AI และ Machine learning กับบทบาทสำคัญในโลกปัจจุบัน

หัวข้อที่เป็นเทรนด์ร้อนแรง เป็นประเด็นที่คนพูดถึงมากที่สุดเรื่องนึงทุกวันนี้ ต้องมีเรื่องของ AI และ Machine Learning ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

AI เป็นประเด็นระดับโลก ที่เหล่ามหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน หรือแม้กระทั่งรัสเซีย ต่างแย่งชิงบทบาท ความเป็นผู้นำในด้านนี้ และถูกยกให้มีความสำคัญไม่แพ้ในยุคที่มีการแก่งแย่งกันเพื่อความเป็นผู้นำด้านการสำรวจอวกาศ

เรียกได้ว่า ใครเป็นผู้นำด้าน AI ก็จะเป็นผู้นำโลกยุคต่อไป โดยปริยาย

AI มีบทบาทสำคัญอย่างไร AI ถูกเอาไปใช้ด้านไหนบ้าง และปัจจุบันใครเป็นผู้นำด้านนี้

เราจะมาติดตามกันในบทความครับ

ใครเก่งสุดเรื่อง AI คนนั้นเป็นมหาอำนาจของโลก

เรื่องของ AI เริ่มกลายเป็นประเด็นสำคัญบนเวทีการเมืองระดับชาติ เมื่อประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้พูดให้นักเรียนในรัสเซียฟัง ในวันเปิดภาคเรียนของโรงเรียนทั่วประเทศ ว่า AI คือ อนาคตของมนุษยชาติ ที่สร้างโอกาสมหาศาลในอนาคต ใครที่เป็นผู้นำด้าน AI จะเป็นผู้นำของโลกอนาคต และรัสเซียก็พร้อมที่จะทุ่มเททรัพยากรต่างๆเพื่อพัฒนาตัวเองในด้านนี้อย่างเต็มที่

ในขณะที่จีน มหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก ถึงกับใส่เรื่องของ AI ลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจีน จะต้องเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 โดยจะผลักดันบริษัท startup และสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านนี้ในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างเต็มที่

ฟากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านออนไลน์ในจีน ทั้ง Baidu และ Tencent ต่างปรับแผนการเพื่อการเป็นผู้นำโลกในด้าน AI เช่นกัน ทั้งการตั้ง lab ภายในที่มีงบพัฒนาวิจัยมหาศาล ความร่วมมือกับหนาวยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในบริษัท AI ต่างๆทั่วโลก

มีรายงานจากทำเนียบขาว เมื่อเดือนตุลาคม 2016 ว่า จีน มีบทความและรายงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้าน AI จากจีนได้รับการตีพิมพ์มากกว่าของทางสหรัฐแล้ว และจำนวนสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ AI จากนักวิจัยจากจีน ก็เพิ่มขึ้นกว่า 200% ซึ่งเป็นสัญญาณว่า community ที่วิจัยด้าน AI ในจีนมีความตื่นตัวมากเพียงใด และความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติจะทำให้จีนพัฒนารวดเร็วมากยิ่งขึ้น

AI จะฉลาดได้ ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลจำนวนมหาศาลมาให้คำนวณและเรียนรู้ เหมือนกับคนเรา ที่ยิ่งอ่านเยอะ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งเก่ง

การมีประชากรมหาศาลกว่า 1,400 ล้านคน และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 730 ล้านคน ทำให้มีปริมาณข้อมูลมหาศาล กว่าประเทศอื่นๆ กลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญของจีน และข้อมูลส่วนตัวของประชากร ก็ไม่ได้ถูกกฏหมายคุ้มครองมากนัก เมื่อเทียบกับทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ยิ่งง่ายต่อการนำไปใช้พัฒนา AI

ด้วยความเอาจริงเอาจังจากทั้งรัฐบาลและเอกชน จีนจึงเป็นประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำโลกด้าน AI แข่งกับสหรัฐ

AI คืออะไร

AI : Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่วิจัยและพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรม การคิด การตัดสินใจ แบบสมองที่ซับซ้อนของมนุษย์ หรือว่าง่ายๆ คือ การทำให้คอมพิวเตอร์ ทำงานได้ชาญฉลาดเหมือนสมองของคนนั่นเอง

ตัวอย่างที่เป็นข่าวดังไปท่ัวโลก คือ ระบบ AI ชื่อว่า “AlphaGo” ที่พัฒนาโดยบริษัท DeepMind ของ Google สามารถเล่นหมากล้อมหรือโกะ เอาชนะปรมาจารย์ระดับโลก ที่มีฝีมือขั้นสูงสุดระดับ 9 ดั้ง ชื่อ ลี เซดอล (Lee Se-dol) ชาวเกาหลีใต้ ได้ถึง 3 ใน 5 เกม

โกะ ถือเป็นเกมกระดานที่มีความซับซ้อนมาก ต้องอาศัยการวางแผนอย่างสุขุมรอบคอบในการเดินหมากแต่ละครั้ง และมีการชิงไหวชิงพริบกันตลอดการเล่น

AlphaGo พัฒนาและศึกษารูปแบบการเล่นของเซียนโกะทั่วโลก เพื่อพัฒนาเป็นรูปแบบการเล่นของตัวเอง มีการฝึกฝน เพื่อเพิ่มความสามารถการเรียนรู้ให้ฉลาดขึ้นโดยการฝึกกับตัวเองในรูปแบบการเล่นต่างๆ นับล้านครั้ง ทำให้ตัว AlphaGo เอง ฉลาดและเล่นโกะได้เก่งขึ้นทุกครั้ง

ความได้เปรียบของ AlphaGo เมื่อลงสนามประลองการเดินหมาก แข่งกับเซียนระดับโลก คือ ท่ามกลางบรรยาศ ความตึงเครียด ในการแข่งขัน AlphaGo ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ จะไม่มีอารมณ์ ความกดดันใดๆในการคิดและวางแผน เมื่อเทียบกับมนุษย์ ทำให้เอาชนะไปได้ในที่สุด

AI เอาไปใช้งานด้านไหนได้บ้าง

ปัจจุบัน AI ถูกนำไปใช้ในธุรกิจหลายๆ sector ทั้งเพื่อทำงานแทนคน และทำงานร่วมกับคน เพื่อสร้าง productivity และ efficiency สูงที่สุด

ด้านการขนส่ง (Logistics and Delivery)

Domino Pizza

หน่วยงานชื่อ Domino’s Robotic Unit (DRU) ของ Domino Pizza ได้พัฒนาหุ่นยนต์ช่วยส่งอาหาร สามารถเรียนรู้ในการปรับอุณหภูมิที่เหมาะสม ตลอดเส้นทางการขนส่ง เพื่อให้อาหารคงรสชาติให้ใกล้เคียงกับตอนปรุงเสร็จใหม่ๆให้มากที่สุด

โดยหุ่นยนต์ขนส่งตัวนี้ เริ่มทดลองให้บริการแล้วในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเยอรมนี

Amazon

เดือนกรกฏาคม ปี 2016 Amazon ยักษ์ใหญ่ด้าน E-Commerce ระดับโลก ได้ประกาศความร่วมมือกับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อพัฒนาการขนส่งโดยใช้โดรน ในการส่งพัสดุสินค้าขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 5 ปอนด์ ภายในระยะเวลา 30 นาที โดยการใช้ AI ในการเรียนรู้เส้นทางการบิน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางการส่งให้เร็วที่สุด

Amazon ยังร่วมมือกับองค์กรการบินในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีโดรน ให้สอดคล้องกับกฏหมายการบินของแต่ละประเทศ

เชื่อว่าอีกไม่เกิน 10 ปี Amazon จะพัฒนาโดรนให้กลายเป็นพาหนะขนส่งสินค้าหลักของตัวเองได้

ด้านความปลอดภัยของข้อมูล

คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ถูกภัยคุกคามจากมัลแวร์อย่างหนัก ข้อมูลจาก Kaspersky Lab ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย บอกว่า ตอนนี้มีการตรวจพบมัลแวร์ใหม่ๆกว่า 325,000 ตัวต่อวัน

บรรดามัลแวร์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ เป็นการกลายพันธ์และเปลี่ยนแปลงจากโปรแกรมต้นฉบับ ราวๆ 2–10% เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของบรรดาซอฟท์แวร์กำจัดไวรัสทั้งหลาย

เทคโนโลยีด้าน AI จะเข้ามาช่วยเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงตัวโปรแกรมต้นฉบับ ของมัลแวร์ต่างๆ

เพื่อให้รู้เท่าทันในการตรวจจับ และยังสามารถทำนายได้ด้วยว่า ไฟล์ไหนในคอมพิวเตอร์ของเรา เป็นมัลแวร์ที่แฝงตัวมา จากการดูแพทเพิร์นและพฤติกรรมของการเข้าถึงไฟล์นั้นๆ

ด้านการรักษาความปลอดภัย

เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เวลามีการตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเดินทางไปยังต่างประเทศ จะต้องมีการสแกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป ดูรูปถ่ายเปรียบเทียบว่าใช่ตัวของหนังสือเดินทางตัวจริงรึเปล่า หรือเป็นผู้ต้องหา มีประวัติอาชญากรรมมั้ย ซึ่งปัญหาที่เจอกันในสนามบินหลายๆแห่ง คือ คิวที่ยาวมาก คนเยอะ และเจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด

เทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยตรวจสอบว่าใครเป็นใคร จะติดหนวด ใส่หมวก ปลอมตัวมา AI ก็จะเรียนรู้ได้ว่า คนที่กล้องจับได้ กับรูปที่อยู่ในหนังสือเดินทาง คือ คนเดียวกันรึเปล่า

คล้ายกับเทคโนโลยี Face ID ที่ Apple ใส่เข้าไปใน iPhone X นั่นเองครับ

ด้านการลงทุน

นักลงทุนหรือคนที่เล่นหุ้นทุกคน ล้วนต้องการการพยากรณ์ ทำนายว่า ราคาหุ้นที่กำลังจะซื้อหรือตัวเองถืออยู่ จะขึ้นหรือจะลง

ข้อจำกัดของมนุษย์ปกติ คือ เราไม่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากในเวลาที่เร็วๆได้ แต่สำหรับ AI แล้ว ไม่มีข้อจำกัดนั้นครับ

AI สำหรับการเล่นหุ้น หรือ Stock Trading Robot สามารถรู้ได้ว่าหุ้นตัวไหน กำลังมี volume ซื้อขายอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือขาลง ก่อนที่คนทั่วไปจะสังเกตเห็น สามารถเปลี่ยนคำสั่งซื้อขายได้ในเสี้ยววินาที โดยการแบ่งคำสั่งซื้อขายเป็นชุดๆ ทั้งมากทั้งน้อยเพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยดีที่สุด

อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เพื่อสร้างรูปแบบการเทรดที่เหมาะสมกับสภาวะของตลาดได้

นอกจาก Robot Trading แล้ว ยังมี AI ที่เรียกกันว่า Robo Advisor ที่ช่วยวางแผนการลงทุน ในสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ผลลัพท์ออกมาดีที่สุด ซึ่ง Robo Advisor นี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ

ด้านกฏหมาย

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อ Joshua Browder ได้เปิดตัวแชทบอท ชื่อว่า “DoNotPay” ซึ่งเป็นแชทบอททนายความ ตัวแรกของโลก โดยให้บริการใน 50 รัฐในสหรัฐอเมริกาแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยแชทบอทตัวนี้จะช่วยยื่นคำร้องและให้คำปรึกษาในคดีทางกฏหมายเกี่ยวกับการจอดรถ กับลูกความที่เดือดร้อนจากการถูกปรับอย่างไม่เป็นธรรม จากการจอดของตัวเอง (เช่นค่าปรับสูงเกินจริง หรือ โดนปรับทั้งๆที่ปฏิบัติถูกต้อง เป็นต้น)

ลูกความมีหน้าที่อัพโหลดใบสั่งให้กับตัวแชทบอท พร้อมรายละเอียด จากนั้นตัวแชทบอท จะให้คำแนะนำในการเตรียมตัวต่างๆ ในการอุทธรณ์ และจะสร้างใบขออุทธรณ์ พร้อมรายละเอียดการอุทธรณ์ เพื่อให้ลูกความดาวน์โหลด พิมพ์และเซ็น แล้วนำไปยื่นต่อศาลแต่ละเมือง

ในรอบ 21 เดือนที่เปิดให้บริการ แชทบอทตัวนี้ ชนะการอุทธรณ์กว่า 160,000 เคส จากจำนวนที่ยื่น 250,000 เคส และช่วยให้ลูกความประหยัดค่าปรับไปแล้วกว่า 4 ล้านดอลลาร์

ด้านสุขภาพและวงการแพทย์

AI และ Machine learning จะมีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์ โดยเฉพาะการช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคเฉพาะด้านที่ซับซ้อน เช่น มะเร็ง หรือการวิเคราะห์ประวัติการรักษา เพื่อพัฒนารูปแบบการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

  • Google DeepMind พัฒนาโปรเจคต์ชื่อว่า Google DeepMind Health ที่ช่วยขุดหาข้อมูลประวัติการรักษานับแสนๆรายการกับโรคที่เกี่ยวข้อง ว่าลักษณะอาการแบบนี้ โรคแบบนี้ รักษาแบบไหนในคนไข้แต่ละคนที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน ซึ่งโครงการนี้อยู่ในช่วงเร่ิมต้น และกำลังร่วมมือกับโรงพยาบาลด้านจักษุ ชื่อ The Moorfields Eye Hospital เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาตาให้ดียิ่งขึ้น
  • บริษัท Enlitic ใช้ระบบ AI และ Machine learning ในการเรียนรู้และวิเคราะห์ภาพถ่ายจากการเอกซเรย์ แบบฉายรังสี และการทำ CT Scan โดยสามารถตีความภาพเหล่านี้ได้เร็วกว่าแพทย์รังสีวิทยากว่า 10,000 เท่า ซึ่งจากการทดสอบ พบว่า ระบบของ Enlitic มีความแม่นยำในการวินิจฉัยมากกว่าแพทย์กว่า 50% ( เช่น หมอมองจุดเล็กๆในภาพไม่เห็น ทำให้วินิจฉัยผิดพลาดว่าไม่มีมะเร็ง แต่ Enlitic เจอจุดนี้ เป็นต้น)

ด้านการตลาดและการขาย

  • Under Armour แบรนด์รองเท้า เสื้อผ้ากีฬาชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ใช้ข้อมูลจากลูกค้า ร่วมกับระบบ AI ชื่อ Watson จาก IBM ในการสร้างแผนการเล่นฟิตเนสที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยพิจารณาจากข้อมูลการกิน ขนาดและสัดส่วนร่างกาย ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต รวมถึงการนำช่วงเวลาและสภาพอากาศที่เหมาะสม มาออกแบบเส้นทางวิ่งออกกำลังกายใกล้บ้านหรือที่ทำงาน
  • Amazon ใช้ระบบ AI ในการสร้าง Newsletter ที่เป็นเหมือน Catalog ขายสินค้า ส่งตรงไปทางอีเมล์ โดยอาศัยพฤติกรรมการซื้อ การดูสินค้า ว่าสินค้าตัวไหนมีความน่าจะเป็นที่ลูกค้าจะซื้อมากที่สุด เพื่อเปิดและปิดการขาย แม้จะไม่ได้เข้าเว็บ Amazon แล้วก็ตาม
  • Netflix ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของผู้ใช้ ว่าชอบดาราคนไหน

ชอบซีรีส์ หนังแนวไหน ความยาวเท่าไหร่ ดูมากน้อยแค่ไหน แล้วทำการแนะนำคอนเทนต์ที่คิดว่าคนคนนั้นน่าจะชอบ เพื่อสร้างประสบการณ์การดูคอนเทนต์แบบต่อเนื่อง (ชีวิตไม่ต้องทำอะไร นั่งดู Netflix ทั้งวันทั้งคืน ว่างั้น)

ระบบป้องกัน Fraud

  • AI จะทำการวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานบัตรเครดิต อุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว สถานที่ที่ใช้บัตร ในการตรวจจับ fraud ที่เกิดจากการใช้งานบัตรเครดิต
  • Paypal ระบบชำระเงินออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลก ใช้ AI และ Machine learning ในการตรวจจับการฟอกเงิน โดยการเปรียบเทียบ transaction นับล้าน และสามารถแยกแยะได้ว่า transaction ไหนเป็น fraud และอันไหนเป็น transaction ที่ถูกต้อง

ใครเป็นผู้นำด้าน AI ในโลก

ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า ผู้นำด้าน AI ของโลกในยุคนี้ คือ สหรัฐอเมริกา

ด้วยความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีในซิลิกอนวัลเล่ย์ ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจตอนนี้ ร่วมกับ ฐานผู้ใช้จากทั้ง Google และ Facebook ทั่วทั้งโลกกว่า 2,000 ล้านคน และมีผู้ใช้งานอุปกรณ์ iOS และ Android อีกกว่าพันล้านคน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกา ยังคงความเป็นมหาอำนาจด้านนี้ต่อไปอีกพักใหญ่ๆ

  1. Google

นอกจากจะเป็นผู้นำด้านระบบการค้นหาและบริการออนไลน์ต่างๆแล้ว ยังถูกยกให้เป็นผู้นำด้าน AI อีกด้วย

ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา Google ใช้เงินซื้อบริษัทเก่งๆด้าน AI ไปแล้วกว่า 12 บริษัท (รวมถึง DeepMind ผู้สร้าง AlphaGo และเป็นบริษัทที่มีงานวิจัยด้าน AI ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก) เพื่อนำไปต่อยอดเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์หลัก และการวิจัยเพื่ออนาคต อย่างการสร้างรถยนต์ไร้คนขับ

Google เป็นบริษัทที่มีจำนวนข้อมูลมหาศาลในมือ พร้อมกับเม็ดเงินการลงทุนอีกนับไม่ถ้วน และที่สำคัญ เหล่าหัวกะทิระดับโลกด้าน AI ล้วนทำงานอยู่ที่นี่ ทำให้ Google เป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลกด้าน AI อย่างไม่มีใครเทียบได้

2. Facebook

เป็นอีกบริษัทที่เอาจริงเอาจังกับการพัฒนาด้าน AI มาก มีการตั้ง Lab ที่วิจัยด้าน AI 3 แห่ง (ล่าสุดคือในปารีส ฝรั่งเศส)

หัวข้อที่ทาง Facebook เน้นเป็นหลัก คือ เรื่องของ AI ด้านภาษา ที่ช่วยให้ระบบ เข้าใจผู้ใช้ทั่วโลก ว่ากำลังพูดคุยถึงอะไรอยู่ สามารถโต้ตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

อีกเรื่องคือ AI ด้านรูปภาพ ที่จะช่วยวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ในภาพ เช่น จำนวนคนในรูป เพศอะไรบ้าง มีต้นไม้ สัตว์ สิ่งของอะไรบ้างในรูป หรือแม้กระทั่งรู้ว่า คนในรูป ใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ไหน เป็นต้น

3. Apple

การเปิดตัว iPhone X ล่าสุด ที่ใช้หน่วยประมวลผลชื่อว่า A11 Bionic เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า Apple เอาจริงเอาจังในด้าน AI มากแค่ไหน เพราะ A11 Bionic ตัวนี้ เป็นหน่วยประมวลผลที่ออกแบบพิเศษให้ทำงานด้าน AI โดยเฉพาะ

ฟีเจอร์หลักที่เป็นจุดขายของ iPhone X อย่าง Face ID ก็เป็นการพัฒนาต่อยอด โดยใช้เทคโนโลยีด้าน AI จากบริษัทที่ Apple ซื้อกิจการมา ทั้งเรื่องการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ จากบริษัท PrimeSense สัญชาติอิสราเอล ที่ซื้อกิจการมาในปี 2013 และเทคโนโลยีการเรียนรู้และจดจำใบหน้าที่พัฒนาโดยบริษัท Emotient และ RealFace ที่ Apple ซื้อกิจการมาในปี 2016 และต้นปี 2017 ตามลำดับ

4. Amazon

เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีการนำ AI มาใช้อย่างจริงจัง ในการขายสินค้าออนไลน์ ทั้งระบบที่ใช้พยากรณ์ ทำนายโอกาสในการซื้อ ระบบแนะนำสินค้าจากความชื่นชอบ รสนิยม และประวัติการดูสินค้าต่างๆ

มีการนำ AI มาใช้กับการตั้งราคาขายสินค้าของบน Amazon.com โดยใช้วิธี dynamic pricing กับสินค้านับล้านๆรายการเพื่อ optimize ยอดขาย โดยการวิเคราะห์เทรนด์ของการขาย พฤติกรรมการซื้อ การดู และความสนใจของตัวลูกค้าเอง

ผลิตภัณฑ์อย่าง Amazon Echo ก็ได้ฝังระบบ AI ชื่อ Alexa ลงไปในลำโพง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพูดสั่งให้มันทำงานบางอย่างได้ตามที่ต้องการ เช่น การสั่งซื้อของ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า AI มีบทบาทสำคัญและนำไปใช้ได้หลากหลาย เชื่อว่า อนาคตอีกไม่นาน AI จะมีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตของเราอย่างที่ขาดไม่ได้ เพราะมันจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้เราและโลกใบนี้ดีขึ้น

Source :

https://qz.com/1028624/stitch-fix-let-an-algorithm-design-a-new-blouse-and-they-flew-off-the-digital-racks/

https://hbr.org/2016/11/how-one-clothing-company-blends-ai-and-human-expertise

https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2016/09/30/what-are-the-top-10-use-cases-for-machine-learning-and-ai/#70ae479594c9

https://www.econsultancy.com/blog/67745-15-examples-of-artificial-intelligence-in-marketing

Artificial Intelligence in Retail – 10 Present and Future Use Cases

https://www.fastcompany.com/40474585/how-apple-facebook-amazon-and-google-use-ai-to-best-each-other

https://www.cbinsights.com/research/top-acquirers-ai-startups-ma-timeline/

“Drone” กับการปฏิวัติการขนส่งแบบใหม่

กลายเป็นข่าวใหญ่โตในแวดวงไอทีโลกครับ เมื่อโปรเจคต์ลับที่อยู่ในขั้นตอนการวิจัยของ Amazon.com ถูก ซีอีโอ Jeff Bezos นำมาเปิดเผยในรายการ 60 minutes ของสถานี CBS แบบหมดเปลือก

โปรเจตต์ลับที่ว่านี้ มีชื่อเรียกว่า “Amazon Prime Air” ซึ่งถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ Amazon สามารถ disrupt ธุรกิจอีคอมเมิร์ซไปอีกขั้นในอนาคตอันใกล้

clip_image002

 

Amazon Prime Air เป็นบริการส่งสินค้าแบบเร่งด่วน สามารถจัดส่งสินค้าสู่มือผู้ซื้อได้ภายในระยะเวลาเพียง 30 นาที โดยอาศัยยานพาหนะแบบพิเศษ ที่เรียกว่า “Drone” หรือเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับขนาดเล็ก (Unmanned Aerial Vehicles : UAV) อาศัยการควบคุมระยะไกล สามารถบินระบบอัตโนมัติได้ มีการใช้ระบบ GPS ในการนำทางและบอกพิกัดการส่งสินค้า สามารถส่งสินค้าได้ในระยะทางไกลถึง 10 ไมล์ (16 กิโลเมตร) รองรับน้ำหนักการขนส่งประมาณ 5 ปอนด์ (2.27 กิโลกรัม)

clip_image004

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่าน อาจจะยังไม่รู้จักมักคุ้นกับเจ้า Drone เท่าไหร่

แต่ถ้าจำรูปถ่ายจากมุมสูงของการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้

รูปถ่ายที่เราเห็นนี่ละครับ เป็นการถ่ายจากเจ้า “Drone” ที่สามารถบังคับให้บินขึ้นไปในระดับความสูงนับร้อยเมตร เพื่อเก็บภาพบรรยากาศการชุมนุม ซึ่งหลายๆสำนักข่าว ได้เริ่มนำ Drone มาใช้กับการเก็บภาพถ่ายลักษณะแบบนี้กันอย่างแพร่หลาย

 

เจ้า Drone นี่เอง ที่เป็นนวัตกรรมสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการส่งสินค้าจากไปรษณีย์ภาคพื้นดิน มาอยู่บนอากาศในระยะเวลาที่รวดเร็ว

แต่ Amazon.com ไม่ใช่คนแรกและคนเดียว ที่คิดจะนำนวัตกรรม Drone มาใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อขนส่งสินค้านะครับ

ยังมีบริษัทสตาร์ตอัพเล็กๆชื่อ Flirtey ในประเทศออสเตรเลีย ที่กำลังพัฒนารูปแบบการขนส่งด้วย Drone เพื่อใช้กับบริการชื่อ Zookal ที่ทำธุรกิจขายและเช่าตำราเรียนสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย และ Flirtey เองก็เตรียมจะขยายธุรกิจ โดยการนำ Drone ไปให้บริการกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซอื่นๆ รวมถึงการขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกา

ธุรกิจอาหารอย่าง Domino Pizza ในอังกฤษ ก็มีการทดสอบ “DominoCopter” สำหรับการส่งพิซซ่า

ร้านขายซูชิ ชื่อ “Yo! Sushi” ในอังกฤษ ก็มีการพัฒนา Drone เพื่อทดแทนการทำงานของพนักงานเสิร์ฟ โดยใช้ชื่อว่า “iTray” ซึ่งเป็นเหมือนถาดอาหารบินได้ ใช้ส่งอาหารถึงโต๊ะลูกค้าได้เลย

นอกจากนี้ยังมีบริษัทไปรษณีย์และบริการขนส่งยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Deutsche Post หรือ DHL ของเยอรมัน และ UPS ของสหรัฐ ก็ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานควบคุมการบินในการนำ Drone มาทดสอบ เพื่อใช้ในการเคลื่อนย้ายพัสดุ ระหว่างคลังเก็บสินค้าต่างๆ และเตรียมนำไปประยุกต์ใช้ในการขนส่งพัสดุจากสนามบินหรือเมืองใหญ่ๆ ไปยังศูนย์กระจายพัสดุที่มีสาขากระจายตัวอยู่มากมาย เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการส่งพัสดุเหล่านั้นให้กับผู้บริโภค

แต่กว่าจะใช้งานเชิงพาณิชย์จริงจังได้ ตัว Drone เองยังต้องมีการพัฒนาอีกหลายส่วน

ทั้งระบบการนำทางที่จะต้องแม่นยำขึ้น ระยะทางการบินต้องไกลขึ้น ระบบการหลบเลี่ยงการชนสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ เพื่อป้องกันการพุ่งชนตึก ต้นไม้ หลังคาบ้าน

ระบบการลงจอดอย่างนิ่มนวล ระบบป้องกันการโจรกรรม (มีข่าวว่ามีนักพัฒนา สามารถแฮคเจ้า Drone กลางอากาศ และยึดสิทธิ์ในการควบคุมบังคับ มาได้เลยทันที)

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจนี้ คือ กฏหมายควบคุมการบิน กฏระเบียบในการใช้น่านฟ้าและการบินเชิงพาณิชย์ การควบคุมการจราจรบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นกฏเกณฑ์ที่ค่อนข้างจะเข้มงวดในแต่ละประเทศ

ประโยชน์ที่ชัดเจนของการใช้นวัตกรรม Drone ในการทำ logistic คือ การประหยัดต้นทุนค่าขนส่งและต้นทุนหน้าร้านได้มหาศาล เพราะสามารถส่งตรงไปหาปลายทางได้ โดยไม่ต้องใช้รถ ไม่ต้องผ่านการกระจายสินค้าตามศูนย์กระจายสินค้าต่างๆ

นับตั้งแต่ปี 2010 Amazon ลงทุนไปกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโกดังที่ใช้เก็บและกระจายสินค้าเพิ่มกว่า 50 แห่ง และการขนส่งสินค้าของ Amazon ไปยังลูกค้า มีการพึ่งพาบริการไปรษณีย์อย่าง FedEx และ UPS ค่อนข้างเยอะ

86% ของการสั่งสินค้าของ amazon.com เป็นสินค้าที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 5 ปอนด์

ถ้าพัฒนา Drone เพื่อใช้ขนส่งสินค้าได้จริง Amazon ก็สามารถลดค่าขนส่งที่ต้องจ่ายให้ FedEx และ UPS ไปได้มหาศาล และความเร็วในการขนส่งสินค้าจากเดิม เร็วที่สุดในหลักวัน มาเหลืออยู่แค่หลักนาทีเท่านั้น

โลกของอีคอมเมิร์ซและการทำ logistic กำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง

ติดตามบทวิเคราะห์ ข้อคิด บทความต่างๆเพิ่มเติมได้ที่เพจ www.facebook.com/MKTHUB นะครับ

บริการบนคลาวด์ ถูกยกให้เป็น 1 ในเทรนด์ที่สำคัญของโลกไอทีในปีนี้ เพราะเป็นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเก็บข้อมูล การเข้าถึงคอนเทนต์ต่างๆของผู้ใช้ ในยุคที่อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงมีให้ใช้ในทุกหนทุกแห่ง

ถ้าจะอธิบายอย่างง่ายๆ คลาวด์ก็เปรียบเสมือนฮาร์ดดิสก์ออนไลน์ที่สามารถเก็บข้อมูลและดึงข้อมูลจากมันได้ในทุกๆที่ ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยเบื้องหลังของคลาวด์จะประกอบด้วยฮาร์ดดิสก์จำนวนมากที่ทำงานร่วมกับเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูง มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อให้ความมั่นใจผู้ใช้ว่าข้อมูลที่เก็บอยู่นั้น มีความเป็นส่วนตัว ป้องกันการเข้าถึงจากคนอื่นได้

คนยุคดิจิตัลเริ่มเป็นเจ้าของอุปกรณ์ที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต โน๊ตบุค พีซี เครื่องเล่นเพลง คลาวด์จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบาย รวดเร็ว ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการเก็บไฟล์บนอุปกรณ์หลายๆตัวอีกต่อไป เพราะเก็บบนคลาวด์ที่เดียวก็ใช้อุปกรณ์ทุกอย่างเข้าถึงไฟล์เหล่านี้ได้อย่างง่ายๆ

บริการบนคลาวด์ดังๆ ที่ผมคิดว่าท่านผู้อ่านคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เช่น บริการอัพโหลดไฟล์ใหญ่ๆเพื่อส่งต่อเป็นอีเมล์ให้เพื่อน ชื่อ “YouSendIt” หรือ บริการแชร์ไฟล์อย่าง “RapidShare” บริการเก็บรูปภาพของ Yahoo! ที่ชื่อว่า Flickr.com บริการเก็บข้อมูลส่วนตัว อีเมล์และแชร์ไฟล์ที่ชื่อ MobileMe ของแอปเปิ้ล หรือบริการสังคมออนไลน์อย่าง Facebook ก็เก็บข้อมูลทั้งภาพและวิดีโอลงบนคลาวด์เช่นกัน

Amazon.com ร้านขายของออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด ก็เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเก็บข้อมูลบนคลาวด์รายใหญ่ของโลก ได้ประกาศเปิดตัวบริการที่ชื่อว่า “Cloud Drive” และ “Cloud Player” ไปเมื่ออาทิตย์ก่อน เหมือนเป็นการตัดหน้าบริการ “Music Locker” จาก Apple ที่มีข่าวลือว่าจะเปิดให้บริการในอีกไม่นาน

ผู้ใช้บริการสามารถซื้อเพลงจากร้าน “Amazon MP3 Store” ของ Amazon และเก็บเพลงหรืออัลบั้มที่ซื้อไว้บน พื้นที่เก็บข้อมูลอย่าง “Cloud Drive” ได้ทันที โดยผู้ใช้แต่ละคนจะมีพื้นที่เริ่มต้นคนละ 5GB แบบฟรีๆ และถ้าต้องการพื้นที่เก็บเพลงเพิ่มเติม ก็สามารถซื้อเพิ่มได้ ในราคา 20 ดอลล่าร์ต่อปี พร้อมกับพื้นที่อีก 20GB เพียงพอที่จะเก็บไฟล์เพลงคุณภาพระดับ CD มากกว่า 5,000 เพลงเลยทีเดียว

นอกจากการซื้อเพลงจากร้านขายเพลงของ Amazon.com เองแล้ว ผู้ใช้สามารถอัพโหลดเพลง MP3 จาก PC ของตัวเอง ไปเก็บไว้บน “Cloud Drive” และเพลงต่างๆเหล่านี้ สามารถเปิดฟังได้อย่างง่ายๆ ผ่านการเรียกใช้งานแอพเล่นเพลง “Cloud Player” บนหน้าเว็บเบราเซอร์ หรือจะใช้มือถือระบบแอนดรอยด์ ก็สามารถฟังผ่านแอพ “Amazon MP3” ได้ เช่นกัน

ธุรกิจเพลงดิจิตัลเติบโตขึ้นมาพร้อมๆกับการถือกำเนิดของไอพอด การซื้อเพลงอย่างถูกกฏหมายจากร้าน Apple iTunes Store หรือแม้กระทั่งการดาวน์โหลดเพลงแบบละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านเว็บแชร์ไฟล์ "RapidShare" หรือการแชร์เพลงแบบ P2P อย่าง “Napster” “Limewire” และ “BitTorrent” ที่ช่วยให้การค้นหาเพลงทำได้ง่ายและต้นทุนของการฟังแทบจะเป็นศูนย์ จะจ่ายก็เฉพาะค่าอินเตอร์เน็ตเท่านั้น

บริการเพลงดิจิตัลบนคลาวด์ อาจจะกลายเป็นก้าวต่อไปที่สำคัญของอุตสาหกรรมเพลง เพราะบริการเพลงดิจิตัลบนคลาวด์ ช่วยให้ผู้ใช้ มีอิสระ เหมือนมีอัลบั้มเพลงจำนวนมหาศาลอยู่ติดตัวไปด้วยตลอดเวลา สามารถเลือกฟังเพลงอะไร ที่ไหน ก็ได้ในทุกที่ที่มีอินเตอร์เน็ต โดยไม่จำกัดอุปกรณ์ที่ใช้ฟัง (Cross Devices) ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดเพลงจากเว็บไซต์หรือบริการแชร์ไฟล์ต่างๆมาเก็บลงบนคอมพิวเตอร์ แล้วทำการ “Sync” เพลงลงเครื่องเล่นเพลง MP3 หรือลงบนโทรศัพท์มือถือเพื่อฟังเพลงแบบเดิมๆ

ในแง่ธุรกิจ นับเป็นการต่อยอดบริการเดิมของ Amazon ที่ให้บริการคลาวด์อยู่แล้ว เพียงแต่นำบริการด้านเพลงมาผนวกเข้าไป เพิ่มทั้งโอกาสในการขายเพลงบนร้านของตัวเองและโอกาสในการขายพื้นที่บนคลาวด์ โดยอาจจะต้องเจรจาต่อรองกับค่ายเพลงต่างๆเพิ่มเติมเพื่อให้การแบ่งรายได้ลงตัว

นับเป็นย่างก้าวสำคัญของ Amazon ที่ชิงเข้าสู่ตลาดเจ้าแรกๆ ตัดหน้าทั้ง Apple และ Google ในการช่วงชิงความเป็นผู้นำของธุรกิจเพลงดิจิตัลรูปแบบใหม่