ธุรกิจสมาร์ทโฟนที่เปลี่ยนไป เมื่อไมโครซอฟท์ซื้อโนเกีย

ข่าวใหญ่ในแวดวงไอทีของโลกนี้ คงหนีไม่พ้นข่าว ไมโครซอฟท์ เข้าซื้อกิจการมือถือของโนเกียด้วยมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ และขอซื้อสิทธิ์ในการใช้งานสิทธิบัตรต่างๆ ด้วยมูลค่าอีก 2.18 พันล้านดอลลาร์ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 7.18 พันล้านดอลลาร์

การซื้อกิจการในครั้งนี้ เป็นการเสริมทัพ Ecosystem ของไมโครซอฟท์ให้ครบเครื่อง ต่อจิ๊กซอว์ฮาร์ดแวร์ให้ครบ (มือถือ แทบเล็ต เครื่องเล่นเกม) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของตัวเองให้ต่อสู้กับ แอปเปิ้ล และ กูเกิ้ลให้สูสีขึ้น

stephen-elop-nokia-and-steve-ballmer-microsoft

น่าสนใจว่า การซื้อกิจการโนเกียของไมโครซอฟท์ครั้งนี้ จะทำให้ภาพของอุตสาหกรรมมือถือ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?

จากข้อมูลล่าสุดของ Gartner (สิงหาคม 2013) ผู้นำส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนในไตรมาสล่าสุด คือ แอนดรอยด์ 79% ตามมาด้วยไอโอเอส 14.2% วินโดว์สโฟน อยู่ที่ 3.3% และ แบลคเบอร์รี่ ที่มีเพียง 2.7%

ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนมีอยู่ 4 ค่าย (ระบบปฏิบัติการ 4 ระบบ)

แต่เมื่อไมโครซอฟท์ซื้อกิจการของโนเกีย ทำให้แบลคเบอร์รี่ ที่มีส่วนแบ่งตลาดน้อยที่สุด มีพลังไม่พอจะต่อสู้กับยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 ค่ายได้ไปในทันที

เกิดการแบ่งขั้วกันเป็น 3 ก๊ก อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ก๊กแรก คือ แอปเปิ้ล ซึ่งเป็นกองทัพที่แข็งแกร่ง ผลิตฮาร์ดแวร์เอง เขียนระบบปฏิบัติการใช้เอง มี Ecosystem ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาก๊กทั้งหมด แม้ส่วนแบ่งตลาดจะลดลงไปพอสมควร แต่สัดส่วนรายได้ ยังรักษาระดับไม่ต่ำจากเดิมมาก และกำลังจะออกมือถือไอโฟนรุ่นใหม่ ที่เจาะตลาดระดับล่างของกลุ่มพรีเมียมลงมาถึงระดับบนของกลุ่ม Mid-end เพื่อแข่งกับแอนดรอยด์ ทั้งที่เป็นตลาดที่ตัวเองไม่เคยสนใจเลย นับตั้งแต่เปิดตัวไอโฟนรุ่นแรกเมื่อปี 2007

ก๊กที่ 2 คือ กูเกิ้ล ที่มีความแข็งแกร่งไม่แพ้ก๊กแรก ด้วยการสร้าง Ecosystem ของตัวเองจากการมีบริการออนไลน์และคลาวด์ที่แข็งแกร่ง มีระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่เปิดและมีพัฒนาการไม่ด้อยไปกว่าไอโอเอส รวมกับฮาร์ดแวร์ที่หลากหลาย ทั้งสมาร์ทโฟรและแทบเล็ต จากบรรดาผู้ผลิตรายใหญ่ๆของโลกมากมาย โดยกุญแจสำคัญ อยู่ที่การสร้างตัวเลือกที่หลากหลาย เจาะกลุ่มตลาดทุกกลุ่ม เข้าตีโดยเน้นที่ราคา ทำให้สามารถยึดครองตลาดล่างและกลางได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ก๊กที่ 3 คือ ก๊กของไมโครซอฟท์ จากที่เคยเป็นม้านอกสายตา ด้วยส่วนแบ่งตลาดอันน้อยนิดของวินโดว์สโฟน แต่พอซื้อกิจการของโนเกีย ทำให้ภาพรวมเชิงกลยุทธ์ เด่นชัดมากขึ้นว่าจะมีทิศทางไปทางไหน และเมื่อรวมกับไพ่สำคัญใบต่างๆที่มีอยู่ในมือของทั้งไมโครซอฟท์และโนเกีย

ทำให้ก๊กที่ 3 นี้ มีความน่าสนใจ และน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

แม้ว่าก๊กหลักๆ จะแบ่งเป็น 3 ก๊ก อย่างชัดเจน เหมือนเป็นการโดดเดี่ยว แบลคเบอร์รี่ ให้ออกจากเกมไป

แต่อดีตผู้นำตลาดสมา์ทโฟนของโลกอย่างแบลคเบอร์รี่ ก็ยังไม่ยอมแพ้ ทุ่มพลังเฮือกสุดท้าย เปิดตัวระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่อย่าง แบลคเบอร์รี่ 10

แม้ว่าจะประสบความล้มเหลว มียอดขายในไตรมาสล่าสุด เพียง 2.7 ล้านเครื่อง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 40% แต่ก็ยังดิ้นรนต่อลมหายใจของตัวเอง ประกาศหาพันธมิตรในการทำธุรกิจ หรือแม้กระทั่งการขายกิจการ

การเปิดออปชั่นนี้ ทำให้ แบลคเบอร์รี่ ที่ดูเหมือนจะไม่เหลืออะไรน่าสนใจแล้ว กลับมาน่าสนใจขึ้นอีกครั้ง

ปัจจุบัน แบลคเบอร์รี่ เป็นเจ้าของสิทธิบัตรรวมๆกว่า 9,000 รายการ และกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการยื่นจดอีก 3,000 รายการ ซึ่งสิทธิบัตรเหล่านี้มีการประเมินมูลค่าอยู่ที่ 1-2 พันล้านดอลล่าร์

อีกทั้งการเป็นผู้นำในตลาดองค์กร มีเทคโนโลยี มีซอฟท์แวร์ที่ตอบสนองตลาดองค์กรได้ดีกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ และทางด้านฮาร์ดแวร์ แบลคเบอร์รี่ก็ไม่ถึงกับแย่ เพราะมือถือที่ผลิตออกมา ล้วนมีคุณภาพสูงไม่แพ้ใคร

ออปชั่นนี้ ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีโอกาสที่จะเกิด “ก๊กที่ 4” ขึ้นมาได้ ถ้าเป็นการจับคู่ที่เหมาะสม

ลองดูสภาพตลาดปัจจุบัน พบว่า ผู้นำตลาดคือ ซัมซุง ที่ครองส่วนแบ่งอยู่ที่ 31.7% ตามมาด้วย แอปเปิ้ล ที่ 14.2% อันดับ 3 คือ แอลจี 5.1% อันดับ 4 คือ เลโนโว 4.7% และอันดับ 5 คือ แซดทีอี 4.3%

สิ่งที่เกิดขึ้น คือ แอนดรอยด์ครอบครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟน เกือบ 80% และเจ้าตลาดแอนดรอยด์ คือ ซัมซุง ทิ้งคู่แข่งรายอื่นอย่าง โซนี่ , เลโนโว, เอชทีซี , แอลจี ไปหลายช่วงตัว

ทำให้หลายรายเริ่มหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการทำแอนดรอยด์ เพราะคิดว่า ยังไงก็คงแข่งกับ ซัมซุง ยาก เพราะ ซัมซุงมีทั้งพลังเงินมหาศาลที่ทุ่มในแต่ละปี มีการควบคุมต้นน้ำ ยันปลายน้ำ ทั้งระบบ Supply Chain ไม่ต่างอะไรจาก แอปเปิ้ล แถมยังเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆของโทรศัพท์เองด้วย

จะแข่งในตลาดแอนดรอยด์เองก็ยาก ครั้นจะไปร่วมกับไมโครซอฟท์ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดความลำเอียงรึเปล่า จะได้รับการสนับสนุนมากน้อยขนาดไหน

เราอาจจะเห็นผู้ผลิตมือถือรายใหญ่ๆ อย่างโซนี่ เลโนโว หรือเอชทีซี เข้าจับคู่เป็นพันธมิตรหรืออาจจะซื้อกิจการ แบลคเบอร์รี่ เพื่อสร้างอำนาจ “ก๊กที่ 4” ขึ้นมา

หรืออาจจะได้เห็นไมโครซอฟท์ปิดเกม ตัดกำลังขั้วอำนาจอื่น ซื้อ แบลคเบอร์รี่ เพิ่มอีกบริษัท ก็เป็นได้

ไมโครซอฟท์ กับการปรับองค์กรครั้งใหญ่

หลายปีที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่อย่าง ไมโครซอฟท์ เผชิญกับมรสุมและอุปสรรคในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวที่เชื่องช้าในยุคสมาร์ทโฟน ที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง อย่าง Apple และ Google ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่รวมกันมากกว่า 92.3%

Steve-Ballmer-Microsoft-reboots-with-sweeping-reorganizatio

ส่วนตลาดระบบปฏิบัติการ ยอดขาย Windows ที่เคยอยู่ยงคงกระพันก็ตกลงทุกปี เพราะตลาด PC เข้าสู่ยุคขาลง สวนทางกับตลาดแมคของแอปเปิ้ลที่เติบโตอยู่ในขาขึ้นติดต่อกันหลายปี

ประมาณการณ์ยอดขายปี 2013 ส่วนแบ่งตลาด PC ก็น่าจะร่วงลงไปอีกราว 10.6% แม้กระทั่งตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดอย่าง Ultra-mobile PC ยอดขายของ PC ก็ยังตกถึง 7.3% สวนทางกับยอดขายของแมคบุ๊คแอร์ที่พุ่งทะยานไม่หยุด

ถ้าไม่ปรับตัวหรือปรับตัวช้าเกินไป ยักษ์อาจล้มได้ เพราะขุมทรัพย์ที่เคยมีเริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ

ไมโครซอฟท์ตระหนักในจุดนี้ดี จึงได้ประกาศปรับองค์กรครั้งใหญ่ พร้อมกับยุทธศาสตร์ใหม่ ที่เรียกว่า “One ไมโครซอฟท์”

ยุทธศาสตร์ “One ไมโครซอฟท์” มีอะไรน่าสนใจบ้าง?

divisional-600x398

อย่างแรก คือ การรวบอำนาจการบริหารของสายฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ให้เป็นหนึ่งเดียว

การปรับองค์กรในครั้งนี้ มีการปรับ ตั้งแต่ฝ่ายวิศวกรรม ฝ่ายการตลาด ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ฝ่ายการเงิน ฝ่านทรัพยกรบุคคล ฝ่ายกฏหมาย และฝ่ายวิจัย

เป็นการปรับทุกส่วนขององค์กรจริงๆ และที่สำคัญ เป็นการจัดวางองค์กรใหม่ตามฟังก์ชั่นของงาน แทนการแบ่งตามโปรดักต์แบบเดิม

แม้ว่าในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์แสดงให้เห็นว่าเริ่มเดินมาถูกทิศถูกทางมากขึ้น เพราะทุกอุปกรณ์ใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกันคือ ระบบปฏิบัติการ Windows 8

แต่จุดที่ยังไม่ชัดเจนนัก คือ ตัว Positioning ของผลิตภัณฑ์ด้านฮาร์ดแวร์ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

Surface เป็นฮาร์ดแวร์ตัวชูโรงในรูปแบบ Hybrid ลูกผสมระหว่างโน้ตบุ๊คกับแทบเล็ต ที่ไมโครซฟอท์หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องขายดิบขายดี

functional-600x345

การมี Surface 2 รุ่นคือ รุ่น Surface RT และ Surface Pro สร้างความสับสนให้กับคอนซูมเมอร์อย่างมาก

คนจะซื้อแทบเล็ตซักเครื่อง แทนที่จะพิจารณาซื้อ Surface ก็จะตัดทิ้งไปเลย เพราะ Surface รุ่น RT มีข้อจำกัดในการใช้งานค่อนข้างมาก และเมื่อนำไปพิจารณาเทียบกับตัว Surface Pro ก็มีราคาที่สูงเกินไป เพราะเมื่อคนคิดว่ามันคือแทบเล็ต ก็จะนำไปเทียบกับราคาของ iPad ทันที

ในขณะคนที่จะซื้อแมคบุ๊กแอร์ แม้ว่าจะมอง Surface ว่าเป็นโน้ตบุ๊ค แต่เมื่อมองที่ราคาของ Surface พร้อมกับคีย์บอร์ด ก็พบว่าราคาไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ก็เลยเลือกที่จะไปซื้อแมคบุ๊คแอร์ดีกว่า

เมื่อตัวแบรนด์ Surface เองและ Positioning ของผลิตภัณฑ์ไม่ชัดเจนในสายตาของคอนซูมเมอร์ว่าตกลงมันคือโน้ตบุ๊คหรือแทบเล็ตกันแน่ จึงส่งผลกระทบกับยอดขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความสำเร็จของแอปเปิ้ลในรอบหลายปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า แนวทางการทำระบบปฏิบัติการเองร่วมกับการออกแบบและสร้างฮาร์ดแวร์ขึ้นมาเอง สามารถควบคุมประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ และช่วยลดปัญหาความเข้ากันได้ของซอฟท์แวร์กับฮาร์ดแวร์ได้เป็นอย่างดี

เป็นอีกปัจจัยหนึ่งใที่แอปเปิ้ลสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ เหนือคู่แข่งรายอื่นๆในตลาดพีซี

ไมโครซอฟท์มองเห็นปัญหานี้ จึงปรับองค์กรโดยการรวบทีมที่ดูแลฮาร์ดแวร์อย่าง X-Box และ Surface ให้มาอยู่ในฝ่ายเดียวกันทั้งหมดภายใต้การนำของ Julie Larson-Green ที่เดิม ดูแล Windows

ส่วนระบบปฏิบัติการที่รันบนอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งพีซี มือถือ แทบเล็ต เครื่องเล่นเกมก็ถูกดูแลโดย Terry Myerson เพื่อควบคุมประสบการณ์การใช้งานให้เป็นหนึ่งเดียว

แอพและบริการออนไลน์ต่างๆ ก็อยู่ภายใต้การดูแลของ Qi Li

ส่วนบริการคลาวด์และดาตาเซ็นเตอร์ ก็อยู่ภายใต้การดูแลของ Natya Nadella

ไมโครซอฟท์เน้นเรื่องสร้างฮาร์ดแวร์ของตัวเอง การสร้างประสบการณ์ของซอฟท์แวร์และระบบปฏิบัติการให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และลดการพึ่งพาคู่ค้าเดิมในเรื่องฮาร์ดแวร์อย่างอินเทล เดลล์ เอชพี เลโนโว ในตลาดคอนซูมเมอร์โปรดักด์

ทั้งหมดนี้ เป็นการวางโครงสร้างองค์กร เดินตามรอยแอปเปิ้ลทั้งสิ้น!!

 

2011.06.27_organizational_charts

ทำไม Microsoft ถึงยอมทุ่มทุนซื้อกิจการของ Skype

สัปดาห์นี้ขอคั่นบทความด้าน Social Enterprise ไว้ชั่วคราวนะครับ เนื่องจากมีประเด็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตามากและเพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ

นั่นคือ ข่าว Microsoft ยักษ์ใหญ่วงการไอที เข้าซื้อกิจการของ “Skype” ผู้ให้บริการคุยผ่านอินเตอร์เน็ต (VoIP) รายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าซื้อถึง 8.5 พันล้านดอลล่าร์ (ราวๆ 255,000 ล้านบาท) จากเจ้าของเดิมคือ eBay ที่เคยซื้อ Skype มาในราคา 2.5 พันล้านดอลล่าร์ ในปี 2005

งานนี้ eBay คงยิ้มปริ เพราะ Microsoft ซื้อแพงกว่าราคาเดิมถึง 3.5 เท่า ขณะที่ตัว Skype เองนับตั้งแต่ไปอยู่ในอ้อมอกของ eBay ก็ไม่ได้สร้างคุณค่าเพิ่มให้กับลูกค้าของทั้งสองฝ่ายเท่าไหร่นัก

การ “กดและโทร” เพื่อสั่งซื้อ (Click to Call) ที่ eBay ตั้งใจจะนำมาใช้งานร่วมกับระบบอีคอมเมิร์ซของตน กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

แปลกใจมั้ยครับว่าทำไม Microsoft ถึงต้องมาซื้อ Skype ในราคาแพงๆ และจะซื้อมาทำอะไรได้บ้าง

เหตุผลแรกเลย เนื่องจากทุกวันนี้ Skype ประสบความสำเร็จกับการให้บริการโทรข้ามประเทศที่มีส่วนแบ่งตลาด มากกว่า 13% ของยอดการโทรข้ามประเทศของทั่วโลก (International Voice Call Volume) เป็นอันดับ 1 เหนือกว่าบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์รายใหญ่ๆของโลกซะอีก

จาก ดีลนี้ทำให้ Microsoft กลายเป็น Virtual Network Operator ที่ไม่ต้องมีเครือข่าย รายใหญ่ที่สุดของโลก มียอดการใช้งานโทรข้ามประเทศสูงที่สุดในโลก และมีฐานลูกค้ามากกว่า 600 ล้านคน

เหตุผลที่สองเป็นเหตุผลด้านยุทธศาสตร์ ซึ่งเมื่อมองดูสองผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนอย่าง Google และ Apple ที่ต่างก็มีบริการโทรด้วยเสียงและวิดีโอทั้งคู่

ทั้ง Google Voice และ FaceTime ต่างเป็นบริการระดับธง ของทั้งคู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง FaceTime ของ Apple ที่มาพร้อมกับทั้ง iPhone , iPad , iPod Touch แม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ตระกูล Mac ทั้งหลาย

บริการ Video Call บนมือถือ แม้จะมีมานานหลายปี แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ ไม่ว่าใครจะผลักดัน แต่เมื่อ Apple จับมาให้กำเนิดในรูปแบบใหม่และชื่อใหม่ นามว่า “FaceTime” มันก็กลายเป็นบริการหนึ่งที่สร้างความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ให้สมาร์ทโฟนของตนได้

ถ้า Microsoft ยังช้า ไม่มีอาวุธที่ดีกว่า Windows Live Messenger ไปต่อกร ก็มีโอกาสที่ส่วนแบ่งตลาดของบริการจะหดหายจนไม่เหลือที่ให้ตนยืน

ที่สำคัญ Skype จะกลายเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่อาจจะนำมารวมอยู่ในมือถือ Windows Phone 7 ที่จับมือกับโนเกีย และยิ่งไปกว่านั้น อาจจะกลายเป็นระบบสื่อสารหลักที่จะรวมอยู่ในเครื่องเล่นเกม Xbox360 และ Kinect จนกลายเป็นระบบ VDO Call ประจำบ้าน

แถม Microsoft ยังได้ สุดยอด Platform สำหรับการทำ Live VDO Streaming และ VDO Conference จากมือถือ ชื่อว่า “Qik” ที่ Skype เพิ่งซื้อกิจการไปเมื่อต้นปี

งานนี้ FaceTime และ Apple มีหนาวแน่ๆ

และมีความเป็นไปได้สูงที่ระบบของทั้ง Skype และ Qik จะถูกนำไปรวมกับผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าองค์กรในรูปแบบของซอฟท์แวร์ระบบ Video Conference ที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดองค์กรของ Microsoft มากขึ้น

เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั้งในตลาดสมาร์ทโฟน ตลาดเครื่องเล่นเกม และตลาดองค์กร

เหตุผลสุดท้าย คือเรื่องของการลงทุน ปัจจุบันนี้ Microsoft มีเงินสดในมือ 48.7 พันล้านดอลล่าร์ ถ้าไม่เอามาใช้ประโยชน์ สร้างผลตอบแทนให้งอกเงย คงไม่พ้นเสียงบ่นของนักลงทุนผู้ถือหุ้นเป็นแน่

เพราะมูลค่าหุ้นของ Microsoft ปัจจุบันตกลงไปมาก มีมูลค่าตลาดตามหลัง Apple ไปเรียบร้อยแล้ว

และยังขาดปัจจัยใหม่ๆเข้ามาเกื้อหนุน พอที่จะทำให้ราคาและมูลค่าของบริษัทสูงขึ้นได้

ทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นเหตุผลหลักๆของการยอมควักเงินมหาศาลซื้อ Skype เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร Microsoft และจะกลายเป็นอาวุธเด็ดที่ใช้ต่อกรกับ Apple และ Google

ส่วนจะคุ้มค่าเงินที่จ่ายออกไปหรือไม่นั้น เวลาจะเป็นคำตอบครับ:)