AI และ Machine learning กับบทบาทสำคัญในโลกปัจจุบัน

หัวข้อที่เป็นเทรนด์ร้อนแรง เป็นประเด็นที่คนพูดถึงมากที่สุดเรื่องนึงทุกวันนี้ ต้องมีเรื่องของ AI และ Machine Learning ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

AI เป็นประเด็นระดับโลก ที่เหล่ามหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน หรือแม้กระทั่งรัสเซีย ต่างแย่งชิงบทบาท ความเป็นผู้นำในด้านนี้ และถูกยกให้มีความสำคัญไม่แพ้ในยุคที่มีการแก่งแย่งกันเพื่อความเป็นผู้นำด้านการสำรวจอวกาศ

เรียกได้ว่า ใครเป็นผู้นำด้าน AI ก็จะเป็นผู้นำโลกยุคต่อไป โดยปริยาย

AI มีบทบาทสำคัญอย่างไร AI ถูกเอาไปใช้ด้านไหนบ้าง และปัจจุบันใครเป็นผู้นำด้านนี้

เราจะมาติดตามกันในบทความครับ

ใครเก่งสุดเรื่อง AI คนนั้นเป็นมหาอำนาจของโลก

เรื่องของ AI เริ่มกลายเป็นประเด็นสำคัญบนเวทีการเมืองระดับชาติ เมื่อประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้พูดให้นักเรียนในรัสเซียฟัง ในวันเปิดภาคเรียนของโรงเรียนทั่วประเทศ ว่า AI คือ อนาคตของมนุษยชาติ ที่สร้างโอกาสมหาศาลในอนาคต ใครที่เป็นผู้นำด้าน AI จะเป็นผู้นำของโลกอนาคต และรัสเซียก็พร้อมที่จะทุ่มเททรัพยากรต่างๆเพื่อพัฒนาตัวเองในด้านนี้อย่างเต็มที่

ในขณะที่จีน มหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก ถึงกับใส่เรื่องของ AI ลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจีน จะต้องเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 โดยจะผลักดันบริษัท startup และสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านนี้ในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างเต็มที่

ฟากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านออนไลน์ในจีน ทั้ง Baidu และ Tencent ต่างปรับแผนการเพื่อการเป็นผู้นำโลกในด้าน AI เช่นกัน ทั้งการตั้ง lab ภายในที่มีงบพัฒนาวิจัยมหาศาล ความร่วมมือกับหนาวยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในบริษัท AI ต่างๆทั่วโลก

มีรายงานจากทำเนียบขาว เมื่อเดือนตุลาคม 2016 ว่า จีน มีบทความและรายงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้าน AI จากจีนได้รับการตีพิมพ์มากกว่าของทางสหรัฐแล้ว และจำนวนสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ AI จากนักวิจัยจากจีน ก็เพิ่มขึ้นกว่า 200% ซึ่งเป็นสัญญาณว่า community ที่วิจัยด้าน AI ในจีนมีความตื่นตัวมากเพียงใด และความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติจะทำให้จีนพัฒนารวดเร็วมากยิ่งขึ้น

AI จะฉลาดได้ ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลจำนวนมหาศาลมาให้คำนวณและเรียนรู้ เหมือนกับคนเรา ที่ยิ่งอ่านเยอะ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งเก่ง

การมีประชากรมหาศาลกว่า 1,400 ล้านคน และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 730 ล้านคน ทำให้มีปริมาณข้อมูลมหาศาล กว่าประเทศอื่นๆ กลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญของจีน และข้อมูลส่วนตัวของประชากร ก็ไม่ได้ถูกกฏหมายคุ้มครองมากนัก เมื่อเทียบกับทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ยิ่งง่ายต่อการนำไปใช้พัฒนา AI

ด้วยความเอาจริงเอาจังจากทั้งรัฐบาลและเอกชน จีนจึงเป็นประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำโลกด้าน AI แข่งกับสหรัฐ

AI คืออะไร

AI : Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่วิจัยและพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรม การคิด การตัดสินใจ แบบสมองที่ซับซ้อนของมนุษย์ หรือว่าง่ายๆ คือ การทำให้คอมพิวเตอร์ ทำงานได้ชาญฉลาดเหมือนสมองของคนนั่นเอง

ตัวอย่างที่เป็นข่าวดังไปท่ัวโลก คือ ระบบ AI ชื่อว่า “AlphaGo” ที่พัฒนาโดยบริษัท DeepMind ของ Google สามารถเล่นหมากล้อมหรือโกะ เอาชนะปรมาจารย์ระดับโลก ที่มีฝีมือขั้นสูงสุดระดับ 9 ดั้ง ชื่อ ลี เซดอล (Lee Se-dol) ชาวเกาหลีใต้ ได้ถึง 3 ใน 5 เกม

โกะ ถือเป็นเกมกระดานที่มีความซับซ้อนมาก ต้องอาศัยการวางแผนอย่างสุขุมรอบคอบในการเดินหมากแต่ละครั้ง และมีการชิงไหวชิงพริบกันตลอดการเล่น

AlphaGo พัฒนาและศึกษารูปแบบการเล่นของเซียนโกะทั่วโลก เพื่อพัฒนาเป็นรูปแบบการเล่นของตัวเอง มีการฝึกฝน เพื่อเพิ่มความสามารถการเรียนรู้ให้ฉลาดขึ้นโดยการฝึกกับตัวเองในรูปแบบการเล่นต่างๆ นับล้านครั้ง ทำให้ตัว AlphaGo เอง ฉลาดและเล่นโกะได้เก่งขึ้นทุกครั้ง

ความได้เปรียบของ AlphaGo เมื่อลงสนามประลองการเดินหมาก แข่งกับเซียนระดับโลก คือ ท่ามกลางบรรยาศ ความตึงเครียด ในการแข่งขัน AlphaGo ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ จะไม่มีอารมณ์ ความกดดันใดๆในการคิดและวางแผน เมื่อเทียบกับมนุษย์ ทำให้เอาชนะไปได้ในที่สุด

AI เอาไปใช้งานด้านไหนได้บ้าง

ปัจจุบัน AI ถูกนำไปใช้ในธุรกิจหลายๆ sector ทั้งเพื่อทำงานแทนคน และทำงานร่วมกับคน เพื่อสร้าง productivity และ efficiency สูงที่สุด

ด้านการขนส่ง (Logistics and Delivery)

Domino Pizza

หน่วยงานชื่อ Domino’s Robotic Unit (DRU) ของ Domino Pizza ได้พัฒนาหุ่นยนต์ช่วยส่งอาหาร สามารถเรียนรู้ในการปรับอุณหภูมิที่เหมาะสม ตลอดเส้นทางการขนส่ง เพื่อให้อาหารคงรสชาติให้ใกล้เคียงกับตอนปรุงเสร็จใหม่ๆให้มากที่สุด

โดยหุ่นยนต์ขนส่งตัวนี้ เริ่มทดลองให้บริการแล้วในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเยอรมนี

Amazon

เดือนกรกฏาคม ปี 2016 Amazon ยักษ์ใหญ่ด้าน E-Commerce ระดับโลก ได้ประกาศความร่วมมือกับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อพัฒนาการขนส่งโดยใช้โดรน ในการส่งพัสดุสินค้าขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 5 ปอนด์ ภายในระยะเวลา 30 นาที โดยการใช้ AI ในการเรียนรู้เส้นทางการบิน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางการส่งให้เร็วที่สุด

Amazon ยังร่วมมือกับองค์กรการบินในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีโดรน ให้สอดคล้องกับกฏหมายการบินของแต่ละประเทศ

เชื่อว่าอีกไม่เกิน 10 ปี Amazon จะพัฒนาโดรนให้กลายเป็นพาหนะขนส่งสินค้าหลักของตัวเองได้

ด้านความปลอดภัยของข้อมูล

คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ถูกภัยคุกคามจากมัลแวร์อย่างหนัก ข้อมูลจาก Kaspersky Lab ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย บอกว่า ตอนนี้มีการตรวจพบมัลแวร์ใหม่ๆกว่า 325,000 ตัวต่อวัน

บรรดามัลแวร์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ เป็นการกลายพันธ์และเปลี่ยนแปลงจากโปรแกรมต้นฉบับ ราวๆ 2–10% เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของบรรดาซอฟท์แวร์กำจัดไวรัสทั้งหลาย

เทคโนโลยีด้าน AI จะเข้ามาช่วยเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงตัวโปรแกรมต้นฉบับ ของมัลแวร์ต่างๆ

เพื่อให้รู้เท่าทันในการตรวจจับ และยังสามารถทำนายได้ด้วยว่า ไฟล์ไหนในคอมพิวเตอร์ของเรา เป็นมัลแวร์ที่แฝงตัวมา จากการดูแพทเพิร์นและพฤติกรรมของการเข้าถึงไฟล์นั้นๆ

ด้านการรักษาความปลอดภัย

เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เวลามีการตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเดินทางไปยังต่างประเทศ จะต้องมีการสแกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป ดูรูปถ่ายเปรียบเทียบว่าใช่ตัวของหนังสือเดินทางตัวจริงรึเปล่า หรือเป็นผู้ต้องหา มีประวัติอาชญากรรมมั้ย ซึ่งปัญหาที่เจอกันในสนามบินหลายๆแห่ง คือ คิวที่ยาวมาก คนเยอะ และเจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด

เทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยตรวจสอบว่าใครเป็นใคร จะติดหนวด ใส่หมวก ปลอมตัวมา AI ก็จะเรียนรู้ได้ว่า คนที่กล้องจับได้ กับรูปที่อยู่ในหนังสือเดินทาง คือ คนเดียวกันรึเปล่า

คล้ายกับเทคโนโลยี Face ID ที่ Apple ใส่เข้าไปใน iPhone X นั่นเองครับ

ด้านการลงทุน

นักลงทุนหรือคนที่เล่นหุ้นทุกคน ล้วนต้องการการพยากรณ์ ทำนายว่า ราคาหุ้นที่กำลังจะซื้อหรือตัวเองถืออยู่ จะขึ้นหรือจะลง

ข้อจำกัดของมนุษย์ปกติ คือ เราไม่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากในเวลาที่เร็วๆได้ แต่สำหรับ AI แล้ว ไม่มีข้อจำกัดนั้นครับ

AI สำหรับการเล่นหุ้น หรือ Stock Trading Robot สามารถรู้ได้ว่าหุ้นตัวไหน กำลังมี volume ซื้อขายอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือขาลง ก่อนที่คนทั่วไปจะสังเกตเห็น สามารถเปลี่ยนคำสั่งซื้อขายได้ในเสี้ยววินาที โดยการแบ่งคำสั่งซื้อขายเป็นชุดๆ ทั้งมากทั้งน้อยเพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยดีที่สุด

อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เพื่อสร้างรูปแบบการเทรดที่เหมาะสมกับสภาวะของตลาดได้

นอกจาก Robot Trading แล้ว ยังมี AI ที่เรียกกันว่า Robo Advisor ที่ช่วยวางแผนการลงทุน ในสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ผลลัพท์ออกมาดีที่สุด ซึ่ง Robo Advisor นี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ

ด้านกฏหมาย

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อ Joshua Browder ได้เปิดตัวแชทบอท ชื่อว่า “DoNotPay” ซึ่งเป็นแชทบอททนายความ ตัวแรกของโลก โดยให้บริการใน 50 รัฐในสหรัฐอเมริกาแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยแชทบอทตัวนี้จะช่วยยื่นคำร้องและให้คำปรึกษาในคดีทางกฏหมายเกี่ยวกับการจอดรถ กับลูกความที่เดือดร้อนจากการถูกปรับอย่างไม่เป็นธรรม จากการจอดของตัวเอง (เช่นค่าปรับสูงเกินจริง หรือ โดนปรับทั้งๆที่ปฏิบัติถูกต้อง เป็นต้น)

ลูกความมีหน้าที่อัพโหลดใบสั่งให้กับตัวแชทบอท พร้อมรายละเอียด จากนั้นตัวแชทบอท จะให้คำแนะนำในการเตรียมตัวต่างๆ ในการอุทธรณ์ และจะสร้างใบขออุทธรณ์ พร้อมรายละเอียดการอุทธรณ์ เพื่อให้ลูกความดาวน์โหลด พิมพ์และเซ็น แล้วนำไปยื่นต่อศาลแต่ละเมือง

ในรอบ 21 เดือนที่เปิดให้บริการ แชทบอทตัวนี้ ชนะการอุทธรณ์กว่า 160,000 เคส จากจำนวนที่ยื่น 250,000 เคส และช่วยให้ลูกความประหยัดค่าปรับไปแล้วกว่า 4 ล้านดอลลาร์

ด้านสุขภาพและวงการแพทย์

AI และ Machine learning จะมีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์ โดยเฉพาะการช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคเฉพาะด้านที่ซับซ้อน เช่น มะเร็ง หรือการวิเคราะห์ประวัติการรักษา เพื่อพัฒนารูปแบบการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

  • Google DeepMind พัฒนาโปรเจคต์ชื่อว่า Google DeepMind Health ที่ช่วยขุดหาข้อมูลประวัติการรักษานับแสนๆรายการกับโรคที่เกี่ยวข้อง ว่าลักษณะอาการแบบนี้ โรคแบบนี้ รักษาแบบไหนในคนไข้แต่ละคนที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน ซึ่งโครงการนี้อยู่ในช่วงเร่ิมต้น และกำลังร่วมมือกับโรงพยาบาลด้านจักษุ ชื่อ The Moorfields Eye Hospital เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาตาให้ดียิ่งขึ้น
  • บริษัท Enlitic ใช้ระบบ AI และ Machine learning ในการเรียนรู้และวิเคราะห์ภาพถ่ายจากการเอกซเรย์ แบบฉายรังสี และการทำ CT Scan โดยสามารถตีความภาพเหล่านี้ได้เร็วกว่าแพทย์รังสีวิทยากว่า 10,000 เท่า ซึ่งจากการทดสอบ พบว่า ระบบของ Enlitic มีความแม่นยำในการวินิจฉัยมากกว่าแพทย์กว่า 50% ( เช่น หมอมองจุดเล็กๆในภาพไม่เห็น ทำให้วินิจฉัยผิดพลาดว่าไม่มีมะเร็ง แต่ Enlitic เจอจุดนี้ เป็นต้น)

ด้านการตลาดและการขาย

  • Under Armour แบรนด์รองเท้า เสื้อผ้ากีฬาชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ใช้ข้อมูลจากลูกค้า ร่วมกับระบบ AI ชื่อ Watson จาก IBM ในการสร้างแผนการเล่นฟิตเนสที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยพิจารณาจากข้อมูลการกิน ขนาดและสัดส่วนร่างกาย ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต รวมถึงการนำช่วงเวลาและสภาพอากาศที่เหมาะสม มาออกแบบเส้นทางวิ่งออกกำลังกายใกล้บ้านหรือที่ทำงาน
  • Amazon ใช้ระบบ AI ในการสร้าง Newsletter ที่เป็นเหมือน Catalog ขายสินค้า ส่งตรงไปทางอีเมล์ โดยอาศัยพฤติกรรมการซื้อ การดูสินค้า ว่าสินค้าตัวไหนมีความน่าจะเป็นที่ลูกค้าจะซื้อมากที่สุด เพื่อเปิดและปิดการขาย แม้จะไม่ได้เข้าเว็บ Amazon แล้วก็ตาม
  • Netflix ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของผู้ใช้ ว่าชอบดาราคนไหน

ชอบซีรีส์ หนังแนวไหน ความยาวเท่าไหร่ ดูมากน้อยแค่ไหน แล้วทำการแนะนำคอนเทนต์ที่คิดว่าคนคนนั้นน่าจะชอบ เพื่อสร้างประสบการณ์การดูคอนเทนต์แบบต่อเนื่อง (ชีวิตไม่ต้องทำอะไร นั่งดู Netflix ทั้งวันทั้งคืน ว่างั้น)

ระบบป้องกัน Fraud

  • AI จะทำการวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานบัตรเครดิต อุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว สถานที่ที่ใช้บัตร ในการตรวจจับ fraud ที่เกิดจากการใช้งานบัตรเครดิต
  • Paypal ระบบชำระเงินออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลก ใช้ AI และ Machine learning ในการตรวจจับการฟอกเงิน โดยการเปรียบเทียบ transaction นับล้าน และสามารถแยกแยะได้ว่า transaction ไหนเป็น fraud และอันไหนเป็น transaction ที่ถูกต้อง

ใครเป็นผู้นำด้าน AI ในโลก

ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า ผู้นำด้าน AI ของโลกในยุคนี้ คือ สหรัฐอเมริกา

ด้วยความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีในซิลิกอนวัลเล่ย์ ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจตอนนี้ ร่วมกับ ฐานผู้ใช้จากทั้ง Google และ Facebook ทั่วทั้งโลกกว่า 2,000 ล้านคน และมีผู้ใช้งานอุปกรณ์ iOS และ Android อีกกว่าพันล้านคน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกา ยังคงความเป็นมหาอำนาจด้านนี้ต่อไปอีกพักใหญ่ๆ

  1. Google

นอกจากจะเป็นผู้นำด้านระบบการค้นหาและบริการออนไลน์ต่างๆแล้ว ยังถูกยกให้เป็นผู้นำด้าน AI อีกด้วย

ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา Google ใช้เงินซื้อบริษัทเก่งๆด้าน AI ไปแล้วกว่า 12 บริษัท (รวมถึง DeepMind ผู้สร้าง AlphaGo และเป็นบริษัทที่มีงานวิจัยด้าน AI ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก) เพื่อนำไปต่อยอดเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์หลัก และการวิจัยเพื่ออนาคต อย่างการสร้างรถยนต์ไร้คนขับ

Google เป็นบริษัทที่มีจำนวนข้อมูลมหาศาลในมือ พร้อมกับเม็ดเงินการลงทุนอีกนับไม่ถ้วน และที่สำคัญ เหล่าหัวกะทิระดับโลกด้าน AI ล้วนทำงานอยู่ที่นี่ ทำให้ Google เป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลกด้าน AI อย่างไม่มีใครเทียบได้

2. Facebook

เป็นอีกบริษัทที่เอาจริงเอาจังกับการพัฒนาด้าน AI มาก มีการตั้ง Lab ที่วิจัยด้าน AI 3 แห่ง (ล่าสุดคือในปารีส ฝรั่งเศส)

หัวข้อที่ทาง Facebook เน้นเป็นหลัก คือ เรื่องของ AI ด้านภาษา ที่ช่วยให้ระบบ เข้าใจผู้ใช้ทั่วโลก ว่ากำลังพูดคุยถึงอะไรอยู่ สามารถโต้ตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

อีกเรื่องคือ AI ด้านรูปภาพ ที่จะช่วยวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ในภาพ เช่น จำนวนคนในรูป เพศอะไรบ้าง มีต้นไม้ สัตว์ สิ่งของอะไรบ้างในรูป หรือแม้กระทั่งรู้ว่า คนในรูป ใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ไหน เป็นต้น

3. Apple

การเปิดตัว iPhone X ล่าสุด ที่ใช้หน่วยประมวลผลชื่อว่า A11 Bionic เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า Apple เอาจริงเอาจังในด้าน AI มากแค่ไหน เพราะ A11 Bionic ตัวนี้ เป็นหน่วยประมวลผลที่ออกแบบพิเศษให้ทำงานด้าน AI โดยเฉพาะ

ฟีเจอร์หลักที่เป็นจุดขายของ iPhone X อย่าง Face ID ก็เป็นการพัฒนาต่อยอด โดยใช้เทคโนโลยีด้าน AI จากบริษัทที่ Apple ซื้อกิจการมา ทั้งเรื่องการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ จากบริษัท PrimeSense สัญชาติอิสราเอล ที่ซื้อกิจการมาในปี 2013 และเทคโนโลยีการเรียนรู้และจดจำใบหน้าที่พัฒนาโดยบริษัท Emotient และ RealFace ที่ Apple ซื้อกิจการมาในปี 2016 และต้นปี 2017 ตามลำดับ

4. Amazon

เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีการนำ AI มาใช้อย่างจริงจัง ในการขายสินค้าออนไลน์ ทั้งระบบที่ใช้พยากรณ์ ทำนายโอกาสในการซื้อ ระบบแนะนำสินค้าจากความชื่นชอบ รสนิยม และประวัติการดูสินค้าต่างๆ

มีการนำ AI มาใช้กับการตั้งราคาขายสินค้าของบน Amazon.com โดยใช้วิธี dynamic pricing กับสินค้านับล้านๆรายการเพื่อ optimize ยอดขาย โดยการวิเคราะห์เทรนด์ของการขาย พฤติกรรมการซื้อ การดู และความสนใจของตัวลูกค้าเอง

ผลิตภัณฑ์อย่าง Amazon Echo ก็ได้ฝังระบบ AI ชื่อ Alexa ลงไปในลำโพง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพูดสั่งให้มันทำงานบางอย่างได้ตามที่ต้องการ เช่น การสั่งซื้อของ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า AI มีบทบาทสำคัญและนำไปใช้ได้หลากหลาย เชื่อว่า อนาคตอีกไม่นาน AI จะมีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตของเราอย่างที่ขาดไม่ได้ เพราะมันจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้เราและโลกใบนี้ดีขึ้น

Source :

https://qz.com/1028624/stitch-fix-let-an-algorithm-design-a-new-blouse-and-they-flew-off-the-digital-racks/

https://hbr.org/2016/11/how-one-clothing-company-blends-ai-and-human-expertise

https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2016/09/30/what-are-the-top-10-use-cases-for-machine-learning-and-ai/#70ae479594c9

https://www.econsultancy.com/blog/67745-15-examples-of-artificial-intelligence-in-marketing

Artificial Intelligence in Retail – 10 Present and Future Use Cases

https://www.fastcompany.com/40474585/how-apple-facebook-amazon-and-google-use-ai-to-best-each-other

https://www.cbinsights.com/research/top-acquirers-ai-startups-ma-timeline/

ทำไมใคร ๆ ก็อยากทำงานที่ “แอปเปิ้ล”

การเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย
เช่นเดียวกับเส้นทางของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ใครต่อใครรู้จักดีในฐานะผู้สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการไอทีรวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องอย่าง “แอปเปิ้ล”
ที่วันนี้ พนักงานของยักษ์ใหญ่รายนี้จะมาเปิดเผยความลับเกี่ยวกับการดูแลพนักงานของแอปเปิ้ลให้เราได้ฟังกัน
ส่วนจะมีเรื่องดี ๆ ใดบ้างแอบซ่อนอยู่ ไปติดตามดูกันเลยครับ

แอปเปิ้ล กับทิศทางธุรกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาอินโนเวชั่น

เป็นเหมือนธรรมเนียมครับที่สินค้าแอปเปิ้ลเปิดตัวเมื่อไหร่ คอลัมน์ Marketing Ideas ก็จะมาวิเคราะห์กลยุทธ์ธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังอยู่ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่พลาดอีกเช่นเคยครับ เพราะเป็นงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่หลายคนรอคอยอย่างไอแพด

tim-cook-big

Apple เปิดงานด้วยการพูดถึงโอเอสตัวใหม่โอเอสเท็น เวอร์ชั่น 10.9 หรือที่เรียกว่า Mavericks และมีการประกาศให้ผู้ใช้แมคทุกคนจะได้รับสิทธิ์ในการอัพเกรดได้ ฟรี!! (จากราคาปกติที่เคยคิดในโอเอสเวอร์ชั่นก่อนๆ คือ 30 ดอลลาร์)

และมีการนำไปเทียบกับ Windows 8 Pro ของไมโครซอฟท์ที่ขายอยู่ที่ราคา 199 ดอลลาร์

การให้ลูกค้าอัพเดทโอเอสให้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดตลอดเวลา ช่วยเพิ่มความจงรักภักดีในแบรนด์และโปรดักต์ได้ เพราะซื้อฮาร์ดแวร์มาแล้ว ไม่ถูกลอยแพ แถมยังพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ แกไขปรับปรุงปัญหาที่มีอยู่ในโอเอสเดิมอย่างต่อเนื่อง เหมือนเป็นบริการหลังการขาย ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ได้เครื่องใหม่ ได้ความสามารถใหม่ๆในทุกๆครั้งที่โอเอสอัพเกรด

อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ใหม่ เพราะลูกค้าจะติดกับความสามารถใหม่ๆของโอเอสและอาจจะรู้สึกไม่พอใจกับประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ที่กำลังใช้งานอยู่

นอกจากสร้างลอยัลตี้และกระตุ้นให้ลูกค้าอัพเกรดฮาร์ดแวร์แล้ว แอปเปิ้ลยังเชื่อว่าปัจจุบันหมดยุคของการทำกำไรจากการขายโอเอสแล้ว รูปแบบธุรกิจแบบใหม่ควรจะเป็นการทำกำไรจากการขายบริการต่างๆ แทน เช่น การขายแอพ การสมัครสมาชิกบริการอย่างไอทูนส์เรดิโอ ไอคลาวด์ ไอทูนส์แมทช์ การขายหนัง ขายเพลง การขายอีบุ๊ค มากกว่า (ซึ่งอะเมซอนเชื่อแบบนี้มานานแล้ว)

ตัวเลขล่าสุดจากการ์ตเนอร์ พบว่าตลาดแทบเล็ตทั่วโลกมีอัตราการเติบโตสูงถึง 54.3% ในขณะที่ตลาดพีซีกลับสวนทาง หดลงถึง 11.2%

พีซีขายได้น้อยลง วินโดวส์ของไมโครซอฟท์ก็ขายได้น้อยลงเช่นกัน

แต่ตลาดแทบเล็ต อยู่ในช่วงขาขึ้น และยิ่งไอแพดขายดีเท่าไหร่ โอกาสที่ผู้ครอบครองไอแพดจะเปลี่ยนจากพีซี+วินโดวส์ มาใช้แมค ก็มีมากขึ้นเท่านั้น ตามกฏ Halo Effect ที่กล่าวไว้ว่า คนที่ใช้ ไอพอด ไอโฟน ไอแพด มีแนวโน้มสูงที่สนใจซื้อแมคเป็นคอมพิวเตอร์ตัวถัดไป

นอกจากโอเอสใหม่ แอปเปิ้ลยังพูดถึงซอฟท์แวร์พื้นฐานที่ทุกเครื่องควรจะมีบ้าง

ซอฟท์แวร์สำหรับตัดต่อวิดีโอ (iMovie) แต่งเพลง (GarageBand) จัดการภาพถ่าย (iPhoto) หรือที่เรียกซอฟท์แวร์ทั้งชุดนี้ว่า iLife ขายในราคา 49 ดอลลาร์

และซอฟท์แวร์ออฟฟิศที่ใช้ทำงานเอกสาร (Pages) ทำพรีเซนเทชั่น (Keynote) ทำสเปรดชีท (Numbers) หรือที่เรียกกันว่า iWork ขายราคาปกติ อยู่ที่ 79 ดอลลาร์

ซอฟท์แวร์ยอดนิยมบนเครื่องแมคทั้งสองชุดนี้ แอปเปิ้ลประกาศแจกฟรี

ขณะที่คู่แข่งโดยตรงอย่างไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 365 ผู้ใช้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 99 ดอลลาร์ต่อปี

ต้นทุนการเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ซักเครื่อง (Cost of Ownership) เมื่อเทียบระหว่าง

ซื้อพีซี + วินโดวส์ 8 ของแท้ + ค่าใช้งานไมโครซอฟท์ออฟฟิศ+ซอฟท์แวร์พื้นฐานอื่นๆ อาจจะแพงกว่าการใช้แมคที่แถมซอฟท์แวร์พื้นฐานมาให้ด้วยฟรีๆ

แอปเปิ้ลใช้จุดแข็งด้านซอฟท์แวร์ของตัวเอง ดึงคนให้มาซื้อเครื่องแมคให้เยอะขึ้น แม้ตลาดพีซีจะอยู่ในช่วงขาลง แต่ผู้ใช้พีซีมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจากพีซีเครื่องเดิมมาเป็นแมคสูงมากขึ้น เรียกว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาสซ่อนอยู่

ปล่อยหมัดเด็ดชุดใหญ่ใส่ไมโครซอฟท์และผู้ผลิตพีซี และน่าสนใจว่าคู่กรณีจะโต้ตอบกลับมาอย่างไร

นอกจากซอฟท์แวร์แบบปกติแล้ว แอปเปิ้ลยังเปิดตัวบริการ iWork for iCloud ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ออฟฟิศแบบออนไลน์ อย่างเป็นทางการ

เมื่อรวมกับฟีเจอร์แผนที่ในโอเอสเท็นตัวใหม่ และบริการไอคลาวด์อื่นๆทั้ง Email , Calendar , Contacts

หมัดนี้ ซัดบริการออนไลน์ของ Google เต็มๆ

และเป็นไปตามคาดครับ ไอแพดมินิรุ่นใหม่ มาพร้อมกับหน้าจอเรติน่าที่ทุกคนรอคอย

แถมยังมาพร้อมกับสเป็คฮาร์ดแวร์ล่าสุดเหมือนกับไอโฟนห้าเอสและไอแพดจอใหญ่รุ่นใหม่ที่เปลี่ยนชื่อไปเป็นไอแพดแอร์

รอบนี้ ไอแพดมินิใหม่ ขายในราคา 399 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาเดิมถึง 70 ดอลลาร์

ทำไมครั้งนี้แอปเปิ้ลไม่สามารถรักษาระดับราคาขายไว้ที่เท่าเดิม อย่างที่เคยทำมา?

สถานการณ์ของไอแพดไม่ได้ดีมากครับ เพราะในไตรมาสสองของปี ยอดขายแอนดรอยด์แทบเล็ตพุ่งแซงไอแพดเป็นครั้งแรก และไม่ใช่แค่จำนวนเครื่องที่ขายได้ แต่เป็นรายได้รวมทั่วโลกที่แอนดรอยด์แทบเล็ต เอาไปครึ่งนึง

ราคาขายเฉลี่ยของไอแพดทุกรุ่นรวมกัน (Average Selling Price) ลดลงจากปีก่อนถึง 17% เพราะไอแพดมินิรุ่นถูกจะขายดีกว่า ส่วนไอแพดจอใหญ่เริ่มขายได้น้อยลง

ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยของแอนดรอยด์แทบเล็ต เพิ่มขึ้นจากปีก่อนด้วยเปอร์เซนต์ที่ไม่ต่างกัน เพราะรุ่นที่ราคาเกิน 10,000 บาท ขายได้ดีมากขึ้น

ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นจากสเป็คที่จัดเต็ม เพื่อรักษาระดับกำไร แอปเปิ้ลจึงต้องปรับราคาขายให้สูงขึ้นมาหน่อย เพราะเชื่อว่า ตลาดแทบเล็ตระดับบนที่ราคาเกิน 10,000 บาท แบรนด์อื่นคงแข่งด้วยลำบาก เพราะกำลังซื้อของคนกลุ่มนี้ แทบไม่ต้องคิดอะไรมาก ถ้าได้สเป็คฮาร์ดแวร์ที่ดี เพราะมีแอพ มีเกมที่คุณภาพสูงกว่ารอให้ใช้อยู่มากมาย

และการขยับราคาของไอแพดมินิรุ่นเดิมไปอยู่ที่ 299 ดอลลาร์ จะช่วยให้แอปเปิ้ลมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดแทบเล็ตราคาต่ำกว่าหมื่นมากยิ่งขึ้น

จากภาพรวมของงานเปิดตัวของแอปเปิ้ล เราเริ่มเห็นภาพกลยุทธ์ธุรกิจในทิศทางใหม่ที่ชัดเจนขึ้น คือ ขายฮาร์ดแวร์แบบพรีเมี่ยมพร้อมซอฟท์แวร์คุณภาพแบบฟรีๆ เพื่อครอบครองตลาดบนให้แน่นขึ้น ปล่อยให้คู่แข่งในตลาดล่างลงมาแข่งขันเรื่องราคากันไป โดยที่ตัวเอง เอารุ่นเก่ามาลดราคาลงมาเพื่อขอส่วนแบ่งในตลาดนี้

เริ่มเห็นชัดแล้วนะครับว่า การนำเสนอคุณค่าที่ดีกว่า (Superior Value) ให้กับคอนซูมเมอร์ ก็สามารถทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอินโนเวชั่นใหม่ๆเสมอไป 🙂

ติดตามการวิเคราะห์กลยุทธ์ธุรกิจการตลาดได้ที่เพจ facebook.com/MktHub อีกเช่นเคยครั

แอปเปิ้ล แซง โคคาโคล่า ขึ้นเบอร์ 1 แบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก

กลายเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลกครับ เมื่อ อินเตอร์แบรนด์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกด้านแบรนด์ ออกมาเปิดเผยรายงานการจัดอันดับ “Best Global Brand” ประจำมี 2013 ซึ่งความน่าสนใจของการจัดอันดับครั้งนี้อยู่ที่การเสียตำแหน่งแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกของโคคาโคล่าให้กับบริษัทแอปเปิ้ล

โคคาโคล่าครองตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2000 (ซึ่งเป็นปีแรกที่อินเตอร์แบรนด์มีการจัดอันดับ) รวมเป็นระยะเวลาทั้งหมด 13 ปีติดต่อกัน

แถมตกอันดับที ไม่ใช่การหล่นลงมาอยู่ที่ 2 แต่เป็นการหล่นมาอยู่อันดับ 3 ต่อจากกูเกิ้ลอีกต่างหาก

มูลค่าของแบรนด์แอปเปิ้ลในปัจจุบันสูงถึง 98.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ในอันดับ 2 ถึง 28%

เทียบกับมูลค่าแบรนด์ในปี 2000 ที่อยู่อันดับ 36 มีมูลค่า 6.6 พันล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 15 เท่า

ทางผู้บริหารอินเตอร์แบรนด์บอกว่า

“บริษัทหลายแห่งสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆของผู้คนได้ ไม่เฉพาะแค่กับตัวโปรดักต์เท่านั้น แต่รวมไปถึงวัฒนธรรมพื้นฐานทางสังคมด้วย

เป็นเหตุผลเดียวกับที่โคคาโคล่าครองอันดับ 1 มาอย่างยาวนาน และเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้แอปเปิ้ลขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกเวลานี้”

การวัดมูลค่าแบรนด์ (ฺBrand Valuation) ของอินเตอร์แบรนด์ มีการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “Brand Strength” เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดในการจัดอันดับ โดยใช้ 3 แกนหลักๆ คือ

1.ผลประกอบการของกิจการ ความแข็งแกร่งด้านการเงินของแบรนด์นั้น

2.บทบาทของแบรนด์นั้น ว่ามีอิทธิพลต่อคอนซูมเมอร์อย่างไร และต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆของคอนซูมเมอร์

3.ความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่ทำให้มีราคาขายแบบพรีเมียม สร้างผลกำไรที่ดีในระยะยาว และคอนซูมเมอร์มีความจงรักภักดีในตัวแบรนด์สูง

แต่ละแกนก็จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมที่แตกต่างกันออกไป เช่น

มีการกำหนดว่า 30% ของรายได้ ต้องมาจากนอกประเทศ

แบรนด์นั้น ต้องเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ นอกจากในประเทศของตัวเอง

เจ้าของแบรนด์ต้องเป็นบริษัทมหาชน หรือมีข้อมูลทางการเงินเปิดเผยต่อสาธารณะ

แบรนด์จะต้องมีตัวแทนหรือสำนักงานตั้งอยู่ใน 3 ทวีปหลักเป็นอย่างน้อย

หลายๆแบรนด์ ก็ไม่ติดอยู่ในการจัดอันดับของแบรนด์ เช่น แบรนด์ที่ทำธุรกิจโทรคมนาคม ที่คนนอกประเทศมักจะไม่รู้จัก แบรนด์ที่เป็นสายการบินที่มักจะมีสัดส่วนกำไรต่ำ ขาดความพรีเมียม ทำให้ไม่สามารถสร้างผลกำไรที่ดีในระยะยาวได้

ถ้าดูปัจจัยเหล่านี้คร่าวๆ ก็จะไม่แปลกใจครับว่าทำไม แอปเปิ้ลถึงกลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกได้

ปี 2012 แอปเปิ้ลมีรายได้รวมกว่า 156 พันล้านดอลลาร์ สูงเป็นอันดับ 22 ของโลก สัดส่วนรายได้นอกตลาดสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 60%

ถ้าวัดเฉพาะกำไร แอปเปิ้ลเป็นบริษัทที่มีผลกำไรเป็นจำนวน 41.7 พันล้านดอลล่าร์ สูงที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจาก Exxon Mobil ที่มีกำไรรวม 44.9 พันล้านดอลลาร์

นอกจากมูลค่าแบรนด์แล้ว แอปเปิ้ลยังเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) สูงที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของไฟแนนเชียลไทม์ ด้วยมูลค่ากว่า 443 พันล้านดอลลาร์

นอกจากผลประกอบการอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากและการมีอิทธิพลต่อคอนซูมเมอร์ ก็ค่อนข้างชัดเจนในเรื่องของสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต

ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้งานของคนทั้งโลก รวมไปถึงการเป็นตัวเลือกในใจอันดับต้นๆ เมื่อคอนซูมเมอร์ต้องการจะซื้อสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ การจัดอันดับในปีนี้ มีการพาเหรดเข้ามาของบรรดาแบรนด์ดังด้านไอทีหลายแบรนด์

ได้แก่ คือ กูเกิ้ล (อันดับ 2) ไอบีเอ็ม (อันดับ 4) ไมโครซอฟท์ (อันดับ 5) ซัมซุง (อันดับ 8) อินเทล (อันดับ 9) อะเมซอน (อันดับ 19) อีเบย์ (อันดับ 28) เฟสบุ๊ค (อันดับ 52)

10 อันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก มีบริษัทด้านเทคโนโลยีถึง 6 อันดับ มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 406.828 พันล้านดอลลาร์ คูณเป็นเงินไทยก็อ่านกันลำบากแล้วครับว่ากี่ล้านบาท

น่าจับตามองว่า การจัดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกปีหน้า บริษัทด้านเทคโนโลยีจะมีมากกว่า 6 รึเปล่า กูเกิ้ลจะทำอันดับแซงแอปเปิ้ลได้หรือไม่ หรือโคคาโคล่าจะกลับมาทวงที่ 1 คืนมาได้มั้ย และซัมซุงจะมาแรงแค่ไหนในปีต่อๆไป

ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจทางด้านการตลาดที่เพจ facebook.com/MktHub อีกเช่นเคยครับ 🙂

clip_image002

(แหล่งที่มาของภาพ Bloomberg BusinessWeek)

แอปเปิ้ลกับกลยุทธ์สำหรับ iPhone รุ่นใหม่

ตลาดสมาร์ทโฟนช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี กลับมาร้อนระอุอีกครั้งครับ เมื่อบรรดาผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ต่างพากันเปิดตัวสมาร์ทโฟนออกมาแย่งกันดึงเงินในกระเป๋าของเรา

ล่าสุด แอปเปิ้ล 1 ในบริษัทที่ถูกจับตามองมากที่สุดในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ก็ได้เผยหน้าตาของสมาร์ทโฟน ที่รอคอยกันมานาน อย่าง iPhone 5C ที่มีการคาดการณ์ว่า จะเป็น iPhone รุ่นราคาถูก และ iPhone 5S รุ่นท๊อป ที่มาแทนผลิตภัณฑ์รุ่นเดิมอย่าง iPhone 5

งานเปิดตัว iPhone ครั้งนี้ ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นครับ เพราะข้อมูล ภาพ ทุกอย่าง หลุดออกมาก่อนงานเป็นอาทิตย์ เป็นลักษณะการหลุดแบบทีละชิ้น ทีละส่วน สเป็คที่แท้จริงแบบเป๊ะ ไม่มีกระเด็นหลุดออกมา แต่ก็มีการคาดเดาได้ในหลายๆส่วน ทำให้เหล่าแฟนๆแอปเปิ้ลสงสัยกันว่า เป็นการจงใจปล่อยข่าวรึเปล่า เพราะมันตรงกับข่าวลือ ภาพหลุด เกือบทุกอย่าง

iphone5c

สิ่งเดียวที่น่าจะผิดความคาดหวังที่สุด น่าจะเป็น iPhone 5C ที่แม้ว่าจะไม่พลิกโผ อย่างข่าวลือที่ออกมาเป็นเดือนๆ แต่ด้วยราคาเปิดตัว กลับไม่ใช่ iPhone แบบ low cost ซักเท่าไหร่

ราคาของ iPhone 5C อยู่ที่ 99 ดอลลาร์ สำหรับรุ่น 16GB และ 199 ดอลลาร์ สำหรับรุ่น 32GB แต่เป็นราคาที่ต้องจ่าย พร้อมการทำสัญญา 2 ปี กับค่ายมือถือในสหรัฐ ซึ่งฟังดูไม่แพง

แต่ถ้าเป็นราคาเครื่องเปล่าไม่ติดสัญญา จะกลายเป็น 549 ดอลลาร์ และ 649 ดอลลาร์ ทันที

iPhone 5C ไม่ใช่ iPhone รุ่นราคาถูกอย่างที่คิด!!

สาเหตุหลักที่ใครหลายๆคนคิดว่า iPhone จะออกรุ่นราคาถูก เพื่อมาตีกับ Android ที่กวาดมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นทุกวัน จนแตะ 80% ไปแล้ว

ถ้า Tim Cook ไม่ทำอะไรเลย iPhone อาจจะเสียมาร์เก็ตแชร์ไปเรื่อยๆ จนนำไปสู่ยุคตกต่ำของแอปเปิ้ล

แต่แอปเปิ้ล ก็ยังคงเป็นแอปเปิ้ล ที่เลือกเดินเกมรักษาระดับของสินค้าให้อยู่ในตลาดบน ภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญมาก

อัตรากำไรต่อหน่วย ก็เป็นสิ่งสำคัญในมุมมองของผู้ถือหุ้น ที่จะต้องรักษาไว้ เพราะแม้ว่าแอนดรอยด์จะครองส่วนแบ่งตลาดได้จริง จากปริมาณยอดขาย แต่ส่วนแบ่งรายได้และกำไร ผู้นำก็ยังเป็นแอปเปิ้ลอยู่ดี

การวางตำแหน่งทางการตลาดของ iPhone 5C จึงไม่ใช่เพื่อออกมารบราฆ่าฟันกับแอนดรอยด์ราคาถูก แต่เป็นการเล่น 2 เกม

เกมแรก คือ เกมมาร์เก็ตแชร์ (Market Share)

เกมนี้ แอปเปิ้ลไม่ได้ลงมาเล่นแบบเต็มสูบ เพราะราคาเครื่องที่ไม่ติดสัญญา ก็ไม่ได้ถูก

แต่ถ้ามองที่ราคาเครื่องพร้อมสัญญา 2 ปี ถือว่าถูกครับ

ตลาดที่แอปเปิ้ลจะแย่งมาร์เก็ตแชร์ คือ ตลาดที่ขายเครื่องติดสัญญา เพราะค่ายมือถือช่วย subsidize ราคาให้ จนต่ำพอที่จะให้ผู้ใช้จ่ายน้อยๆได้

ไม่ใช่แค่ค่ายมือถือที่ช่วย subsidize ราคานะครับ ทางแอปเปิ้ลเองก็กำลังจะมี โปรแกรม “Trade-ins” ที่เอา iPhone รุ่นเก่า มาแลกเป็นส่วนลดซื้อเครื่องรุ่นใหม่ ตอนนี้เริ่มทดลองในสหรัฐฯแล้ว

มีบทวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ที่ทำการสำรวจตลาดสมาร์ทโฟนในจีนพบว่า สมาร์ทโฟนที่อยู่ในใจคอนซูมเมอร์ในจีน อันดับ 1 คือ iPhone และถ้ามี iPhone ราคาถูกจริง ราคาที่พวกเค้ายอมจ่าย คือ 486 ดอลลาร์ ขณะที่แบรนด์อื่น คงไม่ซื้อราคานี้ ต้องถูกกว่านี้พอสมควร

มี 29% ของคนที่กำลังคิดจะซื้อสมาร์ทโฟนบอกว่า เค้าจะซื้อ iPhone ถ้าสามารถใช้กับเครือข่าย China Mobile ได้

บทวิเคราะห์นี้ สรุปส่งท้ายว่า ถ้า iPhone ราคาถูก ออกมาทำตลาดจีนจริง ส่วนแบ่งตลาดของ iPhone ในจีนจะสูงขึ้นอีกราวๆ 13.3% มากพอที่จะทำให้ส่วนแบ่งตลาดรวมทั้งโลกของ iPhone เพิ่มขึ้น 6%

จีนประเทศเดียว ก็มีผลกระทบเยอะแล้วครับ เพราะลูกค้าของ China Mobile มีกว่า 700 ล้านคน

ที่อินเดีย ยอดขาย iPhone พุ่งขึ้น 3 เท่าตัว เพราะแอปเปิ้ลมีส่วนลดของราคาให้ มีโปรแกรม “Trade-ins” เครื่องเก่าแลกส่วนลดเพิ่ม และมีระบบผ่อนชำระแบบยาวๆ

ยังมีประเทศในอเมริกาใต้ อัฟริกา ยุโรปตะวันออก อีกหลายประเทศ ที่อยากได้ iPhone แต่ติดที่ราคาแพงเกินไป วิธีการ financing เครื่องแบบนี้ น่าจะช่วยเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ได้เหมือนอย่างที่ประสบความสำเร็จในอินเดีย

เกมที่ 2 คือ เกมส่วนแบ่งกำไร (Profit Share)

การเพิ่มกำไร ก็ทำได้อยู่ 2 ทาง ไม่ขายแพงขึ้น ก็ทำให้ต้นทุนถูกลง

เนื่องจาก iPhone 5C เป็นพลาสติก ต้นทุนจึงถูกกว่าการใช้วัสดุที่เป็นโลหะแบบเดิมมาก

และด้วยคุณสมบัติที่แทบจะเหมือน iPhone 5 ทุกประการ จนมองได้ว่า iPhone 5C คือ iPhone 5 ที่มีบอดี้เป็นพลาสติก และลดราคาขายลง

ถ้าแอปเปิ้ล ออก iPhone 5C ด้วยราคาที่ถูกมาก แน่นอน ส่งผลกระทบต่อกำไรต่อหน่วย และกำไรต่อหุ้น เพราะมีโอกาสที่จะเกิดการ Self-cannibalization กินตลาด iPhone รุ่นปกติของตัวเอง

กลายเป็นได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น แต่ส่วนแบ่งกำไรลดลง เพราะคนหันมาซื้อรุ่นราคาถูกแทน

เหตุการณ์แบบนี้ เพิ่งเกิดขึ้น กับ iPad ครับ เพราะตั้งแต่เปิดตัว iPad mini ออกมา

รุ่นที่ขายดีที่สุด คือ รุ่นราคาถูกที่สุด ทำเอา iPad ตัวใหญ่ขายได้น้อย ผลประกอบการของแอปเปิ้ลในปีนี้ เลยตกลง เพราะกำไรจากการขาย iPad ลดลง

การออก iPhone มา 2 รุ่น เพื่อทดแทนรุ่นเดิม โดยวาง รุ่น iPhone 5S เป็นตัวท๊อปที่จะมาทำตลาดในระดับบนสุด ซึ่งกลุ่มคนซื้อ ยังคงเป็นคนกลุ่มเดิม (ลูกค้าใหม่ มีเงิน และลูกค้าเก่าที่ต้องการอัพเกรดมือถือตัวเองจาก iPhone รุ่นเดิม)

ส่วนรุ่น iPhone 5C ก็จับลูกค้าใหม่ คนที่กำลังคิดจะซื้อแอนดรอยด์เพราะราคาถูกกว่า

ราคาเครื่องแบบติดสัญญาก็ไม่ถือว่าแพง และลูกค้าก็จะได้ทุกอย่างที่เหมือน iPhone 5 ยกเว้นวัสดุและสี

กลยุทธ์เหล่านี้ น่าจะพอช่วยเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ให้ iPhone ได้ โดยที่กระทบกำไรน้อยที่สุด

ติดตามอ่านเรื่องราวการตลาดที่น่าสนใจได้ ใน facebook.com/MktHub เช่นเคยนะครับ 😉

Michael Dell และกรณีศึกษาบริษัท Dell

อ่านข่าวเก่าที่ Michael Dell ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อแถลงขอซื้อหุ้นคืน เพื่อให้หลุดจากการเป็นบริษัทมหาชน เพื่อความคล่องตัวในการฟื้นฟูกิจการบริษัท

นึกถึงคำพูดของ Michael Dell เมื่อปี 1997

ปีนั้น Dell มียอดขายบนอินเตอร์เน็ต สูงถึง วันละ 4 ล้านดอลลาร์

มีคนไปถามเค้าว่า จะทำยังไง ถ้าต้องบริหาร Apple ที่มีผลประกอบการขาดทุน เป็นพันล้านเหรียญ

“Michael Dell ตอบว่า ถ้าเค้าเป็นผู้บริหาร Apple เค้าจะปิดบริษัททิ้งซะ แล้วคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นทั้งหมด”

“What would I do? I’d shut it down and give the money back to the shareholders,”

บริษัท Dell ก็ใหญ่กว่า Apple ถึง 5 เท่า Apple จึงไม่อยู่ในสายตาของ Dell แต่ประการใด

16 ปีต่อมา เหมือนกรรมตามทัน …

dell-jobs2

 

คำพูดต่างๆของ Michael Dell กลับมาทิ่มแทงตัวเองอย่างเจ็บปวด

Dell เข้าสู่ยุคตกต่ำ กำไรลดลงถึง 79% ในปีเดียว
บริษัทมีหนี้สูงถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ (เทียบกับ Apple ที่ไม่มีหนี้สินเลย = 0)

จากที่เคยบอกว่า Apple ไม่เคยอยู่ในสายตา Dell
ตอนนี้อาจจะกลับกัน เพราะตอนนี้ Apple ใหญ่กว่า Dell กว่า 18 เท่า (market cap ของ Apple เคยมากกว่า Dell สูงสุด 35 เท่าในปี 2012)

จากที่เคยบอกให้ Apple ปิดบริษัท แล้วคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น
ตอนนี้ ตัวเองน่ะแหละ ที่ต้องเป็นฝ่ายต้องคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นซะเอง (โดยการซื้อคืน)

บริษัทมีเงินสดในมือ 3,300 ล้านดอลลาร์ ต้องไปกู้เงินมาซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้น ที่คาดว่าจะใช้เงินทั้งหมด ราวๆ 24,000 ล้านดอลลาร์

ด้วยเงินสดที่ Apple มีอยู่ในมือตอนนี้ สามารถซื้อบริษัท Dell ได้ และแถมเงินชำระหนี้ให้อีกสบายๆ (Apple มีเงินสดในมือ 55,260 ล้านดอลลาร์)
กลยุทธ์ของ Michael Dell ยังคงเน้นเรื่อง กลยุทธ์ราคาเพื่อแย่ง market share และผูกสัญญายาวกับลูกค้าองค์กร

กลายเป็นต้องขายของถูก จนแทบไม่เหลือกำไร (Profit margin ของ Dell = 3.3% vs 23.46% ของ Apple)

ธุรกิจหลักของ Dell คือ ตลาด PC หดตัวลง เพราะถูกตลาด Tablet มาแย่งส่วนแบ่งไปเยอะ

แม้ว่าตลาด PC จะขาลง แต่ยอดขาย Mac ของ Apple กลับอยู่ในขาขึ้น ติดต่อกันหลายปี

เห็นมั้ยครับว่า “กรรม” มันมีอยู่จริง

หวังว่า “Steve Jobs” จะไม่ตามไปหลอกหลอน Michael Dell ในฝัน

เรื่องนี้เป็นอุหาทรณ์ว่า “จงอย่าดูถูกคู่แข่ง” และ “อย่ายึดติดกับความสำเร็จในอดีต”

2 ข้อนี้ เป็นนิสัยของบริษัทยักษ์ใหญ่ ทั่วโลกครับ

——————————-
อะไร คือ จุดพลิกผันของ Case นี้ครับ มาลองดูกัน?
1. ยึดติดความสำเร็จในอดีต

ในอดีต กลยุทธ์ที่สร้างความสำเร็จให้กับ Dell คือ ใช้วิธีการขายตรงแบบ Direct-sales มีระบบการซื้อขายออนไลน์ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ต้องผ่าน distributor

การตัดคนกลางออกไป ทำให้ไม่ต้องมีต้นทุนหน้าร้าน (ค่าเช่าที่ ค่าจ้างคน ค่าจัดเก็บสต๊อคหน้าร้าน ต่างๆ)

มีระบบ Supply Chain ที่ดี สามารถผลิตเครื่องตามสั่งได้เร็ว ส่งทันตามความต้องการ ไม่ต้องเก็บสต๊อคสินค้ามาก

เมื่อต้นทุนต่ำ ก็ทำให้ขายเครื่องได้ในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง

ตอนนั้น Dell มาแรงมาก สินค้าขายดิบขายดี

Dell ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาด PC

ความสำเร็จขนาดนี้ ทำให้ Dell ชะล่าใจ และ “อิ่ม” กับตลาด PC ที่ตัวเองยึดครอง โดยไม่เฉลียวใจว่าอุตสาหกรรม PC จะมีจุดตกต่ำ

2. ขาด Innovation ละเลยเรื่อง R&D

ข้อเสียของ Dell อย่างเดียวที่มี คือ มีการลงทุนในเรื่องของ R&D ต่ำมาก (สัดส่วน 0.x% ไม่ถึง 1% ของรายได้ เทียบกับ Apple ที่ลงทุนเรื่องนี้กว่า 5% ของรายได้ ณ ช่วงนั้น)

การลงทุนเรื่อง R&D ส่งผลให้ Apple สร้าง innovation ได้อย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ Dell ไม่สามารถสร้าง innovation อะไรออกมาได้เลย และยังคงหากินกับธุรกิจ PC ที่มีกำไรต่ำเหมือมเดิม

3. ไม่เปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การทำธุรกิจ

Dell ตัดระบบตัวกลางออกไป และใช้วิธีการจัดการ Supply Chain ที่ดีมากมาใช้ ทำให้ต้นทุนต่ำ ขายของได้ราคาถูก

Dell ยึดกลยุทธ์นี้เป็นแนวทางในการทำธุรกิจมาตลอด ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จนถึงปัจจุบัน

แต่ Apple กลับคิดต่างออกไปในทางตรงกันข้ามครับ

Apple ให้ความสำคัญกับการมีหน้าร้านของตัวเองเป็นอย่างมาก

เพราะ Steve Jobs เชื่อว่า การที่ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์จากการทดลองใช้ ได้สัมผัสเครื่องจริงๆ มีผลอย่างมากในการซื้อสินค้าของ Apple

Apple จึงมีหน้าร้านของตัวเอง เพื่อให้ผู้ใช้ ้ทดลองใช้งานสินค้าได้จริงก่อนตัดสินใจซื้อ มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำเรื่องการใช้งาน เน้นประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้เป็นหลัก
ปัจจุบัน ร้าน Apple Store กลายเป็นร้านค้าปลึกที่มีกำไรต่อพื้นที่ สูงที่สุดในโลก

ในเรื่อง Supply Chain ตัว Steve Jobs เองก็คิดจะปรับปรุงเหมือนกันครับ เพราะธุรกิจคอมพิวเตอร์ สิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือเรื่องการบริหาร Supply Chain ให้มีประสิทธิภาพ

ปี 1998 Jobs ดึงตัว Tim Cook (CEO ของ Apple คนปัจจุบัน) ผู้ที่มีประสบการณ์มากมายในเรื่องของการจัดการ Supply Chain
ทำมาแล้วกับทั้ง Compaq และ IBM โดย Cook ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเรื่อง Operation ทั้งหมดของ Apple

Took ทำให้ Supply Chain กลายเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของ Apple ในปัจจุบัน

ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ พอประกาศ iPhone หรือ iPad รุ่นใหม่ๆ ใช้เวลาน้อยมาก ในการวางขายทั่วโลก เป็นร้อยๆประเทศ

ในขณะที่คู่แข่ง เปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว ต้องรอกันหลายเดือน กว่าจะเข้ามาขาย และแม้สินค้าจะขายดีมากๆก็แทบจะไม่มีการขาดตลาดนาน เพราะมีการวางแผนจัดการอย่างดี

ฝั่งต้นทุน และประสิทธิภาพ พูดกันง่ายๆ Apple กับ Dell ทำได้เหมือนกัน
แต่ฝั่งปลายทางด้าน consumer ทาง Apple ชนะขาด ทั้งเรื่อง product innovation , retail , branding

ในตลาดคอมพิวเตอร์ที่ราคาสูงกว่า 1,000 ดอลลาร์ Apple ครองส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกกว่า 90%
ในตลาดสมาร์ทโฟน ระดับพรีเมี่ยม ก็เสร็จ iPhone อีกเช่นกัน

น่าสนใจว่า Michael Dell จะพลิกฟื้นกิจการให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้หรือไม่

สงคราม Samsung vs. Apple ปี 2013 เริ่มต้นแล้ว!

 

ปี 2013 นี้ ตลาดสมาร์ทโฟนร้อนระอุตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก เมื่อผู้ผลิตมือถือ ต่างก็เข็นผลิตภัณฑ์ Flagship ออกมาแข่งกันอย่างดุเดือด

นอกจากการดิ้นรนของ BlackBerry และ Nokia แล้ว ยังมีการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำว่าจะเป็นใคร ระหว่างแอปเปิ้ล ผู้ที่เพิ่งเสียแชมป์ผู้นำตลาดสมาร์ทโฟน และซัมซุง ผู้ที่ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดนี้ เมื่อพิจารณาจากยอดขายรวมทั้งหมด

ซัมซุงเริ่มเปิดไพ่ก่อนครับ ด้วยมือถือ flagship รุ่น Galaxy S4 ที่ผู้บริหาร ตั้งใจเลือกเปิดตัวที่นิวยอร์ค เพราะไม่พอใจยอดขายในสหรัฐฯที่แพ้แอปเปิ้ลขาด จึงเลือกที่นี่เป็น สถานที่เปิดตัว Galaxy S4 เพราะถ้าชนะตลาดนี้ได้ ก็เหมือนได้รับชัยชนะไปทั้งโลก เช่นกันกับถ้าไอโฟนชนะซัมซุงได้ในตลาดเกาหลี

apple-vs-samsung

สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ซัมซุงตั้งใจจะสร้างความแตกต่างในเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆในการใช้งาน โดยใส่ลูกเล่นซอฟท์แวร์ต่างๆมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Air Gesture ที่ผู้ใช้สามารถควบคุมเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรับสาย เปลี่ยนแทรคเพลง เลื่อนขึ้นลงเวลาดูหน้าเว็บเพจ โดยที่ไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ เพียงแค่โบกไม้โบกมือตรงหน้าเครื่อง ตามแพทเทิร์นที่กำหนดไว้ มันก็จะทำตามคำสั่งได้ หรือจะเป็นฟีเจอร์ Smart Pause มี่สามารถหยุดเล่นคลิบวิดีโอได้ เมื่อสายตาเราไม่ได้มองที่หน้าจอมือถือ Smart Scroll ที่สามารถเลื่อนหน้าจอขึ้นหรือลงได้ จากการจับความเคลื่อนไหวหน้าเราเวลามองจอ

ซัมซุงได้จ้างวิศวกรจำนวนมากจากทั่วโลก ทั้งจีน อินเดีย รัสเซีย หรือในยุโรป เพื่อพัฒนา ฟีเจอร์ทั้งหลายเหล่านี้ พร้อมทั้งยื่นจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับการใช้งานดังกล่าวกว่า 120 รายการ

นอกจากผลิตภัณฑ์ที่น่าจับตามองอย่าง Galaxy S4 แล้ว ย่างก้าวในเชิงกลยุทธ์ ก็น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

ปี 2012 เป็นปีที่ซัมซุงขึ้นสู่บรรลังก์ผู้นำตลาดสมาร์ทโฟน แทนแอปเปิ้ล จากสินค้าตระกูล Galaxy ทั้งหลาย ที่ออกมารุมอัดแอปเปิ้ล โดยใช้กลยุทธ์การตลาดรุกหนักหลายเซกเมนต์ ตั้งแต่ระดับบนสุด จนถึงระดับล่างสุด ราคาตั้งแต่ 3 พันกว่า จนถึง 2 หมื่นกว่า รวมๆมากกว่า 10 รุ่นในบ้านเรา และทั่วโลกเกือบ 20 รุ่น

เทียบกับไอโฟน ที่ออกมาเพียงแค่ปีละ 1 รุ่น ขายตลาดบนเพียงตลาดเดียว

จะไม่ให้แอปเปิ้ลแพ้ได้ยังไงครับ โดนรุกหนักขนาดนี้ เรียกว่าตีทุกประตู ทุกตลาด ทุกเซกเมนต์นอกจากแอปเปิ้ลจะเสียแชมป์แล้ว แบรนด์คู่แข่งแบรนด์อื่นก็สู้ซัมซุงไม่ได้เช่นกัน

สมาร์ทโฟนตลาดล่าง ซัมซุงแทบจะยึดหัวหาดได้ ในทุกทวีป

แต่ถ้ามองตลาดระดับบนอย่างเดียว แอปเปิ้ล ก็ยังครองแชมป์ได้อยู่ เพราะไอโฟน ขายไปทั้งปีรวมกัน 125.04 ล้านเครื่อง เทียบกับยอดขาย Galaxy S3 ที่ขายไปราว 40 ล้านเครื่อง และ Galaxy Note 2 อีกประมาณ 5 ล้านเครื่อง เมื่อนับในช่วงเวลาเดียวกัน

ปีนี้ คาดว่า Galaxy S4 น่าจะขายดีกว่า S3 ในปี 2012 และเมื่อรวมกับยอดขาย Galaxy Note 2 และ Note 3 ที่จะออกมาปลายปี ช่องว่างระหว่างแอปเปิ้ลกับซัมซุงในตลาดบน น่าจะหดแคบลง

นอกจากเรื่องของตัวผลิตภัณฑ์แล้ว ส่วนกลยุทธ์องค์กร ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

แอปเปิ้ล เดินหน้าฟ้องร้องซัมซุงในหลายๆประเทศ ขณะเดียวกันก็พยายามผลิตโทรศัพท์และแทบเล็ต โดยใช้ชิ้นส่วนต่างๆจากซัมซุงน้อยลง เพื่อลดบทบาทความสำคัญของซัมซุงในผลิตภัณฑ์ตัวเองให้น้อยลง และหันไปซื้อจากซัพพลายเออร์รายอื่นแทน เพื่อเป็นการตัดกำลังในส่วนของรายได้ที่ซัมซุงเคยได้จากแอปเปิ้ลมหาศาล และจะส่งผลกระทบกับกำลังการผลิตของโรงงานที่ซัมซุงมี ทำให้เครื่องจักรทำงานเดินเครื่องได้ไม่เต็มที่ (เพราะยอดออเดอร์การผลิตลดลง) จนนำไปสู่ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

และยังเป็นการเสริมกำลังให้คู่แข่งของซัมซุงแข็งแรงขึ้นมา เป็นหอกข้างแคร่ คอยทิ่มซัมซุงอยู่ห่างๆ ในตัว

แต่เรื่องก็ไม่ง่ายครับ เพราะการใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์อื่นๆ ก็ต้องใช้เวลาที่จะรอซัพพลายเออร์รายนั้นๆ สร้างโรงงาน พัฒนาขั้นตอนกระบวนการผลิตชิ้นส่วนให้ทันสมัย ได้มาตรฐาน และอยู่ในกรอบเวลาที่ต้องการ สุ่มเสี่ยงว่าจะทำให้กระบวนการผลิตไอโฟน ไอแพดทั้งหมด ต้องสะดุดไป

ซัมซุงเดินหมากแก้เกมนี้ด้วยการเข้าซื้อหุ้นบริษัทชาร์ป 3% เพื่อให้ชาร์ป มาช่วยตัวเองผลิตจอ

หมากเกมนี้ฉลาดมากครับ เพราะชาร์ปเป็นผู้ผลิตจอรายใหญ่ให้กับผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลถึง 1 ใน 3 ของทั้งหมด ทำให้แอปเปิ้ลเกิดอาการหนาวๆร้อนๆ เพราะอนาคตแล้ว ชาร์ปอาจจะต้องแบ่งกำลังการผลิตหน้าจอส่วนหนึ่งที่เคยผลิตให้แอปเปิ้ล ไปผลิตจอให้ซัมซุงแทน

แต่ซัมซุงเองก็ลำบากไม่น้อย เพราะจะต้องขายโทรศัพท์ตัวเองให้ได้เยอะๆ เอากำลังการผลิตที่มีอยู่มาผลิตสินค้าของตัวเอง ไม่งั้นธุรกิจในส่วน Semiconductor ก็จะมีปัญหา ถ้าไม่สามารถหาใครมาแทนแอปเปิ้ลได้ (ซึ่งก็หายากมากๆเช่นกัน)

นอกจากเกมการตลาดที่ 2 ฝ่ายต้องแข่งอย่างเอาเป็นเอาตาย กลยุทธ์องค์กร ในส่วนของการทำ Vertical Integration เพื่อสร้างความได้เปรียบเรื่องต้นทุนการตลาด และซัพพลายเชน ก็ยังต้องแข่งกันหนักอีกเช่นกัน

รอติดตามไอโฟนรุ่นต่อไปครับ ว่าจะออกมาปราบ Galaxy S4 ได้หรือไม่

กลยุทธ์ค้าปลีก อีกหนึ่งความสำเร็จของแอปเปิ้ล

หลังจาก แอปเปิ้ล เปิดตัวไอแพดมินิ ก็มีควันหลง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองว่า “ไม่มีอะไรใหม่” จนทำให้แฟนพันธ์แท้หลายๆคนเริ่มวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของบริษัท ว่าทิม คุ๊ก จะนำพา แอปเปิ้ล ให้เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ไปตลอดรอดฝั่งได้อีกนานแค่ไหน

อย่างที่รู้ๆกันดีนะครับว่าแอปเปิ้ลเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม เคยปฏิวัติอุตสาหกรรมเพลง โทรศัพท์ และแทบเล็ต จนกลายเป็นบริษัทที่มีรายได้มหาศาล มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก

ไม่แปลกครับ ที่แฟนๆจะคาดหวังว่า แอปเปิ้ล จะต้องเก่งแบบนี้ไปเรื่อยๆ และมาตรฐานที่สตีฟ จ๊อบส์ อดีตซีอีโอผู้ล่วงลับ สร้างเอาไว้นั้นสูงมาก จนผู้รับไม้ต่ออย่าง ทิม คุ๊ก ต้องรับแรงกดดันมหาศาล จากความสำเร็จที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะเรื่องความเป็นผู้นำนวัตกรรม

แต่ปัจจัยแห่งความสำเร็จข้อหนึ่งของแอปเปิ้ล ที่คนไม่ค่อยพูดถึง คือ เรื่องการขายสินค้าผ่านช่องทางค้าปลีก อย่าง แอปเปิ้ลสโตร์ ที่ปัจจุบัน มี 394 สาขาใน 14 ประเทศ (มีข่าวลือว่า จะมาเปิดในไทยเร็วๆนี้ด้วย)

apple-store

แนวคิดของการสร้างระบบจัดจำหน่ายผ่านร้านค้าปลึก เป็นแนวคิดที่ สตีฟ จ๊อบส์ เป็นผู้ริเริ่มขึ้นมา เป็นงานแรกๆ นับตั้งแต่เขากลับเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอแอปเปิ้ลอีกรอบ

จ๊อบส์เชื่อว่า การที่ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์จากการทดลองใช้ ได้สัมผัสเครื่องจริงๆ มีผลอย่างมากในการซื้อสินค้าของแอปเปิ้ล เพราะในขณะนั้น ส่วนแบ่งตลาดของแอปเปิ้ลมีเพียง 5% เท่านั้น ถ้าเปลี่ยนใจคน 95% ให้มาใช้ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลเพียงแค่ 5% เท่ากับว่าส่วนแบ่งตลาดของแอปเปิ้ลจะเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า แอปเปิ้ลจึงพยายามสร้างรากฐานการค้าปลีกนี้ขึ้นมาควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ในปี 1999 จ๊อบส์ เริ่มต้นสร้างทีมงานใหม่ที่ดูแลด้านค้าปลีกโดยเฉพาะ โดยการทาบทามให้ Millard Drexler ซึ่งเป็นซีอีโอของ GAP แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง มาเป็นหนึ่งในบอร์ดของแอปเปิ้ล พร้อมกับสร้างทีมบริหารจัดการขึ้นมา โดยการดึงตัว Ron Johnson ผู้บริหารที่ดูแลด้าน Merchandising จากห้างค้าปลึกชื่อดังอย่าง Target เพื่อให้มาดูแลด้าน Retail Operation

มีการดึงตัว George Blankenship ผู้บริหารที่ดูแล Retail Strategy จาก GAP ให้มาดูแลด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น การหาทำเล การซื้อที่ดิน และดึงตัว Allen Moyer หนึ่งในผู้ดูแลโครงการ Metreon Center ซึ่งเป็น Entertainment Complex ขนาดใหญ่ในซานฟรานซิสโก (ขนาดพอๆกับ IKEA บางนาบ้านเรา) มาจากโซนี่ เพื่อมาดูเรื่องการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น การออกแบบตัวร้าน การตกแต่งภายใน การจัดวางผังต่างๆ

2 ปีต่อมา แอปเปิ้ลเปิดตัวแอปเปิ้ลสโตร์สาขาแรก ท่ามกลางกระแสวิจารณ์จากนักวิเคราะห์ ที่เชื่อว่าแอปเปิ้ล กำลังทำสิ่งที่สวนกระแสโลกเรื่องอีคอมเมิร์ซ โดยมีเดลล์ เป็นตัวอย่างที่ดีในการเปรียบเทียบ และตัวจ๊อบส์ก็ถูกโจมตีว่า ทำไปเพราะความต้องการส่วนตัว

แต่แอปเปิ้ลกลับประสบความสำเร็จอย่างมาก มีการขยายสาขาอย่างรวดเร็วในปีต่อๆมา และกลายเป็นร้านที่สร้างรายได้มหาศาลเหนือคู่แข่งทุกรายในธุรกิจเดียวกัน

จากงานวิจัยของบริษัท RetailSails ที่สำรวจจากร้านค้าในสหรัฐอเมริกา กว่า 200,000 ร้านค้า ครอบคลุม 15 กลุ่มธุรกิจ พบว่า ร้านแอปเปิ้ลสโตร์ มียอดขายต่อพื้นที่ตารางฟุต สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 กว่า 6,050 ดอลลาร์ มากกว่าอันดับ 2 อย่างร้านขายเครื่องประดับแบรนด์ดัง Tiffany & Co ถึง 2 เท่า และมากกว่าร้านขายกระเป๋าอย่าง Coach ถึง 3 เท่า

จากผลประกอบการไตรมาสล่าสุด รายได้จากการขายผ่านแอปเปิ้ลสโตร์ สูงกว่า 4,100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 17% โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายไอแพดและเครื่องแมค

ยอดขายเครื่องแมคมากกว่า 791,000 เครื่อง โดยที่เกือบครึ่งหนึ่ง เป็นลูกค้าที่ไม่เคยใช้แมคมาก่อน ก็แสดงให้เห็นว่ามีลูกค้ากลุ่มใหม่เติบโตสูงมากแค่ไหน

ยอดขายเฉลี่ยต่อสาขา เพิ่มจาก 10.8 ล้านดอลลาร์ มาเป็น 11.1 ล้านดอลลาร์ มีเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าในร้านกว่า 83 ล้านคน หรือเฉลี่ยใน 1 สัปดาห์ มีผู้เยี่ยมชมร้านกว่า 17,000 คนต่อสาขา (มากกว่าคนไปเที่ยวสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุด 4 แห่งของดิสนีย์รวมกันทั้งปี)

นอกจากยุทธศาสตร์ร้านค้าปลีกอันยอดเยี่ยม แอปเปิ้ลก็ตระหนักว่า ถ้าต้องการเพิ่มยอดขายให้มากกว่านี้มากๆ ลำพังช่องทางการขายของตัวเอง คงไม่พอ จึงได้มีการสร้างความสัมพันธ์กับพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องช่องทางขายเพิ่มเติม เพื่อนำผลิตภัณฑ์ของตน ไปวางจำหน่าย

ไม่ว่าจะเป็นช่องทางขายผ่านค่ายมือถืออย่าง AT&T ,Sprint และ Verizon ที่มีรวมกันกว่า 5,000 ร้าน ซึ่งสร้างยอดขายไอโฟนรวมกันกว่า 63% ของยอดขายไอโฟนทั้งหมด (ขณะที่ยอดขายไอโฟนที่ขายผ่านแอปเปิ้ลสโตร์ ทำได้เพียง 21% เท่านั้น)

หรือจะเป็นร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่าง Best Buy ร้านค้าปลีก Walmart และ Target ที่สร้างยอดขายไอแพดสูงถึง 40%

กำไรมหาศาลของแอปเปิ้ลในแต่ละปี นอกจากมาจากการบริหารจัดการซัพพลายเชนที่ยอดเยี่ยม ความสามารถในการควบคุมต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุด การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานดีไซน์และนวัตกรรมอย่างลงตัว ก็ยังมีเรื่องของช่องทางขายทั้งของตัวเองและพาร์ทเนอร์

จึงไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมแอปเปิ้ล ถึงเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ สร้างรายได้มหาศาลในแต่ละปี

Ice Cream Sandwich คู่ชกที่สมศักดิ์ศรีกับ iOS ตัวจริง

นับตั้งแต่สตีฟ จ๊อบส์ เปิดตัว iPhone เมื่อ 5 ปีก่อน อุตสาหกรรมมือถือได้พลิกกลับอย่างรวดเร็ว เจ้าตลาดไม่ได้เป็นของโนเกียอีกต่อไป ในขณะที่ที่ยืนของไมโครซอฟท์ก็หดแคบลงจนแทบไม่เหลือที่ว่างในตลาดให้เข้าไปยืนได้

เกมมือถือเปลี่ยนมือมาสู่ยุคสมาร์ทโฟนเต็มตัว มีการถือกำเนิดของนวัตกรรมต่างๆมากมายทั้งหน้าจอแบบมัลติทัช ที่กลายเป็นมาตรฐานของการควบคุมโทรศัพท์มือถือและการป้อนข้อมูลแบบใหม่ แทนที่การกดแป้นโทรศัพท์และการใช้สไตลัสแบบเดิมๆ มีการถือกำเนิดของช่องทางการขายแบบดิจิตัลอย่าง App Store ที่เปรียบเหมือนเป็นช่องทางให้กำเนิดนวัตกรรมขนาดย่อมที่ผู้คนจากหลากหลายอาชีพช่วยกันประดิษฐ์คิดค้นกันขึ้นมาเป็นแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่พบเจอในชีวิตประจำวัน สมาร์ทโฟนได้ทำให้โลกของทุกคนเปลี่ยนไป

clip_image002

ความสำเร็จของ Apple เป็นสิ่งที่ทุกคนให้การยอมรับ และในขณะเดียวกันก็จุดประกาย เป็นตัวเร่งให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังจากห่างหายกันไปนานในยุคผูกขาดของโนเกีย

เราได้เห็นความผิดพลาดของยักษ์ใหญ่ด้านซอฟท์แวร์ของโลกอย่างไมโครซอฟท์ที่ประมาทและประเมินความสามารถของ iPhone และแพลตฟอร์มของ Apple ผิดพลาดจนทำให้ตัวเองแทบไม่มีที่ยืนในตลาดสมาร์ทโฟน กว่าจะกลับมาตั้งหลักปล่อยหมัดกลับคืนมาบ้าง ด้วยการเปิดตัว Windows Phone 7 ก็ช้าไปแล้วถึง 3 ปี ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และส่วนแบ่งการตลาดที่เคยมีแทบจะถูกกลืนกินไปจนหมดสิ้น

จะมีก็แต่ Google ยักษ์ใหญ่ของโลกอินเตอร์เน็ตที่ตระหนักถึงการแข่งขันที่กำลังเคลื่อนเปลี่ยน Google มีวิสัยทัศน์มองไปยังจุดเดียวกันกับที่ Apple มอง ในปีเดียวกันกับที่ Apple เปิดตัว iPhone นั้น Google ก็ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android ที่ได้กลายมาเป็นคู่แข่งที่ต่อสู้กันอย่างสูสีในปัจจุบัน

วิถีการต่อสู้ของ Android นั้น ดำเนินรอยตามความสำเร็จของยุค Win-Tel (Windows+Intel) ที่ไมโครซอฟท์สร้างระบบปฏิบัติการและนำไปใช้กับ PC อะไรก็ได้ที่ใช้ CPU ของ Intel

แต่ Google นำมาปรับวิธีการให้แตกต่างออกไป โดยวิธีการที่ Google ใช้ เรียกว่าเป็นแบบ “เปิด” (Open) โดยการเปิดเผยซอร์สโค้ดของตัวระบบปฏิบัติการแบบฟรีๆ ให้นักพัฒนา ตลอดจนผู้ผลิตตัวเครื่องโทรศัพท์ สามารถนำไปใช้ได้ และในช่วงเริ่มต้น Google ได้จับมือกับยักษ์ใหญ่มากมายทั้งผู้ผลิตมือถือชั้นนำของโลก อย่าง HTC , Samsung , Motorola , LG ผู้ผลิตชิบและซีพียูยักษ์ใหญ่อย่าง Qualcomm, Texas Instrument, Intel และ Nvidia หรือแม้กระทั่งผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ของโลกอย่าง Vodafone , Sprint Nextel , SoftBank และ T-Mobile

ซึ่งแตกต่างจากค่าย Apple ที่ใช้รูปแบบ “ปิด” (Close) ที่ตัวเองเป็นคนควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ ดีไซน์ ฮาร์ดแวร์ แอพ ช่องทางการขาย เพื่อให้ทุกอย่างทำงานเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แต่ไม่ว่าจะเป็นระบบในรูปแบบ “เปิด” หรือรูปแบบ “ปิด” ก็ยังไม่อาจบอกได้ว่ารูปแบบใดจะเป็นผู้ที่กำชัยชนะในบั้นปลาย แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ทั้ง Android ระบบปฏิบัติการจาก Google และ iOS ระบบปฏิบัติการ จาก Apple ต่างก็พัฒนาตีคู่กันมา แม้ว่าในช่วง 3 ปี แรก iOS จะพัฒนาก้าวไปไกลกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ แต่ใน 2 ปีหลัง จะเห็นได้ว่า Android ก็สามารถพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนอยู่ในระดับที่ทำให้การแข่งขันสนุก มีสีสัน และมีลุ้นมากขึ้น

Android Platform vs. iOS Platform

ถ้าจะให้เล่าพัฒนาการของระบบปฏิบัติการทั้งหมด คิดว่าคงเขียนออกมาเป็นหนังสือเล่มนึงได้ เลยขอเล่าในยุคล่าสุดของคู่แข่งจาก 2 ยักษ์ใหญ่ อย่าง Apple และ Google ที่ถือว่าเป็นคู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อกันที่สุด

สมรภูมิแอพ

Android ในยุคแรก ถูกมองว่ามีจุดอ่อนอยู่ตรงแอพ ใครจะซื้อ Android ในช่วงนั้น แทบไม่สามารถตอบได้เลยว่า จะซื้อไปทำอะไร นอกจากไปใช้เป็นโทรศัพท์ ด้วยความที่แอพน้อย จะทำอะไรก็ทำลำบาก เพราะนักพัฒนาเทใจไปฝั่ง iOS กันซะหมด

แต่ปัจจุบัน แอพบน Android พัฒนามาอยู่ในระดับที่แข่งขันกับ iOS ได้ มีแอพดังๆ จากผู้พัฒนารายใหญ่ที่เคยประสบความสำเร็จบน iOS ก็พัฒนาแอพของตัวเองมาลง Android มากขึ้น

จากสถิติของปี 2554 จำนวนแอพทั้งหมดบน Android Market ทะลุ 400,000 แอพไปแล้ว ด้วยยอดดาวน์โหลดกว่า 10,000 ล้านครั้ง เทียบกับจำนวน 500,000 แอพบน App Store ของ Apple และยอดดาวน์โหลดกว่า 18,000 ล้านครั้ง นับว่า Android เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

ปัจจัยหลักที่ทำให้โมเมนตั้มแอพของ Android มาแรง มี 2 ปัจจัย ซึ่งปัจจัยแรกคือ ยอดขายมหาศาลของตัวโทรศัพท์ที่ใช้ Android เป็นระบบปฏิบัติการ ที่ปัจจุบัน (2554) มีมากกว่า 220 ล้านเครื่องทั่วโลกด้วยยอดขายที่เติบโตกว่า 700,000 เครื่องต่อวัน แทบจะหายใจรดต้นคอ iOS ที่มีจำนวนกว่า 250 ล้านเครื่องเลยทีเดียว

clip_image004

ปัจจัยที่ 2 คือ การซื้อแอพบน Android Market ที่ Google เพิ่งเปิดให้ซื้อแอพแบบเสียเงินได้ ในจำนวน 99 ประเทศเมื่อพฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา ทำให้ตลาดขายแอพบน Android เปิดขึ้นทันที กลายเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับนักพัฒนาแอพบนมือถือ

รายงานวิจัยล่าสุด (23 มกราคม 2555) ของบริษัท Ovum บริษัทวิจัยอันดับต้นๆของโลก สรุปออกมาว่า ในปีนี้ นักพัฒนาแอพมือถือจะทุ่มเทและให้ความสำคัญกับการสร้างแอพบน Android มากกว่าบน iOS เพราะมีการผลักดันจากฝั่งผู้ใช้ จาก Google เอง จากผู้ผลิตโทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งผู้ให้บริการเครือข่าย ทำให้เราอาจจะเห็นพัฒนาการของแอพบน Android ที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางที่ดีมากขึ้น

แนวโน้มของฮาร์ดแวร์

ปี 2554 เรียกว่าเป็นปีทองของซีพียูแบบ 2 แกนหลัก (Dual Core) มาปีนี้ คาดกันว่า จะเป็นปีของซีพียูแบบ 4 แกนหลัก (Quad Core) ซึ่งจะทำให้แอพต่างๆ โดยเฉพาะเกม 3 มิติ มีความสนุก เร้าใจมากขึ้นกว่าเดิมมาก เราจะได้เห็นการตัดต่อ ตกแต่งวิดีโอสวยๆ แปลกๆ จากมือถือมากขึ้น

ขนาดหน้าจอ จะปรับขนาดไปสู่ 4 นิ้ว ช่วยให้ท่องเว็บได้สะดวกมากขึ้น มีความละเอียดและความคมชัดสูงขึ้น มองสบายตาขึ้น เห็นรายละเอียดของภาพถ่ายได้ชัดเจนขึ้น แต่ก็กินไฟมากขึ้นเช่นกัน แต่ในส่วนของ iPhone อาจจะยังคงขนาดหน้าจอ 3.5 นิ้วเท่าเดิม

กล้องถ่ายรูป จะเน้นความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง ความสามารถในการตัดต่อ ตกแต่งภาพถ่าย ลูกเล่นของกล้องจะมีมากขึ้นตามไปด้วย

มือถือ Android จะใส่ลูกเล่นของ NFC (Near Field Communication) เพิ่มเข้าไป ซึ่งในหลายประเทศเริ่มมีการพัฒนาระบบ Mobile Payment หรือการใช้มือถือเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ เพื่อใช้กับ NFC แล้ว รวมถึงการพัฒนาแอพอื่นๆที่รองรับ NFC น่าจะมีมากขึ้น เช่น แอพแลกเปลี่ยนรูปภาพ เพลง ไฟล์เอกสาร ข้ามเครื่อง แบบง่ายๆ แค่นำมือถือ 2 เครื่องมาแตะกัน ซึ่งทาง Apple ยังไม่มีข่าวว่า iPhone รุ่นต่อไป (iPhone 5) จะมี NFC หรือไม่

Galaxy Nexus กับระบบปฏิบัติการล่าสุด Ice Cream Sandwich

หลังจากที่ Google ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android รุ่นใหม่ล่าสุด ในเวอร์ชั่น 4.0 หรือมีชื่อเรียกเท่ๆว่า “Ice Cream Sandwich” (ICS) ก็เรียกเสียงฮือฮาจากฝั่งแฟนๆ Android ได้มากพอสมควร เพราะถือเป็นการยกเครื่องระบบปฏิบัติการใหม่หมดจด ลบข้อเสียเก่าหลายๆตัวออกไป และแทนที่ด้วยลูกเล่นใหม่ๆ ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นอนาคตของระบบปฏิบัติการบนมือถือเลยก็ว่าได้

มือถือรุ่นแรกที่ได้ใช้ประโยชน์จาก OS ตัวใหม่ล่าสุดแบบเต็มๆ คือ มือถือรุ่น “Galaxy Nexus” ที่เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Samsung และ Google นั่นเอง

มือถือตระกูล “Nexus” หลายคนคงรู้ว่า เป็นมือถือที่ Google ตั้งใจทำออกมาเป็น “Blueprint” ให้กับมือถือรุ่นต่างๆที่จะใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดย Google จะเลือกผู้ผลิตที่มีศักยภาพสูง มาทำงานร่วมกับ Google เพื่อ “เค้น” ความสามารถของฮาร์ดแวร์ออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผมมีโอกาสได้ลองใช้ Galaxy Nexus ตัวนี้มาเดือนกว่าๆ ใช้เกือบทุกวัน เพราะอยากรู้ว่า พอจะสู้ iPhone 4S ของผมได้รึเปล่า

ลองมาดูทีละข้อครับ

หน้าจอ

อย่างแรกที่เห็นได้ชัด คือ ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ตัว Galaxy Nexus มีขนาดหน้าจอใหญ่ 4.65” เทียบกับ iPhone ที่มีขนาดจอเล็กกว่า คือ 3.5” ความแตกต่างที่ได้ คือ เวลาเข้าเว็บต่างๆ จอของ Galaxy Nexus ให้ความรู้สึกที่ดีกว่า iPhone พอสมควร ยิ่งความเป็นจอ Super AMOLED HD แล้ว สีสันของหน้าจอ เวลาดูรูปภาพ สดกว่า ภาพมีมิติสมจริงกว่าจอ iPhone มาก (Contrast Ratio ซึ่งใช้วัดมิติความลึกตื้นของการแสดงผล ของ Galaxy Nexus คือ 100,000:1 ส่วนของ iPhone 4S คือ 800:1)

ถ้านึกภาพไม่ออก การดูภาพยนต์แบบ HD ที่มีฉากที่แสดงความแตกต่างของมิติภาพ เช่น การวิ่งเข้าถ้ำ เข้าป่า สีดำที่ดำเข้มสนิท สีดำอมเทา สีดำอ่อน จะใช้บ่งบอกมิติของภาพ ซึ่งจอแบบ Super AMOLED สามารถแสดงสีพวกนี้ได้ ในขณะที่่จอของ iPhone 4S นั้นทำไม่ได้ ทำให้บางครั้งอาจจะดูไม่สมจริง

เมื่อพูดถึงหน้าจอ คงจะมีคำถามกันต่อว่า มันใหญ่เฉพาะขนาดรึเปล่า? จากที่ผมใช้งานมาเดือนกว่าๆ ความรู้สึกในการใช้เมื่อเทียบกับ iPhone พบว่า ไม่ค่อยรู้สึกแตกต่างเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับแอนดรอยด์รุ่นอื่นๆที่ผมเล่นมา เพราะตัว Galaxy Nexus เอง มีความละเอียดสูง 1280×720 พิกเซล (เรียกว่าเป็นจอแบบ HD 720p) และมีความคมชัดที่วัดกันด้วย “ความหนาแน่นของจุดต่อนิ้ว” หรือ Pixel Per Inch (PPI) อยู่ที่ 316 PPI ซึ่งเรียกได้ว่าคมชัดสูสีกับ Retina Display ของ iPhone 4S ที่มีตัวเลข PPI อยู่ที่ 326 PPI เลยทีเดียว

กล้อง

เป็นอีกข้อหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของ Galaxy Nexus ครับ แม้ว่าจะเป็นกล้องแบบ 5MP ซึ่งน้อยกว่า 8MP ของ iPhone 4S อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ คุณภาพของภาพถ่ายอาจจะไม่เท่า iPhone 4S แต่ก็มีความสามารถด้านอื่นมาชดเชยกัน ไม่ว่าจะเป็น

– การถ่ายภาพแบบแบบ Panorama ในตัว เวลาถ่ายวิว ทิวทัศน์ต่างๆจะสะดวกมากๆ

– มี Effect การตกแต่งภาพในตัว โดยไม่ต้องลงแอพเพิ่ม

– ความไวของการถ่ายภาพต่อเนื่อง (ที่เค้าเรียกกันว่า Zero lag Shutter) เท่าที่ผมลอง พบว่า Galaxy Nexus ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็วกว่า iPhone 4S ช่วยให้เรากดชัตเตอร์ถ่ายรูปติดกันแบบรัวๆ ได้โดยไม่ต้องรอ มีประโยชน์เวลาถ่ายเหตุการณ์สำคัญต่อเนื่อง

– การเปิดกล้องมาใช้ขณะที่เราปิดจอมือถือ ที่เร็วกว่า iPhone 4S เวลามือถือมันปิดจอเข้าโหมด Standby อยู่ สามารถหยิบ Galaxy Nexus ขึ้นมาถ่ายรูปได้ โดยการแตะจอเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าเป็น iPhone 4S จะต้องกดปุ่ม Home สองครั้งและกด icon กล้องบนหน้าจอ (ใช้ถึง 3 steps) ซึ่งเป็นประโยชน์มากเวลาต้องการถ่ายรูปทันที เช่น เจอเหตุการณ์สำคัญที่ไม่สามารถพลาดได้

Multi-Color Notification

อันนี้ผมชอบมาก เป็นลูกเล่นผมใช้บ่อยใน BB มาก่อน คือ เวลามีสายเข้า มีคนส่งข้อความมาหา หรือมี Notification อื่นๆจากแอพ จะมีไฟกระพริบแจ้งเตือน โดยระบบแจ้งเตือนของ Galaxy Nexus จะมีสีของไฟกระพริบที่แตกต่างกัน เช่น ถ้ามีอีเมล์หรือข้อความส่งเข้ามา จะกระพริบด้วยไฟสีขาว ถ้ามีคนส่ง Twitter หาเราจะกระพริบด้วยไฟสีฟ้า ถ้ามีคนส่ง Facebook หาเราก็จะกระพริบด้วยไฟสีเขียว เป็นต้น อันนี้ช่วยเพิ่มความสะดวกมาก เพราะไม่ต้องเปิดดูที่ตัวเครื่องก็รู้ได้ว่ามีการแจ้งเตือนอะไรมาที่เราบ้าง

Ice Cream Sandwich ช่วยให้ Productivity สูงขึ้นได้อย่างไร

จากการใช้งานจริง มีหลายๆ มุมที่ Galaxy Nexus ช่วยเพิ่ม Productivity ให้กับการทำงานของผมได้ไม่แพ้ iOS ของ iPhone 4S ลองมาดูกันครับ

– อย่างแรกเลย คือ User Interface ที่ออกแบบใหม่ ให้ใช้งานง่ายและสวยงามมากยิ่งขึ้น

– แอพ “People” ที่เป็นเหมือนศูนย์รวมรายชื่อ เบอร์โทรต่างๆ ก็ถูกยกเครื่องใหม่หมด นอกจากรายละเอียดส่วนตัวของคนแล้ว ยังมีการเชื่อมโยงกับ Facebook Twitter มากขึ้น ใครอัพเดทอะไร เราสามารถเห็นได้เลยทันที

– แอพอย่าง Gmail และ Calendar ถูกออกแบบหน้าตาใหม่หมด ใช้งานง่าย และมีลูกเล่นมากกว่า Email และ Calendar บน iPhone

– ไม่ว่าจะเป็นแอพ People , Gmail , Calendar ล้วนถูกเชื่อมโยงเข้ากับ Google Account ของเรา เมื่อตั้งค่าในเครื่องครั้งเดียว ก็เข้าถึงบริการพวกนี้ได้หมด ไม่ต้อง Sign in ใหม่ เวลาจะเปลี่ยนแปลงอะไรบนมือถือ ก็จะ Sync ไปที่บริการของ Google ด้วย อันนี้สะดวกมาก เพราะผมใช้บริการ Google ทุกตัวอยู่แล้ว

– มี Data monitor ที่ช่วยให้ดูรายละเอียดการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์ ตัวนี้จะเห็นเป็นกราฟเลยครับว่า ใช้ไปกี่ MB ในแต่ละวัน สามารถตั้งค่า Limit ได้ ตามโปรโมชั่นอินเตอร์เน็ตที่เราใช้ เมื่อใช้เกิน Limit มือถือจะปิดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้เองอัตโนมัติ

– การเปิดแอพหลายตัวพร้อมกัน (Multi Tasks) ดีกว่า iOS เวลาสลับแอพกดแค่ปุ่มเดียว สามารถเลือกสลับหรือปิดได้เลย ถ้าเป็น iOS จะต้องกดปุ่ม Home 2 ครั้งเพื่อเรียก Task Switcher ขึ้นมา และถ้าต้องการปิดแอพ จะต้องกด icon ของแอพค้างและกดปุ่มปิด สำหรับผมการกดหลายครั้ง ทำให้เสียเวลาไปหน่อย

– การ Search ทำได้ง่าย สามารถค้นหาได้จากบาร์ Search บนหน้าจอ Home โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม Home ให้มาที่หน้าจอแรกแล้วเลื่อนทั้งหน้าไปทางซ้ายเพื่อทำการค้นหา แบบที่ต้องทำบน iOS และผลลัพท์ของการค้นหาก็รวมผลการค้นหาจากเว็บรวมอยู่ด้วย ทำให้ไม่ต้องเข้าแอพ Google เพื่อหาข้อมูลบนเว็บอีกรอบ

– อันสุดท้าย คือ การอินทิเกรตแอพต่างๆบนมือถือ ซึ่งบน Android ถ้าเราลงแอพอะไร เราจะใช้งานแอพเหล่านั้นร่วมกันได้ เช่น ถ้าผมกำลังอ่านบทความบนเว็บเบราเซอร์อยู่ ผมอยากเก็บบทความนี้เอาไว้อ่านทีหลัง สามารถเลือก แชร์บทความนี้ เข้าบริการ “Read it later” เพื่อใช้แอพ “Read it later” เปิดมาอ่านทีหลังได้ทันที หรือแม้กระทั่งจะแชร์ลิงค์นี้ลงบน Facebook , Twitter จะส่งลิงค์เข้าอีเมล์ ส่งเข้า SMS, WhatsApp ต่างๆ ก็ทำได้ง่ายๆด้วยวิธีเดียวกัน คือ เลือกแชร์ และ บริการที่ต้องการแชร์ ได้ง่ายๆ ซึ่งความสามารถนี้ ไม่มีบน iOS ครับ เพราะบน iOS จะแชร์ได้แค่ 2 วิธี คือ ส่งทางอีเมล์ และทาง Twitter เท่านั้น

– การพิมพ์ อันนี้ เป็นความสามารถของแอพคีย์บอร์ดบน Android ครับ ผมใช้ TSwipe อยู่ ค่อนข้างสะดวก ช่วยให้พิมพ์ข้อความบนมือถือได้เร็วมาก ไม่เหมือนคีย์บอร์ดบน iPhone ที่ไม่ได้มี layout แบบมาตรฐานที่คนไทยใช้กัน ทำให้พิมพ์ได้ช้าและผิดบ่อย ซึ่งเป็นข้อที่แตกต่างอย่างหนึ่ง ด้วยความที่เป็นระบบ ”เปิด”ของ Android ทำให้เรามีสิทธิ์ปรับเปลี่ยนในสิ่งที่เราไม่พอใจได้ไม่ยาก

ข้อเสีย

– สำหรับผม ผมไม่ค่อยชอบดีไซน์ของ Galaxy Nexus ครับ มันดูแมนเกินไป ดูไม่สวยแบบ iPhone

– แบตเตอรี่หมดเร็ว ใช้ได้ไม่ถึงวันแน่นอน ซัก 6 โมงก็หมดแล้ว (เปิด 3G และเช็ค Facebook Twitter ระหว่างวัน เปิดใช้ Gmail/Email แบบ Push) แต่ของ iPhone 4S ก็แบตหมดเร็วเหมือนกัน

– แอพที่ผมใช้ประจำจะอยู่บน iOS หลายๆตัวพอมาเป็น Android จะไม่มี ต้องหาแอพที่ใช้งานแทนกัน

บทสรุป

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแง่มุมรายละเอียดของแพลตฟอร์ม Android และตัวโทรศัพท์ Galaxy Nexus เท่าที่ผมรู้สึกได้จากการใช้งานจริงครับ ระบบปฏิบัติการ Ice Cream Sandwich นี้ ยอมรับว่าเปลี่ยนแปลงไปจาก Gingerbread (Android 2.3) ไปมาก ทั้งความเร็ว ความสะดวกในการใช้งาน Usability และ User Interface

ด้วยฟีเจอร์และนวัตกรรมหลายอย่างที่ใส่เข้ามา เมื่อรวมกับความสามารถของฮาร์ดแวร์ที่เพิ่มขึ้น และแรงสนับสนุนจากทั้งผู้ใช้ นักพัฒนาและผู้ให้บริการเครือข่าย ทำให้เชื่อได้ว่า ระบบปฏิบัติการตัวนี้ จะสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับ Android ได้อย่างแน่นอน

remark : บทความนี้ เป็น Advertorial

สำหรับคนที่ติดตามข่าวของวงการสมาร์ทโฟนมาต่อเนื่อง คงสังเกตได้ถึงการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นระหว่างค่ายยักษ์ใหญ่ไล่มาตั้งแต่ต้นปี ที่แต่ละรายต่างเข็นฮาร์ดแวร์ระดับสุดยอดของอุตสาหกรรมมาประชันกันในงานเอ็กซ์โปต่างๆ กลายเป็นสัญญาณชี้ชัดมาตั้งแต่ต้นปีว่า ปีนี้จะเป็นสงครามของซีพียู 2 คอร์

เมื่อมาดูการแข่งขันในระดับแพลตฟอร์ม กูเกิ้ลก็ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการของตนขึ้นมาจนช่องว่างระหว่างแอนดรอยด์กับไอโอเอสของแอปเปิ้ลแคบลง ทำให้ความได้เปรียบในการแข่งขันของแอปเปิ้ล เหมือนลดน้อยลงไปทุกที

พัฒนาการของตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในสภาวะการแข่งขันที่ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า ใครอยู่ในสถานะได้หรือเสียเปรียบ แข่งกันจนไม่รู้จะแข่งอะไร กลายเป็นที่มาของสมรภูมิฟาดฟันแห่งใหม่ใน “เกมสิทธิบัตร” ที่ตามมาด้วยคดีความฟ้องร้องกันไปมา จนวุ่นวายกันไปทั้งอุตสาหกรรมอย่างในขณะนี้

จากเดิมตลาดสมาร์ทโฟน มุ่งแข่งขันในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ผู้บริโภค กลายมาเป็นการมุ่งเน้นหาช่องโหว่ของผลิตภัณฑ์คู่แข่ง ว่ามีอะไรที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิบัตรของตนบ้าง มีดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางกฏหมาย จนเกิดมวยแมทช์หยุดโลกหลายคู่ ทั้งไมโครซอฟท์กับเอชทีซี เอชทีซีกับแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลกับซัมซุง โดยเป้าหมายหลักเป็นการพุ่งเป้าไปที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิ้ลที่วันนี้ยังไม่สามาถบอกได้ว่าจะเป็นแพะหรือผู้ร้ายกันแน่

แน่นอนครับว่าการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะคอยฉุดให้เทคโนโลยีต่างๆไม่ก้าวหน้าและอุตสาหกรรมโดยรวมเสียหาย ถ้ามีการปล่อยให้ละเมิดกันโดยไม่ทำอะไรเลย

แต่ใน “เกมสิทธิบัตร” จะเห็นได้ชัดครับว่ามีจุดมุ่งหมายในการทำลายศักยภาพการแข่งขันของคู่แข่ง ทั้งเรื่องการขออำนาจรัฐกีดกันผลิตภัณฑ์ของอีกฝ่าย ไม่ให้จำหน่ายในหลายประเทศ อย่างในกรณีที่แอปเปิ้ล ยื่นฟ้องศาลใน 9 ประเทศ ให้ระงับการจัดจำหน่ายซัมซุงกาแลกซี่แท๊บ ในข้อกล่าวหาที่ว่าซัมซุงลอกเลียนดีไซน์แทบเล็ตของตนมาจากไอแพด โดยแอปเปิ้ลคาดหวังว่า อียูจะห้ามนำเข้าและจำหน่ายแทบเล็ตจากซัมซุงในประเทศกลุ่มอียูทั้งหมด เป็นการตัดโอกาสแจ้งเกิดของซัมซุงในยุโรปในทันที

ประเด็นเรื่องการจ่ายค่าการใช้สิทธิบัตร ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้ามาแข่งขันสูงขึ้น เช่นในกรณีที่เอชทีซี ต้องจ่ายค่าใช้สิทธิบัตรให้กับไมโครซอฟท์จำนวน 5 ดอลล่าร์ต่อมือถือหรือแทบเล็ตหนึ่งเครื่อง และยังเรียกเก็บจากซัมซุงเป็นจำนวนถึง 10-15 ดอลล่าร์ต่อเครื่อง โดยวางแผนดำเนินการเก็บค่าใช้สิทธิบัตรนี้กับผู้ผลิตมือถือแอนดรอยด์รายอื่นๆต่อไป

ซัมซุงกับเอชทีซี แม้จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากการที่ต้องจ่ายค่าใช้สิทธิบัตรให้กับไมโครซอฟท์ แต่ด้วยขนาดของธุรกิจ อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาที่ใหญ่โตขนาดส่งผลต่อฐานะของกิจการ แต่สำหรับผู้ผลิตรายเล็กลงมา ต้นทุนส่วนนี้ย่อมส่งผลกระทบอย่างมากกับผลกำไรและเงินสดที่ใช้ดำเนินกิจการ อีกทั้งยังเพิ่มช่องว่างในการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตกับรายใหญ่ๆให้สูงมากยิ่งขึ้น

และไม่ใช่มีแต่ไมโครซอฟท์เท่านั้นครับที่ฟ้อง แนวร่วมฟ้องร้องรายอื่นๆอย่างแอปเปิ้ล และออราเคิล ก็หวังว่าจะได้ค่าใช้สิทธิบัตรจากผู้ผลิตแอนดรอยด์เช่นกัน

งานนี้เหมือนเป็นการบีบผู้ผลิตมือถือแอนดรอยด์กลายๆให้เปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าใช้งานสิทธิบัตรต่างๆ อีกทั้งเป็นการดึงพันธมิตรของกูเกิ้ลออกมาและดึงดูดให้เปลี่ยนใจมาร่วมกับแพลตฟอร์มของตน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา กูเกิ้ลตัดสินใจเข้าซื้อกิจการมือถือของโมโตโรล่าด้วยมูลค่าที่สูงที่สุดที่กูเกิ้ลเคยซื้อมา กว่าหมื่นสองพันล้านดอลล่าร์ ถือเป็นการตัดสินใจที่เรียกว่าเป็น Strategic Move ที่มาถูกที่และถูกเวลามาก

เหตุผลแรก เพื่อเป็นการแสดงตัวเพื่อปกป้องพันธมิตรและคู่ค้าของกูเกิ้ลบนแพลตฟอร์มแอนดรอยด์และเป็นการดึงให้ผู้ผลิตที่กำลังคิดจะย้ายไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่น ให้เปลี่ยนใจกลับมาต่อสู้ร่วมกับกูเกิ้ลต่อไป เพราะพี่ใหญ่ออกมารับหน้านำทัพสู้ศึกฟ้องร้องด้วยตัวเอง

อีกเหตุผลหนึ่ง คือกูเกิ้ลคาดหวังว่าสิทธิบัตรที่โมโตโรล่าอยู่ เป็นอาวุธต่อรองเพื่อเล่นงานกลับไปยังไมโครซอฟท์ แอปเปิ้ล ออราเคิลและอื่นๆ

เป็น Strategic Move ที่เป็นทั้งการตั้งรับและเตรียมรุกกลับในเวลาเดียวกัน

เรียกได้ทั้งขวัญกำลังใจ ได้ทั้งอาวุธต่อสู้ และยังได้บริษัทที่มีความสามารถในการผลิตฮาร์ดแวร์เอง ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของกูเกิ้ลเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น

แต่บนหน้าเหรียญอีกด้าน กลับทำให้เกิดคำถามจากผู้ผลิตแอนดรอยด์รายอื่นๆว่าโมโตโรล่าจะได้รับสิทธิ์พิเศษจากกูเกิ้ลมากกว่าใครหรือไม่

กลายเป็นว่ากูเกิ้ล รับมาศึกสองด้าน ทั้งจากคู่แข่งโดยตรง และจากคู่ค้าของตน

หมากเดินแต่ละย่างก้าวของกูเกิ้ลต่อจากนี้ ล้วนเป็นหมากที่ต้องวัดใจ ซึ่งการเดินผิดแค่ก้าวเดียว อาจจะหมายถึงล้มทั้งกระดาน ถ้าพาร์ทเนอร์ไม่มั่นใจ ไม่เชื่อใจ ย้ายข้างไปอยู่กับคู่แข่ง ร่วมมือกันมาแข่งกับกูเกิ้ลก็เป็นได้

เช่นเคยครับ ติดตามอัพเดทใหม่ๆเรื่องการตลาดและโซเชียลมีเดียได้ที่ www.facebook.com/MktHub และทวิตเตอร์ @worawisut นะครับ:)

1 2 3