Press "Enter" to skip to content

Netflix อนาคตของทีวี

อุตสาหกรรมทีวีบ้านเรา กำลังจะเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อกำลังจะมีการประมูลดิจิตัลทีวี ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดมาแล้วทั่วโลกและควรจะเกิดมานานแล้วสำหรับประเทศไทย (ฟังดูคล้ายๆกับตอนมี 3G ยังไงชอบกล) ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าการประมูลจะเกิดขึ้นในปีนี้หรือไม่ เพราะเพิ่งมีข่าวลือว่าจะเลื่อนอีกรอบ

แม้อนาคตของอุตสาหกรรมทีวีในประเทศไทยจะยังดูไม่แน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เริ่มมองเห็นอนาคตกันแล้วว่าทีวีจะมีทิศทางเป็นอย่างไร

People are increasingly watching movies and shows through subscribing services like Netflix and Hulu Plus.

บริษัท Netflix ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งอันดับ 1 ของสหรัฐฯ เพิ่งประกาศว่ายอดสมาชิกแบบเสียค่าบริการรายเดือนของบริษัท พุ่งสูงถึง 31.1 ล้านคน (เฉพาะในสหรัฐฯ) ทะลุแซงหน้ายอดสมาชิกรายเดือนของ HBO ผู้นำในธุรกิจเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม ที่บริษัท Time Warner เป็นเจ้าของ ซึ่งมีจำนวนสมาชิกอยู่ที่ 28.7 ล้านคน ทำให้ Netflix กลายเป็นผู้ให้บริการคอนเทนต์ด้านวิดีโอที่มียอดสมาชิกแบบจ่ายเงินดู มากที่สุดอันดับ 1 ในสหรัฐฯทันที

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1997 Netflix เป็นบริษัทที่ให้บริการเช่าแผ่น DVD หนังทางไปรษณีย์ โดยไอเดียเกิดจาก Reed Hastings ผู้ก่อตั้ง ไปเช่าหนังเรื่อง Apollo 13 แล้วไปคืนแผ่นไม่ทันกำหนดที่ต้องคืน จนถูกปรับเป็นเงิน 40 ดอลลาร์ ทำให้เค้าเห็นช่องทางการทำธุรกิจนี้ เพื่อให้บริการกับคนที่ไม่สะดวกไปที่ร้านเช่า เพื่อยืมและคืนแผ่นหนัง โดยมีรูปแบบธุรกิจโดยคิดค่าเช่า 4 ดอลล่าร์ ต่อเรื่อง + ค่าส่งไปรษณีย์อยู่ที่ 2 ดอลล่าร์ และมีค่าปรับในกรณีคืนช้ากว่ากำหนด ซึ่งธุรกิจนี้ Hastings ใช้เงินจำนวน 2.5 ล้านดอลลาร์ เป็นเงินลงทุนในช่วงแรก เพื่อทำระบบยืมคืน และเว็บแคตาลอกออนไลน์

2 ปีต่อมา Netflix ได้เพิ่มรูปแบบการทำธุรกิจ โดยมีการเสียค่าสมาชิกรายเดือนแล้วให้ยืมได้แบบไม่จำกัดเรื่อง และไม่มีกำหนดวันคืน จากเดิมที่มีเพียงการคิดค่าเช่าหนังเป็นเรื่องๆ

ธุรกิจของ Netflix เติบโตอย่างดีเรื่อยมา จนถึงปี 2002 ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ณ เวลานั้น Netflix มียอดการยืมหนังถึง 190,000 แผ่นต่อวัน มีจำนวนสมาชิกที่เสียเงินรายเดือนอยู่ประมาณ 1 ล้านคน ตอนสิ้นปี 2002 และยังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความนิยมของเครื่องเล่น DVD ในสหรัฐที่มีสูงถึง 2 ใน 3 ของครัวเรือนทั้งประเทศ

จากนั้น Netflix มีการพัฒนาระบบแนะนำวิดีโอจากการเขียนรีวิวและเรตติ้งของหนัง (Personal Recommendation System) จนกลายเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งในการให้บริการ เพราะสามารถรู้ได้ว่า ลูกค้าชอบดูหนังประเภทไหน ใครแสดง และให้คำแนะนำที่ตรงกับความชอบนั้นๆได้

แต่ธุรกิจของ Netflix ก็เติบโตได้ไม่นานครับ เมื่อเทรนด์ของการเช่าวิดีโอเริ่มอยู่ในช่วงขาลง แต่ Hastings ก็มีแผนธุรกิจรองรับอย่างดี เมื่อปี 2007 Netflix ก็เริ่มพัฒนาและให้บริการดูวิดีโอแบบสตรีมมิ่งผ่านอินเตอร์เน็ต จนกลายเป็นอีก 1 ธุรกิจหลักของบริษัท

ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามพัฒนาการของอินเตอร์เน็ตครับ เพราะในเวลาเพียงแค่ 3 ปี (2010) Netflix ก็กลายเป็นบริการอินเตอร์เน็ตที่ใช้ Internet Traffic มากที่สุดในประเทศ จนในปี 2011 ธุรกิจหลักของ Netflix เปลี่ยนจากการเช่าแผ่นหนังทางไปรษณีย์มาเป็นวิดีโอสตรีมมิ่งแทน

จากประวัติคร่าวๆ จะเห็นว่า Netflix เติบโตมาคนละเส้นทางกับ HBO ที่มาจากสายของธุรกิจเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม แต่ HBO ก็มีพัฒนาการของการปรับตัวเช่นกัน เพราะในปี 2010 ทาง HBO ก็มีการเปิดตัววิดีโอสตรีมมิ่งเช่นกัน ในชื่อของ “HBO GO” แต่บริการนี้กลับไม่ได้เป็นบริการแยกเดี่ยวๆแบบ Netflix แต่เป็นเพียงบริการเสริมสำหรับคนที่เป็นสมาชิก HBO อยู่แล้วเท่านั้น โดยจุดประสงค์หลักในการเพิ่มจำนวนฐานสมาชิก HBO ให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้จากค่าสมาชิกรายเดือนรวมกับค่าโฆษณาที่ขายได้แพงขึ้น

ทั้ง 2 ธุรกิจ เป็นธุรกิจที่ให้บริการด้านคอนเทนต์ด้วยกันทั้งคู่ ความได้เปรียบที่ทั้ง 2 บริษัทพยายามจะสร้าง คือ เกมคอนเทนต์ ซึ่งทั้งคู่มีคอนเทนต์จำนวนมหาศาล และมีคอนเทนต์ที่ให้ดูแบบ Exclusive เฉพาะบริการของตัวเอง

HBO มีการเซ็นสัญญาแบบ Exclusive กับ Universal Pictures ด้วยระยะเวลาที่นานถึง 10 ปี ทำให้ Netflix ไม่มีโอกาสที่จะมีหนังเก่าๆอย่าง Jaws หรือหนังในตระกูล Bourne

ในขณะที่ Netflix ก็มีการเซ็นสัญญากับ Walt Disney Studios เพื่อนำหนังจากทั้ง Pixar และ Marvel Studios มาฉายในบริการของตัวเอง

และ Netflix เริ่มมีบทบาทในการสร้างสรรค์คอนเทนต์เอง โดยมีตัวชูโรงคือ ซีรีย์ดังอย่างเรื่อง House of Cards และ Arrested Development ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่อเมริกันชน

Netflix สามารถดูได้ในทุกที่ที่มีอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะดูผ่านสมาร์ทโฟน แทบเล็ต สมาร์ททีวี AppleTV กล่อง Set-top-box เครื่องเล่นเกม เครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์ รวมๆก็มีอุปกรณ์หลายร้อยรุ่นที่ดู Netflix ได้

ไม่ต้องง้อเสา จาน สายใดๆ อย่าง HBO ซึ่งนับวันคนยิ่งดูเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปถึง

และข้อได้เปรียบที่สำคัญของ Netflix คือ ประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ ที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น สามารถสร้าง playlist เพื่อเก็บคอนเทนต์แยกประเภทที่ตัวเองชื่นชอบได้ สามารถให้คำแนะนำหนังที่น่าสนใจตามความชอบส่วนตัว หรือตามการแนะนำจากเพื่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์คได้

Netflix เป็นตัวแทนของการดูทีวีแบบสตรีมมิ่งบนอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องดูตามเวลาที่อยู่ในโปรแกรมที่กำหนดไว้ (Non-linear Television) มีความเป็น Interactive เพราะเป็นอินเตอร์เน็ต สามารถรับส่งข้อมูลระหว่างคนดูและผู้ให้บริการได้สองทาง

ส่วน HBO เป็นตัวแทนการดูทีวีแบบดั้งเดิม ที่ฉายตามโปรแกรมที่กำหนดเอาไว้ (Traditional Linear Television) ไม่มีความเป็น Interactive ไม่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการดูของสมาชิกได้

เมื่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่ทุกส่วนของประเทศ Netflix จะมีแต้มต่อเหนือ HBO ทิศทางอนาคตของทีวีจะเปลี่ยนมาเป็นอินเตอร์เน็ตทีวีอย่างไม่ต้องสงสัย

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

>