Press "Enter" to skip to content

วิเคราะห์ สนามรบ ตลาด SmartPhone (iPhone,Blackberry,Nokia)

ช่วงนี้อ่านข่าวที่ไหน หรืออ่าน Twitter ในทุกๆวัน ก็มักจะมีข่าวของมือถือสองเจ้านี้อยู่ด้วยเสมอ จนทำให้ผมฉุกคิดว่า กระแสที่เกิดขึ้น มันเป็นแค่แฟชั่น หรือ มันคือของจริงกันแน่!

เมื่อ 2 เดือนก่อน (มิ.ย.) ได้มีโอกาสไปพูดออกรายการ Economic Time “สงคราม SmartPhone iPhone vs. Blackberry” วิเคราะห์กลยุทธการตลาดของทั้ง 2 เจ้าเปรียบเทียบกัน

จากวันนั้น ถึง วันนี้ การเปรียบคู่มวย 2 ฝ่าย ก็ยังมีให้เห็นอยู่ตลอด

กลายเป็นกระแส ติดลมบน ชนิดแรงไม่มีตกเลยทีเดียว

ล่าสุด นิตยสารธุรกิจชื่อดังอย่าง “Fortune” มีบทความ “100 Fastest-Growing Companies” (Link)

มันคงไม่ได้ทำให้ผมตื่นเต้นเท่าไหร่นัก ถ้าบริษัทที่เป็นอันดับ 1 ไม่ใช่ “Research In Motion” หรือ RIM ผู้ผลิตมือถือ Blackberry

บริษัทชื่อผลไม้ แต่ผลิตมือถือ ที่ชื่ออาจจะเพิ่งคุ้นหูคนไทย เมื่อไม่นานมานี้

ทำไม ถึงเป็นอันดับ 1?

รายได้ที่เติบโตกว่า77% ผลกำไรโตขึ้น 84% ในระยะเวลา 1 ปี ที่มาที่ไปอย่างไร?

ในบทความต่อมาของ”Fortune” (Link) ได้อธิบายถึงการเติบโตและกลยุทธ์ที่ RIM ใช้

สิ่งที่น่าสนใจ คือ ปีนี้ (2009) เป็นเพียงปีแรก ที่ RIM ได้ปรับกลยุทธ์ มาเจาะตลาด “Consumer” อย่างเต็มตัว

ทั้งที่กว่า 10 ปีที่ผ่านมา “Blackberry” หากินอยู่กับลูกค้ากลุ่ม “Corporate” เป็นหลัก

แถมยังทำได้ดีเกินคาด เมื่อกว่า 80% ของมือถือ Blackberry ที่ขายได้ในครึ่งปีแรก มาจากตลาด “Consumer”

RIM ดำเนินกลยุทธ์การตลาด ที่เรียกว่า “Intensive Growth” หรือ เน้นการขยายตัวให้มากขึ้น

  • ใช้ Product เดิม และ บริการเดิม แต่ไปเจาะตลาดใหม่ เรียกว่า “Market Development” หรือ “Diversification” และ
  • พัฒนา Product ใหม่ แต่เป็นการปรับปรุงจาก Product เดิม หรือ “Product Development”

กลยุทธ์ทั้ง 2 ของ RIM ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ดูได้จากยอดขายมือถือ “Blackberry Curve” กลายเป็น SmartPhone ที่ขายดีที่สุดในตลาด US.

ลูกค้าในตลาดใหม่ ต่างติดใจในบริการ Chat แบบเรียบง่าย อย่าง “Blackberry Messenger” หรือ “BBM”

“BBM” อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “Exclusive Chat” ที่มีเฉพาะผู้ใช้ BB ด้วยกัน

แม้ Feature ของมัน อาจจะไม่ได้เป็น “Instant Messenger” ที่ดีไปกว่าบริการดังๆอย่าง MSN , Yahoo Messenger

แต่ก็กลายเป็น “ความภูมิใจ” ของกลุ่มผู้ใช้ BB ด้วยกัน มีความเป็นส่วนตัวสูง สร้างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับคนใช้ BB ได้

“Exclusive Service” เป็นอีก 1 จุดที่ iPhone และมือถืออื่นๆ มองไม่เห็น

เรื่องของการใช้ดาราหรือบุคคลมีชื่อเสียง เป็นคนช่วยผลักดัน (Celebrity Endorsement) และ การตลาดบอกต่อ(Peer to Peer Marketing) กลายเป็นยุทธวิธีทางการตลาด ที่ใช้สำเร็จมาแล้วทั่วโลก มีการหยิบนำไปใช้ในหลายๆประเทศ

เป็นยุทธวิธีรบ ที่ช่วยให้ Blackberry ประสบความสำเร็จในการเจาะตลาด Consumer อย่างงดงาม

หันมามองคู่แข่งรายสำคัญอย่าง iPhone บ้าง

ตลาดเป้าหมายของ iPhone ในปีนี้ เริ่มเปลี่ยนทิศทาง

จากการยึดหัวหาดเดิมในตลาด “Consumer” Apple ก็เริ่มมองหาแหล่งทำเงินใหม่ๆ

Segment ที่เป็น “Corporate” ซึ่งเป็นหัวหาดของ Bkackberry กลายเป็นที่หมายตาใหม่ ของผลไม้ Apple

เป็นการมองสวนทางกับ Blackberry อย่างสิ้นเชิง

การจับ Feature สำหรับองค์กร อย่างการทำงานร่วมกับ “Microsoft Exchange” ลงไปใน iPhone firmware ตั้งแต่ 2.0 การเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัย

และยังใส่เพิ่มเข้าไปใน ระบบปฏิบัติการตัวใหม่ “Snow Leopard” อีกด้วย

เป็นการชักธงรบเตรียมบุกตลาด “Corporate” อย่างจริงจัง

และเพียงปีเดียว ยอดขาย iPhone ในตลาด “Corporate” เติบโตถึง 14%

ทั้ง “Apple” และ “RIM” ต่างประสบความสำเร็จจากกลยุทธ์ “Intensive Growth”

ใช้ Product เดิม เจาะตลาดใหม่ และ พัฒนา Product ใหม่ ให้ดียิ่งขึ้น ไปทำตลาดเดิม

ทิ้งให้ Nokia ที่เป็นเจ้าตลาด SmartPhone เดิม ต้องเสียส่วนแบ่งการตลาด ถึง 3 ปีติดต่อกัน

อีกทั้ง Nokia ยังคงยึดติด “Business Model” แบบเดิม คือ การทำกำไรจากการขายเครื่อง

ขณะที่ทั้ง Apple และ RIM สามารถดึง “Mobile Operator” เข้ามาอยู่ใน jigsaw นี้ ดึงส่วนแบ่งรายได้จากบริการ “Data” เป็นกอบเป็นกำ

และยังมี “App Store” ดึงส่วนร่วมจากนักพัฒนาทั่วโลก ยกระดับ “มือถือ” สู่ “Platform”

ดูดเงินจากผู้ใช้ได้อีก

“Revenue Stream” ทั้ง 3 สายนี้ ทำให้ Apple และ RIM ทำกำไรได้มหาศาล แม้ว่ายอดขายเครื่องจะน้อยกว่า Nokia

ธุรกิจยุคใหม่ การซื้อมา ขายไป ทำกำไรจากการขายของแบบเดิมๆ อาจจะไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมอีกต่อไป

การดึงการมีส่วนร่วมและการสร้าง “Ecosystem” ดัดแปลง “Value Chain” กลายเป็น Key Success Factor หลัก ของรูปแบบธุรกิจใหม่

ที่สำคัญ ผู้บริหาร วิสัยทัศน์ และกลยุทธ์องค์กร ต้องไปพร้อมๆกัน ทั้งองคาพยพ

จับตามอง Nokia “OVI” และ “Come with Music” ให้ดี ว่าจะเกิด หรือ ดับ…

บทความน่าสนใจอื่นๆ ติดตามได้ใน “New Media Classroom” (Link)

และ “New Media Classroom บน Facebook” (Link)

และอย่าลืม follow ผมใน Twitter ด้วยนะครับ 🙂 –> @worawisut

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

One Comment

  1. a a

    วิเคราะห์ได้น่าสนใจค่ะ ชอบลักษณะการเปรียบเทียบ
    ขอนำไปอ้างอิงนะคะ
    ขอบคุณค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *