“โกดัก” ความทรงจำที่ใกล้จะลบเลือนหาย

ผมเชื่อว่า ผู้อ่านหลายท่าน คงจดจำยุครุ่งเรืองของการถ่ายภาพแบบฟิล์มและการขยายตัวของร้านอัดรูป เมื่อประมาณ 15-20 ปีก่อนได้

ในยุคนั้น เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญๆในชีวิตของเราเกิดขึ้น ฟิล์ม จะถูกใช้ในการถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก เพื่อนผมหลายคนหมดฟิล์มที่ใช้ในงานรับปริญญามากกว่า 20 ม้วน การล้างอัดรูปในยุคนั้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปไม่น้อย

ยิ่งแต่ละคนก็มีโมเมนต์สำคัญในชีวิตอยู่หลายครั้ง ไม่นับเหตุการณ์ยิบย่อย เช่นการไปเที่ยว

คนที่รวยที่สุดในยุคนั้น ย่อมไม่พ้น บริษัทขายฟิล์ม กระดาษอัดรูป เครื่องมือที่ใช้ล้างอัดรูป และร้านอัดรูป

ซึ่งผู้ให้กำเนิดรูปแบบการถ่ายรูปแบบฟิล์มและเป็นเจ้าตลาดในยุคนั้น ทุกคนรู้จักกันดี คือ “โกดัก” กับวลีคุ้นหูของคนในยุคนั้นว่า “โกดักโมเม้นต์”

การถ่ายรูปแบบฟิล์ม ถูกคิดค้นขึ้นมาในปี 1884 โดยนาย George Eastman ซึ่งในอีก 8 ปีต่อมาเค้าก็ก่อตั้งบริษัทที่ชื่อว่า “Eastman Kodak” ขึ้นมา ถ้านับอายุอานามของบริษัทนี้ ก็ปาเข้าไป 120 ปีแล้ว นับว่าเป็นบริษัทที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งที่ยังทำธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน (เก่าแก่กว่าฟอร์ด มอเตอร์ส และไอบีเอ็มเสียอีก)

แม้ว่าในปี 1975 วิศวกรของโกดักนามว่า “Steven Sasson” ได้คิดค้นกล้องถ่ายรูปดิจิตัลเป็นคนแรกของโลก ในขนาดเท่ากับเครื่องอบขนมปังและถ่ายเป็นภาพขาวดำ ความละเอียด 10,000 พิกเซล แต่โกดักก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการประดิษฐ์คิดค้นในครั้งนี้เท่าไหร่

ยุครุ่งเรืองที่สุดของโกดัก คือ ช่วงปี 1970-1990 ซึ่งเคยครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 90% ในตลาดสหรัฐ ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลงเมื่อมีคู่แข่งจากแดนอาทิตย์อุทัย นาม “Fujifilm”

โดยการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุด เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1995 ที่ส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกของโกดักอยู่ที่ 44% ในขณะที่ของฟูจิฟิล์ม อยู่ที่ 33% ทั้งคู่ไล่บี้กันทั้งในตลาดสหรัฐและตลาดโลก

ปีถัดมาก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันครับ เมื่อ Costco ร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในสหรัฐเกิดรักโกดักมากกว่า ตัดสินใจไม่ขายฟิล์มของฟูจิขึ้นมาซะอย่างนั้น ผลก็คือ ฟิล์มของฟูจิเหลือค้างสต๊อกมากกว่า 2.5 ล้านม้วน ทำให้ฟูจิฟิล์มตัดสินใจประกาศสงครามราคาด้วยการลดกระหน่ำราคาขายลงไป 15% และบางรุ่นเหลือราคาเพียงแค่ครึ่งนึงของฟิล์มโกดักเท่านั้น เพื่อล้างสต๊อกที่ค้างอยู่ออกไป ก่อนที่ฟิล์มจะหมดอายุการใช้งาน

การลดราคาครั้งนี้ส่งผลตอบรับดีมากครับ ส่วนแบ่งตลาดของฟูจิฟิล์มพุ่งพรวดๆขึ้นมาเป็น 60% และด้วยความร้อนแรงของฟูจิฟิล์มในยุคนั้นนักวิเคราะห์ต่างพากันคาดการณ์ว่า จะแซงหน้าโกดักขึ้นเป็นที่ 1 อย่างถาวรได้ ภายในปี 2002

แม้ว่าโกดักจะปฏิเสธไม่เข้าร่วมสงครามราคาแต่หลังจากนั้นไม่นาน โกดักก็ประกาศลดราคาสินค้าของตนบ้าง แต่ก็เหมือนจะสายไปเพราะไม่สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดกลับมาคืนได้ ส่วนแบ่งการตลาดก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ จนในที่สุด โกดักตัดสินใจปลดพนักงานกว่า 19,000 คน เพื่อลดต้นทุน สร้างประวัติศาสตร์ปลดคนมากที่สุดของสหรัฐในยุคนั้น

การทำ Exclusive Partnership กับ Costco กลายเป็นจุดเปลี่ยนแรกที่ทำให้โกดักตกต่ำ

สัดส่วนรายได้ของธุรกิจภาพถ่ายทั้งหมดในยุค 1990-1999 อันดับที่ 1 คือ ธุรกิจล้างอัดภาพ มีสัดส่วนรายได้มากกว่า 40% ตามมาด้วยการขายฟิล์ม 20% การขายกล้องถ่ายรูป 10% และกล้องดิจิตัล อยู่ที่ประมาณ 6% เท่านั้น

แต่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมากครับ พอเข้ายุคปี 2000 คู่แข่งอย่างเอชพีและโซนี่ รุกตลาดกล้องดิจิตัลอย่างจริงจัง จนในปี 2002 จำนวนกล้องดิจิตัลที่ขายได้ในสหรัฐ สูงถึง 12.7 ล้านเครื่อง เอาชนะการขายกล้องแบบใช้ฟิล์มได้เป็นครั้งแรก

ทั้งที่โกดักเป็นคนแรกที่คิดค้นกล้องถ่ายรูปดิจิตัลได่้นะครับ แต่เป็นเพราะโกดักประเมินศักยภาพของเทคโนโลยีและตลาดต่ำเกินไป ไม่นำความได้เปรียบที่ตัวเองมีมาต่อยอดธุรกิจ แต่กลับละเลยที่จะให้ความสำคัญกับมัน เนื่องจากกลัวว่ากล้องดิจิตัลจะมาตัดส่วนแบ่งของธุรกิจฟิล์มของตัวเอง

ผลก็คือ คู่แข่งรายอื่น อาศัยเทคโนโลยีการถ่ายภาพแบบดิจิตัลที่โกดักคิดค้นขึ้นมาเอง สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมทั้งหมด กลายเป็น “Disruptive Technology” ที่มาล้มล้างการถ่ายภาพแบบฟิล์ม

กว่าโกดักจะรู้ตัว ปรับตัว พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเครื่องพิมพ์มาเสริมธุรกิจ ก็ไม่ช่วยให้โกดักกลับมาได้

ปัจจุบัน โกดักเตรียมเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ด้วยภาระหนี้สินกว่า 1,400 ล้านเหรียญ จำเป็นต้องนำสิทธิบัตรที่มีอยู่ทั้งหมดกว่า 1,100 รายการ มาขายเพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ ส่วนราคาหุ้นที่ตกต่ำลงไปเหลือเพียง 0.76 เหรียญ จากจุดสูงสุด 90 เหรียญเมื่อปี 1997 จนอาจถูกถอดจากตลาดหุ้นนิวยอร์ค ยิ่งสะท้อนความตกต่ำของโกดักได้เป็นอย่างดี

พวกเราคงได้แต่ภาวนาให้บริษัทอายุเก่าแก่กว่า 120 ปี และผูกพันเติบโตมากับคนในหลายยุค ฝ่าฟันวิกฤติ กลับมาอยู่รอดและมั่นคงได้อีกครั้ง

เช่นเคยครับ ติดตามอัพเดทใหม่ๆเรื่องธุรกิจ การตลาดและโซเชียลมีเดียได้ที่ www.facebook.com/MktHub และทวิตเตอร์ @worawisut นะครับ:)

ถอดรหัส DNA ของสตีฟ จ๊อบส์ นักสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งศตวรรษ

มรณกรรมของสตีฟ จ๊อบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ล เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา สร้างความตื่นตะลึงไปทั้งโลก มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง มีสื่อต่างๆมากมาย รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก ต่างแสดงความอาลัยต่อการจากไปของจ๊อบส์ในครั้งนี้

บทความแรกของคอลัมน์ Marketing Hub เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ผมเขียนเรื่อง “แอปเปิ้ลจะอยู่หรือไป เมื่อไม่มีสตีฟ จ๊อบส์” ซึ่งในบทความนั้น ผมวิเคราะห์ถึงความทรงอิทธิพลต่ออุตสาหกรรม และอิทธิพลเหนือสื่อของตัวจ๊อบส์เอง เหตุการณ์สำคัญในครั้งนั้น คือ การลาป่วยแบบไม่มีกำหนดของจ๊อบส์

ไม่มีใครคิดคาดว่า จ๊อบส์ จะจากโลกใบนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนคืน ในเวลาที่สั้นขนาดนี้

คิดแล้วใจหายครับ ในฐานะที่ผมเป็นแฟนทั้งแอปเปิ้ลและจ๊อบส์มานาน กรณีศึกษาและบทวิเคราะห์ต่างๆที่เขียนลงในคอลัมน์นี้ ก็เป็นเรื่องราวของเค้าไม่น้อย

สตีฟ จ๊อบส์ เปรียบเสมือน ตัวเร่ง ปฏิกิริยา สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งหมดที่เค้าเกี่ยวข้อง ให้พัฒนาเร็วขึ้น ในอัตราเร่งที่มากกว่าปกติ

ขอใช้พื้นที่คอลัมน์นี้ เพื่อสดุดีและขอบคุณในสิ่งที่สตีฟ จ๊อบส์ สร้างขึ้นมาให้โลกใบนี้ ครับ

โลกนี้ที่ไม่มีสตีฟ จ๊อบส์ จะเป็นยังไงต่อไป อันนี้คงต้องรอดูกันต่อไป

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่เค้าทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง คือ “ดีเอ็นเอ” ของความเป็น “นวัตกร” (Innovator)

หนังสือ The Innovator’s DNA ของศาสตราจารย์ Clayton M. Christensen แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขียนไว้ถึงอุปนิสัยหลายๆอย่างของจ๊อบส์ ที่ทำให้เค้ากลายเป็นสุดยอดนวัตกรของโลก

เริ่มตั้งแต่การหัดตั้งคำถาม (Questioning) ด้วยนิสัยเป็นคนช่างถามของจ๊อบส์ ที่สงสัยว่า ทำไมคอมพิวเตอร์ต้องมีพัดลมในเครื่อง และจะระบายความร้อนในคอมพิวเตอร์โดยการไม่ใช้พัดลมได้หรือไม่ เป็นการตั้งโจทย์ เพื่อไปหาคำตอบที่ทำให้ Apple II เป็นคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลกที่ไม่มีพัดลมระบายความร้อนและทำงานเงียบ โดยไม่มีเสียงพัดลมรบกวน

การเป็นคนช่างสังเกตุ (Observing) จ๊อบส์ สังเกตุเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น จากการไปเยี่ยมดูงานที่ศูนย์วิจัยของซีรอกซ์ โดยการสังเกตเห็นอุปกรณ์ควบคุมหน้าจอ และระบบติดต่อผู้ใช้ แม้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นงานวิจัยของซีรอกซ์ แต่กลับถูกมองข้ามไปโดยไม่เห็นคุณค่า ในขณะที่จ๊อบส์กลับสังเกตุเห็นคุณค่าในสิ่งเหล่านี้ โดยไม่ปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ และทั้งสองสิ่งได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของระบบปฏิบัติการแมคโอเอสและเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอช ในปัจจุบัน

เครือข่าย (Networking) ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในดีเอ็นเอของจ๊อบส์

โลกธุรกิจ ไม่ว่าจะที่ไหน “Know who” ย่อมสำคัญไม่แพ้ “Know how” เพราะเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง บางอย่าง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำเอง จึงจะประสบความสำเร็จ และหลายๆครั้ง ไอเดียของการทำธุรกิจก็มาจากการพูดคุยกับเพื่อนฝูง ในเครือข่ายที่เรารู้จักทั้งนั้น

ช่วงที่จ๊อบส์ถูกขับไล่ออกมาจากแอปเปิ้ล อยู่มาวันหนึ่ง Alan Kay อดีตผู้ร่วมงาน ได้พาจ๊อบส์ไปให้รู้จักกับ Ed Catmull และ Alvy Ray Smith สองหนุ่มผู้คลั่งไคล้งานกราฟฟิค ทั้งคู่เป็นหัวหน้าทีมที่ชื่อว่า “Industrial Light & Magic” ซึ่งรับทำสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟคต์ให้กับหนังของจอร์จ ลูคัส (ผู้สร้างสตาร์วอร์ส)

จ๊อบส์เกิดความประทับใจในทีมงานกราฟฟิคทีมนี้มาก ถึงกับยอมควักเงินถึง 10 ล้านเหรียญเพื่อดึงตัวมาทำงานด้วย ต่อมา จ๊อบส์เปลี่ยนชื่อทีมใหม่เป็น “Pixar” พร้อมกับสร้างผลงานอะนิเมชั่นชื่อดังก้องโลกมากมายอย่าง Toy Story , Monster Inc., Finding Nemo จนกลายเป็นบริษัทพันล้านเหรียญ ในวันเปิดขายหุ้นวันแรก

การค้นพบ (Discovery) ที่มาจากความใส่ใจในรายละเอียด (Zoom in & Zoom out) มีครั้งหนึ่ง ทีมงานแอปเปิ้ลประสบปัญหา ไม่สามารถหาวัสดุที่เหมาะสมกับการสร้างเป็นเคสให้แมคอินทอชรุ่นแรก จ๊อบส์ตัดสินใจไปเดินหาในห้างสรรพสินค้า โดยการดูวัสดุของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำด้วยพลาสติค จนในที่สุด เค้าได้ค้นพบวัสดุที่ใช่ ซึ่งเป็นพลาสติคของเครื่องปั่นผลไม้ยี่ห้อ Cuisinart

สุดท้าย คือ การทดลอง (Experimenting) ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ การที่จ๊อบส์ไปทดลองเรียนวิชาการประดิษฐ์อักษร (Calligraphy) ที่ตอนเรียน ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนไปทำไม แค่่รู้สึกว่าชอบ เพราะได้เห็นสิ่งพิมพ์โฆษณาต่างๆที่ติดอยู่ในมหาวิทยาลัยที่จ๊อบส์เรียน และต่อมา พื้นฐานนี้เองได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ระบบปฏิบัติการแมคโอเอสมีฟอนต์ที่สวยงามใช้

แม้ว่าจ๊อบส์จะไม่อยู่เพื่อสรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่สิ่งที่จ๊อบส์ทิ้งไว้ ล้วนมีคณูปการที่สำคัญต่อโลกใบนี้ทั้งสิ้น

We will miss you , Steve Jobs.

พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ที่ http://www.facebook.com/MktHub และ Twitter: @worawisut ครับ

พัฒนาการเปลี่ยนโลกของ Facebook

Facebook ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2004 โดยใช้ชื่อว่า “TheFacebook” โดยสมาชิกในช่วงแรกถูกจำกัดเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด จากนั้นจึงค่อยขยายไปยังมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมต่างๆทั่วสหรัฐ ในปี 2005 “TheFacebook” ได้เปลี่ยนชื่อโดยการตัดคำว่า “The” ข้างหน้าออกและเปิดให้บริการกับบุคคลภายนอกสมัครเป็นสมาชิกได้เมื่อปลายปี 2006

ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อย้อนอดีตหรือเขียนประวัติของ Facebook ให้อ่านกัน แต่เป็นเพราะ ล่าสุดครับ เมื่อ 22 กันยายนที่ผ่านมา Facebook จัดงานประจำปีสำหรับนักพัฒนา ชื่อว่างาน “F8” เพื่อประกาศถึงพัฒนาการของ Facebook ที่ผ่านมา และอนาคตของ Facebook ที่จะก้าวเดินต่อไป

ฟีเจอร์เด็ดของงาน F8 นี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า “Timeline” ที่จะช่วยให้เราย้อนเวลาไปหาอดีตได้

ฟังดูน่าตื่นเต้นมั้ยครับ:)

สำหรับคนที่ใช้งาน Facebook มาได้ซักระยะ จะสังเกตเห็นว่า ตัว Facebook เอง มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่า Mark Zuckerberg ยึดถือหลักการของ “Kaizen” อันโด่งดังของญี่ปุ่น เป็นแม่แบบในการพัฒนาระบบ

หลายคนที่เคยทดลองใช้ “Google+” ที่โดดเด่นด้วยแนวคิดของการจัด “Circle” หรือกลุ่มคนที่จะมารับรู้เรื่องราวที่เราแชร์ ทำให้หลายๆคนติดใจในแนวคิดนี้ จน Facebook ต้อง “ขอยืม” (หรือลอก) มาใส่เพื่อปรับปรุงวิธีการแชร์หรืออัพเดทสเตตัส ของผู้

เรียกว่า Google+ มีอะไรดี เดี๋ยวสิ่งนั้นก็จะมีใน Facebook เช่นกัน

และยิ่งพัฒนาการของ Facebook ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา มีบ่อยมากครับ

ไล่มาตั้งแต่ตัว Facebook Chat ที่ออกมาเป็นแอพแชทโดยเฉพาะ ทั้งบนแอนดรอยด์และไอโฟน ทำให้คนแทบจะเลิกเล่น MSN Messenger และหันมาใช้ Facebook Chat เพื่อพูดคุยกันแทน

การปรับเปลี่ยนระบบรายชื่อเพื่อน (Friend List) แบบใหม่

มีระบบ “Realtime Ticker” ที่คล้ายๆกับหน้าจอของการรายงานหุ้น ที่ช่วยให้ผู้ใช้เกาะติด Facebook มากกว่าเดิม เพราะจะเห็นความเคลื่อนไหวของเพื่อน แบบ Realtime ไม่ว่าจะใครจะไปกด Like ไป Comment เพื่อน รูป หรือมี activity อะไรใน Facebook ก็จะแสดงอยู่ใน “Realtime Ticker” นี้

แม้ว่าจะมีคนจำนวนมาก ไม่ชอบฟีเจอร์นี้ เพราะละเมิดความเป็นส่วนตัว แต่ปัจจุบัน ทาง Facebook ก็ยังไม่ได้ถอดมันออกไป

กลับมาดูในเรื่องของ “Timeline” ที่เป็นทีเด็ดประจำงาน F8 กันต่อ

Timeline เป็นรูปแบบของหน้า Profile แบบใหม่ โดยการเพิ่มความสามารถในการย้อนดูข้อมูล สเตตัสอย่างๆของเราย้อนหลังได้ ไปจนถึงวันแรกที่เราสมัครใช้ Facebook กันเลย และยังเพิ่มสิ่งที่เรียกว่า “Cover” ที่เป็นเหมือน ปกหนังสือ แทนตัวตนของเจ้าของ Timeline อีกด้วย

clip_image002

(หน้า Facebook Timeline แบบใหม่)

เมื่อย้อนกลับได้ ก็เหมือนกับว่า เราสามารถย้อนเวลากลับไปดูอารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำของตัวเอง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เวลาใดได้

และสามารถย้อนกลับไปดูของเพื่อนได้เช่นกัน

ราวกับว่า Facebook ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง จากผู้ให้บริการ Social Networking มาเป็น ผู้ให้บริการ ”หนังสืออัตถะชีวประวัติ” ของผู้ใช้ กว่า 800 ล้านคนทั่วโลก

Wikipedia อาจจะเป็นสารานุกรมออนไลน์ ที่บันทึกความรู้ต่างๆที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในขณะที่ Facebook จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น สารานุกรมบันทึกชีวะประวัติของชาวโลก ที่ใหญ่ที่สุด

และที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น มันคือ บันทึกชีวิตของคนกว่า 800 ล้านคนทั่วโลกที่เชื่อมโยงกันอยู่

ความสัมพันธ์ ระหว่างกันของทั้งเพื่อน คนรัก คนรู้จัก เพื่อนของเพื่อน เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน ญาติพี่น้อง

สิ่งไหนที่คนชอบเหมือนกัน ให้ความสนใจในเรื่องเดียวกัน คนไหนมีความสัมพันธ์กันแบบไหน ใครคิดอะไรอยู่ ณ ช่วงเวลาใดหนึ่ง

มันถูกบันทึกไว้หมด จนเรียกได้ว่า ถ้าอยากรู้จักใครซักคนหนึ่ง แค่ย้อนเข้าไปอ่านใน Timeline ของคนคนนั้น ก็เหมือนราวกับว่า รู้จักคนคนนั้นมาเป็นเวลาหลายปี

น่ากลัวว่างานนี้เฟสบุคจะเข้ายึดครองโลกและอาจจะเขี่ย Google กระเด็นจากตำแหน่งผู้นำของโลกออนไลน์ในอีกไม่นาน

Open Graph อาวุธเด็ดในการครองโลก

เมื่อ “Google เป็นเหมือนสมองซีกซ้าย คุมความคิดด้านตรรกะและการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในขณะที่ Facebook เป็นเหมือนสมองซีกขวา คุมอารมณ์ คุมปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์ของประชากรโลก”

clip_image004

(Open Graph แบบใหม่ของ Facebook)

ความสัมพันธ์ ที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลหรือสิ่งของปัจจุบัน มีแค่ระดับ “Like” และ “Comment”

ทั้ง 2 ตัว ถือว่าเป็น ปฏิสัมพันธ์ หรือ “กิริยา” ที่อยู่คู่กับ Facebook มานาน

แต่อีกทีเด็ดในงาน F8 คือ ประกาศ ชุด API ความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “Open Graph” แบบใหม่

ปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์ระหว่างคนมากมาย ความชอบ (Like) ความรัก (Love) การแบ่งปันหรืออวด (Share) หรือ ระหว่างคนกับสิ่งของไม่ว่าจะเป็น เพลงที่ฟัง (Listening) สิ่งของที่ซื้อ (Buying) หนังที่ดู (Watching) หนังสือที่อ่าน (Reading) เป็น “กิริยา” ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมพฤติกรรมคนมากขึ้น

ตัว “Open Graph” นี้ เปิดให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลหากันระหว่าง “Realtime Ticker” “News Feed” (หน้าแรก) และ “Timeline” ของผู้ใช้ ช่วยให้ปฏิสัมพันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ไปแสดงอยู่ในหน้าเหล่านี้ได้

clip_image006

(การเชื่อมโยง Open Graph เข้ากับหน้า News Feed, Timeline และ Realtime Ticker)

แคเพิ่มความความสามารถของ Open Graph โดยการกำหนด “กิริยา” เพิ่มขึ้น นี่เอง ส่งผลกระทบมหาศาลต่อโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค เพราะเป็นการจำลองพฤติกรรมคนในโลกจริงมาอยู่ในโลกออนไลน์

Open Graph จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำเหนือ Google เพิ่มขึ้นอีก เพราะต่อไป Facebook จะสามารถบันทึกพฤติกรรมเหล่านี้จากสิ่งที่ผู้ใช้กว่า 800 ล้านคน ทำ ในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง ในขณะที่ Google รู้เพียงแค่พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลและการเข้าเว็บไซต์ของผู้ใช้เท่านั้น

ถ้าตีเป็นมูลค่าแล้ว ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่าและมูลค่าที่แตกต่างกันมหาศาล

โฆษณารูปแบบใหม่ ใช้พฤติกรรมคนโซเชียลดึงดูด

จากงานวิจัยของ comScore ในหัวข้อ “The Power of Like” เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาพบข้อมูลน่าสนใจ คือ

· ประชากร Facebook ในสหรัฐฯ ใช้เวลา 1 ใน 4 ของการเล่น Facebook ในแต่ละวัน ไปกับการอ่าน “News Feed” (หน้าแรกของ Facebook ที่แสดงอัพเดทต่างๆจากเพื่อนๆในเครือข่ายของเรา)

· ผู้ใช้ Facebook อ่าน คอนเทนต์จากแบรนด์ต่างๆในหน้า News Feed มากกว่าการไปเยี่ยมชมหน้าเพจของแบรนด์ต่างๆ ถึง 40-150 เท่า โดยคอนเทนต์เหล่านี้มาจากการโพสต์ของตัวเพจเอง และจากแฟนของเพจนั้นๆที่ไปคอมเมนต์หรือกด Like ในข้อความที่เพจโพสต์

· จากการวิเคราะห์ข้อมูลของเพจ 100 อันดับแรกของ Facebook พบว่า จำนวนของเพื่อนของคนที่เป็นแฟน (Friends of Fans) เห็นคอนเทนต์ของแฟนเพจ มากกว่าตัวคนที่เป็นแฟน อย่างน้อย 34 เท่า และยิ่งเพจนั้นมีแฟนมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่ Friends of Fans เห็นก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

จากข้อมูลดังกล่าว พอจะสรุปได้ว่า ถ้าเพจมีการสร้างข้อความที่สามารถ Engage กับแฟน จนทำให้เกิดการกด Like หรือคอมเมนต์ได้มากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะเกิด Brand Exposure กับเพื่อน และเพื่อนของคนที่เป็นแฟน (Friends of Fans) มากขึ้นเท่านั้น และจะเพิ่มมหาศาล ถ้าเพจนั้นมีแฟนเยอะ

จากข้อมูลของ TBG Digital พบว่า โฆษณาของ Facebook ที่เรียกว่า “Sponsored Stories” ที่เป็นการนำปฏิสัมพันธ์ของเพื่อนกับเพจมาใส่เพิ่มในการแสดงโฆษณาแบบเดิม สามารถสร้าง Click Through Rate เพิ่มขึ้นถึง 46%

ล่าสุด Facebook ได้มีการปรับปรุงการแสดงผลโฆษณา จากเดิม ที่ใช้เพียงแค่ “Like” ในเพจหรือแบรนด์ใด กลายมาเป็นการมองเห็นคอมเมนต์ที่เพื่อนของเรา ทำกับเพจนั้นๆด้วย ยิ่งทำให้โอกาสที่เราจะเห็นและคลิกที่ตัวโฆษณาของ Facebook เพิ่มมากขึ้นไปอีก

นี่ยังไม่รวมถึงระบบ Open Graph นะครับ ว่าถ้ามีการเปิดใช้งานอย่างเต็มที่ ประสิทธิภาพของการโฆษณาบน Facebook จะเพิ่มสูงขึ้นไปขนาดไหน และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ที่ Google เคยได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

clip_image008

การแสดงผลโฆษณาแบบเก่า (ซ้าย) และแบบใหม่ (ขวา)

ทั้งหมดนี้คือ ก้าวต่อไปอีกก้าวของ Facebook ที่กำลังผลักดันโลกสังคมออนไลน์ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ต้องจับตาการเดินเกมเปลี่ยนโลกของหนุ่มน้อย Mark Zuckerberg ให้ดี

Facebook Timeline และ Open Graph ตัวใหม่ มีผลกระทบอย่างไรในเชิงการตลาด

โลกการตลาดยุคใหม่ ศาสตร์ที่สำคัญที่สุด คือ พฤติกรรมลูกค้า (Customer Behavior) เพราะด้วยความหลากหลายของสินค้า บริการ วัฒนธรรม ข้ามพรมแดน ส่งผลให้การแบ่ง Segment ของตลาด ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านพฤติกรรมและจิตวิทยา (Psychology) มากกว่า การแบ่ง Segment ตาม Demographic และ Geographic อย่างที่เคยเป็น

ยากเหลือเกินครับ ที่ในโลกแห่งความเป็นจริง สำหรับการเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ซื้อ (Buyer Behavior) จำนวนมหาศาล ทั้งพฤติกรรมจากตัวบุคคล (Individual Behavior) และทางจิตวิทยาสังคม (Sociology Psychology) หรือ พฤติกรรมแบบกลุ่ม (Behavior of Groups)

ด้วยฟีเจอร์ Timeline และ Open Graph ตัวใหม่ ได้เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ เกือบสมบูรณ์

ทำให้ตอนนี้ Facebook นอกจากจะกลายเป็น Marketing Platform ที่โดดเด่นในเรื่องของ พฤติกรรมผู้บริโภค(Customer Behavior) และการสื่อสารการตลาด(Marketing Communication)

พฤติกรรมของประชากร Facebook กว่า 800 ล้านคนขณะนี้ จะถูกเก็บบันทึก และถูกสังเคราะห์ออกมาเพื่อตอบโจทย์ทางการตลาด ที่อาจจะไม่เคยมีองค์กรธุรกิจไหนเคยรู้มาก่อน

นี่แหล่ะครับ ความน่ากลัวของ Facebook ที่จะกลายเป็นบริการที่ครองบัลลังก์อันดับ 1 ของโลกออนไลน์ในอีกไม่นาน

ท่านผู้อ่านสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ที่ http://www.facebook.com/MktHub และ ทวิตเตอร์ @worawisut นะครับ

“เกมวัดใจ”กับกูเกิ้ล ในสงครามสิทธิบัตร

สำหรับคนที่ติดตามข่าวของวงการสมาร์ทโฟนมาต่อเนื่อง คงสังเกตได้ถึงการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นระหว่างค่ายยักษ์ใหญ่ไล่มาตั้งแต่ต้นปี ที่แต่ละรายต่างเข็นฮาร์ดแวร์ระดับสุดยอดของอุตสาหกรรมมาประชันกันในงานเอ็กซ์โปต่างๆ กลายเป็นสัญญาณชี้ชัดมาตั้งแต่ต้นปีว่า ปีนี้จะเป็นสงครามของซีพียู 2 คอร์

เมื่อมาดูการแข่งขันในระดับแพลตฟอร์ม กูเกิ้ลก็ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการของตนขึ้นมาจนช่องว่างระหว่างแอนดรอยด์กับไอโอเอสของแอปเปิ้ลแคบลง ทำให้ความได้เปรียบในการแข่งขันของแอปเปิ้ล เหมือนลดน้อยลงไปทุกที

พัฒนาการของตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในสภาวะการแข่งขันที่ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า ใครอยู่ในสถานะได้หรือเสียเปรียบ แข่งกันจนไม่รู้จะแข่งอะไร กลายเป็นที่มาของสมรภูมิฟาดฟันแห่งใหม่ใน “เกมสิทธิบัตร” ที่ตามมาด้วยคดีความฟ้องร้องกันไปมา จนวุ่นวายกันไปทั้งอุตสาหกรรมอย่างในขณะนี้

จากเดิมตลาดสมาร์ทโฟน มุ่งแข่งขันในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ผู้บริโภค กลายมาเป็นการมุ่งเน้นหาช่องโหว่ของผลิตภัณฑ์คู่แข่ง ว่ามีอะไรที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิบัตรของตนบ้าง มีดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางกฏหมาย จนเกิดมวยแมทช์หยุดโลกหลายคู่ ทั้งไมโครซอฟท์กับเอชทีซี เอชทีซีกับแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลกับซัมซุง โดยเป้าหมายหลักเป็นการพุ่งเป้าไปที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิ้ลที่วันนี้ยังไม่สามาถบอกได้ว่าจะเป็นแพะหรือผู้ร้ายกันแน่

แน่นอนครับว่าการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะคอยฉุดให้เทคโนโลยีต่างๆไม่ก้าวหน้าและอุตสาหกรรมโดยรวมเสียหาย ถ้ามีการปล่อยให้ละเมิดกันโดยไม่ทำอะไรเลย

แต่ใน “เกมสิทธิบัตร” จะเห็นได้ชัดครับว่ามีจุดมุ่งหมายในการทำลายศักยภาพการแข่งขันของคู่แข่ง ทั้งเรื่องการขออำนาจรัฐกีดกันผลิตภัณฑ์ของอีกฝ่าย ไม่ให้จำหน่ายในหลายประเทศ อย่างในกรณีที่แอปเปิ้ล ยื่นฟ้องศาลใน 9 ประเทศ ให้ระงับการจัดจำหน่ายซัมซุงกาแลกซี่แท๊บ ในข้อกล่าวหาที่ว่าซัมซุงลอกเลียนดีไซน์แทบเล็ตของตนมาจากไอแพด โดยแอปเปิ้ลคาดหวังว่า อียูจะห้ามนำเข้าและจำหน่ายแทบเล็ตจากซัมซุงในประเทศกลุ่มอียูทั้งหมด เป็นการตัดโอกาสแจ้งเกิดของซัมซุงในยุโรปในทันที

ประเด็นเรื่องการจ่ายค่าการใช้สิทธิบัตร ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้ามาแข่งขันสูงขึ้น เช่นในกรณีที่เอชทีซี ต้องจ่ายค่าใช้สิทธิบัตรให้กับไมโครซอฟท์จำนวน 5 ดอลล่าร์ต่อมือถือหรือแทบเล็ตหนึ่งเครื่อง และยังเรียกเก็บจากซัมซุงเป็นจำนวนถึง 10-15 ดอลล่าร์ต่อเครื่อง โดยวางแผนดำเนินการเก็บค่าใช้สิทธิบัตรนี้กับผู้ผลิตมือถือแอนดรอยด์รายอื่นๆต่อไป

ซัมซุงกับเอชทีซี แม้จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากการที่ต้องจ่ายค่าใช้สิทธิบัตรให้กับไมโครซอฟท์ แต่ด้วยขนาดของธุรกิจ อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาที่ใหญ่โตขนาดส่งผลต่อฐานะของกิจการ แต่สำหรับผู้ผลิตรายเล็กลงมา ต้นทุนส่วนนี้ย่อมส่งผลกระทบอย่างมากกับผลกำไรและเงินสดที่ใช้ดำเนินกิจการ อีกทั้งยังเพิ่มช่องว่างในการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตกับรายใหญ่ๆให้สูงมากยิ่งขึ้น

และไม่ใช่มีแต่ไมโครซอฟท์เท่านั้นครับที่ฟ้อง แนวร่วมฟ้องร้องรายอื่นๆอย่างแอปเปิ้ล และออราเคิล ก็หวังว่าจะได้ค่าใช้สิทธิบัตรจากผู้ผลิตแอนดรอยด์เช่นกัน

งานนี้เหมือนเป็นการบีบผู้ผลิตมือถือแอนดรอยด์กลายๆให้เปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าใช้งานสิทธิบัตรต่างๆ อีกทั้งเป็นการดึงพันธมิตรของกูเกิ้ลออกมาและดึงดูดให้เปลี่ยนใจมาร่วมกับแพลตฟอร์มของตน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา กูเกิ้ลตัดสินใจเข้าซื้อกิจการมือถือของโมโตโรล่าด้วยมูลค่าที่สูงที่สุดที่กูเกิ้ลเคยซื้อมา กว่าหมื่นสองพันล้านดอลล่าร์ ถือเป็นการตัดสินใจที่เรียกว่าเป็น Strategic Move ที่มาถูกที่และถูกเวลามาก

เหตุผลแรก เพื่อเป็นการแสดงตัวเพื่อปกป้องพันธมิตรและคู่ค้าของกูเกิ้ลบนแพลตฟอร์มแอนดรอยด์และเป็นการดึงให้ผู้ผลิตที่กำลังคิดจะย้ายไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่น ให้เปลี่ยนใจกลับมาต่อสู้ร่วมกับกูเกิ้ลต่อไป เพราะพี่ใหญ่ออกมารับหน้านำทัพสู้ศึกฟ้องร้องด้วยตัวเอง

อีกเหตุผลหนึ่ง คือกูเกิ้ลคาดหวังว่าสิทธิบัตรที่โมโตโรล่าอยู่ เป็นอาวุธต่อรองเพื่อเล่นงานกลับไปยังไมโครซอฟท์ แอปเปิ้ล ออราเคิลและอื่นๆ

เป็น Strategic Move ที่เป็นทั้งการตั้งรับและเตรียมรุกกลับในเวลาเดียวกัน

เรียกได้ทั้งขวัญกำลังใจ ได้ทั้งอาวุธต่อสู้ และยังได้บริษัทที่มีความสามารถในการผลิตฮาร์ดแวร์เอง ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของกูเกิ้ลเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น

แต่บนหน้าเหรียญอีกด้าน กลับทำให้เกิดคำถามจากผู้ผลิตแอนดรอยด์รายอื่นๆว่าโมโตโรล่าจะได้รับสิทธิ์พิเศษจากกูเกิ้ลมากกว่าใครหรือไม่

กลายเป็นว่ากูเกิ้ล รับมาศึกสองด้าน ทั้งจากคู่แข่งโดยตรง และจากคู่ค้าของตน

หมากเดินแต่ละย่างก้าวของกูเกิ้ลต่อจากนี้ ล้วนเป็นหมากที่ต้องวัดใจ ซึ่งการเดินผิดแค่ก้าวเดียว อาจจะหมายถึงล้มทั้งกระดาน ถ้าพาร์ทเนอร์ไม่มั่นใจ ไม่เชื่อใจ ย้ายข้างไปอยู่กับคู่แข่ง ร่วมมือกันมาแข่งกับกูเกิ้ลก็เป็นได้

เช่นเคยครับ ติดตามอัพเดทใหม่ๆเรื่องการตลาดและโซเชียลมีเดียได้ที่ www.facebook.com/MktHub และทวิตเตอร์ @worawisut นะครับ:)

ต้นกำเนิดนวัตกรรม (2) : แค่หัดมองและสังเกต ก็เปลี่ยนแปลงโลกได้

สืบต่อจากบทความ “ต้นกำเนิดนวัตกรรม” อาทิตย์ก่อน มีท่านผู้อ่านหลายคนสงสัยและตั้งคำถามว่า “ความคิดสร้างสรรค์” เป็นกรรมพันธุ์รึเปล่า คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ดีๆ นั้นได้รับการสืบทอดมาจากพ่อและแม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงอยู่แล้วรึเปล่า

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่จะช่วยตอบข้อสงสัยนี้ได้ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยที่มีชื่อว่า “Creative Abilities in Identical and Fraternal Twins” (ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ในพี่น้องฝาแฝด) ของนักวิจัยชื่อ Merton Reznikoff ที่ได้ทำการศึกษาจากคู่แฝดจำนวน 117 คู่ อายุระหว่าง 15-22 ปี พบว่า มีคู่แฝดจำนวน 35 คู่ หรือคิดเป็น 30% จากจำนวนคู่แฝดทั้งหมด ที่เก่งด้านความคิดสร้างสรรค์เหมือนกับพ่อและแม่ของตัวเอง และเมื่อทำการทดสอบ IQ ทั่วไป พบว่า มีคู่แฝดประมาณ 93-99 คู่ หรือคิดเป็นคู่แฝดจำนวน 80-85% จากคู่แฝดทั้งหมด ที่สามารถทำคะแนนการทดสอบ IQ ทั่วไปใกล้เคียงกันกับพ่อและแม่ของตัวเอง

ยังมีงานวิจัยด้านนี้อีกหลายชิ้นที่พอจะกล่าวแบบรวมๆได้ว่า ประมาณ 25-40% ของความคิดสร้างสรรค์เท่านั้นที่สืบทอดมาทางพันธุกรรม หรือโดยสรุปแล้ว ประมาณ 2 ใน 3 ของความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการสร้างนวัตกรรม สามารถสร้างขึ้นมาเองได้จากการเรียนรู้และฝึกฝน

แล้วเราจะสร้างทักษะเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร? เป็นคำถามที่น่าสนใจครับ

เราพูดถึงความสามารถในการ “ตั้งคำถาม” (Questioning) ไปแล้ว ยังมีทักษะอะไรอีกบ้างที่สามารถบ่มเพาะให้เรากลายเป็น “นวัตกร” ได้

ทักษะที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของเหล่า “นวัตกร” อย่างหนึ่งคือ “ความช่างสังเกตุ” (Observing)

ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตุพฤติกรรมคนหรือลูกค้า การศึกษาสินค้าและบริการใหม่ๆ การติดตามความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยี จนพูดได้ว่า โลกหมุนไปอย่างไร คนเหล่านี้จะสังเกตการหมุนไปของโลกเสมอ

อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ ถ้าจะบอกว่า ตัวอย่างที่น่าสนใจ มาจาก สตีฟ จ๊อบส์ ซีอีโอของบริษัทแอปเปิ้ล อีกเช่นเคย:)

ย้อนกลับไปในปี 1979 หรือเมื่อ 32 ปีก่อน บริษัทซีรอกซ์ เคยเชิญสตีฟ จ๊อบส์ ไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยอันลือลั่นในยุคนั้น ชื่อ “PARC” (Palo Alto Research Center)

“PARC” เป็นศูนย์วิจัยนวัตกรรมที่เป็นที่ฮือฮาในวงการคอมพิวเตอร์มาก เพราะรวมนวัตกรรมใหม่ๆทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ไว้ด้วยกัน โดยซีรอกซ์คาดหวังว่า จะนำงานวิจัยต่างๆที่ได้จาก Lab นี้ ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ทำเงินให้กับบริษัท

หนึ่งในนวัตกรรมที่อยู่ในห้อง Lab นี้ คือ หน้าจอที่มีกราฟฟิคเป็นรูปสี่เหลี่ยมซ้อนๆกันมากมาย โดยหน้าจอนั้นถูกควบคุมด้วยอุปกรณ์ควบคุมทิศทางและสั่งงานด้วยการคลิก (ซึ่งต่อมาอุปกรณ์ตัวนี้ถูกเรียกว่า “เมาส์”)

ในขณะที่ซีรอกซ์ไม่มีไอเดียว่า จะเอาเมาส์และหน้าจอกราฟฟิคไปทำอะไรต่อ

แต่ในหัวของจ๊อบส์กลับพบว่า สิ่งเหล่านี้ กำลังจะปฏิวัติรูปแบบและพฤติกรรมการใช้งานคอมพิวเตอร์ของคน

จ๊อบส์สังเกตเห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “GUI” (Graphic User Interface) และ “เมาส์” และทำให้เขาทุ่มเทเวลากว่า 5 ปี เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกของโลกที่ใช้เมาส์ควบคุมหน้าจอที่เป็น “GUI” นามว่า “แมคอินทอช”

ซึ่ง “แมค” และระบบปฏิบัติการ “แมคโอเอสเท็น” ทุกวันนี้คงไม่ถือกำเนิดขึ้นมา ถ้าวันนั้นจ๊อบส์ไม่ได้ไปเยือนศูนย์วิจัย “PARC” ที่ซีรอกซ์และสังเกตเห็น “GUI” และ “เมาส์” ที่ซีรอกซ์มองข้ามและไม่เห็นความสำคัญ

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ การถือกำเนิดของ “Tata Nano” รถยนต์ที่ราคาถูกที่สุดในโลก

“Tata Nano” ถือกำเนิดจากความช่างสังเกตุของ “Ratan Tata” ประธานบอร์ดบริหารของ Tata Group ที่สังเกตเห็นการขี่สกู๊ตเตอร์ของครอบครัวหนึ่งในวันที่เมืองมุมไบ เต็มไปฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก

ครอบครัวนี้มีสมาชิก 4 คน กำลังขี่สกู๊ตเตอร์ 2 ล้ออย่างทุลักทุเลกลับบ้าน ทำให้ “Ratan” เกิดความเห็นใจ และคิดต่อไปว่า น่าจะมียานพาหนะที่ปลอดภัยและช่วยปกป้องสมาชิกทั้ง 4 คนจากฝนได้ เป้าหมายหลักของเค้าคือ การสร้างรถยนต์ให้คนที่ฐานะไม่ดี ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในอินเดียสามารถเป็นเจ้าของ เหมือนที่เค้าเหล่านั้นเป็นเจ้าของสกู๊ตเตอร์ได้ (และ Ratan ตั้งใจให้รถคันนี้มาแทนที่การขี่สกู๊ตเตอร์ของคนอินเดียเลยทีเดียว)

“Ratan” พร้อมทีมวิศวกรของ Tata Motor ระดมความคิดและการลองผิดลองถูกต่างๆเป็นเวลากว่า 6 ปี “Tata Nano” ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวสู่ตลาดด้วยสนนราคาเพียง 2,200 ดอลล่าร์ (ประมาณ 66,000 บาท โดยมียอดขายกว่า 200,000 คันในช่วง 3 เดือนแรกของการเปิดตัว

รถยนต์ Tata Nano มีการจดสิทธิบัตรจำนวน 34 ใบ ประกอบด้วยนวัตกรรมหลายๆอย่างที่น่าสนใจ เช่น ตัวรถ สามารถประกอบได้เองที่ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย (คล้ายๆกับเฟอร์นิเจอร์แบบ Knock-down) เรียกได้ว่าเป็นการล้มล้างระบบการขนส่งและจัดจำหน่ายรถยนต์แบบเดิมๆ จนหมดสิ้น

เห็นมั้ยครับ แค่การหัด “ตั้งคำถาม” และ “สังเกตุ” ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้:)

ติดตามอัพเดทใหม่ๆเรื่องการตลาดและโซเชียลมีเดียได้ที่ www.facebook.com/MktHub และทวิตเตอร์ @worawisut นะครับ:)