Facebook แอบเก็บข้อมูลการโทร จากคนที่ใช้มือถือแอนดรอย

เรื่องมีอยู่ว่า หนุ่มนิวซีแลนด์คนหนึ่ง ได้ดาวน์โหลดข้อมูลของตัวเองที่ Facebook เก็บเป็น archive ไว้ และพบว่าข้อมูลเหล่านี้มีการเก็บรายละเอียดการใช้โทรศัพท์มือถือของเค้าแบบละเอียดเลย

ไม่ว่าจะโทรหาใคร โทรนานกี่นาที โทรตอนกี่โมง รวมไปถึงข้อมูล meta data ของพวก SMS

ถามว่าข้อมูลพวกนี้ Facebook เก็บไปได้ยังไง?

ก็เพราะเราเองนั่นแหละ ที่เป็นคนอนุญาต

งงสิครับ หลายคนไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตอนไหน

คำคอบคือ ตอนลงแอพ Facebook บน android ครับ แอพมันจะขออนุญาตเข้าถึงข้อมูล call log ต่างๆของเราไป เราส่วนใหญ่ก็ช่างแม่ง อะไรของมันวะ ไม่อ่านโว้ย แล้วก็กดข้ามไปให้จบๆ

ทีนี้มันเก็บข้อมูลซะละเอียดเลย ทั้ง call log , SMS & MMS meta data

ยิ่งถ้าเป็น android เวอร์ชั่นเก่าๆ ตั้งแต่ 4.1 มันจะตั้งเป็นค่า default ตอนลงแอพเลยว่าอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลพวกนี้ได้

ดังนั้นใครที่ใช้มือถือ android มาหลายปี ก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูก Facebook แอบเก็บข้อมูลพวกนี้เอาไว้

ทั้ง Facebook และ คนสร้าง android อย่าง Google ก็เป็นบริษัทที่เอาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ไปสร้างระบบทำมาหากินด้วยการโฆษณาทั้งคู่

เราไม่ต้องจ่ายค่าใช้บริการให้เค้าเป็นเงิน แต่จ่ายด้วยข้อมูลส่วนตัวของเราแทน

Facebook แจ้งว่า เค้าเก็บข้อมูลเหล่านี้ เพื่อทำให้ระบบแนะนำเพื่อนทำงานได้ดีขึ้น

ระบบที่มันแนะนำเพื่อนที่เราไม่ได้ติดต่อกันมานานแสนนาน อยู่ๆโผล่ขึ้นมาถามว่าเรารู้จักมั้ยนั่นแหละ มันคงไปหาความสัมพันธ์ของ call log , SMS ที่เราส่งหาเพื่อนคนนั้นคนนี้ แล้วมาโมเมแบบมีหลักการทางคณิตศาสตร์ (ความน่าจะเป็น,สถิติ etc) ว่าสองคนนี้น่าจะรู้จักกันนะ

ล่าสุด Elon Musk พอทราบข่าวนี้ ก็ได้ทวีตว่า ช๊อคไปเลย (Shocker)

ได้โอกาสสำรวจตัวเองหน่อยล่ะครับ ว่าข้อมูลส่วนตัวเรา ได้ถูกใครเก็บไปบ้าง

เพราะคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ถ้าข้อมูลส่วนตัว มันไม่ส่วนตัวแล้ว

มีใครจะ #deleteFacebook ตามเฮียอีลอนบ้างมั้ย 😁

Facebook ครองโลก Mobile Internet ในอเมริกา

2013-04-04_04-57-36

วันนี้ผมมีสถิติจาก Flurry บริษัททำระบบ Mobile Analytics ที่คิดว่าน่าสนใจสำหรับคนทำการตลาดออนไลน์ทุกท่านครับ นั่นก็เพราะว่า เมื่อดูจากกราฟแล้วจะพบว่า คนเล่น mobile internet ในอเมริกาส่วนใหญ่นอกจากเป็นคอเกม และเข้าซาฟารีเปิดเว็บต่างๆ แล้ว พวกเขายังเข้าเฟซบุ๊กถึง 18% ของเวลาที่ใช้ไปกับแกดเจ็ทเหล่านี้ หรือคิดเป็นวันละเฉลี่ย 28 นาที

ต่อด้วยภาพกราฟฟิกที่ระบุชัดว่าจริงๆ แล้วคนใช้แอนดรอยด์ ใช้เฟซบุ๊กทำอะไรบ้าง?

2013-04-04_05-01-36

ตัวเลขเหล่านี้ทำผมไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมเฟซบุ๊กถึงออกระบบโฆษณาบนมือถือมากมาย นั่นก็เพราะว่าวันนี้เฟซบุ๊ก พร้อมแล้วที่จะเป็น Mobile Internet Company และวันนี้ก็จะมีการเปิดตัวมือถือเฟซบุ๊ก แน่นอนว่าผมจะนำมาอัปเดทแฟนๆ แน่นอนครับ

 

เมื่อ Facebook ปฏิวัติการ Search ของคนทั้งโลก

กลายเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการดิจิตัลไปทั่วโลกครับ เมื่อ Facebook จัดงาน เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ซุ่มทำกันมายาวนาน แต่ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับการรอคอย เพราะฟีเจอร์ที่ว่านี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติรูปแบบการค้นหาข้อมูลออนไลน์ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งโลกเลยก็ว่าได้

ระบบค้นหาในโลกใบนี้ ถูกยึดครองมายาวนานนับ 10 ปีโดย Google ซึ่งพัฒนามาในรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างเว็บกับเว็บ (Link หากัน) และความสัมพันธ์ระหว่างเว็บกับคีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหา (สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการรู้)

แต่สำหรับ “Graph Search” เป็นการค้นหารูปแบบใหม่ที่อาศัย “ความสัมพันธ์” ที่เชื่อมโยงระหว่างคนกับวัตถุสิ่งของ สถานที่ต่างๆ ซึ่งเราคงคุ้นเคยกับเรื่อง “Graph” ใน Facebook กันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการกดไลค์ (Like) การฟังเพลง (Listen) การดูหนัง (Watch) การอ่าน (Read) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เราทำกับบริการออนไลน์ต่างๆบน Facebook

พฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ Facebook ซุ่มเก็บมาตั้งแต่มีการเปิดตัว “Open Graph” เมื่อปลายปี 2011 โดยมีการอนุญาตให้นักพัฒนา สร้างแอพหรือบริการต่างๆ เชื่อมโยงกับผู้ใช้ Facebook ผ่านตัว “Open Graph” ไม่ว่าเราจะชอบเพจไหน เว็บไหน บทความไหน เราฟังเพลงอะไร ศิลปินคนไหนร้อง ฟังผ่านแอพอะไร ระบบเก็บข้อมูลของ Facebook ก็จะเก็บไว้

เมื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมของคนทั้งโลกเอาไว้แล้ว ทาง Facebook ก็นำมาจัดระเบียบ เรียบเรียง และเปิดให้ผู้ใช้ สามารถค้นหาได้ ผ่านฟีเจอร์ “Graph Search”

ตัวอย่างเช่น เมื่อเราพิมพ์คำชื่อหนัง “ironman” ลงไป เราจะพบว่า หนังเรื่องนี้ มีใครบ้างที่เป็นเพื่อนเราใน Facebook ชอบ

เราใส่รองเท้า Nike ใช้ Galaxy เป็นโทรศัพท์ ขับรถ Toyota Camry ใช้กล้อง Canon มี iPad เป็นแทบเล็ตคู่ใจ

clip_image002

เราจะรู้หมดครับ ว่าเพื่อนเรามีใครชอบสินค้าและแบรนด์ต่างๆเหล่านี้บ้าง คนทั้งโลกมีชอบกันอยู่กี่คน อาจจะแยกได้อีกว่าประเทศนี้มีคนชอบกี่คน

และนอกจากชอบสินค้าและแบรนด์เหล่านี้ คนอื่นเค้าชอบสินค้าและแบรนด์อะไรที่คล้ายกัน

และไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับวัตถุ สิ่งของ สถานที่เท่านั้นนะครับ

Graph Search ยังนำเวลาและตำแหน่ง มาเป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาได้ด้วย

เช่น ถ้าเราพิมพ์เป็นประโยคค้นหาว่า “Photos taken in Jay Jettrin Concert in Bangkok in 2012”

ระบบของ Facebook ก็จะแสดงรูปภาพที่ถ่ายในคอนเสิร์ตพี่เจ เจตริน ที่แสดงในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2012 มาแสดง

หรือถ้าเราพิมพ์ว่า “Restaurants in Yaowarat liked by People who like IRON CHEF Thailand”

คนดูรายการเชฟกะทะเหล็ก ชอบร้านอาหารอะไรในเยาวราช เรารู้ได้ทันทีครับ

clip_image004

จะเห็นได้ว่า ผลลัพท์จากการค้นหาผ่านระบบ Graph Search เป็นเหมือนระบบแนะนำ (Recommendation Engine) อย่างหนึ่ง

เราสามารถรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ว่า ถ้าเค้าใช้สินค้าตัวนี้แล้วเค้าจะสนใจสินค้า (คู่แข่ง) ตัวไหนอีก ถ้าเค้าอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วยังมีเล่มไหนที่คนที่อ่านเล่มนี้เค้าอ่านกัน ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคเหล่านี้ มีค่ามหาศาลสำหรับนักการตลาด

พฤติกรรมของผู้คน เริ่มมีอิทธิพลกับชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อยๆ เราจะได้เห็น ได้รู้ในสิ่งที่เราอาจจะไม่เคยรู้ เหมือน Graph Search เป็นตัวเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆให้ผู้ใช้ทุกคนทั่วโลก และทำให้โลกใบนี้ จะไม่ใช่โลกใบเดิมที่เราเห็นอีกต่อไป

พฤติกรรมทาง Social Network เหมาะหรือไม่กับการใช้พิจารณาจารณาคนเข้าทำงาน?

“พฤติกรรม” นอกจากจะมีความสำคัญในแวดวงของการตลาด การพัฒนาสินค้าและบริการแล้ว ยังมีความสำคัญกับธุรกิจในแง่ของทรัพยากรบุคคล ที่ต้องการคนที่เหมาะสมมาร่วมขับเคลื่อนองค์กร

แน่นอนว่าองค์กร ย่อมต้องการคนที่มีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมภายใน ไม่สร้างปัญหาให้กับองค์กรและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งรูปแบบเดิมของการตรวจสอบพฤติกรรมก่อนรับเข้าทำงาน คือ การสัมภาษณ์ผู้สมัคร การทำแบบสอบถามทางจิตวิทยา และการสุ่มสอบถามไปยังเพื่อน หรือบุคคลอ้างอิงต่างๆ ที่ผู้สมัครให้ข้อมูลมา


ฝ่ายบุคคลขององค์กร ก็อยากได้เครื่องมือตรวจสอบพฤติกรรมของผู้สมัครที่แม่นยำมากขึ้น การใช้วิธีการแบบเดิม อาจจะไม่เพียงพอ

ในยุคโซเชียลมีเดีย ความเป็นตัวตนของบุคคลถูกสะท้อนออกมาบนพื้นที่ออนไลน์ส่วนตัว ฝ่ายบุคคลขององค์กรบางแห่ง ได้นำมาเป็นปัจจัยในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน


คำถามคือ เหมาะสมหรือไม่กับการนำพฤติกรรมหรือตัวตนของบุคคลทาง Social Network มาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน?

มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northern Illinois ร่วมกับมหาวิทยาลัย Evansville และมหาวิทยาลัย Auburn มีจำนวนกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาจำนวน 586 คน โดยมีการเก็บข้อมูลเบื้องต้นเป็นแบบสอบถามทางจิตวิทยา และมีนักศึกษาจำนวน 274 คนที่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลจากโปรไฟล์บน Facebook เพื่อการวิจัยได้ โดยแต่ละคนจะเปิดให้อ่านข้อมูลแบบ Public


จากนั้นโปรไฟล์ของแต่ละคนจะถูกวิเคราะห์และให้เกรดโดยผู้ประเมินตามหลัก “ทฤษฏีบุคลิกภาพตามปัจจัย 5 ประการ” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “Big Five Traits Theory” ได้แก่

Extraversion (ชอบเข้าสังคม ชอบแสดงออก)

Conscientiousness (ความมีระเบียบวินัย มีเป้าหมายในการทำงาน)

Agreeableness (ความเป็นมิตร ยอมรับซึ่งกันและกัน  ไว้เนื้อเชื่อใจ อดทนต่อสิ่งรอบข้าง)

Emotional Stability (การรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียด การจัดการกับอารมณ์)

Openness to Experience (ชอบหาประสบการณ์ใหม่ๆ มีจินตนาการ มีความสนใจหลากหลาย)


ในอีก 6 เดือนต่อมา กลุ่มตัวอย่างจะถูกเลือกเฉพาะคนที่มีงานทำและเต็มใจที่จะให้ข้อมูลของนายจ้างเท่านั้น จากจำนวน 274 คนในตอนแรก มาขั้นตอนนี้จะเหลือเพียง 69 คน

จากนั้น ทีมผู้วิจัยและประเมินจะทำการติดต่อกับนายจ้างเพื่อทำแบบสอบถาม ซึ่งเหลือจำนวน 56 คนเท่านั้นที่นายจ้างสมัครใจ ในการทำวิจัยครั้งนี้

ซึ่งผลลัพท์ที่ได้ สอดคล้องกันระหว่างข้อมูลการทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาของตัวนักศึกษาเอง กับคะแนนของการประเมินหน้าโปรไฟล์บน Facebook ที่เป็นมุมมองของผู้ประเมิน  และจากการสำรวจจากนายจ้างซึ่งเป็นมุมมองของคนที่รับเข้าทำงาน


แม้ว่าผลการศึกษานี้จะไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เนื้อหาสาระที่ถูกโพสต์ลง Social Network จะไม่สามารถบอกได้ว่าผู้สมัคร ทำงานดีหรือไม่ดี แต่ก็สามารถบอกได้ว่า เนื้อหาสาระที่โพสต์เหล่านี้ สะท้อนตัวตนของตัวเองออกมาจริงๆ

มีผลสำรวจจากบริษัท Reppler ที่ทำการสำรวจ recruiter กว่า 300 คน ว่าใช้ Social Network  ของตัวบุคคลมาพิจารณาเป็นปัจจัยในการรับคนเข้าทำงานหรือไม่

จากผลสำรวจ พบว่า 90% ของ recruiter เหล่านี้ นำโปรไฟล์บน Social Network ของผู้สมัคร มาพิจารณาด้วย

มีถึง 69% ที่ปฏิเสธผู้สมัครเข้าทำงาน จากการอ่านโปรไฟล์บน Social Network ของผู้สมัครเหล่านี้ ในขณะที่ 68% ของการรับคนเข้าทำงาน ก็เพราะอ่านจากโปรไฟล์ผู้สมัครบน Social Network เช่นเดียวกัน

หลายคนอาจมองว่าไม่เหมาะสม ถ้าฝ่ายบุคคลจะใช้ Social Network มาเป็นปัจจัยในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน แต่ก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปัจจุบัน เร่ิมมี recruiter หลายบริษัท ใช้วิธีนี้ในการคัดกรองคนบ้างแล้ว แม้กระทั่งในเมืองไทย

อาจไม่ต้องถึงกับเลิกเล่น หรือโพสต์สร้างภาพคนดี มีอีก account ไว้สร้างภาพหรอกครับ

ขอแค่เราพยายามไม่โพสต์สิ่งที่ส่งผลกระทบด้านลบมากๆกับตัวเราเองให้กับสาธารณะชนรับรู้ 

เพราะมันอาจจะไม่ใช่เพียงฝ่ายบุคคลเท่านั้นที่เห็นครับ แต่จะกลายเป็นเพื่อนทั้งหมดที่เรามีอยู่ จะได้เห็นในสิ่งเหล่านี้

พฤติกรรมบางอย่าง บางครั้งเราก็ไม่ควรเปิดเผยให้กับคนทุกคน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจเราเสมอไป:)


Source : Repler (Link) , Research (Link)

บทความนี้ ตีพิมพ์อยู่ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ Marketing Hub ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ (Link)

Facebook กับมูลค่าที่ประเมินไม่ได้

ข่าวที่ฮือฮาในแวดวงดิจิตัลของเดือนกุมภาพันธ์ คงไม่มีข่าวไหน ได้รับความสนใจ มากไปกว่าการเตรียมเปิดขายหุ้นต่อสาธารณะ (Initial Public Offering หรือ IPO) ของบริษัทที่ทรงอิทธิพลบนโลกอินเตอร์เน็ตที่สุดในยุคนี้อย่าง Facebook

Facebook ต้องการระดมทุนด้วยการขายหุ้นมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ จากมูลค่าของกิจการทั้งหมดที่นักวิเคราะห์หลายสำนักประมาณการอยู่ที่ 75,000 – 100,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับจำนวน IPO ของ Google ที่เข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2004 ที่ 1,900 ล้านดอลลาร์จากมูลค่ากิจการในขณะนั้น 23,000 ล้านดอลลาร์ นับว่ามูลค่ากิจการของ Facebook เมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น สูงกว่า Google เกือบ 5 เท่าตัว

ในปี 2011 รายได้ของ Facebook อยู่ที่ 3,710 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ทำได้ในปี 2010 ถึง 88% คิดเป็นกำไรสุทธิ 1,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่าปี 2010 ที่ทำได้ 606 ล้านดอลลาร์

สัดส่วนรายได้หลักถึง 85% มาจากการขายโฆษณาบนแพลตฟอร์มของ Facebook เอง (ลดลงจากปี 2010 ที่อยู่ที่ 95%) อีก 15% ที่เหลือ มาจากเกม ซึ่งแบ่งเป็น 12% จากบริษัท Zynga ผู้พัฒนาเกม Farmville อันโด่งดังและอีก 3% เป็นเกมของบริษัทอื่น

ค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจของ Facebook คือ ค่าวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งกระโดดสูงขึ้นจาก 9 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2010 มาเป็น 114 ล้านดอลลาร์ในปี 2011 (มากกว่าเดิมถึง 11.66 เท่า) ซึ่งมองได้ว่า Facebook ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองเป็นอย่างมาก มีการจ้างคนมากกว่าหนึ่งพันตำแหน่ง ทั้งหมดนี้เพื่อรองรับแผนการ IPO นั่นเอง

นอกจากความน่าสนใจของผลประกอบการแล้ว ยังมีสถิติอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่ในบันทึกของฟอร์ม S-1 ซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์

ณ ปัจจุบัน Facebook มีจำนวนผู้ใช้ที่แอคทีฟอยู่ที่ 845 ล้านคน เพิ่มจากปี 2010 ถึง 39% ซึ่งถ้าเจาะลึกลงไปอีกจะพบว่าผู้ใช้ที่เข้ามาใช้งาน Facebook เป็นประจำ จะอยู่ที่ 483 ล้านคน และจากจำนวนผู้ใช้ทั้งหมด มีผู้ใช้ 425 ล้านคน ใช้งาน Facebook บนมือถือ

มียอดเฉลี่ย 3 เดือนล่าสุดของการกด Like และคอมเมนต์อยู่ที่วันละ 2,700 ล้านครั้งต่อวัน มีรูปถ่าย 250 ล้านรูปถูกอัพโหลดขึ้น Facebook ในแต่ละวัน คิดจำนวนข้อมูลที่เก็บรวมกันกว่า หนึ่งร้อยล้านกิกะไบต์

รายได้ต่อปีของ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง เป็นเงินเดือนรวมกันปีละ 500,000 ดอลลาร์ และผลตอบแทนอื่นๆกว่า 1.5 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ มีค่าเช่าเครื่องบินส่วนตัวถึง 692,679 ดอลลาร์โดยที่ตัวเค้าเอง ได้แจ้งไว้ว่าจะขอลดค่าจ้างตอบแทนรายปีเหลือเพียงแค่ 1 ดอลลาร์ เหมือนอย่างที่สตีฟ จ๊อบส์ผู้ก่อตั้งแอปเปิ้ล ลาร์รี่ เพจ กับ เซอร์เกย์ บรินน์ ผู้ก่อตั้งกูเกิ้ล ได้รับ เช่นกัน

ถ้าลองวิเคราะห์จากรายได้และมูลค่าของ Facebook ณ ปัจจุบัน ทำให้มั่นใจว่าอนาคตของผู้คนทั้งโลก จะต้องมาใช้ชีวิตอยู่บนแพลตฟอร์มของ Facebook ต่อไปอีกนาน และมูลค่าเหล่านี้ สะท้อนคุณค่าที่ Facebook มีในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความน่าสนใจต่างๆของผู้คน รสนิยม ความชอบ และพฤติกรรม ต่างก็มีมูลค่าที่ยังไม่สามารถตีออกมาเป็นตัวเงินได้ชัดเจน เพราะเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้หลากหลาย ทั้งเรื่องการตลาด หลักจิตวิทยาและความสัมพันธ์ หรือกระทั่งข่าวการเตรียมใช้ข้อมูลของทั้ง Facebook และ Twitter ในการทำนายอาชญากรรมของ FBI

และเมื่อความสัมพันธ์ของคนและพฤติกรรมต่างๆในชีวิตจริง ถูกแปลงให้เป็นรูปแบบดิจิตัลมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง ต่อไป ไม่ต้องรออันดับหนังทำเงินใน Box Office ก็สามารถรู้ได้ว่า หนังเรื่องไหนคนดูเยอะที่สุด หนังสือเล่มไหนคนอ่านมากที่สุดของปีนี้ สถานที่ท่องเที่ยวใด ที่คนไปเที่ยวมากที่สุด สินค้าแบรนด์ไหน คนรักมากที่สุด ซึ่งสถิติทั้งหลายก็คงจะทะยอยเปิดเผยออกมา ราวกับว่า Facebook คือ กินเนสบุ๊คเลยทีเดียว (ไม่แน่ว่า Facebook อาจจะทำ Year Review ออกมาเป็นสถิติน่าสนใจประจำปี ขายก็ได้)

จับตาหุ้นของ Facebook ในตัวย่อ FB ไว้ให้ดีครับ ใครมีหุ้นตัวนี้อยู่ อาจได้เป็นมหาเศรษฐี ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะมูลค่ามากมายที่แอบแฝงอยู่จะทะยอยเผยออกมาให้เห็นเรื่อยๆ:)

*ต้นฉบับ ตีพิมพ์ลงใน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (Link)

ติดตามความรู้ด้านดิจิตัลและกลยุทธ์การตลาด จากหน้าเพจ http://www.facebook.com/MktHub และรายการ DigiLife TV ทุกวันอาทิตย์ 4 ทุ่มทางเนชั่น ครับ