Apple เปิดตัวบัตรเดรดิตสุดว้าววว “Apple Card”

เมื่อคืน Apple เปิดตัวบัตรเครดิตตัวเองชือ “Apple Card”

บัตรนี้ทำหน้าที่จับจ่ายซื้อสินค้าได้ทั่วโลก ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง MasterCard และ Goldman Sachs (ตามข่าวลือที่ออกมาก่อนหน้านี้)

ฟีเจอร์เด่นๆของ Apple Card มีประมาณนี้
—————–

1. Digital & Physical Card

มีบัตรแบบดิจิตัล อยู่บนมือถือของเรา และมีบัตรแบบ physical เดิม (ทำจากไทเทเนี่ยม แทนพลาสติก)

สามารถใช้แบบไหนก็ได้ ตามสะดวก

ตัวบัตรแบบ physical จะไม่มีหมายเลขบัตรเครดิต วันเดือนปีที่หมดอายุ ลายเซ็นเราและรหัสลับ 3 ตัวหลังบัตร (CVV – Card Verification Value)

แต่จะเป็นบัตรเท่ๆที่มีแค่ชื่อเรา และชิปความปลอดภัยที่ฝังอยู่ในบัตรเท่านั้น

ส่วนแบบดิจิตัล จะอยู่ในแอพชื่อ “Apple Wallet” บนมือถือ iOS ใช้ควบคุมการใช้งานบัตร และดูรายการ transaction การใช้จ่ายต่างๆของเรา

 

56140503 10155890155436956 6370431751264665600 o

—–

2. Daily Cash

เป็นระบบ Instant Cashback ที่ทุกการใช้จ่ายผ่าน Apple Pay ผู้ใช้จะได้เงินคืนจาก Apple ทันที 2%

ถ้าเป็นการซื้อสินค้าและบริการของ Apple ก็จะได้เงินคืน 3% (ซื้อแอพจาก App Store ยังได้เงินคืน!!)

ถ้าใช้ผ่านบัตรแบบ physical จะได้ Daily Cash คืน 1%

ที่ว่าเด็ด คือ เป็นการคืนเงินแบบทันที ไม่ต้องรอเป็นเดือนๆ เหมือนโปรของธนาคารบ้านเรา และไม่มีเพดานด้วย แล้วแต่วงเงินเลย

—–

3. ระบบยืนยันบัตร แบบ Dynamic Security Code

ปกติการซื้อของออนไลน์ เวลายืนยันบัตร เราจะใช้เลข CVV หลังบัตรมากรอก
แต่สำหรับ Apple Card จะใช้ dynamic security code แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง มาเป็นตัวยืนยันบัตร เพื่อป้องกันการนำไปใช้โดยที่เราไม่ได้รับอนุญาต

ไม่ต้องกลัวใครมาแอบรู้ CVV เรา เพราะเปลี่ยนมาใช้ระบบยืนยันที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง

Dynamic Security Code นี้จะใช้คู่กับ Face ID , Touch ID ในการยืนยันการใช้จ่าย

แค่นี้ก็โคตรปลอดภัยกว่าที่ใช้ๆกันอยู่ตอนนี้แล้ว

—–

4. ความเป็นส่วนตัว

Apple จะไม่เอาข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปใช้ในการตลาดและจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เหมือนอย่างที่ธนาคารต่างๆทำกัน

—–

5. Transaction ตรวจสอบได้ตลอดเวลา

ไม่ว่าจะใช้จ่ายอะไร สามารถเข้าไปเช็คบนแอพ Apple Wallet ได้เลย

ระบบมีการแจ้งเตือนทุกครั้ง สามารถรายงานความผิดปกติได้ ถ้ามี transaction ที่เราไม่ได้ใช้งาน

เราจะได้เห็นหมดว่าซื้ออะไร ที่ไหน เท่าไหร่ กับใคร ยอดใช้จ่ายทั้งหมด วงเงินต่างๆ

ไม่ต้องใส่ข้อมูลพวกนี้เข้าไปเอง แต่มันจะขึ้นโชว์ให้เห็นเองเลย

เรียกดูรายงานค่าใช้จ่ายรายวัน เดือน ได้ตลอดเวลา

ช่วยในการบริหารการเงินส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้นไปอีก

55516314 10155890155476956 3339023385408569344 o

—–

6. ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ

ไม่มีทั้งค่าธรรมเนียมรายปี ใช้เกินวงเงินก็ไม่โดนชาร์จเพิ่ม ใช้ต่างประเทศก็ไม่โดนชาร์จเพิ่ม
ไม่มีค่าปรับเมื่อจ่ายหนี้ช้า (แต่มีดอกเบี้ยอยู่นะ)

ถ้าจ่ายคืนก้อนเดียวไม่ได้ เราสามารถแบ่งจ่ายหลายงวดได้อีก

ถ้ามีปัญหาอะไร ก็ติดต่อกับฝ่าย support ลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านการส่ง Text Message ในแอพ

—–

7. Flexible Pay

ผู้ใช้สามารถตั้งได้ว่าจะชำระหนี้บัตรแบบไหน ชำระทุกวัน ทุกอาทิตย์ ทุกสองอาทิตย์ หรือทุกเดือน

กำหนด due date ได้เอง ตามความสะดวกของเรา ตั้งเตือนเองได้หมด

ทั้งสะดวกและ Flexible มากๆ

—–

8. การสมัครใช้งาน
– เริ่มใช้ได้ที่สหรัฐอเมริกาก่อนประเทศแรก (Available this Summer) ยังไม่มีบอกว่าจะเปิดให้บริการประเทศอื่นมั้ย เพราะแต่ละประเทศ มีกฏหมายเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป- ในสหรัฐฯ สามารถสมัครใช้งานบัตรได้ในแอพ Wallet เลย โดยไม่ต้องยื่นหลักฐานใดๆ

– สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีพูดถึงว่าจะมี Apple Card มั้ย แต่การออกบัตรเครดิต สำหรับธุรกิจ Non-bank ต้องออกร่วมกับธนาคารพาณิชย์ โดยไม่ต้องขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า

– ฝั่งผู้รับบัตร เช่นร้านค้าต่างๆ สามารถรับชำระด้วย Apple Card ได้ เพราะเป็นบัตร MasterCard

—–
9. ข้อมูลอื่นๆ

– ประกันเครื่องหาย ถูกขโมย หรือพัง (ยังไม่มีพูดถึง)
– ระบบ Gamification สำหรับการใช้จ่ายของเรา เช่น จ่ายหนี้เร็ว ได้ Badge
– สิ่งที่ไม่ได้พูดถึง แต่น่าจะมี คือ ระบบสะสมแต้ม แบบบัตรเดรดิตทั่วไป

—————–

Apple Card อาจจะไม่ใช่สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีในโลกมาก่อน
แต่เป็นสิ่งที่ออกมาอุดช่องว่างของ Apple Pay ที่ยังใช้ได้เพียงไม่กี่ประเทศ
เพราะ Apple Card จะทำให้ผู้ใช้ iOS ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน ก็สามารถใช้จ่ายเงินผ่านระบบของ Apple ได้เลย

การแก้ไขข้อจำกัดต่างๆที่บัตรแบบ physical มี + Incentive ในการใช้อย่าง Daily Cash น่าจะทำให้คนจำนวนไม่น้อย เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายมาอยู่บนแพลตฟอร์มนี้มากขึ้น

ถ้ามีระบบแต้มสะสมกันได้เมื่อไหร่ มันส์เลยทีนี้ แลกนู่นแลกนี่กันสนุกสนาน

เดี๋ยวคงมีระบบ Credit Scoring เข้ามา ตามมาด้วยบริการทางการเงินอื่นๆ เช่น กู้เงินได้ ซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ หรือแม้กระทั่งการมีสกุลเงินดิจิตัลของตัวเอง

คนที่กระทบไปเต็มๆ คือ ธนาคารทั้งหลายนี่แหละ

ทั้งเก็บค่าธรรมเนียมสารพัด ทั้งเอาข้อมูลส่วนตัวลูกค้าไปใช้ ขั้นตอนออกบัตร อายัดบัตร ยุ่งยากไปหมด

คุ้มค่ามั้ย ถ้า Apple จะซื้อ Netflix

****

มีข่าวออกมาบ่อย คนมาชวนคุยประเด็นนี้ก็บ่อยว่า Apple จะซื้อ Netflix มั้ย เพราะมีเงินสดในมือจำนวนมหาศาล และบริการดูหนังสตรีมมิ่งแบบ SVOD (Subscription Video On Demand) ยังเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในบริการอินเตอร์เน็ตที่ควรจะมี

ยิ่งเดือนก่อน Netflix ประกาศผลประกอบการออกมา สื่อต่างประเทศยิ่งประโคมข่าวกันหนักมากๆ

ถ้าวันนี้ Apple ต้องใช้เงินที่เหลืออยู่มากมาย มาซื้อกิจการซักอย่าง เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ธุรกิจด้านคอนเทนต์และมีเดียของตัวเอง Netflix เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด จริงรึเปล่า?

ความเห็นส่วนตัว ผมเชียร์ให้ Apple ซื้อ Disney มากกว่า เพราะ market cap ไม่ถึง 2 เท่าของ Netflix

แต่หุ้น Netflix มี P/E สูงกว่าหุ้น Disney ถึง 10 เท่า และมี EBITDA น้อยกว่า Disney ถึง 20 เท่า

ในแง่ตัวเลขล้วนๆ ถือว่าคุ้มกว่าเยอะ เพราะหุ้น Netflix แพงกว่า แถมยังทำกำไรได้น้อยกว่า Disney มาก

ยิ่งเอาสินทรัพย์ต่างๆที่ Disney มี ทั้งลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับเทพๆ ทั้งของ Marvel Studios ที่มีแก๊งค์ The Avengers, X-Men, Spiderman ยังมี Lucasfilm ที่มีคอนเทนต์ระดับตำนานอย่าง Star Wars และมีกีฬาอย่าง ESPN อีก

ยังมีลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากค่าย Fox ที่สอยมายกล๊อต และสิทธิ์ในการ์ตูนญี่ปุ่นดังอย่างโดราเอม่อน ด้วยนะ (ซื้อสิทธิ์มาจาก TV Asahi ของญี่ปุ่นอีกที เพื่อฉายในอเมริกา)

นอกจากลิขสิทธิ์คอนเทนต์เจ๋งๆแล้ว ยังมี license พวก characters ชื่อดังมากมาย ทั้งยุคเก่าอย่างมิกกี้เมาส์ จนถึงยุคใหม่จากค่าย Pixar เช่น Buzz Lightyear, Wall-E , Dory เป็นต้น

ยังมีสวนสนุก Disney Land หรือร้านขายสินค้า merchandise ต่างๆ ทั่วทั้งโลก เป็นรายได้มหาศาลของ Disney มานานหลายสิบปี

แม้ว่า Netflix จะมี original contents ดีๆเยอะก็จริง แต่ลิขสิทธิ์คอนเทนต์ต่างๆที่มีมูลค่าเทียบไม่ติดกับสิ่งที่ Disney มีเลย

การซื้อ Hollywood studio ที่เป็นเมเจอร์ซักค่าย น่าจะมีประโยชน์มากกว่าการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่สามารถทำเองได้ ฐานลูกค้า Apple ใหญ่กว่า Netflix หลายเท่า น่าจะมีโอกาสไล่ทันได้

**Content King vs. Platform Queen การแข่งขันที่ยังเพิ่งเริ่มต้น**

ในอเมริกา มีจำนวนผู้ให้บริการ streaming เพิ่มทุกปี และค่าบริการแต่ละค่ายก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่เคยมีเก็บถูกลงครับ

ตัวอย่างบริการ และค่าบริการรายเดือน

– Starz $8.99 (เป็นเคเบิลทีวีระดับพรีเมียมที่ให้บริการVDO Streaming ด้วยของค่ายหนัง Lionsgate)
– Netflix $9.99
– HBO Now $14.99
– Hulu $7.99 (เป็นบริการ VDO Streaming ที่ค่ายคอนเทนต์และมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง Disney, Fox, Comcast, Time Warner และ Nippon TV ลงขันกันเพื่อแข่งกับ Netflix)
– Amazon Prime $12.99
– Showtime $10.99 (เป็นเคเบิลทีวีระดับพรีเมียม ของค่าย CBS)

สาเหตุหลัก คือ ต้นทุนด้านคอนเทนต์ที่สูงขึ้นทุกปี

ค่าลิขสิทธิ์ streaming จะถูกกำหนดโดยเจ้าของคอนเทนต์ หลักๆคือ major hollywood studio ใหญ่ๆทั้งหลาย

โมเดลของค่าสิทธิ์เหล่านี้ คิดเป็นต้นทุนแปรผันตามจำนวนสมาชิก ใครมีสมาชิกมากกว่า ก็จะจ่ายต่อหัวให้ค่ายถูกลง (พอคูณด้วยจำนวนสมาชิก ก็เยอะอยู่ดี)

จึงไม่เกี่ยวกับว่ามีคนมาแข่งกันแล้วบริการจะถูกลง

มีลิขสิทธิ์บางเรื่องเท่านั้นที่ค่ายหนังขายแบบเหมาให้โดยการจ่าย lump sum เป็นก้อน ต่อเรื่อง และไม่น่าจะขายโมเดลนี้กับสัญญา content ใหม่ๆแล้ว
(เป็นสัญญาที่ Netflix ทำกับค่ายหนัง ในช่วงเริ่มทำ streaming ยุคแรก)

ต่อให้เจ้าของคอนเทนท์มาทำ streaming เอง ก็ไม่ใช่ว่าจะกำหนดราคาขายเท่าไหร่ก็ได้

เพราะเจ้าของคอนเทนต์พวกนี้ กับคนที่เป็น distributor อาจเป็นคนละคนกัน

เวลาที่เค้าคิดต้นทุน ต้องมีเทียบกับการ distribute ในแต่ละที่
แต่ละสื่อ ตาม content windows และสิทธิ์ในแต่ละภูมิภาคด้วย

เช่น House of Cards ซึ่งเป็น original series ที่ดังมากๆของ Netflix
แต่ไม่ใช่ว่า Netflix ทำเองแล้วจะตั้งราคายังไงก็ได้ เพราะ Global distribution rights ของเรื่องนี้คือ Sony

เราจะเห็นว่าเรื่องนี้ มีใน Netflix บางประเทศ และไม่มีในบางประเทศ มาช้าเร็วแตกต่างกัน บางประเทศมีครบทุก season บางประเทศไม่ครบ ทั้งที่บริการ Netflix เหมือนกัน

หรือฉายบน Cable ช่อง RTL ของ CBS แต่กลับไม่มีฉายใน TV Networks ของ Sony เลย

ปีแรกที่ Netflix เปิดให้บริการพร้อมกันทั่วโลก (2016) มีไม่กี่ประเทศที่ได้ดู House of Cards และอีกหลายๆเรื่อง

เมื่อมีผู้ให้บริการรายใหม่ที่จะเข้ามา ต้องแบกต้นทุนขั้นต่ำมหาศาล ใช้เรื่องราคามาเป็นจุดขายไม่ได้

นอกเสียจากว่า ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์จาก major studios และทำคอนเทนต์เองหมด (ใช้เงินมหาศาลอยู่ดี และไม่ได้การันตีว่าจะสำเร็จ)

ต้นทุนซื้อคอนเทนต์ Netflix พุ่งสูงขึ้นมากในปีก่อนครับ ทะลุเกินเป้าที่คาดไว้เพราะโต มีคนคาดว่า เงินที่เตรียมซื้อ+สร้าง จะมีไม่พอ และค่ายหนังก็เตรียมขึ้นราคาลิขสิทธิ์ไปอีกถ้ามีการต่อสัญญา

น่าจะมี 2 ทางเลือกตอนนี้ คือ ขึ้นราคาค่าสมาชิก (ซี่งคาดกันว่าขึ้นแน่ๆ) กับกู้เงินเพิ่ม

จริงๆก็เชียร์ครับ แต่ตอนนี้เหมือนโดนบี้จากพวกค่ายหนังที่จะไม่ขายของให้แล้วไปทำมาแข่งอีก

AI และ Machine learning กับบทบาทสำคัญในโลกปัจจุบัน

AI และ Machine learning กับบทบาทสำคัญในโลกปัจจุบัน

หัวข้อที่เป็นเทรนด์ร้อนแรง เป็นประเด็นที่คนพูดถึงมากที่สุดเรื่องนึงทุกวันนี้ ต้องมีเรื่องของ AI และ Machine Learning ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

AI เป็นประเด็นระดับโลก ที่เหล่ามหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน หรือแม้กระทั่งรัสเซีย ต่างแย่งชิงบทบาท ความเป็นผู้นำในด้านนี้ และถูกยกให้มีความสำคัญไม่แพ้ในยุคที่มีการแก่งแย่งกันเพื่อความเป็นผู้นำด้านการสำรวจอวกาศ

เรียกได้ว่า ใครเป็นผู้นำด้าน AI ก็จะเป็นผู้นำโลกยุคต่อไป โดยปริยาย

AI มีบทบาทสำคัญอย่างไร AI ถูกเอาไปใช้ด้านไหนบ้าง และปัจจุบันใครเป็นผู้นำด้านนี้

เราจะมาติดตามกันในบทความครับ

ใครเก่งสุดเรื่อง AI คนนั้นเป็นมหาอำนาจของโลก

เรื่องของ AI เริ่มกลายเป็นประเด็นสำคัญบนเวทีการเมืองระดับชาติ เมื่อประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้พูดให้นักเรียนในรัสเซียฟัง ในวันเปิดภาคเรียนของโรงเรียนทั่วประเทศ ว่า AI คือ อนาคตของมนุษยชาติ ที่สร้างโอกาสมหาศาลในอนาคต ใครที่เป็นผู้นำด้าน AI จะเป็นผู้นำของโลกอนาคต และรัสเซียก็พร้อมที่จะทุ่มเททรัพยากรต่างๆเพื่อพัฒนาตัวเองในด้านนี้อย่างเต็มที่

ในขณะที่จีน มหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก ถึงกับใส่เรื่องของ AI ลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจีน จะต้องเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 โดยจะผลักดันบริษัท startup และสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านนี้ในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างเต็มที่

ฟากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านออนไลน์ในจีน ทั้ง Baidu และ Tencent ต่างปรับแผนการเพื่อการเป็นผู้นำโลกในด้าน AI เช่นกัน ทั้งการตั้ง lab ภายในที่มีงบพัฒนาวิจัยมหาศาล ความร่วมมือกับหนาวยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในบริษัท AI ต่างๆทั่วโลก

มีรายงานจากทำเนียบขาว เมื่อเดือนตุลาคม 2016 ว่า จีน มีบทความและรายงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้าน AI จากจีนได้รับการตีพิมพ์มากกว่าของทางสหรัฐแล้ว และจำนวนสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ AI จากนักวิจัยจากจีน ก็เพิ่มขึ้นกว่า 200% ซึ่งเป็นสัญญาณว่า community ที่วิจัยด้าน AI ในจีนมีความตื่นตัวมากเพียงใด และความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติจะทำให้จีนพัฒนารวดเร็วมากยิ่งขึ้น

AI จะฉลาดได้ ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลจำนวนมหาศาลมาให้คำนวณและเรียนรู้ เหมือนกับคนเรา ที่ยิ่งอ่านเยอะ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งเก่ง

การมีประชากรมหาศาลกว่า 1,400 ล้านคน และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 730 ล้านคน ทำให้มีปริมาณข้อมูลมหาศาล กว่าประเทศอื่นๆ กลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญของจีน และข้อมูลส่วนตัวของประชากร ก็ไม่ได้ถูกกฏหมายคุ้มครองมากนัก เมื่อเทียบกับทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ยิ่งง่ายต่อการนำไปใช้พัฒนา AI

ด้วยความเอาจริงเอาจังจากทั้งรัฐบาลและเอกชน จีนจึงเป็นประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำโลกด้าน AI แข่งกับสหรัฐ

AI คืออะไร

AI : Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่วิจัยและพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรม การคิด การตัดสินใจ แบบสมองที่ซับซ้อนของมนุษย์ หรือว่าง่ายๆ คือ การทำให้คอมพิวเตอร์ ทำงานได้ชาญฉลาดเหมือนสมองของคนนั่นเอง

ตัวอย่างที่เป็นข่าวดังไปท่ัวโลก คือ ระบบ AI ชื่อว่า “AlphaGo” ที่พัฒนาโดยบริษัท DeepMind ของ Google สามารถเล่นหมากล้อมหรือโกะ เอาชนะปรมาจารย์ระดับโลก ที่มีฝีมือขั้นสูงสุดระดับ 9 ดั้ง ชื่อ ลี เซดอล (Lee Se-dol) ชาวเกาหลีใต้ ได้ถึง 3 ใน 5 เกม

โกะ ถือเป็นเกมกระดานที่มีความซับซ้อนมาก ต้องอาศัยการวางแผนอย่างสุขุมรอบคอบในการเดินหมากแต่ละครั้ง และมีการชิงไหวชิงพริบกันตลอดการเล่น

AlphaGo พัฒนาและศึกษารูปแบบการเล่นของเซียนโกะทั่วโลก เพื่อพัฒนาเป็นรูปแบบการเล่นของตัวเอง มีการฝึกฝน เพื่อเพิ่มความสามารถการเรียนรู้ให้ฉลาดขึ้นโดยการฝึกกับตัวเองในรูปแบบการเล่นต่างๆ นับล้านครั้ง ทำให้ตัว AlphaGo เอง ฉลาดและเล่นโกะได้เก่งขึ้นทุกครั้ง

ความได้เปรียบของ AlphaGo เมื่อลงสนามประลองการเดินหมาก แข่งกับเซียนระดับโลก คือ ท่ามกลางบรรยาศ ความตึงเครียด ในการแข่งขัน AlphaGo ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ จะไม่มีอารมณ์ ความกดดันใดๆในการคิดและวางแผน เมื่อเทียบกับมนุษย์ ทำให้เอาชนะไปได้ในที่สุด

AI เอาไปใช้งานด้านไหนได้บ้าง

ปัจจุบัน AI ถูกนำไปใช้ในธุรกิจหลายๆ sector ทั้งเพื่อทำงานแทนคน และทำงานร่วมกับคน เพื่อสร้าง productivity และ efficiency สูงที่สุด

ด้านการขนส่ง (Logistics and Delivery)

Domino Pizza

หน่วยงานชื่อ Domino’s Robotic Unit (DRU) ของ Domino Pizza ได้พัฒนาหุ่นยนต์ช่วยส่งอาหาร สามารถเรียนรู้ในการปรับอุณหภูมิที่เหมาะสม ตลอดเส้นทางการขนส่ง เพื่อให้อาหารคงรสชาติให้ใกล้เคียงกับตอนปรุงเสร็จใหม่ๆให้มากที่สุด

โดยหุ่นยนต์ขนส่งตัวนี้ เริ่มทดลองให้บริการแล้วในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเยอรมนี

Amazon

เดือนกรกฏาคม ปี 2016 Amazon ยักษ์ใหญ่ด้าน E-Commerce ระดับโลก ได้ประกาศความร่วมมือกับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อพัฒนาการขนส่งโดยใช้โดรน ในการส่งพัสดุสินค้าขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 5 ปอนด์ ภายในระยะเวลา 30 นาที โดยการใช้ AI ในการเรียนรู้เส้นทางการบิน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางการส่งให้เร็วที่สุด

Amazon ยังร่วมมือกับองค์กรการบินในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีโดรน ให้สอดคล้องกับกฏหมายการบินของแต่ละประเทศ

เชื่อว่าอีกไม่เกิน 10 ปี Amazon จะพัฒนาโดรนให้กลายเป็นพาหนะขนส่งสินค้าหลักของตัวเองได้

ด้านความปลอดภัยของข้อมูล

คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ถูกภัยคุกคามจากมัลแวร์อย่างหนัก ข้อมูลจาก Kaspersky Lab ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย บอกว่า ตอนนี้มีการตรวจพบมัลแวร์ใหม่ๆกว่า 325,000 ตัวต่อวัน

บรรดามัลแวร์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ เป็นการกลายพันธ์และเปลี่ยนแปลงจากโปรแกรมต้นฉบับ ราวๆ 2–10% เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของบรรดาซอฟท์แวร์กำจัดไวรัสทั้งหลาย

เทคโนโลยีด้าน AI จะเข้ามาช่วยเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงตัวโปรแกรมต้นฉบับ ของมัลแวร์ต่างๆ

เพื่อให้รู้เท่าทันในการตรวจจับ และยังสามารถทำนายได้ด้วยว่า ไฟล์ไหนในคอมพิวเตอร์ของเรา เป็นมัลแวร์ที่แฝงตัวมา จากการดูแพทเพิร์นและพฤติกรรมของการเข้าถึงไฟล์นั้นๆ

ด้านการรักษาความปลอดภัย

เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เวลามีการตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเดินทางไปยังต่างประเทศ จะต้องมีการสแกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป ดูรูปถ่ายเปรียบเทียบว่าใช่ตัวของหนังสือเดินทางตัวจริงรึเปล่า หรือเป็นผู้ต้องหา มีประวัติอาชญากรรมมั้ย ซึ่งปัญหาที่เจอกันในสนามบินหลายๆแห่ง คือ คิวที่ยาวมาก คนเยอะ และเจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด

เทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยตรวจสอบว่าใครเป็นใคร จะติดหนวด ใส่หมวก ปลอมตัวมา AI ก็จะเรียนรู้ได้ว่า คนที่กล้องจับได้ กับรูปที่อยู่ในหนังสือเดินทาง คือ คนเดียวกันรึเปล่า

คล้ายกับเทคโนโลยี Face ID ที่ Apple ใส่เข้าไปใน iPhone X นั่นเองครับ

ด้านการลงทุน

นักลงทุนหรือคนที่เล่นหุ้นทุกคน ล้วนต้องการการพยากรณ์ ทำนายว่า ราคาหุ้นที่กำลังจะซื้อหรือตัวเองถืออยู่ จะขึ้นหรือจะลง

ข้อจำกัดของมนุษย์ปกติ คือ เราไม่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากในเวลาที่เร็วๆได้ แต่สำหรับ AI แล้ว ไม่มีข้อจำกัดนั้นครับ

AI สำหรับการเล่นหุ้น หรือ Stock Trading Robot สามารถรู้ได้ว่าหุ้นตัวไหน กำลังมี volume ซื้อขายอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือขาลง ก่อนที่คนทั่วไปจะสังเกตเห็น สามารถเปลี่ยนคำสั่งซื้อขายได้ในเสี้ยววินาที โดยการแบ่งคำสั่งซื้อขายเป็นชุดๆ ทั้งมากทั้งน้อยเพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยดีที่สุด

อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เพื่อสร้างรูปแบบการเทรดที่เหมาะสมกับสภาวะของตลาดได้

นอกจาก Robot Trading แล้ว ยังมี AI ที่เรียกกันว่า Robo Advisor ที่ช่วยวางแผนการลงทุน ในสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ผลลัพท์ออกมาดีที่สุด ซึ่ง Robo Advisor นี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ

ด้านกฏหมาย

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อ Joshua Browder ได้เปิดตัวแชทบอท ชื่อว่า “DoNotPay” ซึ่งเป็นแชทบอททนายความ ตัวแรกของโลก โดยให้บริการใน 50 รัฐในสหรัฐอเมริกาแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยแชทบอทตัวนี้จะช่วยยื่นคำร้องและให้คำปรึกษาในคดีทางกฏหมายเกี่ยวกับการจอดรถ กับลูกความที่เดือดร้อนจากการถูกปรับอย่างไม่เป็นธรรม จากการจอดของตัวเอง (เช่นค่าปรับสูงเกินจริง หรือ โดนปรับทั้งๆที่ปฏิบัติถูกต้อง เป็นต้น)

ลูกความมีหน้าที่อัพโหลดใบสั่งให้กับตัวแชทบอท พร้อมรายละเอียด จากนั้นตัวแชทบอท จะให้คำแนะนำในการเตรียมตัวต่างๆ ในการอุทธรณ์ และจะสร้างใบขออุทธรณ์ พร้อมรายละเอียดการอุทธรณ์ เพื่อให้ลูกความดาวน์โหลด พิมพ์และเซ็น แล้วนำไปยื่นต่อศาลแต่ละเมือง

ในรอบ 21 เดือนที่เปิดให้บริการ แชทบอทตัวนี้ ชนะการอุทธรณ์กว่า 160,000 เคส จากจำนวนที่ยื่น 250,000 เคส และช่วยให้ลูกความประหยัดค่าปรับไปแล้วกว่า 4 ล้านดอลลาร์

ด้านสุขภาพและวงการแพทย์

AI และ Machine learning จะมีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์ โดยเฉพาะการช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคเฉพาะด้านที่ซับซ้อน เช่น มะเร็ง หรือการวิเคราะห์ประวัติการรักษา เพื่อพัฒนารูปแบบการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

  • Google DeepMind พัฒนาโปรเจคต์ชื่อว่า Google DeepMind Health ที่ช่วยขุดหาข้อมูลประวัติการรักษานับแสนๆรายการกับโรคที่เกี่ยวข้อง ว่าลักษณะอาการแบบนี้ โรคแบบนี้ รักษาแบบไหนในคนไข้แต่ละคนที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน ซึ่งโครงการนี้อยู่ในช่วงเร่ิมต้น และกำลังร่วมมือกับโรงพยาบาลด้านจักษุ ชื่อ The Moorfields Eye Hospital เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาตาให้ดียิ่งขึ้น
  • บริษัท Enlitic ใช้ระบบ AI และ Machine learning ในการเรียนรู้และวิเคราะห์ภาพถ่ายจากการเอกซเรย์ แบบฉายรังสี และการทำ CT Scan โดยสามารถตีความภาพเหล่านี้ได้เร็วกว่าแพทย์รังสีวิทยากว่า 10,000 เท่า ซึ่งจากการทดสอบ พบว่า ระบบของ Enlitic มีความแม่นยำในการวินิจฉัยมากกว่าแพทย์กว่า 50% ( เช่น หมอมองจุดเล็กๆในภาพไม่เห็น ทำให้วินิจฉัยผิดพลาดว่าไม่มีมะเร็ง แต่ Enlitic เจอจุดนี้ เป็นต้น)

ด้านการตลาดและการขาย

  • Under Armour แบรนด์รองเท้า เสื้อผ้ากีฬาชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ใช้ข้อมูลจากลูกค้า ร่วมกับระบบ AI ชื่อ Watson จาก IBM ในการสร้างแผนการเล่นฟิตเนสที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยพิจารณาจากข้อมูลการกิน ขนาดและสัดส่วนร่างกาย ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต รวมถึงการนำช่วงเวลาและสภาพอากาศที่เหมาะสม มาออกแบบเส้นทางวิ่งออกกำลังกายใกล้บ้านหรือที่ทำงาน
  • Amazon ใช้ระบบ AI ในการสร้าง Newsletter ที่เป็นเหมือน Catalog ขายสินค้า ส่งตรงไปทางอีเมล์ โดยอาศัยพฤติกรรมการซื้อ การดูสินค้า ว่าสินค้าตัวไหนมีความน่าจะเป็นที่ลูกค้าจะซื้อมากที่สุด เพื่อเปิดและปิดการขาย แม้จะไม่ได้เข้าเว็บ Amazon แล้วก็ตาม
  • Netflix ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของผู้ใช้ ว่าชอบดาราคนไหน

ชอบซีรีส์ หนังแนวไหน ความยาวเท่าไหร่ ดูมากน้อยแค่ไหน แล้วทำการแนะนำคอนเทนต์ที่คิดว่าคนคนนั้นน่าจะชอบ เพื่อสร้างประสบการณ์การดูคอนเทนต์แบบต่อเนื่อง (ชีวิตไม่ต้องทำอะไร นั่งดู Netflix ทั้งวันทั้งคืน ว่างั้น)

ระบบป้องกัน Fraud

  • AI จะทำการวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานบัตรเครดิต อุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว สถานที่ที่ใช้บัตร ในการตรวจจับ fraud ที่เกิดจากการใช้งานบัตรเครดิต
  • Paypal ระบบชำระเงินออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลก ใช้ AI และ Machine learning ในการตรวจจับการฟอกเงิน โดยการเปรียบเทียบ transaction นับล้าน และสามารถแยกแยะได้ว่า transaction ไหนเป็น fraud และอันไหนเป็น transaction ที่ถูกต้อง

ใครเป็นผู้นำด้าน AI ในโลก

ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า ผู้นำด้าน AI ของโลกในยุคนี้ คือ สหรัฐอเมริกา

ด้วยความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีในซิลิกอนวัลเล่ย์ ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจตอนนี้ ร่วมกับ ฐานผู้ใช้จากทั้ง Google และ Facebook ทั่วทั้งโลกกว่า 2,000 ล้านคน และมีผู้ใช้งานอุปกรณ์ iOS และ Android อีกกว่าพันล้านคน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกา ยังคงความเป็นมหาอำนาจด้านนี้ต่อไปอีกพักใหญ่ๆ

  1. Google

นอกจากจะเป็นผู้นำด้านระบบการค้นหาและบริการออนไลน์ต่างๆแล้ว ยังถูกยกให้เป็นผู้นำด้าน AI อีกด้วย

ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา Google ใช้เงินซื้อบริษัทเก่งๆด้าน AI ไปแล้วกว่า 12 บริษัท (รวมถึง DeepMind ผู้สร้าง AlphaGo และเป็นบริษัทที่มีงานวิจัยด้าน AI ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก) เพื่อนำไปต่อยอดเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์หลัก และการวิจัยเพื่ออนาคต อย่างการสร้างรถยนต์ไร้คนขับ

Google เป็นบริษัทที่มีจำนวนข้อมูลมหาศาลในมือ พร้อมกับเม็ดเงินการลงทุนอีกนับไม่ถ้วน และที่สำคัญ เหล่าหัวกะทิระดับโลกด้าน AI ล้วนทำงานอยู่ที่นี่ ทำให้ Google เป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลกด้าน AI อย่างไม่มีใครเทียบได้

2. Facebook

เป็นอีกบริษัทที่เอาจริงเอาจังกับการพัฒนาด้าน AI มาก มีการตั้ง Lab ที่วิจัยด้าน AI 3 แห่ง (ล่าสุดคือในปารีส ฝรั่งเศส)

หัวข้อที่ทาง Facebook เน้นเป็นหลัก คือ เรื่องของ AI ด้านภาษา ที่ช่วยให้ระบบ เข้าใจผู้ใช้ทั่วโลก ว่ากำลังพูดคุยถึงอะไรอยู่ สามารถโต้ตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

อีกเรื่องคือ AI ด้านรูปภาพ ที่จะช่วยวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ในภาพ เช่น จำนวนคนในรูป เพศอะไรบ้าง มีต้นไม้ สัตว์ สิ่งของอะไรบ้างในรูป หรือแม้กระทั่งรู้ว่า คนในรูป ใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ไหน เป็นต้น

3. Apple

การเปิดตัว iPhone X ล่าสุด ที่ใช้หน่วยประมวลผลชื่อว่า A11 Bionic เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า Apple เอาจริงเอาจังในด้าน AI มากแค่ไหน เพราะ A11 Bionic ตัวนี้ เป็นหน่วยประมวลผลที่ออกแบบพิเศษให้ทำงานด้าน AI โดยเฉพาะ

ฟีเจอร์หลักที่เป็นจุดขายของ iPhone X อย่าง Face ID ก็เป็นการพัฒนาต่อยอด โดยใช้เทคโนโลยีด้าน AI จากบริษัทที่ Apple ซื้อกิจการมา ทั้งเรื่องการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ จากบริษัท PrimeSense สัญชาติอิสราเอล ที่ซื้อกิจการมาในปี 2013 และเทคโนโลยีการเรียนรู้และจดจำใบหน้าที่พัฒนาโดยบริษัท Emotient และ RealFace ที่ Apple ซื้อกิจการมาในปี 2016 และต้นปี 2017 ตามลำดับ

4. Amazon

เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีการนำ AI มาใช้อย่างจริงจัง ในการขายสินค้าออนไลน์ ทั้งระบบที่ใช้พยากรณ์ ทำนายโอกาสในการซื้อ ระบบแนะนำสินค้าจากความชื่นชอบ รสนิยม และประวัติการดูสินค้าต่างๆ

มีการนำ AI มาใช้กับการตั้งราคาขายสินค้าของบน Amazon.com โดยใช้วิธี dynamic pricing กับสินค้านับล้านๆรายการเพื่อ optimize ยอดขาย โดยการวิเคราะห์เทรนด์ของการขาย พฤติกรรมการซื้อ การดู และความสนใจของตัวลูกค้าเอง

ผลิตภัณฑ์อย่าง Amazon Echo ก็ได้ฝังระบบ AI ชื่อ Alexa ลงไปในลำโพง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพูดสั่งให้มันทำงานบางอย่างได้ตามที่ต้องการ เช่น การสั่งซื้อของ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า AI มีบทบาทสำคัญและนำไปใช้ได้หลากหลาย เชื่อว่า อนาคตอีกไม่นาน AI จะมีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตของเราอย่างที่ขาดไม่ได้ เพราะมันจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้เราและโลกใบนี้ดีขึ้น

Source :

https://qz.com/1028624/stitch-fix-let-an-algorithm-design-a-new-blouse-and-they-flew-off-the-digital-racks/

https://hbr.org/2016/11/how-one-clothing-company-blends-ai-and-human-expertise

https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2016/09/30/what-are-the-top-10-use-cases-for-machine-learning-and-ai/#70ae479594c9

https://www.econsultancy.com/blog/67745-15-examples-of-artificial-intelligence-in-marketing

https://www.techemergence.com/artificial-intelligence-retail/

https://www.fastcompany.com/40474585/how-apple-facebook-amazon-and-google-use-ai-to-best-each-other

https://www.cbinsights.com/research/top-acquirers-ai-startups-ma-timeline/

ทำไมใคร ๆ ก็อยากทำงานที่ “แอปเปิ้ล”

การเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย
เช่นเดียวกับเส้นทางของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ใครต่อใครรู้จักดีในฐานะผู้สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการไอทีรวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องอย่าง “แอปเปิ้ล”
ที่วันนี้ พนักงานของยักษ์ใหญ่รายนี้จะมาเปิดเผยความลับเกี่ยวกับการดูแลพนักงานของแอปเปิ้ลให้เราได้ฟังกัน
ส่วนจะมีเรื่องดี ๆ ใดบ้างแอบซ่อนอยู่ ไปติดตามดูกันเลยครับ

Continue reading

แอปเปิ้ล กับทิศทางธุรกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาอินโนเวชั่น

เป็นเหมือนธรรมเนียมครับที่สินค้าแอปเปิ้ลเปิดตัวเมื่อไหร่ คอลัมน์ Marketing Ideas ก็จะมาวิเคราะห์กลยุทธ์ธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังอยู่ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่พลาดอีกเช่นเคยครับ เพราะเป็นงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่หลายคนรอคอยอย่างไอแพด

tim-cook-big

Apple เปิดงานด้วยการพูดถึงโอเอสตัวใหม่โอเอสเท็น เวอร์ชั่น 10.9 หรือที่เรียกว่า Mavericks และมีการประกาศให้ผู้ใช้แมคทุกคนจะได้รับสิทธิ์ในการอัพเกรดได้ ฟรี!! (จากราคาปกติที่เคยคิดในโอเอสเวอร์ชั่นก่อนๆ คือ 30 ดอลลาร์)

และมีการนำไปเทียบกับ Windows 8 Pro ของไมโครซอฟท์ที่ขายอยู่ที่ราคา 199 ดอลลาร์

การให้ลูกค้าอัพเดทโอเอสให้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดตลอดเวลา ช่วยเพิ่มความจงรักภักดีในแบรนด์และโปรดักต์ได้ เพราะซื้อฮาร์ดแวร์มาแล้ว ไม่ถูกลอยแพ แถมยังพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ แกไขปรับปรุงปัญหาที่มีอยู่ในโอเอสเดิมอย่างต่อเนื่อง เหมือนเป็นบริการหลังการขาย ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ได้เครื่องใหม่ ได้ความสามารถใหม่ๆในทุกๆครั้งที่โอเอสอัพเกรด

อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ใหม่ เพราะลูกค้าจะติดกับความสามารถใหม่ๆของโอเอสและอาจจะรู้สึกไม่พอใจกับประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ที่กำลังใช้งานอยู่

นอกจากสร้างลอยัลตี้และกระตุ้นให้ลูกค้าอัพเกรดฮาร์ดแวร์แล้ว แอปเปิ้ลยังเชื่อว่าปัจจุบันหมดยุคของการทำกำไรจากการขายโอเอสแล้ว รูปแบบธุรกิจแบบใหม่ควรจะเป็นการทำกำไรจากการขายบริการต่างๆ แทน เช่น การขายแอพ การสมัครสมาชิกบริการอย่างไอทูนส์เรดิโอ ไอคลาวด์ ไอทูนส์แมทช์ การขายหนัง ขายเพลง การขายอีบุ๊ค มากกว่า (ซึ่งอะเมซอนเชื่อแบบนี้มานานแล้ว)

ตัวเลขล่าสุดจากการ์ตเนอร์ พบว่าตลาดแทบเล็ตทั่วโลกมีอัตราการเติบโตสูงถึง 54.3% ในขณะที่ตลาดพีซีกลับสวนทาง หดลงถึง 11.2%

พีซีขายได้น้อยลง วินโดวส์ของไมโครซอฟท์ก็ขายได้น้อยลงเช่นกัน

แต่ตลาดแทบเล็ต อยู่ในช่วงขาขึ้น และยิ่งไอแพดขายดีเท่าไหร่ โอกาสที่ผู้ครอบครองไอแพดจะเปลี่ยนจากพีซี+วินโดวส์ มาใช้แมค ก็มีมากขึ้นเท่านั้น ตามกฏ Halo Effect ที่กล่าวไว้ว่า คนที่ใช้ ไอพอด ไอโฟน ไอแพด มีแนวโน้มสูงที่สนใจซื้อแมคเป็นคอมพิวเตอร์ตัวถัดไป

นอกจากโอเอสใหม่ แอปเปิ้ลยังพูดถึงซอฟท์แวร์พื้นฐานที่ทุกเครื่องควรจะมีบ้าง

ซอฟท์แวร์สำหรับตัดต่อวิดีโอ (iMovie) แต่งเพลง (GarageBand) จัดการภาพถ่าย (iPhoto) หรือที่เรียกซอฟท์แวร์ทั้งชุดนี้ว่า iLife ขายในราคา 49 ดอลลาร์

และซอฟท์แวร์ออฟฟิศที่ใช้ทำงานเอกสาร (Pages) ทำพรีเซนเทชั่น (Keynote) ทำสเปรดชีท (Numbers) หรือที่เรียกกันว่า iWork ขายราคาปกติ อยู่ที่ 79 ดอลลาร์

ซอฟท์แวร์ยอดนิยมบนเครื่องแมคทั้งสองชุดนี้ แอปเปิ้ลประกาศแจกฟรี

ขณะที่คู่แข่งโดยตรงอย่างไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 365 ผู้ใช้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 99 ดอลลาร์ต่อปี

ต้นทุนการเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ซักเครื่อง (Cost of Ownership) เมื่อเทียบระหว่าง

ซื้อพีซี + วินโดวส์ 8 ของแท้ + ค่าใช้งานไมโครซอฟท์ออฟฟิศ+ซอฟท์แวร์พื้นฐานอื่นๆ อาจจะแพงกว่าการใช้แมคที่แถมซอฟท์แวร์พื้นฐานมาให้ด้วยฟรีๆ

แอปเปิ้ลใช้จุดแข็งด้านซอฟท์แวร์ของตัวเอง ดึงคนให้มาซื้อเครื่องแมคให้เยอะขึ้น แม้ตลาดพีซีจะอยู่ในช่วงขาลง แต่ผู้ใช้พีซีมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจากพีซีเครื่องเดิมมาเป็นแมคสูงมากขึ้น เรียกว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาสซ่อนอยู่

ปล่อยหมัดเด็ดชุดใหญ่ใส่ไมโครซอฟท์และผู้ผลิตพีซี และน่าสนใจว่าคู่กรณีจะโต้ตอบกลับมาอย่างไร

นอกจากซอฟท์แวร์แบบปกติแล้ว แอปเปิ้ลยังเปิดตัวบริการ iWork for iCloud ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ออฟฟิศแบบออนไลน์ อย่างเป็นทางการ

เมื่อรวมกับฟีเจอร์แผนที่ในโอเอสเท็นตัวใหม่ และบริการไอคลาวด์อื่นๆทั้ง Email , Calendar , Contacts

หมัดนี้ ซัดบริการออนไลน์ของ Google เต็มๆ

และเป็นไปตามคาดครับ ไอแพดมินิรุ่นใหม่ มาพร้อมกับหน้าจอเรติน่าที่ทุกคนรอคอย

แถมยังมาพร้อมกับสเป็คฮาร์ดแวร์ล่าสุดเหมือนกับไอโฟนห้าเอสและไอแพดจอใหญ่รุ่นใหม่ที่เปลี่ยนชื่อไปเป็นไอแพดแอร์

รอบนี้ ไอแพดมินิใหม่ ขายในราคา 399 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาเดิมถึง 70 ดอลลาร์

ทำไมครั้งนี้แอปเปิ้ลไม่สามารถรักษาระดับราคาขายไว้ที่เท่าเดิม อย่างที่เคยทำมา?

สถานการณ์ของไอแพดไม่ได้ดีมากครับ เพราะในไตรมาสสองของปี ยอดขายแอนดรอยด์แทบเล็ตพุ่งแซงไอแพดเป็นครั้งแรก และไม่ใช่แค่จำนวนเครื่องที่ขายได้ แต่เป็นรายได้รวมทั่วโลกที่แอนดรอยด์แทบเล็ต เอาไปครึ่งนึง

ราคาขายเฉลี่ยของไอแพดทุกรุ่นรวมกัน (Average Selling Price) ลดลงจากปีก่อนถึง 17% เพราะไอแพดมินิรุ่นถูกจะขายดีกว่า ส่วนไอแพดจอใหญ่เริ่มขายได้น้อยลง

ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยของแอนดรอยด์แทบเล็ต เพิ่มขึ้นจากปีก่อนด้วยเปอร์เซนต์ที่ไม่ต่างกัน เพราะรุ่นที่ราคาเกิน 10,000 บาท ขายได้ดีมากขึ้น

ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นจากสเป็คที่จัดเต็ม เพื่อรักษาระดับกำไร แอปเปิ้ลจึงต้องปรับราคาขายให้สูงขึ้นมาหน่อย เพราะเชื่อว่า ตลาดแทบเล็ตระดับบนที่ราคาเกิน 10,000 บาท แบรนด์อื่นคงแข่งด้วยลำบาก เพราะกำลังซื้อของคนกลุ่มนี้ แทบไม่ต้องคิดอะไรมาก ถ้าได้สเป็คฮาร์ดแวร์ที่ดี เพราะมีแอพ มีเกมที่คุณภาพสูงกว่ารอให้ใช้อยู่มากมาย

และการขยับราคาของไอแพดมินิรุ่นเดิมไปอยู่ที่ 299 ดอลลาร์ จะช่วยให้แอปเปิ้ลมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดแทบเล็ตราคาต่ำกว่าหมื่นมากยิ่งขึ้น

จากภาพรวมของงานเปิดตัวของแอปเปิ้ล เราเริ่มเห็นภาพกลยุทธ์ธุรกิจในทิศทางใหม่ที่ชัดเจนขึ้น คือ ขายฮาร์ดแวร์แบบพรีเมี่ยมพร้อมซอฟท์แวร์คุณภาพแบบฟรีๆ เพื่อครอบครองตลาดบนให้แน่นขึ้น ปล่อยให้คู่แข่งในตลาดล่างลงมาแข่งขันเรื่องราคากันไป โดยที่ตัวเอง เอารุ่นเก่ามาลดราคาลงมาเพื่อขอส่วนแบ่งในตลาดนี้

เริ่มเห็นชัดแล้วนะครับว่า การนำเสนอคุณค่าที่ดีกว่า (Superior Value) ให้กับคอนซูมเมอร์ ก็สามารถทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอินโนเวชั่นใหม่ๆเสมอไป 🙂

ติดตามการวิเคราะห์กลยุทธ์ธุรกิจการตลาดได้ที่เพจ facebook.com/MktHub อีกเช่นเคยครั