AI และ Machine learning กับบทบาทสำคัญในโลกปัจจุบัน

หัวข้อที่เป็นเทรนด์ร้อนแรง เป็นประเด็นที่คนพูดถึงมากที่สุดเรื่องนึงทุกวันนี้ ต้องมีเรื่องของ AI และ Machine Learning ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

AI เป็นประเด็นระดับโลก ที่เหล่ามหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน หรือแม้กระทั่งรัสเซีย ต่างแย่งชิงบทบาท ความเป็นผู้นำในด้านนี้ และถูกยกให้มีความสำคัญไม่แพ้ในยุคที่มีการแก่งแย่งกันเพื่อความเป็นผู้นำด้านการสำรวจอวกาศ

เรียกได้ว่า ใครเป็นผู้นำด้าน AI ก็จะเป็นผู้นำโลกยุคต่อไป โดยปริยาย

AI มีบทบาทสำคัญอย่างไร AI ถูกเอาไปใช้ด้านไหนบ้าง และปัจจุบันใครเป็นผู้นำด้านนี้

เราจะมาติดตามกันในบทความครับ

ใครเก่งสุดเรื่อง AI คนนั้นเป็นมหาอำนาจของโลก

เรื่องของ AI เริ่มกลายเป็นประเด็นสำคัญบนเวทีการเมืองระดับชาติ เมื่อประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้พูดให้นักเรียนในรัสเซียฟัง ในวันเปิดภาคเรียนของโรงเรียนทั่วประเทศ ว่า AI คือ อนาคตของมนุษยชาติ ที่สร้างโอกาสมหาศาลในอนาคต ใครที่เป็นผู้นำด้าน AI จะเป็นผู้นำของโลกอนาคต และรัสเซียก็พร้อมที่จะทุ่มเททรัพยากรต่างๆเพื่อพัฒนาตัวเองในด้านนี้อย่างเต็มที่

ในขณะที่จีน มหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก ถึงกับใส่เรื่องของ AI ลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจีน จะต้องเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 โดยจะผลักดันบริษัท startup และสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านนี้ในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างเต็มที่

ฟากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านออนไลน์ในจีน ทั้ง Baidu และ Tencent ต่างปรับแผนการเพื่อการเป็นผู้นำโลกในด้าน AI เช่นกัน ทั้งการตั้ง lab ภายในที่มีงบพัฒนาวิจัยมหาศาล ความร่วมมือกับหนาวยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในบริษัท AI ต่างๆทั่วโลก

มีรายงานจากทำเนียบขาว เมื่อเดือนตุลาคม 2016 ว่า จีน มีบทความและรายงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้าน AI จากจีนได้รับการตีพิมพ์มากกว่าของทางสหรัฐแล้ว และจำนวนสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ AI จากนักวิจัยจากจีน ก็เพิ่มขึ้นกว่า 200% ซึ่งเป็นสัญญาณว่า community ที่วิจัยด้าน AI ในจีนมีความตื่นตัวมากเพียงใด และความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติจะทำให้จีนพัฒนารวดเร็วมากยิ่งขึ้น

AI จะฉลาดได้ ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลจำนวนมหาศาลมาให้คำนวณและเรียนรู้ เหมือนกับคนเรา ที่ยิ่งอ่านเยอะ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งเก่ง

การมีประชากรมหาศาลกว่า 1,400 ล้านคน และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 730 ล้านคน ทำให้มีปริมาณข้อมูลมหาศาล กว่าประเทศอื่นๆ กลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญของจีน และข้อมูลส่วนตัวของประชากร ก็ไม่ได้ถูกกฏหมายคุ้มครองมากนัก เมื่อเทียบกับทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ยิ่งง่ายต่อการนำไปใช้พัฒนา AI

ด้วยความเอาจริงเอาจังจากทั้งรัฐบาลและเอกชน จีนจึงเป็นประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำโลกด้าน AI แข่งกับสหรัฐ

AI คืออะไร

AI : Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่วิจัยและพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรม การคิด การตัดสินใจ แบบสมองที่ซับซ้อนของมนุษย์ หรือว่าง่ายๆ คือ การทำให้คอมพิวเตอร์ ทำงานได้ชาญฉลาดเหมือนสมองของคนนั่นเอง

ตัวอย่างที่เป็นข่าวดังไปท่ัวโลก คือ ระบบ AI ชื่อว่า “AlphaGo” ที่พัฒนาโดยบริษัท DeepMind ของ Google สามารถเล่นหมากล้อมหรือโกะ เอาชนะปรมาจารย์ระดับโลก ที่มีฝีมือขั้นสูงสุดระดับ 9 ดั้ง ชื่อ ลี เซดอล (Lee Se-dol) ชาวเกาหลีใต้ ได้ถึง 3 ใน 5 เกม

โกะ ถือเป็นเกมกระดานที่มีความซับซ้อนมาก ต้องอาศัยการวางแผนอย่างสุขุมรอบคอบในการเดินหมากแต่ละครั้ง และมีการชิงไหวชิงพริบกันตลอดการเล่น

AlphaGo พัฒนาและศึกษารูปแบบการเล่นของเซียนโกะทั่วโลก เพื่อพัฒนาเป็นรูปแบบการเล่นของตัวเอง มีการฝึกฝน เพื่อเพิ่มความสามารถการเรียนรู้ให้ฉลาดขึ้นโดยการฝึกกับตัวเองในรูปแบบการเล่นต่างๆ นับล้านครั้ง ทำให้ตัว AlphaGo เอง ฉลาดและเล่นโกะได้เก่งขึ้นทุกครั้ง

ความได้เปรียบของ AlphaGo เมื่อลงสนามประลองการเดินหมาก แข่งกับเซียนระดับโลก คือ ท่ามกลางบรรยาศ ความตึงเครียด ในการแข่งขัน AlphaGo ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ จะไม่มีอารมณ์ ความกดดันใดๆในการคิดและวางแผน เมื่อเทียบกับมนุษย์ ทำให้เอาชนะไปได้ในที่สุด

AI เอาไปใช้งานด้านไหนได้บ้าง

ปัจจุบัน AI ถูกนำไปใช้ในธุรกิจหลายๆ sector ทั้งเพื่อทำงานแทนคน และทำงานร่วมกับคน เพื่อสร้าง productivity และ efficiency สูงที่สุด

ด้านการขนส่ง (Logistics and Delivery)

Domino Pizza

หน่วยงานชื่อ Domino’s Robotic Unit (DRU) ของ Domino Pizza ได้พัฒนาหุ่นยนต์ช่วยส่งอาหาร สามารถเรียนรู้ในการปรับอุณหภูมิที่เหมาะสม ตลอดเส้นทางการขนส่ง เพื่อให้อาหารคงรสชาติให้ใกล้เคียงกับตอนปรุงเสร็จใหม่ๆให้มากที่สุด

โดยหุ่นยนต์ขนส่งตัวนี้ เริ่มทดลองให้บริการแล้วในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเยอรมนี

Amazon

เดือนกรกฏาคม ปี 2016 Amazon ยักษ์ใหญ่ด้าน E-Commerce ระดับโลก ได้ประกาศความร่วมมือกับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อพัฒนาการขนส่งโดยใช้โดรน ในการส่งพัสดุสินค้าขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 5 ปอนด์ ภายในระยะเวลา 30 นาที โดยการใช้ AI ในการเรียนรู้เส้นทางการบิน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางการส่งให้เร็วที่สุด

Amazon ยังร่วมมือกับองค์กรการบินในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีโดรน ให้สอดคล้องกับกฏหมายการบินของแต่ละประเทศ

เชื่อว่าอีกไม่เกิน 10 ปี Amazon จะพัฒนาโดรนให้กลายเป็นพาหนะขนส่งสินค้าหลักของตัวเองได้

ด้านความปลอดภัยของข้อมูล

คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ถูกภัยคุกคามจากมัลแวร์อย่างหนัก ข้อมูลจาก Kaspersky Lab ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย บอกว่า ตอนนี้มีการตรวจพบมัลแวร์ใหม่ๆกว่า 325,000 ตัวต่อวัน

บรรดามัลแวร์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ เป็นการกลายพันธ์และเปลี่ยนแปลงจากโปรแกรมต้นฉบับ ราวๆ 2–10% เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของบรรดาซอฟท์แวร์กำจัดไวรัสทั้งหลาย

เทคโนโลยีด้าน AI จะเข้ามาช่วยเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงตัวโปรแกรมต้นฉบับ ของมัลแวร์ต่างๆ

เพื่อให้รู้เท่าทันในการตรวจจับ และยังสามารถทำนายได้ด้วยว่า ไฟล์ไหนในคอมพิวเตอร์ของเรา เป็นมัลแวร์ที่แฝงตัวมา จากการดูแพทเพิร์นและพฤติกรรมของการเข้าถึงไฟล์นั้นๆ

ด้านการรักษาความปลอดภัย

เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เวลามีการตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเดินทางไปยังต่างประเทศ จะต้องมีการสแกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป ดูรูปถ่ายเปรียบเทียบว่าใช่ตัวของหนังสือเดินทางตัวจริงรึเปล่า หรือเป็นผู้ต้องหา มีประวัติอาชญากรรมมั้ย ซึ่งปัญหาที่เจอกันในสนามบินหลายๆแห่ง คือ คิวที่ยาวมาก คนเยอะ และเจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด

เทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยตรวจสอบว่าใครเป็นใคร จะติดหนวด ใส่หมวก ปลอมตัวมา AI ก็จะเรียนรู้ได้ว่า คนที่กล้องจับได้ กับรูปที่อยู่ในหนังสือเดินทาง คือ คนเดียวกันรึเปล่า

คล้ายกับเทคโนโลยี Face ID ที่ Apple ใส่เข้าไปใน iPhone X นั่นเองครับ

ด้านการลงทุน

นักลงทุนหรือคนที่เล่นหุ้นทุกคน ล้วนต้องการการพยากรณ์ ทำนายว่า ราคาหุ้นที่กำลังจะซื้อหรือตัวเองถืออยู่ จะขึ้นหรือจะลง

ข้อจำกัดของมนุษย์ปกติ คือ เราไม่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากในเวลาที่เร็วๆได้ แต่สำหรับ AI แล้ว ไม่มีข้อจำกัดนั้นครับ

AI สำหรับการเล่นหุ้น หรือ Stock Trading Robot สามารถรู้ได้ว่าหุ้นตัวไหน กำลังมี volume ซื้อขายอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือขาลง ก่อนที่คนทั่วไปจะสังเกตเห็น สามารถเปลี่ยนคำสั่งซื้อขายได้ในเสี้ยววินาที โดยการแบ่งคำสั่งซื้อขายเป็นชุดๆ ทั้งมากทั้งน้อยเพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยดีที่สุด

อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เพื่อสร้างรูปแบบการเทรดที่เหมาะสมกับสภาวะของตลาดได้

นอกจาก Robot Trading แล้ว ยังมี AI ที่เรียกกันว่า Robo Advisor ที่ช่วยวางแผนการลงทุน ในสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ผลลัพท์ออกมาดีที่สุด ซึ่ง Robo Advisor นี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ

ด้านกฏหมาย

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อ Joshua Browder ได้เปิดตัวแชทบอท ชื่อว่า “DoNotPay” ซึ่งเป็นแชทบอททนายความ ตัวแรกของโลก โดยให้บริการใน 50 รัฐในสหรัฐอเมริกาแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยแชทบอทตัวนี้จะช่วยยื่นคำร้องและให้คำปรึกษาในคดีทางกฏหมายเกี่ยวกับการจอดรถ กับลูกความที่เดือดร้อนจากการถูกปรับอย่างไม่เป็นธรรม จากการจอดของตัวเอง (เช่นค่าปรับสูงเกินจริง หรือ โดนปรับทั้งๆที่ปฏิบัติถูกต้อง เป็นต้น)

ลูกความมีหน้าที่อัพโหลดใบสั่งให้กับตัวแชทบอท พร้อมรายละเอียด จากนั้นตัวแชทบอท จะให้คำแนะนำในการเตรียมตัวต่างๆ ในการอุทธรณ์ และจะสร้างใบขออุทธรณ์ พร้อมรายละเอียดการอุทธรณ์ เพื่อให้ลูกความดาวน์โหลด พิมพ์และเซ็น แล้วนำไปยื่นต่อศาลแต่ละเมือง

ในรอบ 21 เดือนที่เปิดให้บริการ แชทบอทตัวนี้ ชนะการอุทธรณ์กว่า 160,000 เคส จากจำนวนที่ยื่น 250,000 เคส และช่วยให้ลูกความประหยัดค่าปรับไปแล้วกว่า 4 ล้านดอลลาร์

ด้านสุขภาพและวงการแพทย์

AI และ Machine learning จะมีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์ โดยเฉพาะการช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคเฉพาะด้านที่ซับซ้อน เช่น มะเร็ง หรือการวิเคราะห์ประวัติการรักษา เพื่อพัฒนารูปแบบการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

  • Google DeepMind พัฒนาโปรเจคต์ชื่อว่า Google DeepMind Health ที่ช่วยขุดหาข้อมูลประวัติการรักษานับแสนๆรายการกับโรคที่เกี่ยวข้อง ว่าลักษณะอาการแบบนี้ โรคแบบนี้ รักษาแบบไหนในคนไข้แต่ละคนที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน ซึ่งโครงการนี้อยู่ในช่วงเร่ิมต้น และกำลังร่วมมือกับโรงพยาบาลด้านจักษุ ชื่อ The Moorfields Eye Hospital เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาตาให้ดียิ่งขึ้น
  • บริษัท Enlitic ใช้ระบบ AI และ Machine learning ในการเรียนรู้และวิเคราะห์ภาพถ่ายจากการเอกซเรย์ แบบฉายรังสี และการทำ CT Scan โดยสามารถตีความภาพเหล่านี้ได้เร็วกว่าแพทย์รังสีวิทยากว่า 10,000 เท่า ซึ่งจากการทดสอบ พบว่า ระบบของ Enlitic มีความแม่นยำในการวินิจฉัยมากกว่าแพทย์กว่า 50% ( เช่น หมอมองจุดเล็กๆในภาพไม่เห็น ทำให้วินิจฉัยผิดพลาดว่าไม่มีมะเร็ง แต่ Enlitic เจอจุดนี้ เป็นต้น)

ด้านการตลาดและการขาย

  • Under Armour แบรนด์รองเท้า เสื้อผ้ากีฬาชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ใช้ข้อมูลจากลูกค้า ร่วมกับระบบ AI ชื่อ Watson จาก IBM ในการสร้างแผนการเล่นฟิตเนสที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยพิจารณาจากข้อมูลการกิน ขนาดและสัดส่วนร่างกาย ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต รวมถึงการนำช่วงเวลาและสภาพอากาศที่เหมาะสม มาออกแบบเส้นทางวิ่งออกกำลังกายใกล้บ้านหรือที่ทำงาน
  • Amazon ใช้ระบบ AI ในการสร้าง Newsletter ที่เป็นเหมือน Catalog ขายสินค้า ส่งตรงไปทางอีเมล์ โดยอาศัยพฤติกรรมการซื้อ การดูสินค้า ว่าสินค้าตัวไหนมีความน่าจะเป็นที่ลูกค้าจะซื้อมากที่สุด เพื่อเปิดและปิดการขาย แม้จะไม่ได้เข้าเว็บ Amazon แล้วก็ตาม
  • Netflix ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของผู้ใช้ ว่าชอบดาราคนไหน

ชอบซีรีส์ หนังแนวไหน ความยาวเท่าไหร่ ดูมากน้อยแค่ไหน แล้วทำการแนะนำคอนเทนต์ที่คิดว่าคนคนนั้นน่าจะชอบ เพื่อสร้างประสบการณ์การดูคอนเทนต์แบบต่อเนื่อง (ชีวิตไม่ต้องทำอะไร นั่งดู Netflix ทั้งวันทั้งคืน ว่างั้น)

ระบบป้องกัน Fraud

  • AI จะทำการวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานบัตรเครดิต อุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว สถานที่ที่ใช้บัตร ในการตรวจจับ fraud ที่เกิดจากการใช้งานบัตรเครดิต
  • Paypal ระบบชำระเงินออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลก ใช้ AI และ Machine learning ในการตรวจจับการฟอกเงิน โดยการเปรียบเทียบ transaction นับล้าน และสามารถแยกแยะได้ว่า transaction ไหนเป็น fraud และอันไหนเป็น transaction ที่ถูกต้อง

ใครเป็นผู้นำด้าน AI ในโลก

ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า ผู้นำด้าน AI ของโลกในยุคนี้ คือ สหรัฐอเมริกา

ด้วยความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีในซิลิกอนวัลเล่ย์ ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจตอนนี้ ร่วมกับ ฐานผู้ใช้จากทั้ง Google และ Facebook ทั่วทั้งโลกกว่า 2,000 ล้านคน และมีผู้ใช้งานอุปกรณ์ iOS และ Android อีกกว่าพันล้านคน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกา ยังคงความเป็นมหาอำนาจด้านนี้ต่อไปอีกพักใหญ่ๆ

  1. Google

นอกจากจะเป็นผู้นำด้านระบบการค้นหาและบริการออนไลน์ต่างๆแล้ว ยังถูกยกให้เป็นผู้นำด้าน AI อีกด้วย

ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา Google ใช้เงินซื้อบริษัทเก่งๆด้าน AI ไปแล้วกว่า 12 บริษัท (รวมถึง DeepMind ผู้สร้าง AlphaGo และเป็นบริษัทที่มีงานวิจัยด้าน AI ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก) เพื่อนำไปต่อยอดเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์หลัก และการวิจัยเพื่ออนาคต อย่างการสร้างรถยนต์ไร้คนขับ

Google เป็นบริษัทที่มีจำนวนข้อมูลมหาศาลในมือ พร้อมกับเม็ดเงินการลงทุนอีกนับไม่ถ้วน และที่สำคัญ เหล่าหัวกะทิระดับโลกด้าน AI ล้วนทำงานอยู่ที่นี่ ทำให้ Google เป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลกด้าน AI อย่างไม่มีใครเทียบได้

2. Facebook

เป็นอีกบริษัทที่เอาจริงเอาจังกับการพัฒนาด้าน AI มาก มีการตั้ง Lab ที่วิจัยด้าน AI 3 แห่ง (ล่าสุดคือในปารีส ฝรั่งเศส)

หัวข้อที่ทาง Facebook เน้นเป็นหลัก คือ เรื่องของ AI ด้านภาษา ที่ช่วยให้ระบบ เข้าใจผู้ใช้ทั่วโลก ว่ากำลังพูดคุยถึงอะไรอยู่ สามารถโต้ตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

อีกเรื่องคือ AI ด้านรูปภาพ ที่จะช่วยวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ในภาพ เช่น จำนวนคนในรูป เพศอะไรบ้าง มีต้นไม้ สัตว์ สิ่งของอะไรบ้างในรูป หรือแม้กระทั่งรู้ว่า คนในรูป ใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ไหน เป็นต้น

3. Apple

การเปิดตัว iPhone X ล่าสุด ที่ใช้หน่วยประมวลผลชื่อว่า A11 Bionic เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า Apple เอาจริงเอาจังในด้าน AI มากแค่ไหน เพราะ A11 Bionic ตัวนี้ เป็นหน่วยประมวลผลที่ออกแบบพิเศษให้ทำงานด้าน AI โดยเฉพาะ

ฟีเจอร์หลักที่เป็นจุดขายของ iPhone X อย่าง Face ID ก็เป็นการพัฒนาต่อยอด โดยใช้เทคโนโลยีด้าน AI จากบริษัทที่ Apple ซื้อกิจการมา ทั้งเรื่องการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ จากบริษัท PrimeSense สัญชาติอิสราเอล ที่ซื้อกิจการมาในปี 2013 และเทคโนโลยีการเรียนรู้และจดจำใบหน้าที่พัฒนาโดยบริษัท Emotient และ RealFace ที่ Apple ซื้อกิจการมาในปี 2016 และต้นปี 2017 ตามลำดับ

4. Amazon

เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีการนำ AI มาใช้อย่างจริงจัง ในการขายสินค้าออนไลน์ ทั้งระบบที่ใช้พยากรณ์ ทำนายโอกาสในการซื้อ ระบบแนะนำสินค้าจากความชื่นชอบ รสนิยม และประวัติการดูสินค้าต่างๆ

มีการนำ AI มาใช้กับการตั้งราคาขายสินค้าของบน Amazon.com โดยใช้วิธี dynamic pricing กับสินค้านับล้านๆรายการเพื่อ optimize ยอดขาย โดยการวิเคราะห์เทรนด์ของการขาย พฤติกรรมการซื้อ การดู และความสนใจของตัวลูกค้าเอง

ผลิตภัณฑ์อย่าง Amazon Echo ก็ได้ฝังระบบ AI ชื่อ Alexa ลงไปในลำโพง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพูดสั่งให้มันทำงานบางอย่างได้ตามที่ต้องการ เช่น การสั่งซื้อของ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า AI มีบทบาทสำคัญและนำไปใช้ได้หลากหลาย เชื่อว่า อนาคตอีกไม่นาน AI จะมีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตของเราอย่างที่ขาดไม่ได้ เพราะมันจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้เราและโลกใบนี้ดีขึ้น

Source :

https://qz.com/1028624/stitch-fix-let-an-algorithm-design-a-new-blouse-and-they-flew-off-the-digital-racks/

https://hbr.org/2016/11/how-one-clothing-company-blends-ai-and-human-expertise

https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2016/09/30/what-are-the-top-10-use-cases-for-machine-learning-and-ai/#70ae479594c9

https://www.econsultancy.com/blog/67745-15-examples-of-artificial-intelligence-in-marketing

Artificial Intelligence in Retail – 10 Present and Future Use Cases

https://www.fastcompany.com/40474585/how-apple-facebook-amazon-and-google-use-ai-to-best-each-other

https://www.cbinsights.com/research/top-acquirers-ai-startups-ma-timeline/

เมื่อกูเกิ้ลถึงซื้อกิจการ Nest Labs 3,200 ล้านดอลลาร์

เข้าสู่ศักราชใหม่ได้เพียงไม่กี่อาทิตย์ แวดวงเทคโนโลยีก็คึกคักกันแล้วครับ เมื่อมีข่าวการเข้าซื้อกิจการบริษัท Nest Labs ของกูเกิ้ล ด้วยเงินสดในมูลค่าสูงถึง 3,200 ล้านดอลลาร์
เป็นการซื้อกิจการบริษัทฮาร์ดแวร์ที่แพงที่สุดอันดับ 2 ของกูเกิ้ล ต่อจากการซื้อกิจการโทรศัพท์ของโมโตโรล่าด้วยมูลค่า 12,500 ล้านดอลลาร์ ในปี 2011

เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อครั้งที่ไมโครซอฟท์ซื้อกิจการโนเกียด้วยมูลค่า 7,200 ล้านดอลลาร์
มูลค่าการซื้อกิจการครั้งนี้ จึงดูเหมือนแพงเกินไป เมื่อเทียบกับขนาดบริษัท ผลประกอบการ และสิ่งต่างๆที่บริษัทเคยสร้างมา ในระยะเวลาไม่ถึง 4 ปี
การซื้อกิจการครั้งนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งครับ

สำหรับคนที่ติดตามข่าวของวงการสมาร์ทโฟนมาต่อเนื่อง คงสังเกตได้ถึงการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นระหว่างค่ายยักษ์ใหญ่ไล่มาตั้งแต่ต้นปี ที่แต่ละรายต่างเข็นฮาร์ดแวร์ระดับสุดยอดของอุตสาหกรรมมาประชันกันในงานเอ็กซ์โปต่างๆ กลายเป็นสัญญาณชี้ชัดมาตั้งแต่ต้นปีว่า ปีนี้จะเป็นสงครามของซีพียู 2 คอร์

เมื่อมาดูการแข่งขันในระดับแพลตฟอร์ม กูเกิ้ลก็ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการของตนขึ้นมาจนช่องว่างระหว่างแอนดรอยด์กับไอโอเอสของแอปเปิ้ลแคบลง ทำให้ความได้เปรียบในการแข่งขันของแอปเปิ้ล เหมือนลดน้อยลงไปทุกที

พัฒนาการของตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในสภาวะการแข่งขันที่ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า ใครอยู่ในสถานะได้หรือเสียเปรียบ แข่งกันจนไม่รู้จะแข่งอะไร กลายเป็นที่มาของสมรภูมิฟาดฟันแห่งใหม่ใน “เกมสิทธิบัตร” ที่ตามมาด้วยคดีความฟ้องร้องกันไปมา จนวุ่นวายกันไปทั้งอุตสาหกรรมอย่างในขณะนี้

จากเดิมตลาดสมาร์ทโฟน มุ่งแข่งขันในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ผู้บริโภค กลายมาเป็นการมุ่งเน้นหาช่องโหว่ของผลิตภัณฑ์คู่แข่ง ว่ามีอะไรที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิบัตรของตนบ้าง มีดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางกฏหมาย จนเกิดมวยแมทช์หยุดโลกหลายคู่ ทั้งไมโครซอฟท์กับเอชทีซี เอชทีซีกับแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลกับซัมซุง โดยเป้าหมายหลักเป็นการพุ่งเป้าไปที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิ้ลที่วันนี้ยังไม่สามาถบอกได้ว่าจะเป็นแพะหรือผู้ร้ายกันแน่

แน่นอนครับว่าการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะคอยฉุดให้เทคโนโลยีต่างๆไม่ก้าวหน้าและอุตสาหกรรมโดยรวมเสียหาย ถ้ามีการปล่อยให้ละเมิดกันโดยไม่ทำอะไรเลย

แต่ใน “เกมสิทธิบัตร” จะเห็นได้ชัดครับว่ามีจุดมุ่งหมายในการทำลายศักยภาพการแข่งขันของคู่แข่ง ทั้งเรื่องการขออำนาจรัฐกีดกันผลิตภัณฑ์ของอีกฝ่าย ไม่ให้จำหน่ายในหลายประเทศ อย่างในกรณีที่แอปเปิ้ล ยื่นฟ้องศาลใน 9 ประเทศ ให้ระงับการจัดจำหน่ายซัมซุงกาแลกซี่แท๊บ ในข้อกล่าวหาที่ว่าซัมซุงลอกเลียนดีไซน์แทบเล็ตของตนมาจากไอแพด โดยแอปเปิ้ลคาดหวังว่า อียูจะห้ามนำเข้าและจำหน่ายแทบเล็ตจากซัมซุงในประเทศกลุ่มอียูทั้งหมด เป็นการตัดโอกาสแจ้งเกิดของซัมซุงในยุโรปในทันที

ประเด็นเรื่องการจ่ายค่าการใช้สิทธิบัตร ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้ามาแข่งขันสูงขึ้น เช่นในกรณีที่เอชทีซี ต้องจ่ายค่าใช้สิทธิบัตรให้กับไมโครซอฟท์จำนวน 5 ดอลล่าร์ต่อมือถือหรือแทบเล็ตหนึ่งเครื่อง และยังเรียกเก็บจากซัมซุงเป็นจำนวนถึง 10-15 ดอลล่าร์ต่อเครื่อง โดยวางแผนดำเนินการเก็บค่าใช้สิทธิบัตรนี้กับผู้ผลิตมือถือแอนดรอยด์รายอื่นๆต่อไป

ซัมซุงกับเอชทีซี แม้จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากการที่ต้องจ่ายค่าใช้สิทธิบัตรให้กับไมโครซอฟท์ แต่ด้วยขนาดของธุรกิจ อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาที่ใหญ่โตขนาดส่งผลต่อฐานะของกิจการ แต่สำหรับผู้ผลิตรายเล็กลงมา ต้นทุนส่วนนี้ย่อมส่งผลกระทบอย่างมากกับผลกำไรและเงินสดที่ใช้ดำเนินกิจการ อีกทั้งยังเพิ่มช่องว่างในการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตกับรายใหญ่ๆให้สูงมากยิ่งขึ้น

และไม่ใช่มีแต่ไมโครซอฟท์เท่านั้นครับที่ฟ้อง แนวร่วมฟ้องร้องรายอื่นๆอย่างแอปเปิ้ล และออราเคิล ก็หวังว่าจะได้ค่าใช้สิทธิบัตรจากผู้ผลิตแอนดรอยด์เช่นกัน

งานนี้เหมือนเป็นการบีบผู้ผลิตมือถือแอนดรอยด์กลายๆให้เปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าใช้งานสิทธิบัตรต่างๆ อีกทั้งเป็นการดึงพันธมิตรของกูเกิ้ลออกมาและดึงดูดให้เปลี่ยนใจมาร่วมกับแพลตฟอร์มของตน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา กูเกิ้ลตัดสินใจเข้าซื้อกิจการมือถือของโมโตโรล่าด้วยมูลค่าที่สูงที่สุดที่กูเกิ้ลเคยซื้อมา กว่าหมื่นสองพันล้านดอลล่าร์ ถือเป็นการตัดสินใจที่เรียกว่าเป็น Strategic Move ที่มาถูกที่และถูกเวลามาก

เหตุผลแรก เพื่อเป็นการแสดงตัวเพื่อปกป้องพันธมิตรและคู่ค้าของกูเกิ้ลบนแพลตฟอร์มแอนดรอยด์และเป็นการดึงให้ผู้ผลิตที่กำลังคิดจะย้ายไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่น ให้เปลี่ยนใจกลับมาต่อสู้ร่วมกับกูเกิ้ลต่อไป เพราะพี่ใหญ่ออกมารับหน้านำทัพสู้ศึกฟ้องร้องด้วยตัวเอง

อีกเหตุผลหนึ่ง คือกูเกิ้ลคาดหวังว่าสิทธิบัตรที่โมโตโรล่าอยู่ เป็นอาวุธต่อรองเพื่อเล่นงานกลับไปยังไมโครซอฟท์ แอปเปิ้ล ออราเคิลและอื่นๆ

เป็น Strategic Move ที่เป็นทั้งการตั้งรับและเตรียมรุกกลับในเวลาเดียวกัน

เรียกได้ทั้งขวัญกำลังใจ ได้ทั้งอาวุธต่อสู้ และยังได้บริษัทที่มีความสามารถในการผลิตฮาร์ดแวร์เอง ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของกูเกิ้ลเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น

แต่บนหน้าเหรียญอีกด้าน กลับทำให้เกิดคำถามจากผู้ผลิตแอนดรอยด์รายอื่นๆว่าโมโตโรล่าจะได้รับสิทธิ์พิเศษจากกูเกิ้ลมากกว่าใครหรือไม่

กลายเป็นว่ากูเกิ้ล รับมาศึกสองด้าน ทั้งจากคู่แข่งโดยตรง และจากคู่ค้าของตน

หมากเดินแต่ละย่างก้าวของกูเกิ้ลต่อจากนี้ ล้วนเป็นหมากที่ต้องวัดใจ ซึ่งการเดินผิดแค่ก้าวเดียว อาจจะหมายถึงล้มทั้งกระดาน ถ้าพาร์ทเนอร์ไม่มั่นใจ ไม่เชื่อใจ ย้ายข้างไปอยู่กับคู่แข่ง ร่วมมือกันมาแข่งกับกูเกิ้ลก็เป็นได้

เช่นเคยครับ ติดตามอัพเดทใหม่ๆเรื่องการตลาดและโซเชียลมีเดียได้ที่ www.facebook.com/MktHub และทวิตเตอร์ @worawisut นะครับ:)

หลายคนที่ติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงอินเตอร์เน็ต คงจะพอทราบดีว่ากูเกิ้ล เจ้าพ่อเสิร์ชเอ็นจิ้น เคยมีความพยายามหลายครั้งที่จะบุกตลาด Social Network ที่มีเฟสบุคครองตำแหน่งผู้นำ

ไม่ว่าจะเป็นบริการ Google Buzz , Orkut , Google Wave และ Google Open Social ล้วนแต่เป็นความพยายามที่ล้มเหลวของยักษ์ใหญ่ด้านการค้นหาข้อมูลทั้งสิ้น

หลายคนอาจจะสงสัยครับ ว่าทำไม Google ต้องใช้ความพยายามมากขนาดนั้น ที่จะเข้าไปมีส่วนในตลาด Social Network ทั้งที่ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองถนัด และบริการ Social Network เองก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับบริการค้นหาของ Google แต่อย่างใด

แม้ว่าสถิติจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์จากบริษัท ComScore พบว่า คนเข้าเว็บไซต์ Google ยังสูงกว่า Facebook แต่ก็เริ้มมีช่องว่างที่แคบลงเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันกลับใช้เวลาอยู่บน Facebook มากกว่า แม้ว่าจะใช้บริการค้นหา Google เป็นประตูสู่เว็บต่างๆก็ตาม

ข้อมูลเหล่านี้ ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด จากบรรดาเอเจนซี่โฆษณาออนไลน์ ที่พร้อมจะปรับสัดส่วนเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์มูลค่ามหาศาล เพื่อลงตามสื่อออนไลน์ต่างๆ

Google เจ้าแห่งโฆษณาออนไลนในรูปแบบ Search Advertising จากบริการ AdWords และ AdSense กำลังถูกท้าทายจากการโฆษณาออนไลน์รูปแบบใหม่บน Social Network ที่เรียกว่า Social Advertising ที่ Facebook คิดค้นขึ้นมา

Core Business ของ Google กำลังถูก Facebook เข้าโจมตีและแย่งส่วนแบ่งอย่างต่อเนื่อง

จึงเป็นหน้าที่หลักในการปกป้องท่อน้ำเลี้ยงหลักขององค์กร ที่จะยอมให้ใครมาแย่งความเป็นผู้นำไปไม่ได้ Google จึงต้องพยายามอย่างหนักที่จะคิดค้นนวัตกรรมเพื่อหาทางรุกเข้าไปในตลาด Social Network บ้าง

เป็นที่มาของโปรเจคต์ใหญ่แห่งปีี นาม “Google+”

Google+ ถูกออกแบบอยู่บนความเรียบง่ายใน User Interface พร้อมกับการเปิดตัวฟีเจอร์หลักๆ บนพื้นฐานของการแชร์ คือ

Circles” ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ จัดกลุ่มเพื่อนหรือคนรู้จัก ด้วยแนวคิดที่ว่า เราไม่จำเป็นต้องแชร์ทุกเรื่องให้คนทุกคน และสเตตัสบางอัน เราก็อยากจะแชร์ให้เฉพาะคนกลุ่มหนึ่งได้เห็นเท่านั้น

Sparks” เป็นการแสดงอัพเดทต่างๆตามหัวข้อที่เราสนใจจากบรรดาสมาชิกของ Google+ เอง โดยคอนเทนต์นั้นอาจจะไม่ได้แชร์จากเพื่อนของเราก็ได้ ่ ซึ่งจะคล้ายๆกับ Trending Topics ของ Twitter

Hangouts” เป็นเหมือนห้องแชทแบบวิดีโอที่ช่วยให้กลุ่มเพื่อนๆสามารถคุยกันแบบเห็นหน้าได้ โดยอาศัยพื้นฐานมาจากบริการ Google Talk

Huddles” เป็นฟีเจอร์ส่งข้อความเฉพาะกลุ่มหรือกรุปแชท ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงอย่างบริการ BBM ของ BlackBerry หรือ บริการ WhatsApp ที่นิยมบนไอโฟน

Google+ นี้ ไม่ได้เป็นเว็บไซต์เฉพาะแยกออกมาอย่างบริการ Social Network ตัวอื่นๆ แต่จะเชื่อมโยงอยู่ในบริการออนไลน์ทุกอย่างของ Google ผ่านทางเมนูบาร์ที่ถูกออกแบบมาใหม่โดยเน้นให้คอนเทนต์ทุกอย่าง สามารถแชร์ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้นและสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการแชร์ที่ต่างกันไป ต่างกับการแชร์ของ Facebook ที่แชร์ให้ทุกคนที่อยู่ใน Friends list ของเรา

โดยช่วงแรก Google จะจำกัดการใช้งานในแบบ Invite Only ผู้ที่จะสามารถใช้บริการได้นั้น จะต้องได้รับคำเชิญจาก Google เท่านั้น เป็นการจำกัดการทดสอบให้อยู่ในวงแคบเพื่อที่จะดู feedback จากผู้ใช้และแก้ไขปัญหาต่างๆที่อาจจะเจอในการใช้งาน

เป็นย่างก้าวสำคัญของ Google ในการนำบริการออนไลน์ทั้งหมดของตน ต่อสู้เพื่ออนาคตในตลาด Social Network โดยอาศัยฐานผู้ใช้จากทุกบริการมาขยายการเติบโต

ความเป็นเจ้าแห่งการจัดการข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ต คือ อาวุธสำคัญในการบุกทะลวงครั้งนี้

ถ้ามีความคิดเห็นอะไรยินดีแลกเปลี่ยนกันได้ที่ทวิตเตอร์ @worawisut และ http://www.facebook.com/MktHub นะครับ:)

ข่าวคราวการลาป่วยของสตีฟ จ๊อบส์ ยังไม่ทันจะจางไปจากกระแสข่าวของโลกธุรกิจ หลังจากนั้นเพียงแค่ 3 วันหลัง ก็มีข่าวที่สะเทือนวงการธุรกิจโลกอีกครั้ง เมื่อ เอริค ชมิดท์ ซีอีโอคนปัจจุบันของกูเกิ้ล ก็ก้าวลงจากตำแหน่งสูงสุดขององค์กร และส่งไม้ต่อให้กับ ลาร์รี่ เพจ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมารับช่วงต่อ

โดยตัวของชมิดท์เอง จะขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัท และทำหน้าที่ดูแลเรื่องดีลการทำธุรกิจ การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ การซื้อขายกิจการต่างๆ รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์กับภาครัฐ แทนการบริหารจัดการงานภายในที่ตนเคยทำ

ข่าวนี้ได้สร้างความประหลาดใจกับผู้ที่อยู่ในแวดวงไอทีเป็นอย่างมาก เนื่องจาก เอริค ชมิดท์ ได้สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมต่างๆให้กับกูเกิ้ลมากมาย ในระยะเวลา 9 ปี 6 เดือนที่เค้าคุมบังเหียนอยู่

ทั้งการแย่งตลาดเสิร์ชเอ็นจิ้น ที่เดิม Altavista , AskJeeves , Excite และ Yahoo เป็นคู่แข่งรายสำคัญ จนกระทั่งมีส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกถึง 66% ครองบัลลังก์เสิร์ชเอ็นจิ้นอันดับหนึ่งของโลกยาวนานจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ กูเกิ้ลภายใต้การบริหารของเอริค ชมิดท์ ยังได้ปฏิวัติธุรกิจโฆษณาออนไลน์ จากเดิมที่เป็นสื่อโฆษณาอันดับท้ายๆที่แบรนด์ต่างๆเลือกใช้ ให้กลายมาเป็นสื่อที่แบรนด์ต่างๆทั่วโลกทุ่มงบโฆษณาลงไปมากที่สุดแซงหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากสื่อทีวี

กำไรสุทธิที่กูเกิ้ลทำได้ในแต่ละปี มากกว่า กำไรรวมที่กลุ่มเอเจนซี่โฆษณา “Big Four” ของวงการโฆษณาโลก ทำได้รวมกัน (กลุ่ม “Big Four” ประกอบด้วย กลุ่ม InterPublic , Omnicom , Publicis และ WPP ที่มีบริษัทเอเจนซี่โฆษณารวมกันมากกว่าหนึ่งพันบริษัท)

และเมื่อนับรวม จำนวนพนักงานทั้งหมดของ “Big Four” ที่มีอยู่ประมาณ 293,000 คนทั่วโลก และพนักงานกูเกิ้ลทั่วโลกกว่า 24,400 คน จะพบว่า กูเกิ้ลใช้พนักงานน้อยกว่าถึง 12 เท่า และยังให้ผลกำไรตอบแทนเป็นตัวเงินสูงกว่ากลุ่มบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ถึง 2.6 เท่า

นี่คือ ความมหัศจรรย์ของระบบโฆษณาออนไลน์ที่กูเกิ้ลสร้างขึ้น

จากบริษัท Startup เล็กๆ จนกระทั่งกลายเป็นบริษัทที่ติดอันดับ 1 ใน 50 ของบริษัทที่มีกำไรสูงที่สุดในโลกของปี 2010 ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี

ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในยุคการบริหารงานของเอริค ชมิดท์

สิ่งที่เป็นคำถามอยู่ในใจของหลายๆคน ก็คือ ในเมื่อกูเกิ้ล มีผลการดำเนินงานที่ดีเยี่ยม เหตุใด ชมิดท์ ถึงต้องอำลาจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดขององค์กร

ปัญหานี้ เป็นเรื่องของการบริหารจัดการภายในล้วนๆครับ

การเติบโตอย่างรวดเร็วของกูเกิ้ล ทำให้องค์กรเริ่มที่จะ “ใหญ่เกินไป” และชมิดท์ก็ตระหนักในจุดนี้

ข้อเสียขององค์กรที่ใหญ่เกินไป มีหลายอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็น ลำดับขั้นตอนในการตัดสินใจต่างๆ จะเริ่มมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จะทำอะไรแต่ละครั้ง เรื่องจะต้องถูกอนุมัติจากผู้บริหารหลายระดับ ทำให้เกิดความล่าช้า และไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการความเร็ว เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้

ความรวดเร็วในการตัดสินใจ (Decision-making Speed) จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปรับตัวเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ผมเชื่อว่า ลาร์รี่ เพจ ซีอีโอคนใหม่ จะต้องมีการผ่าตัด เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารองค์กรให้กระชับขึ้น และมอบอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจบางเรื่องที่สำคัญ เพื่อแก้ปัญหาตรงจุดนี้

ข้อเสียที่สำคัญอีกข้อขององค์กรที่มีขนาดใหญ่เกินไป คือ การสูญเสีย “จิตวิญญาณ” และความมุ่งมั่นที่เคยมี เมื่อครั้งองค์กรยังแบเบาะ

พนักงานใน “บริษัทเกิดใหม”่ (Start-up Company) จะมีวิธีคิดที่แตกต่างกับพนักงานในองค์กรใหญ่ๆ (Large Established Firms) คือ จิตวิญญาณ ความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยานที่จะเอาชนะ ต้องสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างความยิ่งใหญ่ และมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของธุรกิจ

พนักงานบริษัทใหญ่ จะมีโฟกัสอยู่ที่งานที่ตัวเองรับผิดชอบ ขาดแรงจูงใจในสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อที่จะขับดันธุรกิจใหม่ๆ เพราะองค์กรก็ใหญ่โตและประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องคิดเรื่องนี้

คิดแต่เพียงว่า ทำให้งานที่หน่วยงานตัวเองรับผิดชอบสำเร็จก็เพียงพอ

ต่างจากพนักงานในบริษัทเล็ก ที่ต้องการสร้างธุรกิจใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มีความสนุกในการคิด โดยไม่มีข้อจำกัด

ด้วยความคิดในลักษณะนี้โลกจึงมีบริษัทอย่างกูเกิ้ล เฟสบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ ถือกำเนิดขึ้นมาในทุกยุค ทุกสมัย

ลาร์รี่ เพจ ต้องการเปลี่ยนกูเกิ้ล ให้มีจิตวิญญาณแบบ “บริษัทเกิดใหม่” อีกครั้ง

เมื่อมองไปยังธุรกิจที่กูเกิ้ลให้ความสำคัญและเป็นทิศทางของบริษัท ทั้งธุรกิจโฆษณาออนไลน์ทั้งบนเว็บ โฆษณาบนโทรศัพท์มือถือ ธุรกิจสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต ธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ล้วนมีแต่เสือ สิงห์ กระทิง แรด ที่ยักษ์ใหญ่อยู่ในสนามแข่งขันทั้งนั้น

โฆษณาออนไลน์บนเว็บก็มี เฟสบุ๊ค ที่เพิ่งแย่งตำแหน่งแชมป์เว็บไซต์ที่คนเข้าเยี่ยมชมนานที่สุดในโลกไป และยังมีไมโครซอฟท์กับยาฮู คอยขี่จักรยานตามหลังมาห่างๆ

โฆษณาบนโทรศัพท์มือถือ แอปเปิ้ลก็ส่ง “iAd” เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากกูเกิ้ลไปถึง 21% ในระยะเวลาแค่ปีเดียว

ธุรกิจสมาร์ทโฟนละแทบเล็ต ที่ต้องเจอศึกหนักกับเจ้าตลาดอย่างแอปเปิ้ลผู้ให้กำเนิดไอโฟนและรีเสิร์ชอินโมชั่น (RIM) ผู้ผลิตแบลคเบอร์รี่ ทั้งในเรื่องจำนวนยอดขายเครื่องและจำนวนแอพ

ธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ก็ยังต้องมาเจอกับแอปเปิ้ลทีวี ที่มาพร้อมกับคอนเทนต์มหาศาลบนไอจูนส์สโตร์

เห็นแค่รายชื่อคู่แข่งในแต่ละธุรกิจ ทั้ง เฟสบุ๊ค ไมโครซอฟท์ แอปเปิ้ล ก็เริ่มร้อนๆหนาวๆ แทนกูเกิ้ล โดยเฉพาะการที่ต้องมาเจอกับแอปเปิ้ล ในช่วงท๊อปฟอร์มสุดๆ

งานใหม่ของเอริค ชมิดท์ น่าจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งและลบจุดอ่อนให้กับกูเกิ้ลมากพอสมควร

แต่ที่ร้อนๆหนาวๆกว่า น่าจะเป็นทางฝั่งไมโครซอฟท์

เพราะขาดทั้ง “จิตวิญญาณของบริษัทเกิดใหม่” ด้วยอายุของบริษัทที่ยาวนานกว่า 36 ปี ขนาดองค์กรก็ใหญ่โตอุ้ยอ้าย มีพนักงานกว่า 90,000 คน

อีกทั้ง 4 ธุรกิจหลักที่กูเกิ้ลโฟกัส ก็เป็นอนาคตของไมโครซอฟท์เช่นกัน แต่ก็ยังอยู่ในสถานะคู่แข่งนอกสายตาทั้งสิ้น

ไล่ๆดูแล้ว ทั้งแอปเปิ้ลและกูเกิ้ล ก็เปลี่ยนแปลงซีอีโอแล้ว ส่วนเฟสบุคก็มี “จิตวิญญาณของบริษัทเกิดใหม”่ อย่างเต็มเปี่ยมอีกทั้งขนาดขององค์กรก็เหมาะสม

เหลือแต่ไมโครซอฟท์ล่ะครับที่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ไม่แน่ว่าอนาคตอีกไม่นาน ผมอาจจะต้องกลับมาเขียนถึง “สตีฟ บัลเมอร์” อีกคน ก็เป็นได้ 🙂

Google Buzz หมากล้อม จาก Google

Google Buzz หมากล้อม จาก Google

แม้ว่า Google จะถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ในโลกออนไลน์ ด้วยอาวุธที่ทรงพลานุภาพ อย่าง “Search Engine” ที่กลายเป็นอาวุธหลัก ในการบุกทะลวงบริการออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง “Google AdWord” และ “Google AdSense” ที่กลายเป็นอู่ข่าว อู่น้ำ สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้กับตน

แต่ Google กลับไม่สามารถก้าวเข้าไปปักธงในสมรภูมิ “Social Network” ได้เลย แม้ว่าตัวเอง จะมี “Orkut” อยู่ในมือ แต่ก็ได้รับความนิยมแต่ในประเทศ บราซิลและอินเดีย เท่านั้น

Google พยายามออก ผลิตภัณฑ์ออนไลน์อีกหลายๆตัว เพื่อใช้เป็นหมาก ในการเดินเกมรุก เข้าสู่สมรภูมิ “Social Network” ไม่ว่าจะเป็น “Open Social” ที่ออกมาเพื่อแข่งขันกับ “Facebook Platform” หรือจะเป็น “Google Friends
Connect” ที่ช่วยให้ ผู้ใช้ สามารถเป็น เพื่อนกัน ระหว่างเว็บไซต์ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกบนเว็บเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถต่อกรกับ “Facebook Connect” ที่ช่วยให้สมาชิก Facebook สามารถ Login เข้าเว็บไซต์ต่างๆที่เปิดให้ใช้ และ เชื่อมต่อ เข้าถึงสมาชิก Facebook คนอื่นๆ ได้

Google พลาดท่าให้กับ Facebook มาตลอด ในตลาด “Social Network”…

ปี 2009 ซึ่งเป็นปีทองของ “Social Network” ต่างๆ ทั้ง Facebook และ Twitter ที่พากันสร้างการเติบโตหลักหลายร้อยเปอร์เซ็นต์


Google เอง หมายมั่นปั้นมือเป็นอย่างมาก ด้วยการส่ง “Google Wave” ซึ่งเป็นเครื่องมือออนไลน์ที่ออกแบบมาช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกันง่ายๆ โดยเน้นการสื่อสาร คล้ายๆ Twitter แบบกลุ่มย่อย + Email

ด้วยแนวคิดที่ดี ที่ตั้งใจจะทำให้ “Google Wave” เป็น “The Next Evolution of Email” แต่กลับกลายเป็นใช้ยาก และไม่สามารถสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้ใช้ทั่วไปได้

“Google” จึงไม่สามารถแจ้งเกิด บนเวที “Social Network” ได้เสียที

(หน้าตาของ “Google Buzz”)

เปิดศักราชใหม่ “Google” จึงส่ง “Google Buzz” ออกมาท้าทายตลาด ตั้งแต่ต้นปี

“Google Buzz” เป็นบริการ “Social Network” เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกับ “Gmail” บริการ Email ยอดฮิตของ Google

ด้วยฐานผู้ใช้ “Gmail” ที่มีอยู่ประมาณ 160 ล้านคน ทั่วโลก จะช่วยให้จำนวนผู้ใช้ เริ่มต้นของ “Google Buzz” มีจำนวนมากมายมหาศาลได้ในพริบตา

รูปแบบบริการของ “Google Buzz” คือ “Status Update” คล้ายกับ Twitter และ Facebook

แต่ต่างกันตรงที่ ความเหมาะสมในการใช้งาน

ถ้าให้เปรียบเทียบ Twitter และ Facebook จะเหมาะกับการ บ่น การพูดคุย เรื่องทั่วๆไป หรือ ต้องการส่งข้อความอะไรบางอย่างให้ “Followers”

ส่วน “Google Buzz” นั้นเหมาะกับการแชร์และการตั้งคำถามและค้นหาคำตอบ

คล้ายๆกับ Webboard ที่มีเฉพาะกลุ่มเพื่อน ที่เป็น “Followers” ของเราเท่านั้น ที่เข้ามาอ่าน แชร์ และตอบได้

โดยใส่ความสามารถในการเชื่อมต่อกับบริการออนไลน์อื่นๆ ในตัว เช่น Twitter , YouTube , Flickr , Google Reader เพื่อให้การแชร์สามารถทำได้ง่ายขึ้น และบริการดังกล่าว ก็มีผู้ใช้อยู่จำนวนมากเช่นกัน

(ภาพ Google Buzz ที่ใช้บน SmartPhone ต่างๆ)

เนื่องจาก Twitter มีความเป็น Real-time สูง ทำให้การที่จะมีคนมาช่วยเราตอบคำถามที่เราถามไปแล้ว ยากยิ่ง จึงไม่เหมาะกับงานประเภทนี้

ส่วน Facebook ก็เป็นการ “Update Status” ของชีวิต เพื่อนๆใน Facebook ล้วนแต่แชร์เรื่องราวส่วนตัว ทั้งรูปถ่าย ความรู้สึก ความคิด ความเห็นต่างๆ ซึ่งไม่เหมาะกับงานประเภทนี้เช่นกัน

“Google Buzz” จึงเปรียบเสมือน สร้าง “Category” ใหม่ของการ “Update Status”

อาศัย “Gmail” เพราะผู้ใช้ มักจะต้องเปิดหน้านี้ทุกๆวันอยู่แล้ว เพราะมีทั้ง Email , Address Book และมี “Google Talk” ที่ช่วยให้สามารถพูดคุยกับเพื่อนที่ออนไลน์อยู่ ได้ทันที

เป็นการอาศัยประโยชน์จากพฤติกรรมการใช้งาน การร้อยเรียงบริการต่างๆเข้าด้วยกัน สร้างหมากอีก 1 ตัว ขึ้นมา พยายามล้อม คู่แข่ง

อีกทั้งเป็นการใช้ฐานที่มั่นเดิม บุกทะลวง ตลาดใหม่ เหมือนที่ใช้ “Search Engine” บุกตลาดค้นหาข้อมูลและทำโฆษณาออนไลน์ประสบความสำเร็จมาแล้ว

แม้จะไม่ง่าย ในการแข่งกับทั้ง Facebook และ Twitter

แต่ก็นับเป็นย่างก้าวน่าจับตามองยิ่ง ..