยคอนเทนต์บางส่วนไปให้สมาชิก Hulu ได้ดูกัน

เหตุผลสำคัญ คือ จำนวนสมาชิกของ Netflix ในสหรัฐฯ แซงหน้าจำนวนสมาชิก HBO บริษัทแม่ของ HBO เลยต้องเล่นเกมไปหนุนเบอร์ 2 ให้แข่งกับ Netflix เพื่อตัดกำลังไปในตัว

จากรายงานของ AC Nielsen ปี 2014 เรตติ้งของทีวีในอเมริกาในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ตกลงถึง 40% เพราะคนดูย้ายไปดูแบบ streaming แทน ทั้ง Netflix , Hulu และ Amazon Prime VDO

เฉพาะไตรมาส 3 อย่างเดียว คนเลิกดูทีวีไป 11 ล้านบ้าน

เทรนด์ที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อมุมมองของนักลงทุนอย่างมาก

ปี 2015 หุ้นของสื่อใหญ่และค่ายหนังดังอย่าง Disney, Time Warner, 21st Century Fox, CBS, Viacom และ Discovery มี market cap หายไปรวมกันกว่า 80,000 ล้านเหรียญ (เฉพาะ 21st Century Fox ก็หายไปถึง 30.2% มี Disney ที่บวกเพิ่ม)

ในขณะที่หุ้นของ Netflix กลายเป็นหุ้นที่มี performance สูงที่สุดในดัชนี S&P 500 โดยราคาพุ่งขึ้นไปกว่า 135% (ดัชนี S&P 500 เฉลี่ย ตกไป 0.73%)

อำนาจต่อรองอยู่ในมือของ Netflix มากขึ้นเรื่อยๆ

Netflix ปรับกลยุทธ์ ลดการพึ่งพาเจ้าของคอนเทนต์

Netflix แก้เกมค่าสิทธิ์คอนเทนต์มหาโหด ด้วยการปรับกลยุทธ์ด้านคอนเทนต์ใหม่ เริ่มผลิตและสร้างเองเลย เพื่อลดค่าใช้จ่ายมหาศาลด้านคอนเทนต์

เริ่มต้นจากการผลิตซีรีย์ 2 เรื่อง ในปี 2013 คือ House of Cards และ Orange is the new Black

ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมากๆจากคนดู และเข้าชิงรางวัลต่างๆมากมาย

season แรกของ House of Cards เข้าชิงรางวัล Emmy Award 2013 จำนวน 9 สาขา

season ต่อมาเข้าชิง Emmy Award 2014 อีก 13 สาขา

และในปี 2015 ซีรีย์ที่ Netflix สร้างเข้าชิงถึง 34 สาขา

แม้จะเป็นซีรีย์ที่ทำให้ดูเฉพาะออนไลน์ แต่ก็ประสบความสำเร็จไม่น้อยไปกว่าซีรีย์ที่ทำฉายทีวี

จนถึงวันนี้ Netflix สร้างซีรีย์เองแล้วกว่า 28 เรื่อง รวมถึงซีรีย์ภาษาสเปนสำหรับฉายในประเทศเม็กซิโก และกำลังจะสร้างซีรีย์อิตาเลียน ชื่อ Suburra เพื่อให้ลูกค้าในยุโรปดู

ปี 2015 Netflix สร้างซีรีย์ไปแล้ว 6 เรื่อง

ปี 2016 Netflix มีแผนจะสร้างซีรีย์เพิ่ม อีก 31 เรื่อง มีสารคดี อีก 12 เรื่อง และมีสารคดีชุดหลายๆตอน อีก 2 เรื่อง

และปี 2016 จะเป็นปีที่ Netflix เน้นกลุ่มเด็กมาก

เพราะจากข้อมูลพฤติกรรมการดูของผู้ใช้ Netflix เอง พบว่า กว่า 50% ของ Household ทั้งหมด ดูคอนเทนต์เด็กเป็นประจำ

สอดคล้องกับรายงานชื่อ “Digital Video Report” ปี 2015 ของ Adobe ที่บอกว่า คอนเทนต์อันดับหนึ่งที่ถูกสตรีมดูมากที่สุด คือ คอนเทนต์เด็ก ซึ่งมากกว่าการดูซีรีย์และหนังถึง 6 เท่า

Netflix จึงตัดสินใจ ทำซีรีย์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพิ่มอีก 30 เรื่อง

ครั้งแรกของโลก ที่สตรีมมิ่ง ฉายชนหนังโรง

นอกจากซีรีย์และสารคดีต่างๆ Netflix ยังได้เริ่มสร้างหนังของตัวเองโดยมีการเซ็นสัญญาร่วมสร้างหนังกับ Adam Sandler เผื่อสร้างหนังจำนวน 4 เรื่อง สำหรับฉายแบบสตรีมมิ่งเฉพาะ Netflix

ซึ่งสร้างเสร็จแล้วเปิดให้ดูได้แล้ว 1 เรื่อง คือ The Ridiculous Six เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจาก 4 เรื่องที่ทำกับ Adam Sandler แล้ว ยังมีหนังที่สร้างร่วมกับผู้ผลิตรายอื่นอีก 10 เรื่องที่กำลังอยู่ในขั้นตอน Production (หนังเอเชียอย่าง Crouching Tiger, Hidden Dragon ก็อยู่ใน 10 เรื่องนี้)

เมื่อ 16 ตุลาคม ปี 2015 หนังเรื่อง “Beasts of No Nation” ซึ่งเป็นเรื่องแรกที่ Netflix สร้าง ถูกฉายเป็นครั้งแรกพร้อมกันทั้งในโรงหนังและสตรีมมิ่ง

เป็นครั้งแรกของโลก ที่มีการฉายพร้อมกัน

(ปกติหนังแบบสตรีมมิ่งจะมีให้ดูเร็วสุด คือ ออกจากโรงประมาณ 3 เดือน ซึ่งค่ายหนังเจ้าของสิทธิ์ เป็นคนกำหนดระยะเวลาการปล่อยสิทธิ์ในแต่ละช่องทาง ซึ่งระยะเวลานี้ ศัพท์ในวงการ เรียกว่า “Release Windows” หรือสั้นๆว่า Windows)

หนังเรื่องนี้ถูกเครือโรงหนังยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ทั้ง AMC Cinemas , Carmike Cinema , Cinemark และ Regal Entertainment ปฏิเสธไม่ให้เข้าฉาย เพราะไม่พอใจที่ Netflix ให้สตรีมพร้อมกับการฉายในโรง

เหลือเครือเดียว คือ เครือ Landmark Cinemas ที่ยอมให้ฉายทั้งหมด 31 โรง ใน 19 เมืองทั่วสหรัฐอเมริกา

หนังเรื่องนี้จึงทำรายได้รวมจากการฉายในโรง ไม่ถึง 100,000 เหรียญ

ไม่ใช่ว่าหนังแป้กนะครับ เพราะ “Beasts of No Nation” ถูกดูไปกว่า 3 ล้านครั้งบน Netflix ในช่วง 10 วันแรก จากกลุ่มคนดูทั่วโลก

กลายเป็นหนังที่ถูกดูมากที่สุดของ Netflix ไปเลย

จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่แค่ Cable TV และ TV Networks ที่มอง Netflix เป็นคู่แข่ง

ตอนนี้โรงหนัง ก็เริ่มมอง Netflix เป็น threat แล้วเช่นกัน เพราะ Netflix กำลังดึงความได้เปรียบเรื่องการเข้าฉายในโรงหนังก่อน ไปจากพวกเค้านั่นเอง

ทำไมซีรีย์ดังอย่าง House of Cards ไม่มีในไทย?

คนที่ลองใช้ Netflix ในไทย อาจสงสัยว่า ทำไม ไม่มี House of Cards ให้ดู ทั้งที่เป็น original contents ของ Netflix แท้ๆ

House of Cards เป็น original series ของ Netflix จริง แต่ ผู้สร้างไม่ใช่ Netflix ครับ แต่เป็นสตูดิโอที่ชื่อว่า Media Rights Capital (MRC)

โปรเจคต์นี้ เกิดขึ้นในปี 2011 ก่อนที่จะสร้าง ทาง MRC ได้นำเสนอกับ Cable TV Network อย่าง AMC, HBO , Showtime

แต่ปรากฏว่าผู้เสนอราคาสูงสุดในครั้งนั้น คือ Netflix ที่ทุ่มเงินมากกว่าใคร เพราะมีข้อมูลพฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของผู้ใช้ว่า ถ้าเป็นซีรีย์ที่ David Fincher สร้าง และ Kevin Spacey เป็นนักแสดง จะได้รับความนิยมสูงจากหมู่สมาชิกของตัวเอง

ในครั้งนั้น Netflix ได้สิทธิ์ในการเผยแพร่แบบสตรีมมิ่งแต่เพียงผู้เดียวในสหรัฐฯ (Exclusive Rights)

ในขณะที่ Sony Pictures เป็นผู้ดูแลสิทธิ์ประเภทอื่น ทั้ง Home DVD, Bluray และสตรีมมิ่งออนไลน์ในต่างประเทศ นอกสหรัฐอเมริกา

(สิทธ์จะแยกกัน คือ สิทธิ์ในฐานะผู้สร้าง และสิทธิ์ในฐานะผู้จัดจำหน่าย คนสร้างคนผลิตก็ทำไป คนจัดจำหน่าย คือ คนที่ ขายและหาทางทำรายได้จากคอนเทนต์ตัวนั้นๆ)

ต่อมา Comcast ซึ่งเป็น Cable TV รายใหญ่สุดของสหรัฐฯก็ได้สิทธิ์ฉายแบบออกอากาศ (Broadcasting Rights) เรื่อง House of Cards มาจาก Sony Pictures

ซึ่งต่างประเทศ นอกสหรัฐฯ มี Cable TV ในออสเตรเลีย ชื่อ Foxtel ได้สิทธิ์ในการเผยแพร่ House of Cards จาก Sony Pictures (Foxtel ได้ทั้งสิทธิ์ในการออกอากาศ กับช่อง Showcase ของตัวเองและสิทธิ์ในการสตรีมมิ่งออนไลน์)

Local & Original contents กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

กลยุทธ์หลักที่ Netflix ใช้ในการขยายตลาดทั่วโลก จะไม่ใช่การซื้อสิทธิ์ฉายจาก studios ในฮอลลีวูดเป็นหลักอีกต่อไป (เพราะแพงมากๆ แค่ในสหรัฐฯ ก็คิดเป็นหลักพันล้านเหรียญแล้ว)

แต่เปลี่ยนไปเน้นการทำ local contents กับ local production studio ทั่วโลกร่วมกัน

ปีก่อน Netflix ใช้เงินสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง คิดเป็นสัดส่วน 10% ของงบที่ใช้ซื้อคอนเทนต์ทั้งหมด

ปีนี้จึงตั้งเป้าใหม่ว่า จะปรับเป็น 50%

แผน Global Expansion ครั้งนี้ Netflix เตรียมเงินกว่า 5 พันล้านเหรียญ ซึ่งเป็นงบด้านคอนเทนต์ที่สูงที่สุดที่เคยจ่ายมา

เป้าหมายหนึ่งที่ในซื้อคอนเทนต์ อยู่ที่เกาหลี ที่ Netflix ตั้งใจจะเอาคอนเทนต์มาให้ดูแบบทั่วโลก ไม่เฉพาะในเกาหลีอย่างเดียว ทั้งการซื้อคอนเทนต์ที่มีอยู่แล้ว และการร่วมมือกับผู้ผลิตจากเกาหลี สร้างขึ้นมาใหม่สำหรับ Netflix โดยเฉพาะ

เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2015 Netflix ทุ่มเงิน 50 ล้านเหรียญ เพื่อลงทุนสร้างหนังเกาหลีเรื่อง Okja ที่กำกับโดย Bong Joon Ho ผู้กำกับมือฉมัง ที่ทำหนังเรื่อง Snowpiercer จนดังถล่มทลาย ติดอันดับหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของเกาหลี

Netflix มั่นใจว่าคอนเทนต์เกาหลี อินเตอร์พอที่จะขายได้ทั่วโลก

ในเอเชีย Netflix ก็ตั้งทีมสำหรับซื้อคอนเทนต์และทีมพาร์ทเนอร์คอนเทนต์ที่จะหาผู้ร่วมผลิตหนังและซีรีย์สำหรับฉายใน Netflix ของประเทศนั้นๆโดยเฉพาะ ซึ่งรูปแบบนี้ทำไปแล้วที่ประเทศฝรั่งเศสและเม็กซิโก

Netflix เชื่อว่า บริการของตัวเอง จะยึดครองโลกนี้ได้ ด้วยคอนเทนต์ที่ตัวเองผลิตขึ้นเอง ร่วมกับผู้ผลิตในแต่ละประเทศ เพราะคนแต่ละประเทศ มีความต้องการและความชื่นชอบที่แตกต่างกัน (ตย.เช่น ซีรีย์อเมริกัน อาจจะไม่นิยมเท่าละครน้ำเน่าบ้านเรา)

ในขณะที่คู่แข่งเบอร์ 2 อย่าง Hulu กลับทุ่มเงินซื้อสิทธิ์จากค่ายหนังไปมากมาย ทั้งจาก Epix (เสียบแทน Netflix) และสิทธิ์แบบ exclusive กับค่าย Turner Boardcasting (เจ้าของ CNN , Cartoon Network , Boomerang , NBA TV และ TNT)

Hulu เคยเข้าตลาดญี่ปุ่นแล้วเจ๊ง เพราะราคาแพง (ใช้ราคาในสหรัฐฯไปขาย) และดูได้แต่หนังฮอลลีวูด

จนต่อมาภายหลัง Hulu ออกมายอมรับว่า การขยายไปแต่ละประเทศ จะต้องมีคอนเทนต์ที่คนประเทศนั้นๆนิยมดูเป็นหลัก ซึ่ง Hulu ยังไม่มีทิศทางแบบนั้น จึงไม่น่าจะขยายออกนอกสหรัฐฯ แบบที่ Netflix ทำทั้งโลกได้ในเร็ววันนี้

จะเห็นว่า “กลยุทธ์” เป็นตัวกำหนดทิศทางของธุรกิจ ทั้ง Netflix และ Hulu ให้แตกต่าง และเป็นสิ่งที่ต้องวางแผนกันมานับปี ถ้าวางแผนผิด บางทีอาจจะกลับตัวไม่ทัน

รุกตลาดเอเชีย ปรับส่วนผสมแต่ละประเทศเป็นจุดขาย

ตัวอย่างของ Global Expansion Plan ของ Netflix คือ ญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนวันที่ 2 กันยายน 2015

มีการไปตั้ง office อยู่ที่นั่น มีทีมซื้อคอนเทนต์เข้าไปทำงานร่วมกับผู้ผลิตคอนเทนต์ของญี่ปุ่นเอง และจะปรับเปลี่ยนบริการ Netflix ในตลาดญี่ปุ่น โดยเน้น local content กว่า 40% ซึ่งทำกับประเทศอื่นจะมีส่วนผสมของ local content อยู่ที่ 20%

บริษัทที่ร่วมสร้างคอนเทนต์ในญี่ปุ่นกับ Netflix คือ Fuji Media Holdings และ Yoshimoto Kogyo

พาร์ทเนอร์หลักในการบุกตลาด มีการจับมือกับค่ายมือถือยักษ์ใหญ่อย่าง SoftBank ที่มีลูกค้ากว่า 37 ล้านคน โดยสมาร์ทโฟนที่ SoftBank ขายตั้งแต่ช่วงนั้น จะมีแอพ Netflix ติดตั้งอยู่ในตัวเครื่องเลย

(ตอน Netflix เปิดตัวในฝรั่งเศสเมื่อปี 2014 ก็จับมือกับ Bouygues Telecom ซึ่งเป็น operator เบอร์ 3 เพื่อ launch บริการ)

นอกจากค่ายมือถือ Netflix ยังมีพารท์เนอร์กับผู้ผลิตทีวีของญี่ปุ่น คือ Sony, Toshiba และ Panasonic

ใครที่ซื้อทีวี 3 ยี่ห้อนี้ จะมีแอพ Netflix ติดอยู่ในเครื่องเลยตั้งแต่วันแรก

ประเทศหลักที่ Netflix เล็งขยาย จะดูจากอัตราการใช้ Broadband ขนาดของตลาด และความพร้อมด้าน infrastructure เพื่อให้บริการไม่ะดุดต่อเนื่อง

ประเทศในเอเชียที่ Netflix หมายมั่นปั้นมือที่สุด คือ ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และจีน

เฟสแรกต้องทำให้เกิดใน 5 ประเทศนี้ให้ได้ก่อน (แต่จีนยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่)

— — — —

Netflix จะเกิดในไทยมั้ย?

แม้ตอนนี้ Netflix จะดูในไทยได้ แต่ยังต้องใช้เวลาอีกซักพัก กว่าจะให้บริการแบบเต็มที่ได้ เพราะคอนเทนต์ที่มีตอนนี้ ยังน้อยมาก (ติดเรื่องสิทธิ์ในการเผยแพร่)

และหนังส่วนใหญ่ที่ Netflix มี ไม่ใช่หนังแนวที่คนไทยชอบดู (หนัง Box Office ฟอร์มยักษ์ มีน้อย และหนังส่วนใหญ่จะเก่า)

ต้องมีหนังและซีรีย์ที่เยอะกว่านี้ มี subtitle ภาษาไทยพร้อม (ตรงนี้ไม่ยาก เพราะคอนเทนต์จากค่ายหนังส่วนใหญ่จะมีให้ ถ้าไม่มีก็หาคนทำได้ไม่ยาก)

อาจจะต้องมีคอนเทนต์ของไทยที่ผลิตโดยคนไทย เพราะสร้าง flavor ให้เหมาะกับสิ่งที่คนไทยชอบ

การมีออฟฟิศในประเทศไทย ก็จะช่วยให้ทีมงานของ Netflix ทำงานร่วมกับทีมสร้างคอนเทนต์ได้ในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น

พาร์ทเนอร์ที่สำคัญอีกราย เป็นค่ายมือถือ ที่สามารถช่วยทำตลาดในระดับ mass ได้เร็ว ทั้งการ bundle ตัวแอพลงในโทรศัพท์ การขายผ่าน distribution channels ต่างๆ เช่น ตามหน้าร้านช๊อป ร้านลูกตู้ต่างๆ)

รวมไปถึงการทำแพคเกจ โปรโมชั่นส่งเสริมการขาย อย่างเช่น ในสหรัฐ Netflix จับมือกับ T-Mobile ที่มี offer ให้ลูกค้า คือ

  1. ซื้อมือถือบางรุ่น ลด $100 แถม Netflix 1 ปี
  2. ดู Netflix บนมือถือ ไม่เสียค่า data เพิ่ม และไม่เอามาหักจากแพคเกจ (บริการชื่อ Binge On) — บริการนี้สมัครฟรีไม่เสียค่าบริการเพิ่มด้วย

อุปสรรคที่สำคัญของธุรกิจประเภทนี้อีกข้อ คือ การจ่ายเงิน ที่จะต้องง่ายสำหรับคนไทย เพราะไม่ใช่ทุกคนที่มีบัตรเครดิต

วันก่อนที่เปิดตัว เรื่องการจ่ายเงินก็เป็นประเด็นที่อินเดียแล้ว เพราะ Netflix ไม่รับบัตรเดบิตของอินเดีย แม้จะเป็นบัตรของ MasterCard ก็ตาม

ที่อเมริกา Netflix ใช้วิธีแก้ โดยการขายบัตรเติมเงินครับ

Netflix Gift Card มี 2 ราคา คือ $30 กับ $60

เมื่อเดือนกันยายน 2015 Netflix ก็เอาบัตรเติมเงินไปวางขายในอังกฤษบ้าง สนนราคาคือ 15, 25 และ 50 ปอนด์ หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปเลย

เชื่อว่า ถ้า Netflix ซัดเต็มที่ในแต่ละประเทศเมื่อไหร่ บริการดูคอนเทนต์แบบสตรีมมิ่ง จะโตเร็วแบบสุดๆ จนคนอาจจะไม่ง้อการดูทีวีแบบเดิมๆอีกต่อไป

— — — —

วิสัยทัศน์ของ Netflix กับธุรกิจทีวี

Reid Hasting ซีอีโอของ Netflix เคยบอกไว้ใน รายงานประจำปี 2013 ในหัวข้อ “The Future of Television” ว่า

“อนาคตของการดูทีวี คือ แอพ ที่จะมาแทนช่องทีวี มือถือใช้ควบคุมการดูแทนรีโมท และรูปแบบการดูทีวีจะเป็นแบบ ตามใจเรา ไม่ใช่ตามใจช่องที่อยากจะฉายอะไร เราก็ต้องดูตามนั้น”

ปี 2016 จะเริ่มเห็นวิสัยทัศน์ของ Reid เป็นรูปเป็นร่าง เพราะ Netflix เริ่มต้นแผนครองทีวีทั้งโลก หลังจากที่ทำสำเร็จแล้วในสหรัฐอเมริกา ด้วยยอดสมาชิกแซงหน้า Cable TV ทุกราย

ถ้าเข้าไปอ่าน vision ของ Netflix ในเว็บไซต์ จะมีเขียนไว้เลยครับว่า

“Internet TV is replacing linear TV”

ดิจิตัลทีวีทั้งหลาย อีกไม่นาน จะถูกแทนที่ด้วย Internet TV

Original Post : https://worawisut.com/2016/01/08/netflix-strategy-2016/

Follow my page : https://www.facebook.com/WorawisutPage

กลยุทธ์ “Netflix Everywhere” และแผน Global Expansion ยึดครองโลกทีวี

ช่วงนี้มีข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับ Netflix เลยขอจับประเด็นกลยุทธ์มาขยายหน่อยครับ

“สิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์” ปัญหาใหญ่ของ Netflix

กลยุทธ์ที่ Netflix ใช้ สำหรับ “Netflix Everywhere” ที่ประกาศบนเวที CES 2016 ไม่ใช่การเอาหนังและ series ที่ฉายในอเมริกา ไปให้บริการที่ประเทศอื่นทั้งหมด เนื่องจากติดปัญหาเรื่อง “สิทธิ์ในการเผยแพร่” ที่ทำกับเจ้าของคอนเทนต์แต่ละค่าย

สิทธิ์ที่ว่า จะถูกจำกัดโดย Geolocation หรือ สถานที่ตั้ง ประเทศ ที่ให้บริการ ซึ่งอาจจะตกลงกันเป็นประเทศหรือเป็นภูมิภาค (region) ก็ได้

ทางด้านเทคนิค Netflix สามารถให้บริการได้ทั่วโลก ไม่มีปัญหา ตราบใดที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง

แต่สิทธิ์ในการเผยแพร่ เป็นสิ่งที่จำกัดการเติบโตของ Netflix ไว้

Netflix รู้ตัวและตระหนักดีครับ เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ค่าสิทธิ์ที่จ่ายให้กับค่ายหนังค่อนข้างมหาโหดมาก

ปี 2014 จ่ายค่าคอนเทนต์ไป 4 พันล้านเหรียญ และปี 2015 จ่ายไปอีก 3 พันล้านเหรียญ (รวมค่าคอนเทนต์ 2 ปี เกือบซื้อกิจการ Spotify ได้ทั้งบริษัท)

ปัญหานี้ดูเหมือนจะเริ่มบานปลายและเป็นภาระทางธุรกิจอย่างมาก เพราะค่ายหนังเห็น Netflix เติบโตเร็วมากๆ จึงอยาก “ขึ้นราคา” เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น

ไม่ใช่แค่แพงขึ้นเพียงอย่างเดียวครับ ค่ายหนังยังไม่ยอมทำสัญญาแบบ exclusive กับ Netflix อีก ทำให้หนังและซีรีย์ดีๆหลายเรื่อง สามารถดูได้บนบริการของคู่แข่งอย่าง Hulu และ Amazon Prime VDO ทำให้ความโดดเด่นและแตกต่างลดน้อยลง

เดือนกันยายน 2015 ที่ผ่านมา Netflix จึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ Epix เพราะไม่ค่อยพอใจที่คู่แข่งอย่าง Amazon ได้หนังเรื่องเดียวกันไปฉาย ในขณะที่ค่าสิทธิ์ในการต่อสัญญาก็สูงถึง 1 พันล้านเหรียญ

ส่งผลให้หนังดังอย่าง The Hunger Games, Transformer หายไปจาก library หนังของ Netflix ทันที เพราะ Epix เป็นคนดูแลสิทธิ์ให้ค่ายหนังอย่าง Lionsgate , MGM และ Paramount

Continue reading

Netflix อนาคตของทีวี

อุตสาหกรรมทีวีบ้านเรา กำลังจะเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อกำลังจะมีการประมูลดิจิตัลทีวี ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดมาแล้วทั่วโลกและควรจะเกิดมานานแล้วสำหรับประเทศไทย (ฟังดูคล้ายๆกับตอนมี 3G ยังไงชอบกล) ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าการประมูลจะเกิดขึ้นในปีนี้หรือไม่ เพราะเพิ่งมีข่าวลือว่าจะเลื่อนอีกรอบ

แม้อนาคตของอุตสาหกรรมทีวีในประเทศไทยจะยังดูไม่แน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เริ่มมองเห็นอนาคตกันแล้วว่าทีวีจะมีทิศทางเป็นอย่างไร

People are increasingly watching movies and shows through subscribing services like Netflix and Hulu Plus.

บริษัท Netflix ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งอันดับ 1 ของสหรัฐฯ เพิ่งประกาศว่ายอดสมาชิกแบบเสียค่าบริการรายเดือนของบริษัท พุ่งสูงถึง 31.1 ล้านคน (เฉพาะในสหรัฐฯ) ทะลุแซงหน้ายอดสมาชิกรายเดือนของ HBO ผู้นำในธุรกิจเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม ที่บริษัท Time Warner เป็นเจ้าของ ซึ่งมีจำนวนสมาชิกอยู่ที่ 28.7 ล้านคน ทำให้ Netflix กลายเป็นผู้ให้บริการคอนเทนต์ด้านวิดีโอที่มียอดสมาชิกแบบจ่ายเงินดู มากที่สุดอันดับ 1 ในสหรัฐฯทันที

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1997 Netflix เป็นบริษัทที่ให้บริการเช่าแผ่น DVD หนังทางไปรษณีย์ โดยไอเดียเกิดจาก Reed Hastings ผู้ก่อตั้ง ไปเช่าหนังเรื่อง Apollo 13 แล้วไปคืนแผ่นไม่ทันกำหนดที่ต้องคืน จนถูกปรับเป็นเงิน 40 ดอลลาร์ ทำให้เค้าเห็นช่องทางการทำธุรกิจนี้ เพื่อให้บริการกับคนที่ไม่สะดวกไปที่ร้านเช่า เพื่อยืมและคืนแผ่นหนัง โดยมีรูปแบบธุรกิจโดยคิดค่าเช่า 4 ดอลล่าร์ ต่อเรื่อง + ค่าส่งไปรษณีย์อยู่ที่ 2 ดอลล่าร์ และมีค่าปรับในกรณีคืนช้ากว่ากำหนด ซึ่งธุรกิจนี้ Hastings ใช้เงินจำนวน 2.5 ล้านดอลลาร์ เป็นเงินลงทุนในช่วงแรก เพื่อทำระบบยืมคืน และเว็บแคตาลอกออนไลน์

2 ปีต่อมา Netflix ได้เพิ่มรูปแบบการทำธุรกิจ โดยมีการเสียค่าสมาชิกรายเดือนแล้วให้ยืมได้แบบไม่จำกัดเรื่อง และไม่มีกำหนดวันคืน จากเดิมที่มีเพียงการคิดค่าเช่าหนังเป็นเรื่องๆ

ธุรกิจของ Netflix เติบโตอย่างดีเรื่อยมา จนถึงปี 2002 ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ณ เวลานั้น Netflix มียอดการยืมหนังถึง 190,000 แผ่นต่อวัน มีจำนวนสมาชิกที่เสียเงินรายเดือนอยู่ประมาณ 1 ล้านคน ตอนสิ้นปี 2002 และยังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความนิยมของเครื่องเล่น DVD ในสหรัฐที่มีสูงถึง 2 ใน 3 ของครัวเรือนทั้งประเทศ

จากนั้น Netflix มีการพัฒนาระบบแนะนำวิดีโอจากการเขียนรีวิวและเรตติ้งของหนัง (Personal Recommendation System) จนกลายเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งในการให้บริการ เพราะสามารถรู้ได้ว่า ลูกค้าชอบดูหนังประเภทไหน ใครแสดง และให้คำแนะนำที่ตรงกับความชอบนั้นๆได้

แต่ธุรกิจของ Netflix ก็เติบโตได้ไม่นานครับ เมื่อเทรนด์ของการเช่าวิดีโอเริ่มอยู่ในช่วงขาลง แต่ Hastings ก็มีแผนธุรกิจรองรับอย่างดี เมื่อปี 2007 Netflix ก็เริ่มพัฒนาและให้บริการดูวิดีโอแบบสตรีมมิ่งผ่านอินเตอร์เน็ต จนกลายเป็นอีก 1 ธุรกิจหลักของบริษัท

ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามพัฒนาการของอินเตอร์เน็ตครับ เพราะในเวลาเพียงแค่ 3 ปี (2010) Netflix ก็กลายเป็นบริการอินเตอร์เน็ตที่ใช้ Internet Traffic มากที่สุดในประเทศ จนในปี 2011 ธุรกิจหลักของ Netflix เปลี่ยนจากการเช่าแผ่นหนังทางไปรษณีย์มาเป็นวิดีโอสตรีมมิ่งแทน

จากประวัติคร่าวๆ จะเห็นว่า Netflix เติบโตมาคนละเส้นทางกับ HBO ที่มาจากสายของธุรกิจเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม แต่ HBO ก็มีพัฒนาการของการปรับตัวเช่นกัน เพราะในปี 2010 ทาง HBO ก็มีการเปิดตัววิดีโอสตรีมมิ่งเช่นกัน ในชื่อของ “HBO GO” แต่บริการนี้กลับไม่ได้เป็นบริการแยกเดี่ยวๆแบบ Netflix แต่เป็นเพียงบริการเสริมสำหรับคนที่เป็นสมาชิก HBO อยู่แล้วเท่านั้น โดยจุดประสงค์หลักในการเพิ่มจำนวนฐานสมาชิก HBO ให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้จากค่าสมาชิกรายเดือนรวมกับค่าโฆษณาที่ขายได้แพงขึ้น

ทั้ง 2 ธุรกิจ เป็นธุรกิจที่ให้บริการด้านคอนเทนต์ด้วยกันทั้งคู่ ความได้เปรียบที่ทั้ง 2 บริษัทพยายามจะสร้าง คือ เกมคอนเทนต์ ซึ่งทั้งคู่มีคอนเทนต์จำนวนมหาศาล และมีคอนเทนต์ที่ให้ดูแบบ Exclusive เฉพาะบริการของตัวเอง

HBO มีการเซ็นสัญญาแบบ Exclusive กับ Universal Pictures ด้วยระยะเวลาที่นานถึง 10 ปี ทำให้ Netflix ไม่มีโอกาสที่จะมีหนังเก่าๆอย่าง Jaws หรือหนังในตระกูล Bourne

ในขณะที่ Netflix ก็มีการเซ็นสัญญากับ Walt Disney Studios เพื่อนำหนังจากทั้ง Pixar และ Marvel Studios มาฉายในบริการของตัวเอง

และ Netflix เริ่มมีบทบาทในการสร้างสรรค์คอนเทนต์เอง โดยมีตัวชูโรงคือ ซีรีย์ดังอย่างเรื่อง House of Cards และ Arrested Development ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่อเมริกันชน

Netflix สามารถดูได้ในทุกที่ที่มีอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะดูผ่านสมาร์ทโฟน แทบเล็ต สมาร์ททีวี AppleTV กล่อง Set-top-box เครื่องเล่นเกม เครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์ รวมๆก็มีอุปกรณ์หลายร้อยรุ่นที่ดู Netflix ได้

ไม่ต้องง้อเสา จาน สายใดๆ อย่าง HBO ซึ่งนับวันคนยิ่งดูเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปถึง

และข้อได้เปรียบที่สำคัญของ Netflix คือ ประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ ที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น สามารถสร้าง playlist เพื่อเก็บคอนเทนต์แยกประเภทที่ตัวเองชื่นชอบได้ สามารถให้คำแนะนำหนังที่น่าสนใจตามความชอบส่วนตัว หรือตามการแนะนำจากเพื่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์คได้

Netflix เป็นตัวแทนของการดูทีวีแบบสตรีมมิ่งบนอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องดูตามเวลาที่อยู่ในโปรแกรมที่กำหนดไว้ (Non-linear Television) มีความเป็น Interactive เพราะเป็นอินเตอร์เน็ต สามารถรับส่งข้อมูลระหว่างคนดูและผู้ให้บริการได้สองทาง

ส่วน HBO เป็นตัวแทนการดูทีวีแบบดั้งเดิม ที่ฉายตามโปรแกรมที่กำหนดเอาไว้ (Traditional Linear Television) ไม่มีความเป็น Interactive ไม่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการดูของสมาชิกได้

เมื่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่ทุกส่วนของประเทศ Netflix จะมีแต้มต่อเหนือ HBO ทิศทางอนาคตของทีวีจะเปลี่ยนมาเป็นอินเตอร์เน็ตทีวีอย่างไม่ต้องสงสัย