Press "Enter" to skip to content

เมื่อกูเกิ้ลถึงซื้อกิจการ Nest Labs 3,200 ล้านดอลลาร์

เข้าสู่ศักราชใหม่ได้เพียงไม่กี่อาทิตย์ แวดวงเทคโนโลยีก็คึกคักกันแล้วครับ เมื่อมีข่าวการเข้าซื้อกิจการบริษัท Nest Labs ของกูเกิ้ล ด้วยเงินสดในมูลค่าสูงถึง 3,200 ล้านดอลลาร์
เป็นการซื้อกิจการบริษัทฮาร์ดแวร์ที่แพงที่สุดอันดับ 2 ของกูเกิ้ล ต่อจากการซื้อกิจการโทรศัพท์ของโมโตโรล่าด้วยมูลค่า 12,500 ล้านดอลลาร์ ในปี 2011

เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อครั้งที่ไมโครซอฟท์ซื้อกิจการโนเกียด้วยมูลค่า 7,200 ล้านดอลลาร์
มูลค่าการซื้อกิจการครั้งนี้ จึงดูเหมือนแพงเกินไป เมื่อเทียบกับขนาดบริษัท ผลประกอบการ และสิ่งต่างๆที่บริษัทเคยสร้างมา ในระยะเวลาไม่ถึง 4 ปี
การซื้อกิจการครั้งนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งครับ

บริษัท Nest Labs เป็นบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ไฮเทคที่เรียกว่า “Connected Home” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ติดตั้งในบ้านและต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในการทำงาน
เป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนบ้านธรรมดาๆ ให้กลายเป็นบ้านอัจฉริยะ (Smart Home)
เป็นแนวคิดในฝันของบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำมาหลายปี แต่ก็ยังไม่เคยเห็นใครทำสำเร็จอย่างจริงจังซักที (เราคงเคยเห็นพวกตู้เย็น เตาอบต่อเน็ตมากันนานแล้ว)
Nest Labs ก่อตั้งโดยอดีตพนักงานแอปเปิ้ล 2 คน

ถ้าบอกแค่นี้ฟังดูธรรมดาใช่มั้ยครับ?

แต่ถ้าบอกว่า อดีตพนักงานแอปเปิ้ล  2 คนนี้ เป็นบุคคลระดับ “คีย์แมน” ของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลกอย่างไอพอด คงจะน่าสนใจขึ้น

image

ผู้ก่อตั้งร่วมคนแรก คือ  Tony Fadell ซึ่งรู้จักกันดีในแวดวงไอทีว่าเป็น “บิดาแห่งไอพอด” เพราะเค้าเป็นผู้ที่ริเริ่มออกแบบและสร้างไอพอดขึ้นมาในปี 2001 และได้รับการโปรโมทเป็นผู้บริหารทีมงานไอพอดในปี 2006
โดย Fadell ได้ลาออกจากแอปเปิ้ลในปี 2008 ซึ่งมีการเปิดเผยเบื้องหลังในเวลาต่อมาว่า สาเหตุที่ Fadell ลาออก เพราะมีปัญหาไม่ค่อยลงรอยกับ Jonathan Ive หัวหน้าทีมดีไซน์ในตอนนั้น และ Scott Forstall อดีตหัวหน้าทีมพัฒนา iOS ที่ถูกไล่ออกไปในปี 2012

ผู้ก่อตั้งร่วมคนที่ 2 คือ Matt Rogers ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการออกแบบซอฟท์แวร์ที่ใช้กับไอพอด เป็นหนึ่งในทีมวิศวกรที่ร่วมทีมพัฒนาไอโฟนและไอแพดรุ่นแรก
ก่อนที่จะลาออกจากแอปเปิ้ลในปี 2010 ด้วยวัยเพียง 26 ปี ในตำแหน่งวิศวกรระดับผู้จัดการอาวุโสที่มีอายุน้อยที่สุดคนหนึ่งในบริษัท ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของคนรอบข้างทั้งเพื่อนและครอบครัว
(อายุแค่ 26 ปี ได้ทำงานในตำแหน่งที่สูงเมื่อเทียบกับอายุ ถือว่าเติบโตเร็วมาก เงินเดือนก็เยอะ มีหุ้นให้ด้วย แถมได้คุมทีมใหญ่กว่า 30 คน ได้ดูแลโปรเจคต์สำคัญมากของบริษัท และไม่ใช่บริษัทไก่กา แต่เป็นแอปเปิ้ล ไปถามใครคงคิดว่าบ้า)

ทั้งคู่ออกมาตั้งบริษัท startup ร่วมกันชื่อ Nest Labs ในปี 2010 โดยเริ่มต้นจากการควักเงินส่วนตัวมาลงทุนเพื่อสร้างต้นแบบของผลิตภัณฑ์ (Prototype) และนำตัวต้นแบบนี้ไปขอเงินลงทุนสนับสนุนจาก Venture Capital หลายราย
ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ กูเกิ้ลเวนเจอร์ (Google Ventures) ซึ่งเป็นหน่วยงานของกูเกิ้ล ที่ดูแลเรื่อง Venture Capital

ในเวลา 3 เพียงปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง ปัจจุบัน Nest Labs มีพนักงานกว่า  200 คน
ในบรรดาพนักงานทั้งหมด มีพนักงานเกินครึ่งกว่า 100 คน มาจากแอปเปิ้ล
เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่น่าสนใจมากครับ เพราะการที่กูเกิ้ลซื้อบริษัทที่มีอดีตพนักงานแอปเปิ้ลเป็นร้อยคนทำงานอยู่ ย่อมได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ไม่ว่าจะเป็นการนำทักษะการออกแบบ ประสบการณ์ต่างๆที่มีกับแอปเปิ้ล มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้กูเกิ้ล
ความรู้และ Know How ต่างๆ ก็ยังสามารถถ่ายทอดต่อไปเพื่อพัฒนาทักษะให้พนักงานกูเกิ้ลได้
พนักงานที่เหลือก็ดึงตัวมาจากไมโครซอฟท์ กูเกิ้ล ทวิตเตอร์ ลอจิเทค

เดือนมกราคม ปี 2013 บริษัท Nest Labs มีการระดมเพิ่มทุนกว่า 80 ล้านดอลลาร์เพื่อขยายกิจการ มีการประเมินมูลค่าของบริษัทอยู่ที่ 800 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น
ผ่านไปหนึ่งปี Nest Labs ก็เตรียมที่จะระดมทุนเพิ่มอีกกว่า 150 ล้านดอลลาร์ พร้อมกับมูลค่าของบริษัทถูกประเมินเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2,000 ล้านดอลลาร์
ยังไม่ทันที่กระบวนการระดมทุนครั้งนี้จะเริ่มต้น กูเกิ้ลก็ตัดสินใจชิงซื้อก่อน ด้วยเงินสดกว่า 3,200 ล้านดอลลาร์ เพราะคงคิดแล้วว่าถ้าปล่อยให้ระดมทุนสำเร็จ มูลค่าอาจจะแพงขึ้นไปอีก รีบซื้อตั้งแต่ตอนนี้น่าจะดีกว่า

image

ปัจจุบัน Nest Labs มีผลิตภัณฑ์หลักอยู่ 2 ตัว คือ

1.Nest Thermostat (เครื่องควบคุมอุณหภูมิห้องอัจฉริยะ) ที่วางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2011 ในราคา 249.95 ดอลลาร์

2.Nest Protect (เครื่องตรวจจับควันและคาร์บอนมอนอกไซด์) ที่เพิ่งเปิดตัวไปในปี 2013

image
ตัว Nest Thermostat เป็นอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิในบ้านแบบอัจฉริยะ มีการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและล้ำหน้าในการเก็บข้อมูลและตัดสินใจแทนคน
มีการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว เพื่อดูว่ามีคนอยู่ในห้องนั้นหรือไม่ จะได้ช่วยปรับเปลี่ยนอุณหภูมิในห้องให้เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัย ทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความอัจฉริยะของมันอยู่ที่ เครื่องซึ่งมีความสามารถในการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง มีการประมวลผลจากข้อมูลการใช้งานของผู้อยู่อาศัยในบ้านหลังนั้นๆ มีการใช้งานพยากรณ์อากาศ สภาพอากาศในปัจจุบันและข้อมูลอื่นๆรวมกัน
จะออกจากบ้านกี่โมง กลับมาที่บ้านกี่โมง ไม่อยู่บ้านวันไหนบ้าง เครื่อง Nest Thermostat นี้จะเรียนรู้และจดจำอัตโนมัติและทำการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม

นอกจากนี้ตัว Nest Thermostat ยังมีความสามารถในการอัพเดทซอฟท์แวร์ภายในเพื่อแก้ไขความผิดพลาด (bugs) และเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆได้อัตโนมัติ เพราะมีการเชื่อมต่อกับ WiFi ตลอดเวลา
จุดเด่นของตัวผลิตภัณฑ์นอกจากความอัจฉริยะที่อยู่ภายใน ยังมีการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามและใส่ใจในทุกรายละเอียด มีความเรียบง่าย ง่ายและสะดวกในการใช้งาน สามารถควบคุมระยะไกลได้โดยการใช้แอพบนสมาร์ทโฟน

image

ปัจจุบัน Nest Thermostat มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 40,000-50,000 เครื่องต่อเดือน

การใช้ไฟฟ้าในบ้าน คิดเป็นสัดส่วน 10% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐ โดยครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าในบ้านเป็นการใช้งานเพื่อการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเพียง 1 องศาส่งผลต่อการประหยัดไฟฟ้าถึง 5%
ค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิโดยเฉลี่ยตลอดทั้งปีของแต่ละบ้านอยู่ที่ 1,000-1,500 ดอลลาร์

ถ้ามีระบบการจัดการอุณหภูมิที่ดี สามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 200-300 ดอลลาร์ต่อปี
ส่งผลกระทบกับการผลิตไฟฟ้า การปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ ในระดับประเทศเลยทีเดียว
ผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคน ต่อประเทศชาติขนาดนี้
น่าสนใจมั้ยล่ะครับ

การซื้อกิจการ Nest Labs ของกูเกิ้ลในครั้งนี้สอดคล้องแนวคิดและวิสัยทัศน์ของ Larry Page  คือ ความต้องการในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาที่คนทั่วโลกเจอในทุกๆวัน
และต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วย
เป็นเหตุผลที่ทำไมกูเกิ้ล ต้องทำโทรศัพท์ ต้องมีทีวี ต้องมี กูเกิ้ล Glass
จิ๊กซอว์ของ กูเกิ้ล ณ ตอนนี้ยังมีหุ่นยนต์ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนได้เองโดยที่ไม่ต้องอาศัยคนขับ และผลิตภัณฑ์ที่ Nest Labs ทำเข้ามาเพิ่มความสมบูรณ์ของ Ecosystem

จ่ายเงินไป 3,200 ล้านดอลลาร์ แต่ได้ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์องค์กร วิสัยทัศน์ของผู้นำ
ยังได้ทีมงานที่เก่งมากนับร้อยคน ได้ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ Machine Learning
ได้ความรู้และ Know How ของอดีตพนักงานแอปเปิ้ล
และยังได้ผู้นำนวัตกรรมในด้านนี้ที่เก่งมากอย่าง Tony Fadell และ  Matt Rogers มาช่วยผลักดัน
กูเกิ้ลมีเงินสดในมืออยู่ราวๆ 54,700 ล้านดอลลาร์ การจ่ายเงินออกไปจากกระเป๋าประมาณ 5.8% ของทั้งหมดที่มี ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นการซื้อกิจการที่คุ้มเกินคุ้ม
งานนี้แอปเปิ้ลมีหนาวครับ

 

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

>