Ice Cream Sandwich คู่ชกที่สมศักดิ์ศรีกับ iOS ตัวจริง

นับตั้งแต่สตีฟ จ๊อบส์ เปิดตัว iPhone เมื่อ 5 ปีก่อน อุตสาหกรรมมือถือได้พลิกกลับอย่างรวดเร็ว เจ้าตลาดไม่ได้เป็นของโนเกียอีกต่อไป ในขณะที่ที่ยืนของไมโครซอฟท์ก็หดแคบลงจนแทบไม่เหลือที่ว่างในตลาดให้เข้าไปยืนได้

เกมมือถือเปลี่ยนมือมาสู่ยุคสมาร์ทโฟนเต็มตัว มีการถือกำเนิดของนวัตกรรมต่างๆมากมายทั้งหน้าจอแบบมัลติทัช ที่กลายเป็นมาตรฐานของการควบคุมโทรศัพท์มือถือและการป้อนข้อมูลแบบใหม่ แทนที่การกดแป้นโทรศัพท์และการใช้สไตลัสแบบเดิมๆ มีการถือกำเนิดของช่องทางการขายแบบดิจิตัลอย่าง App Store ที่เปรียบเหมือนเป็นช่องทางให้กำเนิดนวัตกรรมขนาดย่อมที่ผู้คนจากหลากหลายอาชีพช่วยกันประดิษฐ์คิดค้นกันขึ้นมาเป็นแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่พบเจอในชีวิตประจำวัน สมาร์ทโฟนได้ทำให้โลกของทุกคนเปลี่ยนไป

clip_image002

ความสำเร็จของ Apple เป็นสิ่งที่ทุกคนให้การยอมรับ และในขณะเดียวกันก็จุดประกาย เป็นตัวเร่งให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังจากห่างหายกันไปนานในยุคผูกขาดของโนเกีย

เราได้เห็นความผิดพลาดของยักษ์ใหญ่ด้านซอฟท์แวร์ของโลกอย่างไมโครซอฟท์ที่ประมาทและประเมินความสามารถของ iPhone และแพลตฟอร์มของ Apple ผิดพลาดจนทำให้ตัวเองแทบไม่มีที่ยืนในตลาดสมาร์ทโฟน กว่าจะกลับมาตั้งหลักปล่อยหมัดกลับคืนมาบ้าง ด้วยการเปิดตัว Windows Phone 7 ก็ช้าไปแล้วถึง 3 ปี ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และส่วนแบ่งการตลาดที่เคยมีแทบจะถูกกลืนกินไปจนหมดสิ้น

จะมีก็แต่ Google ยักษ์ใหญ่ของโลกอินเตอร์เน็ตที่ตระหนักถึงการแข่งขันที่กำลังเคลื่อนเปลี่ยน Google มีวิสัยทัศน์มองไปยังจุดเดียวกันกับที่ Apple มอง ในปีเดียวกันกับที่ Apple เปิดตัว iPhone นั้น Google ก็ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android ที่ได้กลายมาเป็นคู่แข่งที่ต่อสู้กันอย่างสูสีในปัจจุบัน

วิถีการต่อสู้ของ Android นั้น ดำเนินรอยตามความสำเร็จของยุค Win-Tel (Windows+Intel) ที่ไมโครซอฟท์สร้างระบบปฏิบัติการและนำไปใช้กับ PC อะไรก็ได้ที่ใช้ CPU ของ Intel

แต่ Google นำมาปรับวิธีการให้แตกต่างออกไป โดยวิธีการที่ Google ใช้ เรียกว่าเป็นแบบ “เปิด” (Open) โดยการเปิดเผยซอร์สโค้ดของตัวระบบปฏิบัติการแบบฟรีๆ ให้นักพัฒนา ตลอดจนผู้ผลิตตัวเครื่องโทรศัพท์ สามารถนำไปใช้ได้ และในช่วงเริ่มต้น Google ได้จับมือกับยักษ์ใหญ่มากมายทั้งผู้ผลิตมือถือชั้นนำของโลก อย่าง HTC , Samsung , Motorola , LG ผู้ผลิตชิบและซีพียูยักษ์ใหญ่อย่าง Qualcomm, Texas Instrument, Intel และ Nvidia หรือแม้กระทั่งผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ของโลกอย่าง Vodafone , Sprint Nextel , SoftBank และ T-Mobile

ซึ่งแตกต่างจากค่าย Apple ที่ใช้รูปแบบ “ปิด” (Close) ที่ตัวเองเป็นคนควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ ดีไซน์ ฮาร์ดแวร์ แอพ ช่องทางการขาย เพื่อให้ทุกอย่างทำงานเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แต่ไม่ว่าจะเป็นระบบในรูปแบบ “เปิด” หรือรูปแบบ “ปิด” ก็ยังไม่อาจบอกได้ว่ารูปแบบใดจะเป็นผู้ที่กำชัยชนะในบั้นปลาย แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ทั้ง Android ระบบปฏิบัติการจาก Google และ iOS ระบบปฏิบัติการ จาก Apple ต่างก็พัฒนาตีคู่กันมา แม้ว่าในช่วง 3 ปี แรก iOS จะพัฒนาก้าวไปไกลกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ แต่ใน 2 ปีหลัง จะเห็นได้ว่า Android ก็สามารถพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนอยู่ในระดับที่ทำให้การแข่งขันสนุก มีสีสัน และมีลุ้นมากขึ้น

Android Platform vs. iOS Platform

ถ้าจะให้เล่าพัฒนาการของระบบปฏิบัติการทั้งหมด คิดว่าคงเขียนออกมาเป็นหนังสือเล่มนึงได้ เลยขอเล่าในยุคล่าสุดของคู่แข่งจาก 2 ยักษ์ใหญ่ อย่าง Apple และ Google ที่ถือว่าเป็นคู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อกันที่สุด

สมรภูมิแอพ

Android ในยุคแรก ถูกมองว่ามีจุดอ่อนอยู่ตรงแอพ ใครจะซื้อ Android ในช่วงนั้น แทบไม่สามารถตอบได้เลยว่า จะซื้อไปทำอะไร นอกจากไปใช้เป็นโทรศัพท์ ด้วยความที่แอพน้อย จะทำอะไรก็ทำลำบาก เพราะนักพัฒนาเทใจไปฝั่ง iOS กันซะหมด

แต่ปัจจุบัน แอพบน Android พัฒนามาอยู่ในระดับที่แข่งขันกับ iOS ได้ มีแอพดังๆ จากผู้พัฒนารายใหญ่ที่เคยประสบความสำเร็จบน iOS ก็พัฒนาแอพของตัวเองมาลง Android มากขึ้น

จากสถิติของปี 2554 จำนวนแอพทั้งหมดบน Android Market ทะลุ 400,000 แอพไปแล้ว ด้วยยอดดาวน์โหลดกว่า 10,000 ล้านครั้ง เทียบกับจำนวน 500,000 แอพบน App Store ของ Apple และยอดดาวน์โหลดกว่า 18,000 ล้านครั้ง นับว่า Android เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

ปัจจัยหลักที่ทำให้โมเมนตั้มแอพของ Android มาแรง มี 2 ปัจจัย ซึ่งปัจจัยแรกคือ ยอดขายมหาศาลของตัวโทรศัพท์ที่ใช้ Android เป็นระบบปฏิบัติการ ที่ปัจจุบัน (2554) มีมากกว่า 220 ล้านเครื่องทั่วโลกด้วยยอดขายที่เติบโตกว่า 700,000 เครื่องต่อวัน แทบจะหายใจรดต้นคอ iOS ที่มีจำนวนกว่า 250 ล้านเครื่องเลยทีเดียว

clip_image004

ปัจจัยที่ 2 คือ การซื้อแอพบน Android Market ที่ Google เพิ่งเปิดให้ซื้อแอพแบบเสียเงินได้ ในจำนวน 99 ประเทศเมื่อพฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา ทำให้ตลาดขายแอพบน Android เปิดขึ้นทันที กลายเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับนักพัฒนาแอพบนมือถือ

รายงานวิจัยล่าสุด (23 มกราคม 2555) ของบริษัท Ovum บริษัทวิจัยอันดับต้นๆของโลก สรุปออกมาว่า ในปีนี้ นักพัฒนาแอพมือถือจะทุ่มเทและให้ความสำคัญกับการสร้างแอพบน Android มากกว่าบน iOS เพราะมีการผลักดันจากฝั่งผู้ใช้ จาก Google เอง จากผู้ผลิตโทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งผู้ให้บริการเครือข่าย ทำให้เราอาจจะเห็นพัฒนาการของแอพบน Android ที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางที่ดีมากขึ้น

แนวโน้มของฮาร์ดแวร์

ปี 2554 เรียกว่าเป็นปีทองของซีพียูแบบ 2 แกนหลัก (Dual Core) มาปีนี้ คาดกันว่า จะเป็นปีของซีพียูแบบ 4 แกนหลัก (Quad Core) ซึ่งจะทำให้แอพต่างๆ โดยเฉพาะเกม 3 มิติ มีความสนุก เร้าใจมากขึ้นกว่าเดิมมาก เราจะได้เห็นการตัดต่อ ตกแต่งวิดีโอสวยๆ แปลกๆ จากมือถือมากขึ้น

ขนาดหน้าจอ จะปรับขนาดไปสู่ 4 นิ้ว ช่วยให้ท่องเว็บได้สะดวกมากขึ้น มีความละเอียดและความคมชัดสูงขึ้น มองสบายตาขึ้น เห็นรายละเอียดของภาพถ่ายได้ชัดเจนขึ้น แต่ก็กินไฟมากขึ้นเช่นกัน แต่ในส่วนของ iPhone อาจจะยังคงขนาดหน้าจอ 3.5 นิ้วเท่าเดิม

กล้องถ่ายรูป จะเน้นความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง ความสามารถในการตัดต่อ ตกแต่งภาพถ่าย ลูกเล่นของกล้องจะมีมากขึ้นตามไปด้วย

มือถือ Android จะใส่ลูกเล่นของ NFC (Near Field Communication) เพิ่มเข้าไป ซึ่งในหลายประเทศเริ่มมีการพัฒนาระบบ Mobile Payment หรือการใช้มือถือเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ เพื่อใช้กับ NFC แล้ว รวมถึงการพัฒนาแอพอื่นๆที่รองรับ NFC น่าจะมีมากขึ้น เช่น แอพแลกเปลี่ยนรูปภาพ เพลง ไฟล์เอกสาร ข้ามเครื่อง แบบง่ายๆ แค่นำมือถือ 2 เครื่องมาแตะกัน ซึ่งทาง Apple ยังไม่มีข่าวว่า iPhone รุ่นต่อไป (iPhone 5) จะมี NFC หรือไม่

Galaxy Nexus กับระบบปฏิบัติการล่าสุด Ice Cream Sandwich

หลังจากที่ Google ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android รุ่นใหม่ล่าสุด ในเวอร์ชั่น 4.0 หรือมีชื่อเรียกเท่ๆว่า “Ice Cream Sandwich” (ICS) ก็เรียกเสียงฮือฮาจากฝั่งแฟนๆ Android ได้มากพอสมควร เพราะถือเป็นการยกเครื่องระบบปฏิบัติการใหม่หมดจด ลบข้อเสียเก่าหลายๆตัวออกไป และแทนที่ด้วยลูกเล่นใหม่ๆ ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นอนาคตของระบบปฏิบัติการบนมือถือเลยก็ว่าได้

มือถือรุ่นแรกที่ได้ใช้ประโยชน์จาก OS ตัวใหม่ล่าสุดแบบเต็มๆ คือ มือถือรุ่น “Galaxy Nexus” ที่เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Samsung และ Google นั่นเอง

มือถือตระกูล “Nexus” หลายคนคงรู้ว่า เป็นมือถือที่ Google ตั้งใจทำออกมาเป็น “Blueprint” ให้กับมือถือรุ่นต่างๆที่จะใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดย Google จะเลือกผู้ผลิตที่มีศักยภาพสูง มาทำงานร่วมกับ Google เพื่อ “เค้น” ความสามารถของฮาร์ดแวร์ออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผมมีโอกาสได้ลองใช้ Galaxy Nexus ตัวนี้มาเดือนกว่าๆ ใช้เกือบทุกวัน เพราะอยากรู้ว่า พอจะสู้ iPhone 4S ของผมได้รึเปล่า

ลองมาดูทีละข้อครับ

หน้าจอ

อย่างแรกที่เห็นได้ชัด คือ ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ตัว Galaxy Nexus มีขนาดหน้าจอใหญ่ 4.65” เทียบกับ iPhone ที่มีขนาดจอเล็กกว่า คือ 3.5” ความแตกต่างที่ได้ คือ เวลาเข้าเว็บต่างๆ จอของ Galaxy Nexus ให้ความรู้สึกที่ดีกว่า iPhone พอสมควร ยิ่งความเป็นจอ Super AMOLED HD แล้ว สีสันของหน้าจอ เวลาดูรูปภาพ สดกว่า ภาพมีมิติสมจริงกว่าจอ iPhone มาก (Contrast Ratio ซึ่งใช้วัดมิติความลึกตื้นของการแสดงผล ของ Galaxy Nexus คือ 100,000:1 ส่วนของ iPhone 4S คือ 800:1)

ถ้านึกภาพไม่ออก การดูภาพยนต์แบบ HD ที่มีฉากที่แสดงความแตกต่างของมิติภาพ เช่น การวิ่งเข้าถ้ำ เข้าป่า สีดำที่ดำเข้มสนิท สีดำอมเทา สีดำอ่อน จะใช้บ่งบอกมิติของภาพ ซึ่งจอแบบ Super AMOLED สามารถแสดงสีพวกนี้ได้ ในขณะที่่จอของ iPhone 4S นั้นทำไม่ได้ ทำให้บางครั้งอาจจะดูไม่สมจริง

เมื่อพูดถึงหน้าจอ คงจะมีคำถามกันต่อว่า มันใหญ่เฉพาะขนาดรึเปล่า? จากที่ผมใช้งานมาเดือนกว่าๆ ความรู้สึกในการใช้เมื่อเทียบกับ iPhone พบว่า ไม่ค่อยรู้สึกแตกต่างเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับแอนดรอยด์รุ่นอื่นๆที่ผมเล่นมา เพราะตัว Galaxy Nexus เอง มีความละเอียดสูง 1280×720 พิกเซล (เรียกว่าเป็นจอแบบ HD 720p) และมีความคมชัดที่วัดกันด้วย “ความหนาแน่นของจุดต่อนิ้ว” หรือ Pixel Per Inch (PPI) อยู่ที่ 316 PPI ซึ่งเรียกได้ว่าคมชัดสูสีกับ Retina Display ของ iPhone 4S ที่มีตัวเลข PPI อยู่ที่ 326 PPI เลยทีเดียว

กล้อง

เป็นอีกข้อหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของ Galaxy Nexus ครับ แม้ว่าจะเป็นกล้องแบบ 5MP ซึ่งน้อยกว่า 8MP ของ iPhone 4S อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ คุณภาพของภาพถ่ายอาจจะไม่เท่า iPhone 4S แต่ก็มีความสามารถด้านอื่นมาชดเชยกัน ไม่ว่าจะเป็น

– การถ่ายภาพแบบแบบ Panorama ในตัว เวลาถ่ายวิว ทิวทัศน์ต่างๆจะสะดวกมากๆ

– มี Effect การตกแต่งภาพในตัว โดยไม่ต้องลงแอพเพิ่ม

– ความไวของการถ่ายภาพต่อเนื่อง (ที่เค้าเรียกกันว่า Zero lag Shutter) เท่าที่ผมลอง พบว่า Galaxy Nexus ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็วกว่า iPhone 4S ช่วยให้เรากดชัตเตอร์ถ่ายรูปติดกันแบบรัวๆ ได้โดยไม่ต้องรอ มีประโยชน์เวลาถ่ายเหตุการณ์สำคัญต่อเนื่อง

– การเปิดกล้องมาใช้ขณะที่เราปิดจอมือถือ ที่เร็วกว่า iPhone 4S เวลามือถือมันปิดจอเข้าโหมด Standby อยู่ สามารถหยิบ Galaxy Nexus ขึ้นมาถ่ายรูปได้ โดยการแตะจอเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าเป็น iPhone 4S จะต้องกดปุ่ม Home สองครั้งและกด icon กล้องบนหน้าจอ (ใช้ถึง 3 steps) ซึ่งเป็นประโยชน์มากเวลาต้องการถ่ายรูปทันที เช่น เจอเหตุการณ์สำคัญที่ไม่สามารถพลาดได้

Multi-Color Notification

อันนี้ผมชอบมาก เป็นลูกเล่นผมใช้บ่อยใน BB มาก่อน คือ เวลามีสายเข้า มีคนส่งข้อความมาหา หรือมี Notification อื่นๆจากแอพ จะมีไฟกระพริบแจ้งเตือน โดยระบบแจ้งเตือนของ Galaxy Nexus จะมีสีของไฟกระพริบที่แตกต่างกัน เช่น ถ้ามีอีเมล์หรือข้อความส่งเข้ามา จะกระพริบด้วยไฟสีขาว ถ้ามีคนส่ง Twitter หาเราจะกระพริบด้วยไฟสีฟ้า ถ้ามีคนส่ง Facebook หาเราก็จะกระพริบด้วยไฟสีเขียว เป็นต้น อันนี้ช่วยเพิ่มความสะดวกมาก เพราะไม่ต้องเปิดดูที่ตัวเครื่องก็รู้ได้ว่ามีการแจ้งเตือนอะไรมาที่เราบ้าง

Ice Cream Sandwich ช่วยให้ Productivity สูงขึ้นได้อย่างไร

จากการใช้งานจริง มีหลายๆ มุมที่ Galaxy Nexus ช่วยเพิ่ม Productivity ให้กับการทำงานของผมได้ไม่แพ้ iOS ของ iPhone 4S ลองมาดูกันครับ

– อย่างแรกเลย คือ User Interface ที่ออกแบบใหม่ ให้ใช้งานง่ายและสวยงามมากยิ่งขึ้น

– แอพ “People” ที่เป็นเหมือนศูนย์รวมรายชื่อ เบอร์โทรต่างๆ ก็ถูกยกเครื่องใหม่หมด นอกจากรายละเอียดส่วนตัวของคนแล้ว ยังมีการเชื่อมโยงกับ Facebook Twitter มากขึ้น ใครอัพเดทอะไร เราสามารถเห็นได้เลยทันที

– แอพอย่าง Gmail และ Calendar ถูกออกแบบหน้าตาใหม่หมด ใช้งานง่าย และมีลูกเล่นมากกว่า Email และ Calendar บน iPhone

– ไม่ว่าจะเป็นแอพ People , Gmail , Calendar ล้วนถูกเชื่อมโยงเข้ากับ Google Account ของเรา เมื่อตั้งค่าในเครื่องครั้งเดียว ก็เข้าถึงบริการพวกนี้ได้หมด ไม่ต้อง Sign in ใหม่ เวลาจะเปลี่ยนแปลงอะไรบนมือถือ ก็จะ Sync ไปที่บริการของ Google ด้วย อันนี้สะดวกมาก เพราะผมใช้บริการ Google ทุกตัวอยู่แล้ว

– มี Data monitor ที่ช่วยให้ดูรายละเอียดการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์ ตัวนี้จะเห็นเป็นกราฟเลยครับว่า ใช้ไปกี่ MB ในแต่ละวัน สามารถตั้งค่า Limit ได้ ตามโปรโมชั่นอินเตอร์เน็ตที่เราใช้ เมื่อใช้เกิน Limit มือถือจะปิดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้เองอัตโนมัติ

– การเปิดแอพหลายตัวพร้อมกัน (Multi Tasks) ดีกว่า iOS เวลาสลับแอพกดแค่ปุ่มเดียว สามารถเลือกสลับหรือปิดได้เลย ถ้าเป็น iOS จะต้องกดปุ่ม Home 2 ครั้งเพื่อเรียก Task Switcher ขึ้นมา และถ้าต้องการปิดแอพ จะต้องกด icon ของแอพค้างและกดปุ่มปิด สำหรับผมการกดหลายครั้ง ทำให้เสียเวลาไปหน่อย

– การ Search ทำได้ง่าย สามารถค้นหาได้จากบาร์ Search บนหน้าจอ Home โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม Home ให้มาที่หน้าจอแรกแล้วเลื่อนทั้งหน้าไปทางซ้ายเพื่อทำการค้นหา แบบที่ต้องทำบน iOS และผลลัพท์ของการค้นหาก็รวมผลการค้นหาจากเว็บรวมอยู่ด้วย ทำให้ไม่ต้องเข้าแอพ Google เพื่อหาข้อมูลบนเว็บอีกรอบ

– อันสุดท้าย คือ การอินทิเกรตแอพต่างๆบนมือถือ ซึ่งบน Android ถ้าเราลงแอพอะไร เราจะใช้งานแอพเหล่านั้นร่วมกันได้ เช่น ถ้าผมกำลังอ่านบทความบนเว็บเบราเซอร์อยู่ ผมอยากเก็บบทความนี้เอาไว้อ่านทีหลัง สามารถเลือก แชร์บทความนี้ เข้าบริการ “Read it later” เพื่อใช้แอพ “Read it later” เปิดมาอ่านทีหลังได้ทันที หรือแม้กระทั่งจะแชร์ลิงค์นี้ลงบน Facebook , Twitter จะส่งลิงค์เข้าอีเมล์ ส่งเข้า SMS, WhatsApp ต่างๆ ก็ทำได้ง่ายๆด้วยวิธีเดียวกัน คือ เลือกแชร์ และ บริการที่ต้องการแชร์ ได้ง่ายๆ ซึ่งความสามารถนี้ ไม่มีบน iOS ครับ เพราะบน iOS จะแชร์ได้แค่ 2 วิธี คือ ส่งทางอีเมล์ และทาง Twitter เท่านั้น

– การพิมพ์ อันนี้ เป็นความสามารถของแอพคีย์บอร์ดบน Android ครับ ผมใช้ TSwipe อยู่ ค่อนข้างสะดวก ช่วยให้พิมพ์ข้อความบนมือถือได้เร็วมาก ไม่เหมือนคีย์บอร์ดบน iPhone ที่ไม่ได้มี layout แบบมาตรฐานที่คนไทยใช้กัน ทำให้พิมพ์ได้ช้าและผิดบ่อย ซึ่งเป็นข้อที่แตกต่างอย่างหนึ่ง ด้วยความที่เป็นระบบ ”เปิด”ของ Android ทำให้เรามีสิทธิ์ปรับเปลี่ยนในสิ่งที่เราไม่พอใจได้ไม่ยาก

ข้อเสีย

– สำหรับผม ผมไม่ค่อยชอบดีไซน์ของ Galaxy Nexus ครับ มันดูแมนเกินไป ดูไม่สวยแบบ iPhone

– แบตเตอรี่หมดเร็ว ใช้ได้ไม่ถึงวันแน่นอน ซัก 6 โมงก็หมดแล้ว (เปิด 3G และเช็ค Facebook Twitter ระหว่างวัน เปิดใช้ Gmail/Email แบบ Push) แต่ของ iPhone 4S ก็แบตหมดเร็วเหมือนกัน

– แอพที่ผมใช้ประจำจะอยู่บน iOS หลายๆตัวพอมาเป็น Android จะไม่มี ต้องหาแอพที่ใช้งานแทนกัน

บทสรุป

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแง่มุมรายละเอียดของแพลตฟอร์ม Android และตัวโทรศัพท์ Galaxy Nexus เท่าที่ผมรู้สึกได้จากการใช้งานจริงครับ ระบบปฏิบัติการ Ice Cream Sandwich นี้ ยอมรับว่าเปลี่ยนแปลงไปจาก Gingerbread (Android 2.3) ไปมาก ทั้งความเร็ว ความสะดวกในการใช้งาน Usability และ User Interface

ด้วยฟีเจอร์และนวัตกรรมหลายอย่างที่ใส่เข้ามา เมื่อรวมกับความสามารถของฮาร์ดแวร์ที่เพิ่มขึ้น และแรงสนับสนุนจากทั้งผู้ใช้ นักพัฒนาและผู้ให้บริการเครือข่าย ทำให้เชื่อได้ว่า ระบบปฏิบัติการตัวนี้ จะสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับ Android ได้อย่างแน่นอน

remark : บทความนี้ เป็น Advertorial

“iAd” การปฏิวัติระบบโฆษณาบนมือถือแบบใหม่ จาก Apple

คืนวันพฤหัสที่ 8 เมษายน ทั่วทั้งโลกต่างใจจดใจจ่อกับ งานเปิดตัว
ระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่สำหรับ iPhone หรือที่เรียกว่า “iPhone OS 4” ซึ่งเป็นงานเปิดตัวครั้งที่ 2 ของ Apple ในปีนี้ ถัดจากการเปิดตัว iPad ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

“iPhone OS 4” เป็นสิ่งที่ผู้ใช้ iPhone กว่า 50 ล้านคน และ iPod Touch
กว่า 35 ล้านคน ทั่วโลกรอคอย

ตามปกติแล้ว Apple จะออก OS รุ่นใหม่สำหรับ iPhone ปีละครั้ง

(ภาพ 01.jpg)

แต่ละครั้ง ตัว OS รุ่นใหม่ ก็ได้เพิ่มความสามารถที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับผู้ใช้ได้ แม้กระทั่ง iPhone รุ่นเก่าๆก็ยังสามารถใช้ความสามารถใหม่ๆได้

ครั้งนี้ก็เช่นกัน

ทราบกันดีว่าสมรภูมิ Smart Phone ในปี 2010 นั้น แข่งขันกันรุนแรงเพียงใด

ระบบปฏิบัติการ “Android” เวอร์ชั่น 2 จากค่าย Google ที่รุกหนักมาก โดยการนำทัพของ Google Nexus One , HTC , Motorola Droid (Motodroid) และจากผู้ผลิตรายใหญ่อีกมากมาย

Nokia ก็ส่งระบบปฎิบัติการใหม่ “Maemo” ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะนำมาใช้เป็นธงเปิดตลาด “Tablet” ให้กับ Nokia รวมไปถึง Smart Phone ระดับ High-end

และคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ที่หลุดโผผู้นำ Smart Phone มานานในระยะหลัง ในปีนี้ก็ตั้งเป้าในการกลับมาทวงบัลลังก์ผู้นำตลาด ด้วยระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่อย่าง “Windows Phone 7” ที่แตกต่างจาก “Windows Mobile” เดิมอย่างสิ้นเชิง

สงคราม Smart Phone ปี 2010 ต่อสู่กับด้วยระบบปฏิบัติการ หรือ Platform อย่างแท้จริง

พูดในแง่ของผู้ใช้ ก็คือ เป็นการต่อสู้กัน ในเรื่องของ “Application”

รายละเอียด ข้อดีข้อเสีย ของ “iPhone OS 4” นั้น ผมคงไม่กล่าวถึง เพราะเชื่อว่ามีข่าวให้อ่านพอสมควร

แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดและพลาดไม่ได้เลยเกี่ยวกับตัว “iPhone OS 4” นั่นคือ ฟีเจอร์หนึ่งที่ Apple เรียกว่า “iAd”

“iAd” เป็นชื่อเรียก ของระบบโฆษณาบนมือถือ (Mobile Advertising) ที่ฝังตัวอยู่ในระบบปฏิบัติการ “iPhone OS”

ที่ได้ชื่อว่า เป็นระบบปฏิบัติการบนมือถือที่ประสบความสำเร็จที่สุด ด้วยยอด Application กว่า 180,000 ตัว

และยังรันอยู่บน Hardware ที่ได้ชื่อว่า เป็น มือถือที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมมือถือ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งยังเป็นมือถือที่มีส่วนแบ่งการตลาดการใช้อินเตอร์เน็ตและเว็บสูงที่สุด กว่า 64%

(ภาพ 02.jpg , ส่วนแบ่งตลาดของ Mobile Browser ,credit: Gizmodo.com)

“iAd” รันอยู่บน “The Best Mobile Operating System” และ “The Best Smart Phone”

นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้าน Mobile Advertising หลายคน ต่างพากันฟันธงว่า “iAd” น่าจะเข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรม โฆษณาบนมือถือ อยางที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเช่นกัน

ในโลกของการโฆษณาออนไลน์ เป็นที่รู้กันว่า Google เป็นเจ้าตลาด ด้วยอาวุธเด็ดอย่าง AdWord และ AdSense

แต่ในโลกมือถือ Google ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะพยายามบุกตลาดนี้มาหลายปี

ผู้นำอันดับ 1 ของ Mobile Advertising ในโลก คือ AdMob

ระบบโฆษณาของ AdMob ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการโฆษณาบนมือถือ ไม่ว่าจะแบรนด์ไหนก็ตาม

และเกือบ 100% ของโฆษณาบนแอพของ iPhone ก็เป็นโฆษณาที่ใช้ระบบของ AdMob ทั้งสิ้น

Apple ซึ่งรู้ความจริงข้อนี้ดี และมองเห็นโอกาสและศักยภาพในการสร้างรายได้ ถ้าได้กุมอำนาจ Mobile Advertising เพิ่ม

ปลายปี 2009 Apple พยายามเดินเกมขอซื้อกิจการ AdMob เพื่อประหยัดเวลาในการค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีด้านนี้ ที่ Apple ไม่มีความเชี่ยวชาญ

อีกทั้งการที่จะได้ฐานลูกค้าขนาดใหญ่มากมาย โดยไม่ต้องไปเหนื่อยหาลูกค้ามาใช้ในตอนเริ่มต้น

แต่ท้ายที่สุด ก็มีคนมาชิงตัดหน้า ซื้อกิจการ AdMob ไป ก่อนหน้า Apple ด้วยมูลค่ากว่า $750 ล้านเหรียญห

คนที่มาชิงซื้อกิจการ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

แต่เป็น Google! ที่ซุ่มเจรจาต่อรองกับ AdMob อยู่เงียบๆ และบรรลุข้อตกลงในเดือน พฤศจิกายน 2009

เหตุผลแรก Google ต้องการบุกตลาด Mobile Advertising ให้สำเร็จซะที

และอีกเหตุผลที่สำคัญ Google ไม่ต้องการให้ Apple เข้ามาทุบตีหม้อข้าวของตน

ด้วยความที่ Apple เป็นบริษัทใหญ่ และมีศักยภาพสูงในการสร้างสรรค์และเปิดตลาดใหม่ๆ

Google จำเป็นต้องป้องกัน อาณาเขต ของตัวเองไว้ก่อน

แต่นั่นก็ไม่ทำให้ Apple ถอย เพราะได้เข้าซื้อกิจการของ “Quattro Wireless” ด้วยมูลค่า $275 ล้านเหรียญ

จากการซื้อกิจการครั้งนี้ เป็นที่มาของ “iAd” นั่นเอง

 

 

“iAd” เป็นระบบ Mobile Advertising ที่ Apple เรียกว่า “Mobile Ads with Emotion” หรือระบบโฆษณาที่มีอารมณ์ มีชีวิตชีวามากกว่าที่เคยเป็น

Steve Jobs กล่าวว่า Online Advertising บน Desktop
ถูกขับเคลื่อนโดย “Search” หรือ การค้นหา

ระบบ AdWord และ AdSense ของ Google ล้วนมีรากฐานมาจาก “Search” ทั้งนั้น

ซึ่งวิธีนี้ใช้ได้เฉพาะบน Desktop ไม่สามารถใช้ได้กับบนมือถือ เพราะว่าคนใช้มือถือ มีจำนวนน้อย ที่ใช้บริการ “Search”

คนใช้มือถือ โดยเฉพาะ iPhone ใช้สิ่งที่เรียกว่า แอพ มากกว่าอย่างอื่น

โดยเฉลี่ยแล้ว คนใช้ iPhone จะใช้เวลาวันละ 30 นาที ในการใช้แอพ

ถ้าสมมติว่า ระบบใส่
โฆษณาเข้าไปในแอพ ทุกๆ 3 นาที วันนึงก็จะได้แสดงโฆษณาประมาณ 10 ครั้ง ต่อเครื่อง ต่อวัน    

รวมเข้ากับจำนวนคนใช้ iPhone, iPod Touch รวมไปถึง iPad ด้วยแล้ว จะมีโอกาสที่โฆษณาถูกแสดงรวมๆกันถึง วันละ 1 พันล้านครั้ง

“iAd” จึงกลายเป็น “Mobile Advertising Platform” ที่มีโอกาสทางธุรกิจด้านโฆษณามหาศาล
เพราะพัฒนาอยู่บน “iPhone Platform” อันทรงพลัง

สมมติฐานที่สำคัญอันหนึ่งคือ การแสดงโฆษณาในปัจจุบัน เป็นการแสดงข้อความ หรือ Banner เพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้ คลิกและจะเปิดเว็บไซต์ของสินค้าและบริการ

ผู้ใช้ ไม่อยากคลิกเพราะต้องถูกนำไปยังเว็บไซต์อื่นๆ จนเป็นที่รู้กันในวงการ “Online Advertising” ว่า อัตราส่วนการคลิกโฆษณา
หรือ Clickthrough Rate ต่ำมากๆ

 

(ภาพ 03.jpg รายละเอียดของ “iAd” ,credit : Gizmodo)

 

“iAd” จึงเข้ามาตอบโจทย์นี้ โดยการสร้างรูปแบบโฆษณาให้น่าสนใจและ Interactive มากขึ้น

นักพัฒนาสามารถสร้าง
โฆษณาที่เป็นเหมือนแอพ ที่อยู่ในแอพอีกที
หรือใส่
คลิป VDO ลงไปได้ด้วยเช่นกัน
โดยที่ไม่ต้องเด้งไปที่เว็บไซต์ใด

ตัวอย่างเช่น

ความสามารถในการส่ง SMS , MMS จากในตัว “แอพเลย เช่น ทายผลฟุตบอล ขณะมีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก

หรือเมื่อเราสร้างเกมขึ้นมาเกมนึง แต่อยากโฆษณาเกมอื่นๆที่เราพัฒนาด้วย เราสามารถใส่เกมที่เราต้องการโฆษณานั้นๆลงไปได้ทันที โดยอาจจะให้เล่นได้ซัก 1 ฉาก พอเล่นจบก็ขึ้นมาถามคนเล่นเลยว่า จ่ายเพิ่มอีก $1.99 จะได้เล่นแบบเต็มๆ

ถ้าสนใจจะซื้อ ก็นำพาไปสู่ “Click-to-Buy” จริงๆ ซึ่งลักษณะโฆษณาแบบนี้ แม้แต่บน Desktop ยังแจ้งเกิดยาก

แน่นอนว่าวิธีนี้ ย่อมดีกว่าการแสดง Banner ชักชวนให้ผู้ใช้คลิก แล้วนำไปสู่เว็บไซต์เพื่อดาวน์โหลดเกมมาลองเล่นเป็นแน่

สำหรับ Business Model นั้น ทาง Apple ขอส่วนแบ่งรายได้ 40% และให้นักพัฒนาไป 60%

โดย 40% นั้น ถือว่าเป็นค่า Commission ที่เราจ่ายให้ Apple เพราะทาง Apple จะเป็นคน “ขายโฆษณา ให้เรา รวมไปถึงหาคนมาลงโฆษณาให้ และ Apple ก็ยังช่วยโฮสต์ตัวโฆษณาให้เรา รับผิดชอบทั้งระบบ Monitor, Tracking และทำรายงานต่างๆ กลายเป็นช่องทางหนึ่งที่ให้นักพัฒนามีรายได้ นอกจากการขายแอพ หากินแบบเดิม

นอกจากจะดึงดูด นักพัฒนาแล้ว ยังดึงดูดผู้ซื้อโฆษณาอีกด้วย
เพราะจากเดิม ผู้ซื้อโฆษณา หรือ
Media Agency ต่างๆ จะซื้อโฆษณา Banner โดยการคัดเลือกเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องหรือตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

แต่ด้วย “iAd” การคัดเลือกจะเปลี่ยนเป็นจากเว็บไซต์ เป็นแอพแทน

“iAd” จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโฆษณาโดยมองไปที่การนำเสนอคุณค่าที่มากกว่าให้กับผู้ใช้ และเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้โดยสิ้นเชิง

โดยการนำความ Interactive ของ Ads ผสมผสานกับ ความโดดเด่นของ App ที่มีอยู่มหาศาล ความสามารถอันโดดเด่นของ “iPhone OS” และ ความหลากหลายของอุปกรณ์ ทั้ง iPhone , iPod Touch และ iPad

ย่างก้าวนี้ของ Apple อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ “Mobile Advertising”

 

Gartner คาดการณ์ว่า จะมียอดใช้จ่ายผ่าน App Store กว่า 6.2 พันล้านเหรียญ และยอดดาวน์โหลดทั้งหมด 4.5 พันล้านครั้ง ภายในปี 2010 นี้

และตัวเลขรายได้ดังกล่าวจะพุ่งไปอยู่ที่ 29 พันล้านเหรียญ ด้วยยอดดาวน์โหลดกว่า 21.6 พันล้านครั้ง ในปี 2013

โดยรายได้จะประกอบไปด้วย

  1. ค่าซื้อแอพ ที่เสียเงิน คาดว่าจะสร้างรายได้ 75% จากรายได้ทั้งหมด
  2. แอพฟรี ที่เป็น Advertising-sponsored คาดว่าจะสร้างรายได้ 25% จากรายได้ทั้งหมด และสัดส่วนนี้มีแนวโน้มที่จะสูงเพิ่มขึ้น เนื่องจาก Gartner คาดการณ์ว่า 80% ของแอพทั้งหมด จะให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดไปใช้ฟรี

 

วิเคราะห์แนวโน้มของ “iAd”

  • Media Agency จะเริ่มเปลี่ยนจากการลงโฆษณากับเว็บไซต์ มาเป็นการลงโฆษณากับแอพ
  • Advertiser จะเริ่มถามหาและอยากสร้างแอพ สำหรับกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง
  • นักพัฒนา มีรูปแบบการหารายได้มากขึ้น โดยสามารถสร้างรายได้จาก แอพเสียเงิน และ แอพฟรีที่มีโฆษณา และสามารถสร้างสรรค์จินตนาการในตัวรูปแบบโฆษณาได้มากยิ่งขึ้น
  • นักพัฒนาจะแข่งกันสร้างสรรค์แอพดีๆออกมามากขึ้น เพื่อดึงดูดสายตาของ Advertiser
  • ผู้ใช้ จะให้ความสนใจในโฆษณามากขึ้น เพราะเป็น Interactive และได้รับคุณค่าตอบแทนกลับมา มากกว่าระบบโฆษณาออนไลน์แบบเดิมๆ
  • ผู้ใช้จะแย่งและขยันดาวน์โหลดแอพมากขึ้น เพื่อจะได้ดูโฆษณาที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง

วิเคราะห์ สนามรบ ตลาด SmartPhone (iPhone,Blackberry,Nokia)

ช่วงนี้อ่านข่าวที่ไหน หรืออ่าน Twitter ในทุกๆวัน ก็มักจะมีข่าวของมือถือสองเจ้านี้อยู่ด้วยเสมอ จนทำให้ผมฉุกคิดว่า กระแสที่เกิดขึ้น มันเป็นแค่แฟชั่น หรือ มันคือของจริงกันแน่!

เมื่อ 2 เดือนก่อน (มิ.ย.) ได้มีโอกาสไปพูดออกรายการ Economic Time “สงคราม SmartPhone iPhone vs. Blackberry” วิเคราะห์กลยุทธการตลาดของทั้ง 2 เจ้าเปรียบเทียบกัน

จากวันนั้น ถึง วันนี้ การเปรียบคู่มวย 2 ฝ่าย ก็ยังมีให้เห็นอยู่ตลอด

กลายเป็นกระแส ติดลมบน ชนิดแรงไม่มีตกเลยทีเดียว

Continue reading

มือถือ กับการสร้างแบรนด์

ทำไมต้องสร้างแบรนด์?

ปัจจุบัน ในยุคที่ธุรกิจมีการแข่งขันที่สูง สมรภูมิการแข่งขันของบางอุตสาหกรรม เรียกได้ว่า แทบจะลุกเป็นไฟ เพื่อที่จะแย่งลูกค้ากัน ด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออก Promotion กระหน่ำเพื่อสร้างยอดขาย การออกผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Target Segment)ให้หลากหลายกลุ่มมากที่สุด หรือจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added Services) ให้กับตัวผลิตภัณฑ์ของตน เพื่อสร้างความคุ้มค่าให้กับลูกค้าให้มากที่สุด

แต่ปัจจัยหลักสำคัญที่จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวบริษัทในระยะยาวนั้น อยู่ที่การสร้าง “Brand Equity” ของบริษัท ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทต่างๆจะต้องให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ

“Brand Equity” คือ มูลค่าสินทรัพย์และคุณค่าของแบรนด์ที่อยู่ในใจของลูกค้าหรือผู้บริโภค จนทำให้แบรนด์หรือตราสินค้านั้นๆสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงๆให้กับเจ้าของได้ หรือจะกล่าวถึงประโยชน์ก็คือ แบรนด์หรือตราสินค้า ที่ไปติดอยู่บนตัวสินค้าใดสินค้าหนึ่ง แล้วสามารถขายในราคาที่สูงมากกว่าสินค้นอื่นๆที่เป็นสินค้าแบบเดียวกันแต่ไม่มี “Brand Equity” ได้

Continue reading

มือถือ กับ การสร้างแบรนด์ #1

ทำไมต้องสร้างแบรนด์?

ปัจจุบัน ในยุคที่ธุรกิจมีการแข่งขันที่สูง สมรภูมิการแข่งขันของบางอุตสาหกรรม เรียกได้ว่า แทบจะลุกเป็นไฟ เพื่อที่จะแย่งลูกค้ากัน ด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออก Promotion กระหน่ำเพื่อสร้างยอดขาย การออกผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Target Segment)ให้หลากหลายกลุ่มมากที่สุด หรือจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added Services) ให้กับตัวผลิตภัณฑ์ของตน เพื่อสร้างความคุ้มค่าให้กับลูกค้าให้มากที่สุด

แต่ปัจจัยหลักสำคัญที่จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวบริษัทในระยะยาวนั้น อยู่ที่การสร้าง “Brand Equity” ของบริษัท ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทต่างๆจะต้องให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ

“Brand Equity” คือ มูลค่าสินทรัพย์และคุณค่าของแบรนด์ที่อยู่ในใจของลูกค้าหรือผู้บริโภค จนทำให้แบรนด์หรือตราสินค้านั้นๆสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงๆให้กับเจ้าของได้ หรือจะกล่าวถึงประโยชน์ก็คือ แบรนด์หรือตราสินค้า ที่ไปติดอยู่บนตัวสินค้าใดสินค้าหนึ่ง แล้วสามารถขายในราคาที่สูงมากกว่าสินค้นอื่นๆที่เป็นสินค้าแบบเดียวกันแต่ไม่มี “Brand Equity” ได้

การสร้าง “Brand Equity” สามารถสร้างได้จากปัจจัยหลัก 4 ปัจจัยหลักๆ คือ

1. Brand Awareness (การรับรู้ต่อแบรนด์) กล่าวคือ การได้เห็น ได้กิน ได้ลอง บ่อยๆ จนแทรกซึมเข้าไปในความคิดของผู้บริโภค ซึ่งอาจจะทำผ่านการทำประชาสัมพันธ์ หรือ แคมเปญโฆษณาต่างๆ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ สติ๊กเกอร “Intel Inside” ที่ติดที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ใช้ CPU ของ Intel จนสร้างความรับรู้ให้กับผู้ซื้อ ไม่ว่าจะซื้อคอมพิวเตอร์ยี่ห้ออะไรก็ตาม แค่เห็นสติ๊กเกอร์ตัวนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่ามีการใช้ CPU Intel อยู่ข้างใน

intel

2.Perceived Quality (ความรับรู้และความเข้าใจต่อคุณภาพ) เป็นแบรนด์ที่ลูกค้ารับรู้ได้ถึงคุณภาพหรือภาพลักษณ์ เช่น รถยนต์ BMW , โทรศัพท์มือถือ Nokia , คอมพิวเตอร์ IBM เป็นต้น ซึ่ง Perceived Quality นั้น เกิดจากการสะสมชื่อเสียง ภาพลักษณ์ผ่านการลงทุนทำการตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือการนำเสนอคุณภาพ การให้บริการที่ดี อย่างต่อเนื่องยาวนาน

3. Brand Associations (การเชื่อมโยงกับแบรนด์) -เป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงแบรนด์หรือตราสินค้า เข้ากับบริษัทเจ้าของแบรนด์ โดยอาจจะเป็นคุณลักษณะต่างๆของสินค้าและบริการ หรือ สีของโลโก้  เช่น การที่เราเห็น Computer หรือ Laptop ที่มีลักษณะสีขาวและบาง เรามักจะเชื่อมโยงไปกับสินค้าของ “Apple” เพราะผู้บริโภคจะคุ้นเคยกับสินค้าของ “Apple” ที่เน้นการใช้สีขาวอย่าง “iPod” และเครื่อง Macintosh เป็นต้น

Apple_iPod  Apple_Mac_Mini Apple_Mouse02 Apple01 Apple_Macbook

4. Brand Loyalty (ความจงรักภักดีต่อแบรนด์) เป็นหัวใจหลักของแบรนด์ นั่นคือ ความจงรักภักดีในแบรนด์ ซึ่งลูกค้าจะซื้อสินค้าแต่