Press "Enter" to skip to content

“Social Networking Phone” อีก 1 อนาคตที่น่าจับตามอง

ในอดีต เมื่อเราต้องการโทรศัพท์มือถือซักเครื่อง ปัจจัยหลักๆที่เรามักจะมองและนำมาพิจารณาเลือก ก็คือ ความสามารถในการรับส่ง SMS/MMS การใช้ WAP การใช้เสียงริงโทนแบบ Polyphonic การมีกล้องถ่ายรูป มีวิทยุ

ซึ่งผู้ผลิตมือถือหลายๆรายในยุคนั้น ต่างพากันออกมือถือหลากหลายรุ่น ที่มาพร้อมกับความสามารถดังกล่าว ออกมาให้ผู้ใช้ได้เลือกซื้อหา

ยุคต่อมาเป็นยุคของ PDA ที่พัฒนามาจาก Electronic Organizer มาถึง Palm จนมาถึง Pocket PC ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักธุรกิจและคนทำงาน จนกระทั่งบริษัทผู้ผลิตและเจ้าของ Platform อย่าง Palm และ ไมโครซอฟท์ได้นำฟังก์ชั่นการใช้งานโทรศัพท์ ผนวกลงไปใน PDA จนกลายเป็นชื่อเรียกว่า “PDA Phone” ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ควบคู่ไปกับค่าย Nokia ที่พัฒนาระบบปฏิบัติการ Symbian เพื่อใช้ในมือถือระดับ Hi-end ของตน

จุดเริ่มต้นของ Smart Phone เริ่มพัฒนาเรื่อยมานับจากวันนั้น

แม้ว่า Smart Phone ที่กลายร่างมาจาก PDA Phone จะพัฒนามาหลายปี ออกผลิตภัณฑ์มาหลายรุ่น ความสามารถของ Hardware สูงขึ้น ตัวระบบปฏิบัติการก็ฉลาดขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตลาด Smart Phone เติบโต เพราะกลุ่มผู้ใช้งานยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบๆเท่านั้น

จนกระทั่ง Apple ออกโทรศัพท์มือถือที่เรียกว่า “iPhone” ตลาด Smart Phone ของโลก จึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

มาตรฐานใหม่ๆ อย่าง “Touch” หรือการใช้นิ้วสัมผัส เพื่อควบคุมหน้าจอ ได้ถูกผู้ผลิตมือถือยักษ์ใหญ่ นำมาใช้เกือบทั้งสิ้น

แม้ว่า “PDA Phone” หลายๆรุ่นของตน มีระบบหน้าจอสัมผัส ใช้ปากกา Stylus ในการจิ้มควบคุมอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคีย์บอร์ดจริงๆติดมาด้วยอยู่ดี ด้วยเหตุผลที่ว่า “ผู้ใช้ คุ้นเคยกับการพิมพ์และการกดปุ่มจริงๆมากกว่า”

น่าแปลกใจ ที่ แม้ว่า Apple จะไม่เคยผลิตโทรศัพท์มือถือมาก่อน และ iPhone ก็เป็นมือถือเครื่องแรกที่ตนสร้าง

แต่กลับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้มือถือทั่วโลกได้จนหมดสิ้น แถมยังขีดเส้นให้ยักษ์ใหญ่ในตลาด เดินตาม ในการสร้างมือถือรุ่นใหม่ๆออกมา

“Touch” คือ จุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยน ของตลาด Smart Phone อย่างแท้จริง

clip_image002

(ยอดขาย iPhone นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2007)

ถัดจากนั้นเพียง 1 ปี Apple ก็ได้สร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมใหม่ ในการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตและเว็บของผู้ใช้

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นเวลานาน Nokia, Ericsson และอีกหลายๆบริษัท เป็นผู้พัฒนาและสร้างมาตรฐานการใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือที่เรียกว่า “WAP”

แต่เทคโนโลยี “WAP” ก็ไม่เคยแจ้งเกิดในกลุ่มผู้ใช้มือถือเลยเช่นกัน

“iPhone” ฆ่าทั้ง “WAP” และ ฆ่า “Keyboard”

“iPhone” กลายเป็น สิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2007 ของนิตยสาร Time

ทั้งที่ “iPhone” ณ ตอนนั้น ไม่สามารถฟังวิทยุได้ ไม่สามารถรับ-ส่ง MMS ได้ แถมยังลง “แอพ” อะไรไม่ได้เลย

Apple และ Steve Jobs ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “สิ่งที่ดีที่สุดที่ให้ผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ Perfect ที่สุด”

“MMS” , “วิทยุ FM” , ”Camera Flash”, ”Keyboard” ไม่ใช่สิ่งที่ iPhone มี

ในที่สุดแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้ มองหา แต่สิ่งที่มองหาจริงๆกลับเป็น “User Interface”

ทั้ง “Touch” และ “User Interface” เรียกรวมกันว่า “ความง่ายในการใช้งาน”

มีแค่นั้นจริงๆครับ….

กลับมาถึงปัจจุบัน

ยุคที่มือถือ Smart Phone ต่างพากันเร่งฝีเท้าเพื่อให้ตาม iPhone ทัน และหวังแซงหน้าในบางโอกาส

มือถือเรือธงของแต่ละค่าย ต่างพัฒนาโดยอาศัยหลัก “ความง่ายในการใช้งาน” ทั้งนั้น

ทำให้การแข่งขันของโทรศัพท์มือถือในยุคนี้และยุคต่อไป คือ “แพลตฟอร์มและบริการออนไลน์บนมือถือ”

“Blackberry” มี บริการอีเมล์แบบทันใจ (Push Email) บริการ แชท กับ “Blackberry Messenger” และ MSN และการเชื่อมต่อกับ Facebook เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของตัว Blackberry เอง

“iPhone” แม้ว่าจะมีบริการต่างๆมากมายใน “แอพ” นับแสนตัว

แต่บริการหลักๆด้าน Push Email และ Chat กลับสู้ Blackberry ไม่ได้

เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Blackberry สามารถตีตลาด iPhone ได้อย่างรวดเร็ว จนสร้างยอดขาย Smart Phone มากที่สุดในโลกได้

นี่คือ สมรภูมิของ Smart Phone ที่แข่งกันด้วย Platform ทั้งบริการหลักๆ และ แอพ

แต่สำหรับตลาดรองลงมา แม้ว่าราคาขายจะต่ำกว่ากันมาก แต่ก็สามารถจับกลุ่มที่มีขนาดใหญ่กว่ามากเช่นกัน

จุดขายของตลาดมือถือระดับกลาง ไม่ใช่ Platform แต่เป็น “บริการหลัก” ที่ชูเป็นจุดขายของตัวมือถือเอง

แน่นอนที่สุดว่า บริการออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ในปี 2010 คือ “Social Networking”

ล้มแชมป์ “Search Engine” ที่ครองบัลลังก์ติดต่อกันหลายปี

นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญ ต่างลงความเห็นว่า มี “Social Networking” อยูบนมือถือใด

มือถือรุ่นนั้น มีโอกาสจะขายดีถล่มทลาย

เพราะ “Social Networking” ได้กลายเป็นพฤติกรรมหลักในการสื่อสารของคนใช้อินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบัน ที่บทบาทของ SMS/MMS หรือแม้แต่การคุยโทรศัพท์ลดลงจนน่าตกใจ แต่การออนไลน์ตลอดเวลาและการใช้ Social Networking กับพุ่งทะยาน

พฤติกรรมผู้ใช้ ยุคอินเตอร์เน็ตเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตมือถือ จึงต้องพยายามวิ่งให้ทันการเปลี่ยนแปลงของทั้งพฤติกรรมผู้ใช้และสภาพแวดล้อมธุรกิจออนไลน์ที่เปลี่ยนไปเร็วไม่แพ้กัน

วันที่ 12 เมษายน 2010 ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟท์แวร์อย่างไมโครซอฟท์ ได้ประกาศเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ของตน ภายใต้ชื่อว่า “Kin” (หรืออาจจะเคยได้ยินในชื่อว่า “Project Pink”) โดยมีออกมา 2 รุ่น คือ Kin One และ Kind Two

ความโดดเด่นของ “Kin” นี้ คือ มันเป็นมือถือที่ถูกออกแบบมาให้ใช้บริการ “Social Networking” โดยเฉพาะ

ไมโครซอฟท์หมายมั่นปั้นมือกับ “Kin” มาก โดยการทำวิจัยและสัมภาษณ์ผู้ใช้นับพันชั่วโมง อีกทั้งทีมงานที่ทำ “Kin” ก็เป็นทีมงานที่ไมโครซอฟท์ซื้อตัวมาจากบริษัท “Danger Inc.” ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน “Mobile Computing”

ทำให้ไมโครซอฟท์มั่นใจว่า เทคโนโลยีที่ค้นคว้ามาอย่างเหมาะสมกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ จะทำให้ “Kin” ขายดีอย่างถล่มทลายในตลาดวัยรุ่นและผู้ใช้ที่รักใน “Social Networking”

ด้วย Hardware ที่ดีเยี่ยม Kin One มาพร้อมกล้อง 5 ล้านพิกเซล ส่วน Kin Two มีกล้องระดับ 8 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายวิดีโอแบบ HD ได้สบายๆ

หน้าจอหลัก (Home Screen) เป็นการเชื่อมโยงกับ “Social Networking” ต่างๆ เช่น Facebook , Twitter , MySpace และ Windows Live จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมือถือ

clip_image004 clip_image006

และที่สำคัญคือความสามารถในการ “แชร์” ที่ยอดเยี่ยม เพราะสามารถ “แชร์”ได้ทุกอย่างบนหน้าจอจริงๆ ด้วย ฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Spot” ที่เป็นจุดกลมๆอยู่กลางหน้าจอ สามารถใช้นิ้วเลื่อนไปไว้ส่วนใดของจอเพื่อ Share เนื้อหาส่วนนั้น ไปยัง Facebook , Twitter , MySpace และบริการออนไลน์ชื่อดังอื่นๆ หรือแม้แต่การส่ง SMS/MMS ก็สามารถทำได้เช่นกัน

สำหรับการจัดเก็บข้อมูล ทั้งข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ ตัวมือถือ “Kin” นั้น จะถูกเก็บข้อมูลลงในบริการ “Kin Studio” ซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่สามารถเข้าถึงได้จากทุกๆที่ (เรียกว่า “Cloud Services”) เพราะตัว “Kin” เอง มาพร้อมกับ WiFi/3G /EDGE ช่วยให้เราเชื่อมต่อและเข้าถึงอินเตอร์เน็ตตลอดเวลาและเราสามารถบริหารจัดการข้อมูลต่างๆ บนเว็บเบราเซอร์ได้อย่างสะดวก

clip_image008(หน้าจอ Home Screen ของ Kin)

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของ Kin คือการจับตลาดขนาดกลางบน ที่มีผู้เล่นรายสำคัญอย่าง “Samsung” และ “Nokia” จับจองพื้นที่อยู่แล้ว

ทั้งนี้ ก็เพื่อเติมเต็ม ตลาดมือถือที่ไมโครซอฟท์ต้องการครอบครอง

ตลาดบนส่ง “Windows Phone 7” ตีกับ iPhone , Android ,Nokia และ Blackberry รุ่น Bold

ตลาดกลางบน ส่ง “Kin” ตีกับ Samsung , LG , Nokia , Blackberry รุ่น Curve ด้วยการสร้าง “Social Networking Phone” มาต่อกร

การสร้างมือถือที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในสิ่งที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในโลกเรียกหา เป็นวิธีการที่ “น่าจะ” ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะตลาดวัยรุ่นและคนทำงาน

และตลอดปีนี้ คงจะได้เห็น ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ส่ง “Social Networking Phone” มาเป็นตัวชูโรงในตลาดมือถือโลกอย่างต่อเนื่องแน่นอน

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *