Press "Enter" to skip to content

เมื่อ LINE และ WeChat ประกาศบุกตลาดนอกเอเชีย หวังชิงความเป็นหนึ่งสมรภูมิแชทของโลก

เช้านี้เปิดเฟสบุคมา โพสต์นึงที่ผมเห็นคนโพสต์เยอะที่สุด คือ LINE แจกสติ๊กเกอร์ฟรี ฉลองจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกครบ 200 ล้านคน

เลยคันไม้ คันมือ อยากเขียนถึง LINE ซักหน่อย เป็นเกร็ดความรู้ที่ท่านจะได้ นอกจากการโหลดสติ๊กเกอร์ที่เค้าแจกฟรีนะครับ 🙂

————————————

ถ้าพูดถึงเรื่องแชท เจ้าตลาดตัวจริง ที่มีฐานผู้ใช้มากที่สุดในโลกในปัจจุบัน คือ WhatsApp ที่แม้จะไมได้เปิดเผยจำนวนผู้ใช้ทั้งหมด แต่เฉพาะผู้ใช้ที่แอคทีฟอย่างเดียวก็สูงถึง 250 ล้านคน โดยผู้ใช้ส่วนใหญ่มาจากทางยุโรปและอเมริกา

แต่ตำแหน่งผู้นำของ WhatsApp กำลังจะสั่นคลอนครับ เพราะ LINE ที่เพิ่งมีจำนวนผู้ใช้ทะลุ 200 ล้านคน ได้ประกาศเตรียมบุกตลาดยุโรปและอเมริกาอย่างจริงจัง

ตลาดนอกเอเชียตลาดแรกที่ LINE รุกเข้าไปคือ ประเทศสเปน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีผู้ใช้กว่า 55 ล้านคน

KakaoTalk-Line-WeChat-graph-3-720x577

(credit : techinasia.com)

Jeanie Han ซีอีโอของ LINE ที่ดูแลตลาดสหรัฐและแถบละตินอเมริกา บอกว่า เธอเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในสเปนนาน 2 เดือนเพื่อศึกษาตลาดและพฤติกรรมผู้ใช้

ก่อนที่จะตกลงว่าจ้าง 2 ดาราดังของสเปน คือ Hugo Silva และ Michelle Jenner ที่เป็นพระ-นางคู่กันในละครหรือภาพยนต์ในสเปน มาเป็นพรีเซนเตอร์ในโฆษณาที่ใช้โปรโมท (ซึ่งผมไม่ทราบถึงระดับความดังของทั้งคู่นะครับว่าดังแค่ไหน)

แผนการใช้เซเลบเป็น endorser ยังคงใช้ได้ผลดีครับ เพราะในเวลาเพียง 6 เดือน จำนวนผู้ใช้ LINE ในสเปนพุ่งสูงถึง 300 เท่า จนมีผู้ใช้ในปัจจุบันสูงถึง 15 ล้านคน แย่งจำนวนผู้ใช้มากจาก WhatsApp ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ 95% อยู่ก่อนหน้า ได้อย่างรวดเร็ว

ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กับการบุกตลาดยุโรป ประเทศแรก

เป้าหมายต่อไป ของ LINE คือ ทวีปอเมริกาเหนือและใต้ ทวีปแอฟริกา และอินเดีย

ปัจจุบันมีผู้ใช้ LINE กว่า 70% เป็นผู้ใช้นอกประเทศญี่ปุ่น ตรงกันข้ามกับคู่แข่งคนสำคัญอย่าง WeChat ของ Tencent ที่แม้จะมีผู้ใช้เกือบๆ 400 ล้านคน แต่เป็นผู้ใช้นอกประเทศจีนเพียง 20% เท่านั้น

ซึ่งเป็นปกติของธุรกิจออนไลน์ในจีนครับ ที่มักจะหากินกับฐานประชากร 1,300 ล้าน คนก่อน ค่อยคิดจะย้ายไปหากินนอกประเทศ

และบ่อยครั้ง ที่เวลาออกนอกประเทศจีน ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะไม่เคยพบเจอกับการแข่งขันที่หลากหลายและคู่แข่งที่เก่งกาจนั่นเอง

ทั้ง LINE และ WeChat ล้วนประกาศเอาจริงเอาจังในการบุกตลาดต่างประเทศ และพร้อมแย่งส่วนแบ่งตลาดจาก WhatsApp ในทุกประเทศที่ไป

แม้ว่า ณ ตอนนี้ WeChat อาจยังสู้ LINE ในการทำตลาดต่างประเทศไม่ได้

แต่ก็ไม่ได้นิ่งเฉยนะครับ เพราะมีการทุ่มเงินทำการตลาดมหาศาล จ้าง Lionel Messi นักฟุตบอลระดับซุปเปอร์สตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินา และสโมสรบาร์เซโลนา มาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อใช้โปรโมท WeChat ผ่านสื่อต่างๆ

ทั้งโฆษณาทีวี ป้ายบิลล์บอร์ดขนาดใหญ่ โดยเตรียมปูพรมเปิดตัวทั้งหมด 15 ประเทศ ซึ่งในไทย หลายคนคงเคยเห็นโฆษณา WeChat ที่ Lionel Messi เล่นกันแล้ว (ในไทยยังมี “อั้ม พัชราภา” เป็นพรีเซนเตอร์ WeChat อีกคน)

การทำการตลาดของทั้ง LINE และ WeChat ล้วนมีฟอร์มมาในลักษณะเดียวกัน

WeChat จะใช้ดาราดังเป็นพรีเซนเตอร์ในทุกประเทศที่บุกเข้าไป เพื่อสร้างการรับรู้ ให้คนรู้จักให้มากที่สุด

ในขณะที่ LINE มีการเลือกใช้ดาราดังเป็น พรีเซนเตอร์ในบางประเทศ

ในตลาดอินเดีย ที่กำลังมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยมี WeChat เข้าไปบุกตลาดก่อนเมื่อเดือนมิถุนายน

ก่อนที่ LINE จะตามไปในเดือนกรกฏาคม

ทั้งคู่มีการยิง TVC เพื่อโปรโมท โดย LINE ยิงโฆษณาเน้นกลุ่มวัยรุ่นด้วยฟีเจอร์เด็ดอย่างการส่งสติ๊กเกอร์ และไม่ได้ใช้ดาราดังเป็นพรีเซนเตอร์

ทางฝั่ง WeChatใช้ดาราดังอย่าง Parineeti Chopra และ Varun Dhawan

ที่ประเทศอินเดีย วัฒนธรรมการใช้งานแชทของคนอินเดียส่วนใหญ่จะเน้นการคุยข้อความล้วนๆหากัน มากกว่าการส่งอีโมติคอนหรือสติ๊กเกอร์

ทั้ง LINE และ WeChat จึงต้องพบกับความท้าทายว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนอินเดียส่วนใหญ่ได้หรือไม่

กลับมามองในภาพใหญ่

เป้าหมายปลายทางที่ทั้ง LINE และ WeChat คือ การเป็นแพลตฟอร์มต่อยอดไปทำเรื่องของโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำเกมบนมือถือ จนไปถึงการทำอีคอมเมิร์ซ เอ็มคอมเมิร์ซ

Jun Masuda รองประธานฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดของ LINE ให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ว่า เป้าหมายของ LINE คือ การเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คทางเลือก นอกเหนือไปจากเฟสบุค ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม

โดยขั้นต่อไปของ LINE คือ การสร้างฐานผู้ใช้ให้ถึง 500 ล้าน หรือถ้าเป็นไปได้คือ 1 พันล้านคนให้เร็วที่สุด

ไตรมาสแรก LINE ทำรายได้ไปทั้งหมด 58 ล้านดอลล่าร์ โดยเป็นการขายสติ๊กเกอร์ 18 ล้านดอลล่าร์ คิดเป็นสัดส่วน 30%

โดยแต่ละวันมีคนส่งสติ๊กเกอร์หากัน ประมาณ 750 ล้านครั้ง

นอกจากรายได้จากการขายสติ๊กเกอร์แล้ว ยังมีรายได้การขายไอเท็มในเกมสูงถึง 50% จากเกมทั้งหมด 25 เกมที่ทั้งทำเอง และทำร่วมกับพาร์ทเนอร์

และรายได้อีก 20% ที่เหลือ มาจากรายได้ที่แบรนด์ต่างๆทำสติ๊กเกอร์และ Official account

20% ที่ว่านี้ ผมเดาว่า น่าจะเป็นแบรนด์ของไทยไม่ต่ำกว่าครึ่ง

แม้ว่าจะยังไม่มีการพิสูจน์และวัดผลใดๆทางการตลาดออกมาชัดเจน แต่แบรนด์ไทย ก็พร้อมเสี่ยง ที่จะลงเงินจำนวนหลายล้าน ไปกับการสร้างสติ๊กเกอร์แจก และการมี Official Account ใน LINE

คุ้มรึเปล่าไม่รู้ครับ แต่นักการตลาดไทย ไม่ขอตกเทรนด์ และต้องการช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ LINE ไประดับโลก…

อันนี้ไม่ว่ากันครับ 🙂

อย่าลืม ติดตามบทวิเคราะห์ เนื้อหาอัพเดทที่น่าสนใจด้านการตลาดและเทคโนโลยีได้ที่ เพจ http://www.facebook.com/MktHub เช่นเคยครับ

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *