ถอดรหัสลับ ไอแพด 2 กับ เคล็ดลับพิชิตชัยในตลาดแทบเล็ต

สิ้นสุดการรอคอย สำหรับการเปิดตัวไอแพด 2 ที่ทั่วโลกต่างจับตามอง ท่ามกลางกระแสข่าวลือต่างๆมากมายในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งสำนักข่าว เว็บไซต์ บลอก ต่างๆ พากันคาดเดาว่า แอปเปิล จะมีทีเด็ดอะไรมากำราบคู่แข่ง ที่คาดว่าจะพุ่งโฟกัสของตนมาชิงชัยในสมรภูมิแทบเล็ตนี้

ต้องถือว่าปี 2010 เป็นปีแห่งความสำเร็จของไอแพดอย่างแท้จริง เมื่อแอปเปิล ให้กำเนิดตลาดแทบเล็ตขึ้นมา หลังจากความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าของไมโครซอฟท์ ที่เคยพยายามสร้างตลาดแทบเล็ตพีซี แต่ก็มิอาจบรรลุเป้าหมายอย่างที่ตั้งใจ

ยอดขายเกือบ 15 ล้านเครื่อง ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 90% ในระยะเวลาเพียง 9 เดือน สอดรับกับความตกต่ำของการเติบโตในตลาดเน็ตบุ๊ค ทำให้มองได้ว่า ไอแพดทำให้ตลาดเน็ตบุ๊ค ที่มีผู้ผลิตพีซียักษ์ใหญ่ของโลกมากมายร่วมวงอยู่ ต้องพบกับความยากลำบาก

เมื่อตลาดแทบเล็ตเติบโตอย่างก้าวกระโดด บรรดาผู้ผลิตพีซีและสมาร์ทโฟนทั้งหลาย ก็อยากเข้ามามีส่วนร่วม ขอแบ่งชิงก้อนเค้กอันโอชะ จากแอปเปิ้ล ทำให้ปีนี้ การแข่งขันในตลาดแทบเล็ตจะทวีความเข้มข้นขึ้นกว่าปีก่อนหลายเท่าตัว

ไอแพด 2 มาพร้อมกับการดีไซน์ใหม่ที่บางลงถึง 33% มีน้ำหนักที่เบาลง มีกล้องหน้าและกล้องหลังที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการพูดคุยแบบ "FaceTime" มีหน่วยประมวลผลที่เร็วขึ้น 2 เท่า ประมวลผลกราฟฟิคเร็วขึ้น 9 เท่า สามารถแสดงผลออกทางช่องทาง HDMI ได้ ที่สำคัญยังมีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้ได้ 10 ชั่วโมงเท่าเดิม แม้ว่าจะมีขนาดบางลงและมีอุปกรณ์ภายในเพิ่มมากขึ้นก็ตาม

จากคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมา ล้วนอยู่ในความคาดหมายของสื่อต่างๆ จนดูเหมือนไม่มีอะไรเซอร์ไพร์ส

แต่สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่า จะสร้างความลำบากให้กับบรรดาคู่แข่งทั้งหลาย ก็คือ การตั้งราคาของไอแพด 2 และการลดราคาของไอแพดรุ่นแรก จนเรียกได้ว่า "ช๊อค" กันถ้วนหน้า ทั้งลูกค้าและคู่แข่ง

เกิดคำถามตามมาว่า ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งในตลาด ต่างก็มีระดับราคาที่สูงกว่าไอแพด จะแข่งขันได้อย่างไร ใครจะมาซื้อ เพราะเมื่อสินค้าไม่ได้ดีกว่า แต่ราคาแพงกว่า ความน่าสนใจจึงลดลงอย่างมาก

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่า คือ แอปเปิ้ล ทำราคาขนาดนี้ได้อย่างไร ผมขออาสาไขปริศนานี้ให้ผู้อ่านครับ:)

หัวใจสำคัญและถือว่าเป็นเคล็ดลับของแอปเปิ้ล คือ ดีไซน์ของตัวผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่โดดเด่น ยังมีเรื่องต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง (Cost Leadership) อันเนื่องมาจากการควบคุมบริหารจัดการทั้งซัพพลายเชน (Supply Chain Management) ที่ดี

กลยุทธ์หลักที่แอปเปิ้ลใช้ เรียกว่า "Vertical Integration" ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เพิ่มอำนาจการตลาด (Market Power) ให้สูงขึ้นโดยการขยายการดำเนินงานไปยังธุรกิจผู้ผลิตจนถึงการควบคุมช่องทางกระจายสินค้าและการขาย

ในกระบวนการผลิตแอปเปิ้ลจ้างบริษัทผู้ผลิตที่ชื่อว่า "Foxconn" ซึ่งเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากจีน เป็นผู้ประกอบตัวเครื่อง โดยแอปเปิ้ลมีการถือหุ้นและลงทุนบางส่วนร่วมกับ Foxconn ทำให้มีอำนาจในการบริหารและอำนาจในการตัดสินใจที่สำคัญๆเกี่ยวกับการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการขยายโรงงานผลิตไอแพดเพิ่มโดยเฉพาะ จากเดิมผลิตได้ 2.5 ล้านเครื่องต่อเดือน เป็น 6 ล้านเครื่องต่อเดือน

จอ IPS ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของไอแพด ทางแอปเปิ้ลได้ทำสัญญากับแอลจีมูลค่า 800 ล้านดอลล่าร์ และกับซัมซุงอีก 240 ล้านดอลล่าร์ ในราคาต้นทุนเพียง 80 ดอลล่าร์ (รวม 13 ล้านหน่วย) และยังทำสัญญามูลค่ากว่า 3.9 พันล้านดอลล่าร์กับชาร์ป แอลจีและโตชิบ้าเพื่อสร้างสายการผลิตจอส่งให้ไอแพดเพิ่ม เพื่อป้องกันชิ้นส่วนนี้ขาดตลาดจนส่งผลกระทบต่อดีมานด์ทั้งหมด

เมื่อเทียบต้นทุนจอของแทบเล็ตคู่แข่งอย่างโมโตโรล่าซูม (Xoom) ที่มีต้นทุนต่อหน่วยสูงถึง 140 ดอลล่าร์ ทำให้ต้นทุนจอของไอแพดถูกกว่าถึง 1.75 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากการที่แอปเปิ้ลทำสัญญาซื้อในปริมาณหลายสิบล้านหน่วยนั่นเอง

ซีพียู A4 และ A5 ของไอแพด เป็นซีพียูที่ทางแอปเปิ้ลออกแบบขึ้นมาเอง ไม่ได้ใช้ซีพียูจากอินเทลหรือของเจ้าอื่นๆ ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าไลเซนส์ต่อหน่วยในการใช้ อย่างที่คู่แข่งต้องจ่าย โดยแอปเปิ้ลได้จ้างซัมซุงซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตซีพียูสำหรับอุปกรณ์พกพา เป็นผู้ผลิตซีพียูให้ตน

แฟลชเมมโมรี่ที่ใช้เก็บข้อมูล แอปเปิ้ลก็สามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งรายอื่นมาก เนื่องจากแอปเปิ้ลเป็นผู้ซื้อแฟลชเมมโมรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก ถึง 33% ของซัพพลาย์ทั้งหมดที่ผลิตตลอดทั้งปี ทำให้มีอำนาจการต่อรองกับซัพพลายเออร์สูงมาก สามารถกดราคาซื้อให้ต่ำที่สุดได้ โดยซัพพลายเออร์ที่ขายแฟลชเมมโมรี่ให้แอปเปิ้ลได้แก่ โตชิบ้า ไฮนิกซ์ ซัมซุง และไมครอน

ด้วยการออกแบบเพียงแบบเดียว แม้ว่าจะมีการขยายกำลังการผลิตให้มากเท่าใด สายการผลิตที่ใช้ก็ยังเป็นแบบเดิม ช่วยลดขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อน ทำให้ต้นทุนในการขยายสายผลิตต่ำลงและช่วยให้การเพิ่มสายการผลิตสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

กลยุทธ์ที่แอปเปิ้ลขยายการดำเนินการไปยังบริษัทที่ผลิตวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตตัวไอแพด ช่วยให้แอปเปิ้ลสามารถควบคุมวัตถุดิบเข้าสู่สายการผลิต ช่วยในควบคุมราคา ปริมาณ คุณภาพ ระยะเวลาและกำหนดการส่งของได้ กลยุทธ์นี้เรียกว่า "Backward Integration"

นอกจากฮาร์ดแวร์แล้ว ตัวซอฟท์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นระบบปฏิบัติการให้ไอแพด คือ iOS ซึ่งพัฒนาโดยแอปเปิ้ลเอง ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้สิทธิ์ในระบบปฏิบัติการ (Loyalty Fee) เหมือนการเสียให้ไมโครซอฟท์หรือกูเกิ้ลอย่างที่คู่แข่งต้องเสียเมื่อใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์สโฟน 7 และแอนดรอยด์

หัวใจสำคัญอันสุดท้าย คือ หน้าร้านที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ เนื่องจากแอปเปิ้ลมีร้านค้าปลีกของตัวเอง ทั้งแอปเปิ้ลสโตร์ที่มีมากกว่า 300 สาขาทั่วโลก และยังมีหน้าร้านออนไลน์ที่เป็นช่องทางกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและต้นทุนต่ำ เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าคอมมิสชั่นหลายต่อ อย่างที่คู่แข่งซึ่งอาศัยช่องทางจัดจำหน่ายของคนอื่น ทำให้ต้องเสียทั้งค่าวางผลิตภัณฑ์ ค่าคอมมิสชั่นจากการขาย และค่าจัดเก็บสต๊อคสินค้า ซึ่งกลยุทธ์นี้ เรียกว่า "Forward Integration"

จะเห็นได้ว่าในทุกๆขั้นตอนตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง แอปเปิ้ลใช้ทั้ง "Backward Integration" และ "Forward Integration" ที่มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งในทุกกระบวนการ จึงมีความได้เปรียบด้านต้นทุนเหนือคู่แข่งเป็นอย่างมาก และยากมากที่คู่แข่งจะสามารถทำต้นทุนของตัวเองต่ำเหมือนอย่างที่แอปเปิ้ลทำได้

เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับปริศนาต้นทุนที่ถูกไขออกมา ทำให้เราเห็นได้ว่านอกจากนวัตกรรมที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยความแตกต่าง (Differentiation) ยังมีการเพิ่มอำนาจการตลาดโดยใช้กลยุทธ์ "Vertical Integration"เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ล มีต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพที่สูง และแบรนด์แอปเปิ้ลเองก็เป็นแบรนด์ที่อยู่ในระดับพรีเมี่ยมมากกว่าแบรนด์คู่แข่ง เมื่อรวมความได้เปรียบในการแข่งขันต่างๆเข้าด้วยกัน และเป็นไปได้ว่าการลดราคาของไอแพดรุ่นแรก เพื่อต้องการมีอำนาจเหนือตลาด เพื่อกดดันคู่แข่งในเรื่องราคาและป้องกันคู่แข่งรายใหม่ให้เข้ามาสู่ตลาด ทำให้ปีนี้มีโอกาสสูงที่จะเป็นปีทองของไอแพด อย่างที่สตีฟ จอบส์ประกาศไว้:)

ธุรกิจสิ่งพิมพ์แห่งอนาคต

หนึ่งในพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนในยุคที่อินเตอร์เน็ตเฟื่องฟูและกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในการใช้ชีวิตของใครหลายๆคน คือ การใช้อินเตอร์เน็ตในการบริโภคข่าวสาร นอกเหนือไปจากสื่อปกติเดิมที่เราติดตามอย่างทีวี วิทยุ หรืิอหนังสือพิมพ์

ผมเชื่อนะครับว่าท่านผู้อ่านส่วนใหญ่ ติดตามอ่านข่าวจากเว็บไซต์ต่างๆ อยู่เป็นประจำ นอกเหนือไปจากการอ่านจากหนังสือพิมพ์หรือดูข่าวจากทีวี

หลายๆคน เริ่มจะลดปริมาณการอ่านจากหนังสือพิมพ์ฉบับกระดาษ หรือแม้กระทั่งเลิกซื้อ หันมาอ่านแบบออนไลน์อย่างเดียว

พฤติกรรมนี้ เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งในโลก เมื่ออินเตอร์เน็ตเข้าถึงครับ …

ข้อมูลล่าสุดจากนิตยสาร Business Week บอกว่า หนังสือพิมพ์รายวันทั่วสหรัฐฯกว่า 635 หัว มียอดขายลดลง 8.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่ลดลงไป 5%

ซึ่งสอดรับกับสถิติจากนีลสันออนไลน์ (Nielsen Online) ที่บอกว่าจำนวนผู้ที่เยี่ยมชมเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างๆในสหรัฐฯ มีประมาณเกือบๆ 90 ล้านคนในแต่ละเดือน คิดเป็น 1 ใน 3 ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งประเทศ เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปี 2009 และทุกคนใช้เวลาอ่านเว็บไซต์เหล่านี้รวมกันกว่า 3 พันล้านนาที

ผมหยิบเครื่องคิดเลขออกมาคำนวณคร่าวๆ ตกอยู่ประมาณ คนละ 30 นาทีต่อวัน

สรุปได้ว่า คนอเมริกันซื้อหนังสือพิมพ์แบบกระดาษน้อยลง และเข้าเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างๆมากขึ้น และใช้เวลาอ่านข่าวทั้งวัน เฉลี่ยวันละครึ่งชั่วโมง

ด้านนิตยสาร ยอดขายนิตยสารทั่วสหรัฐฯ 472 เล่ม ลดลงเกือบ 10% เป็นการลดลงอย่าวต่อเนื่องในทุกไตรมาส ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา

นิตยสารชื่อดังอย่าง Newsweek มียอดขายตกลงถึง 41.7% นิตยสาร The Economist มียอดขายตกลง 16.8% หรือแม้กระทั่งนิตยสาร Time ก็มียอดขายตกลงมากถึง 34.9% เช่นกัน

และเมื่อต้นปี ทางอะเมซอนดอทคอม เว็บอีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของโลก ก็ได้ออกมาประกาศว่า มียอดขายหนังสือในรูปแบบดิจิตัล (Kindle E-Book) แซงหน้ายอดขายหนังสือแบบกระดาษไปแล้วกว่า 15% และกำลังจะทะลุ 20% ในอีกไม่นาน

…ซึ่งผมก็เป็น 1 ในคนที่ซื้อ Kindle E-Book เป็นประจำ:)

จากข้อมูลตัวเลขทั้งยอดขายหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสารต่างๆ รวมไปถึงหนังสือ พอที่จะสรุปได้ว่า ธุรกิจสิ่งพิมพ์กำลังอยู่ในช่วงขาลง และกำลังจะถูกการบริโภคข่าวสารในรูปแบบดิจิตัลค่อยๆกลืนทีละนิด ทีละนิด

ปี 2010 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีทองของอุปกรณ์เสพย์ติดข้อมูลดิจิตัลอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการถือกำเนิดของไอแพดจากค่ายแอปเปิลที่ให้กำเนิดธุรกิจแทปเล็ตขึ้นมาด้วยยอดขายทั้งหมด 14.8 ล้านเครื่อง และยังเป็นปีแห่งสมาร์ทโฟน ที่มียอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 293 ล้านเครื่องทั่วโลก เพิ่มขึ้นกว่า 67% จากปี 2009

ทั้งคู่ เป็นอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตที่สามารถเข้าถึงดิจิตัลคอนเท้นต์ได้ทุกที่ ทุกเวลา ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้ใช้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

สื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลก ก็มิได้เพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และได้มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

สื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกัน ต่างพาเหรดปรับเนื้อหาและรูปแบบ นำเสนอผู้อ่านในรูปแบบของ “แอพ” บนไอแพดและสมาร์ทโฟนแพลตฟอร์มต่างๆ

รวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ในไทย ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารจากค่ายใหญ่ๆ อย่าง อัมรินทร์ จีเอ็ม และเนชั่น ก็ต่างมีคอนเทนต์ของตนในรูปแบบของ “แอพ” เช่นเดียวกับสื่อสิ่งพิมพ์ของอเมริกัน

เมื่อวันที่ 2 ก.พ ที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ ยักษ์ใหญ่ด้านสื่อรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก อย่าง “นิวส์คอร์ป” ของรูเพิร์ต เมอร์ด็อค อภิมหาเศรษฐีและหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของวงการสื่อโลก ได้กระโดดเข้ามาร่วมวงดิจิตัลกับเค้าเช่นกัน กับการเปิดตัวหนังสือพิมพ์รายวันบนไอแพด ชื่อว่า “เดอะเดลี่” (The Daily)

เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง “นิวส์คอร์ป” เข้ามาเล่นและเจ้าพ่อสื่ออย่างเมอร์ด็อค ออกมาดันอย่างเต็มตัว ทำให้วงการสื่อทั่งโลก หันมาจับจ้อง

“เดอะเดลี่” เป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ เมอร์ด็อคให้นิยามว่าเป็น “The Future of Newspaper” เป็นอนาคตของหนังสือพิมพ์ที่เป็นดิจิตัลเต็มรูปแบบ ทั้งภาพ เสียงและวิดีโอ

เมื่อรวมกับระบบสมัครสมาชิกแบบใหม่บนไอแพด ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับ “เดอะเดลี่” โดยเฉพาะ จึงเหมือนกับการจับมือกันของนิวส์คอร์ปและแอปเปิล เพื่อการปฏิวัติวงการหนังสือพิมพ์ของโลก ให้อยู่ในรูปแบบดิจิตัลอย่างเต็มตัว

เมอร์ด็อคกล่าวว่า “เดอะเดลี่” ใช้เงินลงทุนเริ่มต้น ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ

เพื่อสร้างทีมบรรณาธิการข่าวขึ้นมาใหม่ โดยดึงนักข่าว คอลัมนิสต์ และบรรณาธิการ ระดับยอดฝีมือมาจากนิตยสารและหนังสือพิมพ์ชั้นนำกว่า 100 คน ทั้ง จากหนังสือพิมพ์เดอะซันของอังกฤษ หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ส วอลล์สตรีทเจอร์นัล ของสหรัฐฯ สำนักข่าวเอพี และนิตยสารฟอร์บส์ มาช่วยกันเขียนคอนเทนต์ คัดเลือก ตัดต่อรูปถ่ายและวิดีโอต่างๆ

โดยคอนเทนต์จะครอบคลุมทั้งข่าวอัพเดท ไลฟ์สไตล์ ข่าวซุบซิบนินทาดารา โดยเฉพาะข่าวกีฬาที่มีคลิปไฮไลท์ของกีฬาอย่างบาสเก็ตบอล หรืออเมริกันฟุตบอลให้ดู มากกว่าดูข่าวกีฬาในทีวีซะอีก

จากความอลังการนี้เองทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำคอนเทนต์ในแต่ละสัปดาห์สูงถึง 500,000 เหรียญสหรัฐ

ถือว่าเป็นการมาแบบภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ที่ขนดาราชั้นนำระดับออสการ์มาประชันกันพร้อมทุนสร้างมหาศาล เอฟเฟคต์ตระการตา ในขณะที่ราคาของ “เดอะเดลี่” ที่ผู้อ่านจะต้องจ่าย เพียงแค่ 99 เซ็นต์ ต่อสัปดาห์เท่านั้น

เป้าหมายของเมอร์ด็อคสำหรับ “เดอะเดลี่” คือ สมาชิกหลักล้านคน เพื่อสร้างรายได้จากค่าสมาชิก และการขายโฆษณาให้กับบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องการมีพื้นที่โฆษณาบนหน้าไอแพดของคนล้านคน

และที่สำคัญ คือ การปรับรูปแบบธุรกิจของสื่อสิ่งพิมพ์จากนิวส์คอร์ป สู่โลกดิจิตัลอย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อความต้องการด้านข่าวสารข้อมูลแบบรายวัน รายชั่วโมง สู่ความสดใหม่ระดับวินาที

อินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟนและแทปเล็ต ที่ช่วยเพิ่มความเร็ว ความสะดวก ความหลากหลายและมีรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ ทำให้พฤติกรรมของผู้อ่านเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

ยุคสมัยเริ่มเปลี่ยนผ่าน จากสื่อสิ่งพิมพ์สู่เว็บและแอพ จากอะนาลอกสู่ดิจิตัล อย่างเต็มตัว

พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนและวิ่งไปข้างหน้าแล้วหรือยังครับ?

การมาของ iPad ส่งผลกระทบต่อตลาด Netbook ทั่วโลกจริงหรือ?

หลังจากที่ iPad วางจำหน่ายได้เพียง 28 วัน สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 1 ล้านเครื่อง ยอดดาวน์โหลด “แอพ” กว่า 12 ล้านครั้ง และมี E-Book ถูกดาวน์โหลดไปกว่า 1.5 ล้านครั้ง

ทุบสถิติ iPhone ที่กว่าจะขายได้ 1 ล้านเครื่อง ต้องใช้เวลาถึง 74 วัน

นี่ยังไม่นับรวม iPad 3G ที่ว่ากันว่า จะขายได้ดีกว่ารุ่น Wifi มากนัก เพราะช่วยให้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้จากทุกที่ ทุกเวลา ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมือถือ ทั้ง 3G และ EDGE/GPRS

และยอดขายทั้งหมดนี้ เฉพาะในตลาดสหรัฐฯเท่านั้น เพราะยังไม่ได้มีการวางขายในประเทศอื่นๆ

Apple เตรียมจำหน่าย iPad ใน 9 ประเทศ สิ้นเดือน พฤษภาคม และเพิ่มอีก 9 ประเทศ ในเดือนกรกฎาคม

เชื่อว่าถึงวันนั้น iPad คงมียอดขายเพิ่มมากกว่านี้ หลายเท่าตัวนัก

ในการเปิดตัวครั้งแรกของ iPad ตัว Steve Jobs เอง ได้ให้นิยามว่าเป็น “Third Category Device” ที่จะเข้ามาทดแทน Netbook ที่ทั้งช้า และมีคุณภาพจอที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ในช่วงเวลานั้น มีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมหลายคน ออกมาให้ความเห็นแย้ง ว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะ เป็นอุปกรณ์คนละประเภท โดยมองว่า iPad เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมเพื่อความบันเทิงทางมัลติมีเดีย และการใช้งานอินเตอร์เน็ตเท่านั้น

แต่จากข้อมูลของ “Morgan Stanley” พบว่า ยอดขาย Netbook ในสหรัฐ ลดลงอย่างฮวบฮาบ จนแทบจะเรียกได้ว่า การเติบโตของตลาด “หยุดชะงัก”

เดือน กรกฎาคมของปี 2552 ตลาด Netbook เติบโตสูงถึง 641% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จากนั้นก็รักษาระดับได้เกินหลักร้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งถึงช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่ iPad ประกาศเปิดตัว การเติบโตของตลาด Netbook ดึ่งลงเกินกว่าครึ่ง

clip_image002

(ข้อมูลการเติบโตของตลาด Netbook จาก Morgan Stanley)

และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนที่ iPad วางจำหน่าย ยอดขายของ Netbook ทั่วสหรัฐ ถึงกับดึ่งลงเหว จนแถบจะเรียกได้ว่า “หยุดชะงักงัน”

คนทั้งสหรัฐ ชะลอการตัดสินใจซื้อ Netbook และมีกลุ่มใหญ่ที่ตัดสินใจซื้อ iPad มาใช้แทน

ในฐานะที่ผมเคยใช้ Netbook และตอนนี้ก็ใช้ iPad อยู่

เรียนตามตรงว่า iPad ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีกว่า Netbook ในเกือบทุกด้าน

ทั้งการใช้งาน Internet ที่สามารถดูเว็บต่างๆได้แบบเต็มหน้า สามารถใช้นิ้วควบคุมทิศทางบนหน้าเพจ การซูมเข้าอออกเพื่อขยายดูเฉพาะจุด

การใช้อีเมล์ การแชท ด้วย Instant Messenger ของค่ายต่างๆ iPad ก็มี “แอพ” ออกมารองรับอย่างครบถ้วน ด้วยหน้าจอการออกแบบการใช้งานที่สวยงาม และลูกเล่นที่สู้โปรแกรมบน PC สบายๆ

หรือถ้าเป็นผู้ใช้ที่ติดบริการ Social Networking ตัว iPad เองก็มี “แอพ” อย่าง Twitter , Facebook ให้ใช้หลากหลายตัว มีตัวเลือกเยอะกว่า โปรแกรมบน PC เสียอีก

ใน iPad รุ่น Wifi+3G ก็สามารถใส่ “Micro SIM” หรือ “SIM” แบบธรรมดา ที่ตัดให้พอดีช่องเสียบ แล้วใช้งาน EDGE/GPRS หรือ 3G ได้ทันที เป็นการช่วยอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อ ใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างมาก เพราะไม่ต้องหาจุดเชื่อมต่อ Wifi ไม่ต้องเสียบ Aircard ให้วุ่นวาย (รุ่น 3G ผมลอง “ตัด SIM” เสียบใช้งาน EDGE/3G ได้ปกติเลยครับJ)

ด้านการใช้งานอินเตอร์เน็ต เรียกได้ว่า iPad กินขาด ไม่ใช่ในแง่ Software แต่เป็นในแง่ “User Experience” หรือประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่า

และที่เหนือไปกว่านั้น iPad รุ่น Wifi+3G ยังมี “GPS” ใส่มาให้ด้วย

ผู้ใช้สามารถโหลด “แอพ” GPS Navigator ที่มีให้เลือกหลายตัวและใช้กับประเทศไทยได้ มาใช้งานทดแทน GPS Navigator ติดรถยนต์ที่ขายกันหลายพัน-หมื่น ในปัจจุบันได้ทันที

แทบจะเรียกได้ว่า ซื้อ iPad คุ้มกว่า Navigator แบบเดิมเยอะ

ในแง่ความบันเทิง และมัลติมีเดีย ตัว iPad เองก็มี “แอพ” ให้เลือกใช้เยอะมาก ทั้ง “แอพ” ดูตัวอย่างหนัง วิดีโอคลิบ ต่างๆด้วยคุณภาพระดับ “Hi Definition” อย่าง “IMDb” การดาวน์โหลดหนังสือ E-Book จาก “iBookStore” หรือแม้แต่ Comic ที่เป็นรูปภาพ สีสันสดใส โดยผู้ผลิต Content การ์ตูนชั้นนำของโลก อย่าง Marvel Comic

clip_image004

clip_image006

ด้วยการสนับอย่างดีจากบรรดาผู้ผลิต Content ยักษ์ใหญ่ของโลก ทำให้ iPad ดูโดดเด่นยิ่งกว่า ในการเข้าถึง Content ชั้นนำและคุณภาพสูง

อีกทั้ง ด้วยขนาดหน้าจอที่สูสีกับ Netbook แต่คุณภาพจอแบบ IPS ที่คมชัด สีสันสดใส และมองเห็นได้ชัดเจนจากทุกมุม เหนือกว่าคุณภาพของNetbook ทั่วไปที่มีระดับราคาใกล้เคียงกัน

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ มีผู้คนยกย่อง iPad ว่าเป็น “Multimedia Consumption Device” ที่ดีที่สุดในโลก ในตอนนี้

ยิ่งถ้ามามองในเรื่องของการเล่นเกมส์ อาจจะเรียกได้ว่า iPad ชนะขาด เพราะในปัจจุบัน iPhone Platform เรียกได้ว่าเป็น Game Platform ที่ประสบความสำเร็จที่สุด ด้วยจำนวนเกมมหาศาล มากกว่าเกมบนเครื่อง Nintendo DS และ Playstation Portable (PSP) ของ Sony เสียอีก

บทความล่าสุดใน “Times Magazine” ยังบ่งบอกชัดเจนว่า “ซาโตรุ อิวาตะ” ประธานกรรมการบริหารของนินเทนโด กล่าวกับคณะผู้บริหารว่า พวกเข้าได้มองข้ามสงครามในอุตสาหกรรมเกม กับ “Sony” ไปแล้ว และ “iPhone และ iPad” เป็น “Enemy of the Future” ของนินเทนโด

สิ่งเดียวที่ iPad อาจจะเป็นรอง Netbook อยู่บ้าง คือ การใช้งานด้าน Business

เนื่องจาก Microsoft Office เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน ทั้งการทำงานเอกสาร Presentation และ Spreadsheet

แทบจะเรียกได้ว่า Microsoft Office เป็น Killer App ของ PC เลยก็ว่าได้

แต่ ทาง Apple ก็รู้ข้อจำกัดข้อนี้ดี จึงพัฒนาชุดออฟฟิศ “iWork” ซึ่งโด่งดังมากบน แมคอินทอช มาใส่ไว้ใน iPad ด้วย

แทบจะลบจุดอ่อนไปได้ทันที เนื่องจาก ความสามารถของ “iWork” นั้น ทัดเทียมกับ Microsoft Office ทั้งตัว “Pages” ที่ประกบคู่กับ MS Word , “Keynote” ที่ประกบคู่กับ “MS Powerpoint” และ “Numbers” ที่ประกบคู่กับ “MS Excel”

clip_image008(หน้าตา “iWork”)

ด้านการใช้งาน “iWork” สามารถเปิดไฟล์ และ บันทึกไฟล์ใน format ของ MS Office ได้อีกด้วย

เรียกได้ว่า ถ้าจะทำงาน Office ผู้ใช้ iPad มี “iWork” เป็นตัวเลือกที่ดี ไม่แพ้ผู้ใช้ Netbook ที่มี MS Office

แต่ที่จะสู้ไม่ได้เลย ก็คือ ลักษณะการใช้งานของ iPad เอง

ถ้าจะทำงานแบบจริงจัง ตัว iPad ไม่มี “Hard Keyboard” แบบ Netbook ทำให้ต้องใช้ “Soft Keyboard” บนหน้าจอแทน ซึ่งไม่สะดวกและไม่คล่องตัวเท่าไหร่

อีกทั้ง ในการทำงาน Netbook ก็เหมือน Notebook/Desktop ทั่วไป คือ วางบนโต๊ะ และใช้งาน

แต่ iPad นั้น ผู้ใช้จะต้องใช้มือถือไว้ตลอดเวลา หรือถ้าจะวางบนโต๊ะ การมองหน้าจอ ก็จะเป็นลักษณะมองแบบ “บนลงล่าง” ซึ่งผิดหลักของการวางท่าในการทำงาน (ทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอ ไหล่) และไม่อยู่ในระดับสายตา

iPad จึงไม่เหมาะกับการใช้งานแบบ “จริงจัง” ในการทำงานเอกสาร

แต่ Apple ก็พยายามแก้ไข ด้วยการ ออก “Dock” หรือแท่นวาง iPad โดยใช้วางบนโต๊ะ ในลักษณะมุมเอียง เหมือนหน้าจอ Notebook

และมี Keyboard ให้เลือก ทั้งแบบติดกับ “Dock” เลย หรือ เป็นแบบ แยกอิสระและไร้สาย เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth

เรียกได้ว่า Apple ตั้งใจ ออกแบบ iPad ให้มาชนกับตลาด Netbook อย่างจริงจัง โดยมีการวางแผนมาอย่างดี ทั้งในแง่ Software , Hardware และ Content ต่างๆ

แถมตั้งราคาถูก ชนิดหักปากกาเซียน ด้วยระดับราคาเท่ากับ Netbook รุ่น กลาง-บน

งานนี้ นอกจาก Apple จะสร้างตลาด Tablet ขึ้นมาใหม่แล้ว ยังบดขยี้ตลาด Netbook ไปในตัว

และคงไม่ใช่เฉพาะตลาดสหรัฐฯเท่านั้น แต่จะลามไปยังอีก 18 ประเทศที่จะวางจำหน่าย iPad และมีผลกระทบต่อตลาด Netbook ทั่วโลก อย่างไม่ต้องสงสัย

iPad ย่อโลกอินเตอร์เน็ตทั้งใบในมือคุณ

เมื่อวันเสาร์ที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ “iPad Fever” แพร่ระบาดไปทั้งโลก

เว็บไซต์ข่าวระดับต้นๆของโลก หนังสือพิมพ์ Blog ต่างๆ พากันเขียนถึง การเปิดวางจำหน่าย “iPad” วันแรกของ “Apple”

ข้อความใน “Twitter” ของผู้คนทั่วโลก ล้วนแต่กล่าวถึง “iPad”

ด้วยยอดขาย ที่ “Apple” ออกมาประกาศว่า เพียงวันแรก ก็ขายไปได้กว่า 300,000 เครื่อง

สูงกว่ายอดขายวันที่ “iPhone” รุ่นแรกออกวางจำหน่าย เมื่อปี 2007

หักปากกาของบรรดานักวิจารณ์ต่างๆ ที่ต่างพากันคาดการณ์ว่า ยอดขาย “iPad” ในวันเปิดตัวคงได้ไม่เท่าไหร่

“iPad” ถือเป็น ที่ “Apple” ต้องการปฏิวัติวงการ “Tablet PC” เดิม โดย “Steve Jobs” ซีอีโอของ “Apple” บอกไว้ว่า เป็น ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ตรงกลาง ระหว่าง PC/Notebook กับ Smart Phone

ที่ตรงนี้ เดิม เป็นของ “Netbook” ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ “Notebook รากหญ้า ราคาประหยัด” ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในหมู่แมส

แต่ “Steve Jobs” กลับบอกว่า “Netbook” นั้น ทั้งช้าทั้งอืด จอภาพที่ใช้ก็คุณภาพไม่สูงนัก เป็น Low-cost Notebook ที่ Low-Quality

ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง

clip_image002

การนำ “iPad” ออกสู่ตลาด และวาง Positioning ทับลงไปในอาณาเขตเดิมของ “Netbook” รวมถึงสร้างตลาดใหม่อย่าง “Tablet” จึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย “Apple” เป็นอย่างมาก

ในวันนั้น นักวิจารณ์หลายคน ต่างมองว่า “iPad” คือ “iPod Touch” ยักษ์ และไม่น่าจะเป็น “Game Changer” ของ “Apple”

แต่ในวันนี้ เมฆหมอกที่ปกคลุม ได้สลาย และหลายๆคน มองเห็นภาพชัด ว่า “Steve Jobs” คิดอะไรอยู่?

ในแง่การใช้งาน อุปกรณ์พกพา หรือ “Mobile Device” ส่วนใหญ่ เริ่มพัฒนาให้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตง่ายขึ้น

ไม่ต้องมาตั้งค่าอะไรให้วุ่นวายอย่างในอดีต

ที่สำคัญ “เว็บเบราเซอร์” บน “iPad” ที่ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถเทียบเท่ากับการใช้งานบนคอมพิวเตอร์

แถมหน้าจอยังเป็นระบบสัมผัส ควบคุมด้วยการใช้นิ้ว แทนการใช้เมาส์แบบคอมพิวเตอร์

ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานมากขึ้นเยอะ เพราะเราสามารถใช้นิ้วจิ้ม ซูม เลื่อนดูข้อมูล บนทุกพื้นที่บนหน้าเว็บเพจ

ควบคุมง่ายกว่าการใช้งานบนคอมพิวเตอร์มาก

clip_image004 clip_image006

(Safari Web Browser และ Email บน iPad)

นอกจากเว็บแล้ว “แอพอีเมล์” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน ก็เหมือนนำความสามารถขั้นสูงบนคอมพิวเตอร์ มาสู่ “iPad” เช่นกัน

สิ่งทีสำคัญที่สุด ที่เรียกได้ว่าเป็น “Killer App” ของ “iPad” ก็คือ “แอพ” กว่า 197,000 ตัวที่อยู่บน “iPhone”

สามารถใช้ “แอพ” เดียวกันกับ “iPhone” ได้ทันที

และจะมี “แอพ” ที่ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับ “iPad” อีกจำนวนมาก

clip_image008clip_image010

(หน้าตาของ “TweetDeck for iPad” แอพยอดนิยมในการใช้ Twitter)

เราสามารถหิ้ว “iPad” แล้วใช้ต่อ Projector เพื่อ Present งานให้ลูกค้าดู หรือการแก้ไขเอกสาร Word Processor ก็ทำได้

ด้วยจำนวน “แอพ” ที่มากมายมหาศาล รองรับการใช้งานในทุกๆด้านของชีวิต ทั้งด้าน การเงิน การจัดการและเลขาส่วนตัว แอพสำหรับการท่องเที่ยว การเรียนการสอน เกมส์ แอพสำหรับธุรกิจ แอพเพื่อความบันเทิง

clip_image012

(“Keynote” แอพที่ใช้สร้าง Presentation ระดับมืออาชีพ บน “iPad”)

เรียกได้ว่า ทุกสิ่งที่อย่างที่ท่านคิดว่ามือถืออย่าง “iPhone” จะทำได้ หรือที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่ามือถือจะทำได้

สามารถใช้งานบน “iPad” ได้ด้วย และยิ่ง ไปกว่านั้น โชคชั้น 2 สำหรับผู้ที่ใช้ “iPhone” อยู่ก่อนแล้ว

ไม่ต้องซื้อ “แอพ” ใหม่ สามารถใช้ “แอพ” ร่วมกันได้เลย เหมือนซื้อครั้งเดียว ใช้พร้อมกันได้หลายอุปกรณ์

ด้วยหน้าจอที่คมชัดในทุกมุมมอง ขนาดจอที่ใหญ่ถึง 9.7 นิ้ว CPU ความเร็ว 1GHz เชื่อมต่อ WiFi และ 3G ได้ (ถ้าเป็นรุ่น 3G) และใช้งานได้ทั้ง แอพที่เป็นของ iPhone และแอพที่เฉพาะของ iPad เอง

หลังจากการวางขายวันแรก “องคาพยพ” ของ “iPad” ก็เริ่มขยับ

ทั้งผู้พัฒนา “แอพ” ที่ต่างเร่งมือพัฒนาให้ “แอพ” ของตัวเอง ใช้กับ “iPad” ได้ด้วยประสบการณ์ที่ดี

เพื่อชิง “First mover” ของตลาด และปริมาณยอดขายมหาศาล เพราะผู้ใช้ ย่อมต้องการทดลองโหลดแอพใหม่ๆ มาทดสอบกับ “iPad” เครื่องใหม่ของตน

หรือจะเป็น ผู้ให้บริการเช่าวิดีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯอย่าง “Netflix” รวมไปถึงบรรดาผู้ให้บริการวิดีโอออนไลน์

ต่างพาเหรด ตบเท้าเข้าร่วมขบวน “iPad” กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

เพราะ “iPad” คือ “The Best Portable Movies and Streaming Device”

ผู้ใช้ สามารถหิ้ว “iPad” ออกไปนอกบ้าน และ “Streaming” หนังแบบสดๆผ่าน 3G ได้ทันที

พกโรงหนังส่วนตัวไว้ตลอดเวลา

แม้แต่ค่ายเกมต่างก็ตื่นเต้นกับการมาของ “iPad”

เราจะได้เห็นเกมแข่งรถ แข่งฟุตบอล และอื่นๆที่สามารถเล่นได้พร้อมๆกันหลายคน ผ่านระบบออนไลน์ออกมาอีกมาก

ฝันของ “Steve Jobs” ที่จะให้ “iPad” เป็นผู้ปฏิวัติวงการ “Tablet” นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินจริงเลย

clip_image014clip_image016

(อุปกรณ์เสริมของ “iPad”)

iPad เป็น Game Changer ตัวใหม่ของ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ จริงหรือ?

หลังจากมีกระแสข่าวลือมากมาย ถึงผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ที่ Apple เตรียมจะเปิดตัว ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี

ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือ iPhone รุ่นใหม่

การสร้าง “Tablet PC” ที่มีข่าวลือมาหลายเดือน มีภาพหลุดออกมา ทั้งจริงและหลอก

รวมไปถึง ชื่อ ที่มีหลายๆคนคาดเดาไปหลากหลาย เช่น iSlate หรือ iTablet

…ในที่สุด 27 มกราคม 2010 วันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง…

Apple เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ นาม “iPad”…

(รูปที่ 1 : Steve Jobs กำลังถือ “iPad” เปิดตัวให้คนทั่วโลกได้เห็นครั้งแรก)

“iPad” เป็นอุปกรณ์ที่ Steve Jobs นิยามว่า เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา ที่เข้ามาเติมช่องว่างระหว่าง โทรศัพท์ SmartPhone และ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค

ที่คือ โจทย์ข้อสำคัญ ที่ Steve Jobs จะใช้นิยามตลาด

ตัว “iPad” เอง Steve Jobs ถึงกับเรียกว่าเป็น “Truly Magical and Revolutionary Product” เลยทีเดียว

จากนิยามของ ช่องว่างดังกล่าว พบว่า อุปกรณ์ที่เข้าข่ายและมีจำหน่ายอยู่แล้วในตลาด คือ “Netbook”

(รูปที่ 2 : นิยามตลาดของ “iPad” คือ “Third Category Device” ของอุปกรณ์พกพา (Mobile Device) นอกจากโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค)

สิ่งที่ Steve Jobs พยายามบอกก็คือ Netbook นั้น เป็นเพียงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค ราคาถูก ใช้จอภาพที่มีคุณภาพต่ำ ความเร็วในการทำงานของเครื่องช้า จึงไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ของ ช่องว่าง ดังกล่าว ได้ดีที่สุด

แต่สิ่งที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด คือ อุปกรณ์ประเภทที่เรียกว่า “Tablet” หรือ บางบริษัทเรียกว่า “Slate” นั่นเอง

 

 

 

 

ภาพรวมตลาด “Tablet”

“Tablet” หรือ “Slate” จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการไอที เพราะมีกันมานานแล้ว

แต่ไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูงไม่น้อยไปกว่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค

อีกทั้งการออกแบบตัวเครื่อง รวมถึงระบบปฏิบัติการและซอฟท์แวร์ ไม่ได้ออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานแบบพกพาติดตัวมากนัก

ตลาด “Tablet” จึงเป็นตลาดที่เงียบเหงา และเหมือนรอคอยเวลาดับสลาย

(รูปที่ 3 : หน้าตา Tablet แบบเดิมๆ)

แต่สิ่งหนึ่งที่เข้ามาจุดประกายให้ตลาด “Tablet” เริ่มมีความหวังอีกครั้ง นั่นคือ การมาของ
เครื่องอ่าน E-Book “Kindle” ของ Amazon.com

ด้วยยอดขายตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นปัจจุบันกว่า 1.49 ล้านเครื่อง จน นิตยสาร Fortune นำ Jeff Bezos ขึ้นปก พร้อมยกย่องว่า “Next Revolution” ของ Amazon.com คือ การสร้าง Kindle ให้กลายเป็น “iPod of Print”

“Kindle” สร้างปรากฏการณ์ ยึดครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 60% ในตลาดเครื่องอ่าน E-Book

นักวิเคราะห์หลายๆคน คาดการณ์ว่า “Kindle” รุ่นใหม่ นอกจากจะเป็นเครื่องอ่าน E-Book แล้วจะมีความสามารถมากขึ้น ใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค ก็เป็นได้

ตลาดเครื่องอ่าน E-Book เริ่มคึกคัก คู่แข่งรายสำคัญอย่าง Barnes & Noble ก็ออกผลิตภัณฑ์ชื่อ “Nook” เข้ามาชน

Sony E-Reader ก็ออกรุ่นใหม่ เพื่อหวังดึงส่วนแบ่งตลาดจาก Kindle พร้อมพัฒนาหน้าร้านขายหนังสือออนไลน์ “E-Book Store” ของตนขึ้นมา

เมื่อเครื่องอ่าน E-Book ขายได้มากขึ้น ย่อมดึงดูดบรรดาธุรกิจสิ่งพิมพ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี

ทำให้ธุรกิจสิ่งพิมพ์ เริ่มขยับทิศทางของตนมาเป็น
ฟอร์แมตดิจิตัลมากขึ้น สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งบริษัทต่างๆแทบไม่มีต้นทุนอะไรเพิ่มขึ้นมาเลย

เมื่อ Distribution Cost เป็นศูนย์ รายได้ที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว ก็กลายเป็นกำไรเต็มๆ

อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และธุรกิจเครื่องอ่าน E-Book เติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ จนใครๆก็มองกว่า “Tablet” กำลังจะกลับมา

ก่อนหน้างานเปิดตัว “iPad” ของ “Apple” ไม่กี่วัน ก็มีงานระดับโลกที่สำคัญมากงานชื่อ คือ Consumer Electronics Show หรือ “CES2010”

(รูปที่ 4: HP Slate)


(รูปที่ 5: Lenovo IdeaPad U1)

 


(รูปที่ 6: Sony Dash)

บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลก ทั้ง HP , Lenovo ,Sony หรือ Dell ก็มาเปิดตัว Tablet รุ่นใหม่ของตนทั้งนั้น

ปี 2010 คือ ปีของ Tablet จริงๆ

 

แล้ว “iPad” ของ Apple มีดีอย่างไร

โดยสรุปแล้ว ตัว “iPad” นั้น มีรูปร่างภายนอก คล้ายกับ iPhone หรือ iPod Touch แบบที่ขยายส่วนให้ใหญ่ขึ้น

หน้าจอ LED-backlit IPS LCD ที่นับว่าเป็นจอภาพที่สามารถให้มุมมองให้กว้างกว่าจอ LCD ทั่วไป ที่มักมองชัดในมุมที่แคบ

หน่วยประมวลผล (CPU) ความเร็ว 1GHz ที่ Apple ออกแบบเอง เรียกว่า “A4” ที่สามารถประมวลผลได้รวดเร็วใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คและใช้พลังงานต่ำ

การควบคุมอุปกรณ์ใช้เทคโนโลยีแบบ “Multi-Touch” แบบที่ใช้ใน iPhone หน้าจอสามารถตั้งตรงและหมุนได้เมื่อจับจอเอียง พร้อม “Virtual Keyboard” ที่ช่วยในการป้อนข้อความต่างๆ

ด้วย Hardware ของ “iPad” ถือว่า เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบสวยงามน่าใช้ มีหน้าจอการแสดงผลที่ดีที่สุด และใช้วิธีการควบคุมเครื่อง ป้อนข้อมูล ที่ง่ายที่สุด

(รูปที่ 7 : หน้าตาแบบชัดๆของ iPad)

และจุดขายที่แตกต่างที่สำคัญที่สุดของ iPad และ เป็นหัวใจของผลิตภัณฑ์ทุกตัวของ Apple ก็คือ

“User Experience”

 

User Experience ของ Apple ถูกถ่ายทอดออกมาด้วย “User Interface” หรือ หน้าจอการใช้งานที่สวยงามและง่ายต่อผู้ใช้

ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Apple มีความ Sexy มีเสน่ห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะขาดหายไป สำหรับอุปกรณ์ไฮเทค ทั่วไป

“Software” หรือ “Application” ที่ใช้บน “iPad” ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่ง เมื่อสามารถใช้ “Apps” ที่ออกแบบมาสำหรับ iPhone จำนวนกว่า 140,000 ตัวได้เลยทันที

 

แม้ว่า ตัว “iPad” เอง ไม่ได้มี Hardware ที่สมบูรณ์แบบ (ไม่มีช่องใส่หน่วยความจำเพิ่ม , ไม่มีช่องต่อ USB และไม่มีกล้อง)

แต่ก็เป็นแบบออกแบบโดยใช้เทคโนโลยี Hardware ที่เรียกได้ว่า ดีที่สุด ในการนำเสนอ “User Experience” ที่ดีที่สุด สู่ลูกค้า

นี่คือ ความเหมาะสมและลงตัวของการออกแบบผลิตภัณฑ์ “iPad”

 

ราคาที่เอื้อมถึง คือ ปัจจัยสำคัญของ “Critical Mass”

สิ่งหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจที่สุด ให้กับทุกคนที่ติดตามข่าวของ Tablet ตัวนี้ก็คือ ราคา

แทบทุกคน คาดหมายไว้ว่า ราคาเปิดตัวของ “iPad” จะอยู่ที่ $999 ขึ้นไป

แต่เมื่อประกาศออกมาจริงๆ Apple ตั้งราคาขาย “iPad” เริ่มต้นเพียงแค่ $499 เท่านั้น

ถูกกว่าที่คิดครึ่งหนึ่ง!

แถมไม่มีการล๊อคขายกับผู้ให้บริการโทรศัพท์ เหมือนเช่นในกรณีของ iPhone

(รูปที่ 8: ราคาจำหน่ายของ “iPad”)

เหตุผลที่ Apple ตั้งราคา “iPad” ออกมาต่ำ อย่างแรกก็คือ การทลายกำแพงราคาในใจผู้บริโภค

เรียกได้ว่า ต้นทุนในการเป็นเจ้าของ “iPad” นั้น ต่ำกว่าที่ทุกคนคาดคิด และลบล้างภาพในอดีต ที่ Tablet เดิมๆมีราคาสูง ออกไปจนหมดสิ้น

เหตุผลที่สอง ก็คือ เพื่อสกัดดาวรุ่งอย่าง “Kindle”

ด้วยราคาเริ่มต้น ที่แพงกว่า “Kindle” ของ Amazon.com เพียง $10

แต่ได้
อุปกรณ์ที่ทรงพลังมากกว่า Spec ดีกว่าทุกอย่าง

ผู้บริโภค จะกลายเป็นมอง “Kindle” เป็นของแพงขึ้นมาทันที

เชิงจิตวิทยาการซื้อ ระดับราคาใกล้เคียงกัน และลักษณะสินค้าคล้ายๆกัน ผู้บริโภคจะเกิดการเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือก

“iPad” จึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเลือก แม้ว่าผู้ซื้อกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สนใจจะซื้อ “Kindle” ก็ตาม

 

เหตุผลที่สาม คือ ต้องการกวาดฐานลูกค้าขนาดใหญ่ เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

นอกจาก การประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) ที่จะเกิดขึ้น เมื่อมีการผลิตจำนวนเยอะๆแล้ว

ยังเกิด “Network Effect” หรือ คุณค่าที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อมีผู้ใช้มากขึ้น

คุณค่าที่ว่านี้ คือ การขาย Content

“iPad” ได้เพิ่มศักยภาพในการดูหนัง
วิดีโอต่างๆ ให้ดีขึ้น ด้วยเทคโนโลยีการแสดงผลที่ดี และมีระบบหน้าร้านขายหนังและวิดีโอคลิปต่างๆที่ยอดเยี่ยมอย่าง “iTunes”

กลายเป็น “Portable Theater” ที่มีจำนวนมหาศาล ทำให้ค่ายหนังต่างๆ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการขาย Content ของตัวเองได้

และถึงแม้ว่า “iPad” จะไม่ได้เปิดตัวมาเป็นเครื่องอ่าน E-Book

แต่วัตถุประสงค์หลักอย่างหนึ่งที่ผู้ใช้จำนวนมากต้องการ คือ การอ่าน

แน่นอนว่า อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ สำนักพิมพ์หนังสือต่างๆ จะได้ประโยชน์จากการขาย E-Book ให้กับผู้ใช้ “iPad” เหมือนกับที่ค่ายเพลงและค่ายหนังได้รับจากการขายเพลงและหนัง

ยิ่งฐานลูกค้าใหญ่มากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งดึงดูดใจค่ายเพลง ค่ายหนังและค่ายหนังสือมากเท่านั้น

และที่สำคัญ ยังเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองของ Apple ให้สูงขึ้น

อย่าลืมว่า อำนาจต่อรอง เป็นที่มาของ Business Model และเรื่องการสร้างรายได้ นอกเหนือจากการขาย “iPad”

 

แล้วมันคือ “Game Changer” จริงรึเปล่า

โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า “iPad” จะเป็น สิ่งที่ Apple ใช้เป็นตัวพลิกเกม เพื่อเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม

โดยเฉพาะธุรกิจหนังสือและอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ต่างๆ

ปัจจุบัน มูลค่าของตลาด E-Book ทั้งหมด มีราวๆ 1.3% ของตลาดหนังสือที่เป็นกระดาษ ที่มีมูลค่ากว่า 90,000 ล้านเหรียญ

ตัวเลข 1.2 พันล้านเหรียญ ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ…

หนังสือ ก็เหมือนกับเพลง ที่รูปแบบธุรกิจ จะเปลี่ยนแปลงจาก การขาย “Physical Product” มาสู่ “Digital Product”

ด้วยการขับเคลื่อน โดยใช้กลไกสำคัญ คือ ช่องทางการกระจายสินค้าและขาย ที่ช่วยให้
ต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการขายลดลงเหลือเท่ากับศูนย์หรือน้อยมาก เพราะเป็นการทำผ่านอินเตอร์เน็ตและหน้าร้านออนไลน์

Apple มีสิ่งนี้อยู่แล้ว คือ iTunes Store สำหรับเพลงและหนัง, App Store สำหรับ Application และ iBookStore สำหรับ E-Book บน “iPad”

ทั้ง iTunes และ App Store เรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล ด้วยยอดขายก้อนใหญ่ รวมไปถึงจำนวนสมาชิก iTunes ที่สามารถซื้อสินค้าได้ กว่า 125 ล้านคน

เมื่อเปรียบเทียบกับ “Kindle” ของ Amazon.com หลายๆคนอาจจะแย้งว่า “Kindle” นั้น เหมาะกับการอ่านหนังสือมากกว่า

ด้วยเทคโนโลยีแบบ “E-Ink” ที่ช่วยให้ผู้อ่าน สามารถอ่านหนังสือได้อย่างสบายตาและใกล้เคียงกับกระดาษจริงๆ

ทำให้จุดขายของเครื่องอ่าน E-Book ทุกรุ่น คือ ต้องใช้ “E-Ink”

 

“iPad” ไม่สามารถสู้เครื่องอ่าน E-Book รุ่นอื่นได้ เพราะไม่ได้เป็น “E-Ink” รึเปล่า?

กรอบอันแรก ที่ขีดวงเครื่องอ่าน E-Book ไว้ คือ “E-Ink”

และกลายเป็นกรอบที่ผู้ผลิตเครื่องอ่าน E-Book ส่วนใหญ่ ทำตามกัน ด้วยความเชื่อที่ว่า คนเรา ต้องการอ่าน E-Book ด้วยความรู้สึกสบายตาและเหมือนอ่านหนังสือที่เป็นกระดาษให้มากที่สุด

เครื่องอ่าน “E-Book” ทุกรุ่นในตลาด จริงมีการแสดงผลแบบ ขาวดำ (Grayscale)

แต่ “iPad” ที่จะตั้งใจจะขาย E-Book เช่นกัน กับมองต่างกันไป

พฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนทั่วไป คงอ่านติดต่อกันราวๆ 2-3 ชั่วโมง

น้อยคนนักที่จะอ่านหนังสือ 10 ชั่วโมงติดต่อกัน

“iPad” จึงไม่จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีที่ออกแบบมาให้คนอ่านหนังสือติดต่อกันได้ 10 ชั่วโมงมาใช้

และรูปแบบของหนังสือที่ผู้อ่านอยากจะอ่านใน 2-3 ชั่วโมง คงจะไม่เหมือนเดิม

E-Book แบบเดิมๆ จะถูกท้าทายด้วย “Interactive E-Book” ที่มาพร้อมภาพประกอบที่มีสีสันสวยงาม

มีทั้ง VDO และเสียงครบครัน

สามารถคลิกและลิงค์ไปได้ และมีการโต้ตอบกับผู้ใช้ได้

ตัวแทนจาก “New York Times” ได้บอกไว้ว่า หนังสือพิมพ์ฉบับ Digital สำหรับ iPad นั้น น่าอ่านกว่า ฉบับ ที่ทำขายบน Kindle มาก จนเทียบกันไม่ติด

ลองจินตนาการถึง หนังสือพิมพ์ที่มีชีวิต อย่างในหนัง “Harry Potter”

ถ้าทำได้จริง Apple จะกลายเป็นคนที่สามารถทำ Hattrick ได้

เพราะเป็นคนที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเพลง โทรศัพท์มือถือ และวงการสิ่งพิมพ์ …

 

 

สรุป ปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยผลักดันให้ “iPad” ประสบความสำเร็จ

Factor 

 

User Experience

  • ประสบการณ์ที่ผู้ใช้จะได้รับ ผ่านทาง User Interface ที่สวยงาม ตื่นตาตื่นใจ และใช้งานง่าย
  • iPad เป็นอุปกรณ์ที่นำอินเตอร์เน็ตมาอยู่ในมือของผู้ใช้ ด้วยการใช้งานที่ดีกว่าการใช้อินเตอร์เน็ตบน PC แต่สามารถควบคุมได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งไม่สามารถทำได้บนหน้าจอ PC

การตั้งราคา

  • มีความสำคัญทางจิตวิทยาต่อลูกค้า รวมไปถึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ (ถูกว่าโน้ตบุ้คและราคาต่างกับโทรศัพท์มือถือไม่มาก)
  • เพื่อสร้างฐานลูกค้าขนาดใหญ่ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับผู้ผลิต Content ช่วยให้ Apple สามารถกำหนด Business Model ที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

Distribution Channel (iTunes) 

  • เป็นช่องทางขายที่ประสบความสำเร็จและมีฐานลูกค้าอยู่แล้วมากกว่า 125 ล้านคน เจ้าของ Content ย่อมอยากขายสินค้าของตนผ่านช่องทางนี้

Content และ Application

  • การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ของผู้ใช้ จากการอ่าน E-Book ขาวดำ มาสู่การอ่าน E-Magazine ที่มีสีสันสดใส ภาพประกอบที่สวยงาม รวมไปถึง Animation ต่างๆ ที่นำไปสู่ Experience ที่ดีกว่า E-Book แบบเดิม
  • Application ที่สามารถใช้ได้ทันที กว่า 140,000 ตัว ในวันแรกที่เปิดตัว iPad และผู้ที่ซื้อ App สำหรับใช้บน iPhone อยู่แล้ว สามารถใช้กับ iPad ได้โดยไม่ต้องซื้อใหม่อีกรอบ ทำให้เกิด Value of Money หรือ ความคุ้มค่ากับผู้ใช้ เพิ่มขึ้นมาทันที
  • จอที่ใหญ่ถึง 9.7″ ทำลายข้อจำกัดด้านขนาดหน้าจอของ iPhone ไป ทำให้ Application อย่าง Games ได้ประโยชน์เต็มที่ เกมบน iPad จะออกมาเยอะกว่าเกมบน iPhone และเกมเดิมที่มีอยู่ จะเล่นได้สนุกมากขึ้น

 

 

 

 

 

ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น จากการเปิดตัวของ iPad

  • การเติบโตของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ธุรกิจหนังสือ จากเดิม ที่มีรายได้หลักจากการขาย “Physical Books” มาเป็นการสร้างยอดขายหลักจาก “Digital Books” เนื่องจาก ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นไม่มาก (เพราะหนังสือก็มีอยู่แล้ว) ต้นทุนด้านการขนส่งสินค้า (Distribution Cost) ใกล้ศูนย์ เพราะเป็นการดาวน์โหลดผ่านอินเตอร์เน็ต และเสียเพียงค่าวางจำหน่ายบน “Online Store” เท่านั้น
  • รูปแบบการใช้งานอินเตอร์เน็ต Web Browsing , Email และ Social Networking จากเดิม ที่ใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ หน้าจอเล็ก ใช้งานไม่สะดวก จึงไม่ใช่อุปกรณ์หลักที่จะใช้งานดังกล่าว (Secondary Device) แต่ iPad จะกลายเป็น อุปกรณ์ที่สามารถทำงานดังกล่าวและใช้ทดแทนกันได้ ทำให้การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตจากทุกที่ ทุกเวลา เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน
  • รูปแบบของการอ่าน E-Book จะเปลี่ยนไป จาก E-Ink ที่มีลักษณะอ่านง่ายสบายตา แต่ตัว E-Book เป็นสีขาวดำและไม่น่าสนใจ กลายเป็น E-Book ที่มีลักษณะเป็น Interactive E-Book ที่มาพร้อมสีสัน เสียง และภาพเคลื่อนไหว และการโต้ตอบกับผู้อ่าน แต่ E-Book เดิมจะยังคงมีต่อไป แต่ iPad จะเข้ามาสร้าง
    ตลาดใหม่สำหรับ Interactive E-Book ให้เกิดขึ้นมา
    ทำให้คู่แข่งขันของตลาดนี้ ไม่ได้มีเพียงสำนักพิมพ์เท่านั้น แต่ยังมีบรรดาเจ้าของเว็บไซต์เพิ่มเข้ามาด้วย
  • เกมแบบ Multi-player จะได้รับความนิยมสูง เมื่ออุปกรณ์รองรับ ผู้ผลิตเกมก็จะสร้างเกมที่ใช้หน้าจอใหญ่ๆได้เต็มที่ ผนวกกับความสามารถด้าน Multi-Touch ทำให้เกมหนึ่ง อาจจะมีการแบ่งจอเพื่อเล่นหลายคนพร้อมกัน บน iPad เครื่องเดียวกัน หรือ หลายเครื่อง ลองนึกภาพการช่วยกันต่อ Jigsaw เกมง่ายๆอย่าง Photo Hunt หรือเกมยากๆแนว Action ต่อสู้กัน หรือเกมขับรถแข่ง