Press "Enter" to skip to content

Green Technology กับความสำเร็จในเชิงธุรกิจ

ขณะนี้คงไม่ใช้เรื่องแปลกที่หลายๆคน จะเห็นว่า มีหลายภาคองค์กรธุรกิจนิยมใช้คำว่า “Green” เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าและบริการของตน ซึ่งองค์กรธุรกิจเหล่านี้ ต้องการสื่อสารให้ภายนอก หรือ กลุ่มลูกค้าของบริษัท ได้รับรู้ความตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม การปรับปรุง แก้ไข และลดปัญหาของสินค้าและบริการที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นการแสดงออกในความรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรธุรกิจนั้นมี และ Green Technology ก็เป็นแนวทางปฎิบัติแนวทางหนึ่ง ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และส่งผลกระทบให้น้อยที่สุดต่อสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงอายุการใช้งาน

ความเป็นมาและแรงผลักดัน
ประเด็นแรกที่เป็นแรงผลักดันทำให้คนเริ่มหันมาสนใจเรื่องดังกล่าว อันเป็นที่ทราบกันดี คือสภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จนทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศของโลก อันเป็นประเด็นหลักที่ทำให้ทั่วโลกตื่นตัวและรณรงค์เรื่องนี้กันอย่างจริงจัง ในด้านการพัฒนาเรื่อง Green Technology นอกจากนี้แล้วยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่สอดคล้องและสัมพันธ์กันในการช่วยกันผลักดันให้ตระหนักถึงความสำคัญในเทคโนโลยี อันประกอบด้วย

นวัตกรรมที่สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเชิงเทคนิคสูงขึ้น มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดีกว่าเดิม ในขณะเดียวกันต้องการใช้พลังงานลดน้อยลง

รวมทั้งสามารถยืดอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น มีผลทำให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้งานทั่วไปของสินค้าลดน้อยลงตามประสิทธิภาพใหม่ของสินค้าที่ดีขึ้นและปริมาณขยะสินค้าก็จะลดลงตาม ดังเห็นได้ชัดจากสินค้ายุคใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภท IT และ Electronic ทั้งหลาย

นอกจากนี้การพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัตถุดิบใหม่จากธรรมชาติลดลง หรือวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งล้วนมีผลทำให้ปริมาณความต้องการวัตถุดิบทั้งหลายลดน้อยลงมาก เป็นผลทำให้การทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรตามธรรมชาติลดน้อยลงตามมา

สองประเด็นหลังนี้เป็นแรงจูงใจในเชิงธุรกิจที่ช่วยผลักดันให้ทั้งผู้ผลิตสินค้าและผู้ใช้สินค้าด้าน IT ตระหนักถึงความสำคัญด้าน Green Technology มากกว่าคำว่าสภาวะโลกร้อนเพียงอย่างเดียว ที่ยังอาจจะไม่เห็นชัดนักสำหรับผลกระทบเชิงธุรกิจ

ข้อมูลและสถิติเกี่ยวข้องกัน Green Technology ในประเทศต่าง ๆ
ก่อนที่จะไปวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ Green Technology กับองค์กร ลองมาดูตัวอย่างสถิติและข้อมูลวิจัยในประเทศที่พัฒนาแล้วบ้างว่า เค้ามีความคิดเห็นกันอย่างไร และได้นำ Green Technology ไปใช้กันมากน้อยแค่ไหนแล้ว

ตัวอย่างแรก ขอกล่าวถึงประเทศอังกฤษ จากบทความของกลุ่มที่เรียกว่า Green Technology Initiative สำรวจในเดือนเมษายน/พฤษภาคม ปี 2007 พบว่า

ธุรกิจส่วนใหญ่ในอังกฤษเพียงแค่ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีนี้เท่านั้น แต่ในแง่การปฎิบัติจริงเกือบ 70% ของผู้ตอบแบบสำรวจนี้ที่ เป็นผู้ใช้ระบบ IT ไม่แสดงออกมาอย่างชัดเจนที่จะนำมาทำเป็นแผนปฏิบัติจริงใด ๆ

แต่กลับเห็นว่าควรเป็นความรับผิดชอบของผู้ผลิตสินค้า IT และทางราชการมากกว่าพวกตน

มากกว่า 95% ไม่รู้เลยว่าสินค้าที่พวกเขากำลังใช้อยู่มีค่าวัดประสิทธิภาพอยู่ในระดับใด

ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 79% ไม่ได้พิจารณาถึงค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าในงบประมาณที่จะลงทุนในระบบ IT เลย ทั้ง ๆ ที่ ค่าไฟฟ้าที่ใช้ตลอดอายุการใช้งานของสินค้ามักสูงกว่าตัวสินค้าเอง โดยผู้สำรวจเชื่อว่าเนื่องมาจากการขาดแรงจูงใจ และ ความรู้ จึงทำให้ Green Technology ยังไม่ประสบความสำเร็จในประเทศอังกฤษนัก

รายงานการสำรวจอีกชิ้นจาก PricewaterhouseCoopers กล่าวว่า 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจยืนยันว่าการประหยัดค่าพลังงานเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม

ในนี้มีถึง 29% เห็นว่าสำคัญมาก และอีก 32% ว่าสำคัญ ในขณะเดียวกัน ผู้บริหาร 18% อ้างว่าองค์กรของพวกเขาตัดสินใจในการจัดซื้อสินค้าด้าน Green Technology นี้ พร้อมรายงานต่อว่าภายในสองปีข้างหน้าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 48% ถึง 53% เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหากับกฏเกณฑ์ใหม่ ๆ ของทางราชการและสังคม

จากการสำรวจนี้ 60% ของผู้ผลิตสินค้าได้มีการพัฒนาสินค้าในแนวทางของ Green Technology แล้ว แต่ส่วนผู้ใช้สินค้าและบริการที่ไม่ใช่ผู้ผลิตมีการนำมาใช้งานเพียงแค่ 33% เท่านั้น ซึ่งใกล้เคียงกับรายงานฉบับแรกว่า 70% ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพียงแค่ตระหนักถึงความสำคัญ แต่ยังไม่ได้นำมาปฏิบัติจริง

ผู้ทำการสำรวจได้สรุปว่า ผู้ประกอบการในอังกฤษสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดในยุโรปอีกทั้งเกือบ ครึ่งหนี่งของค่าใช้จ่ายบริหารองค์กรในอังกฤษใช้ไปกับค่าพลังงาน

ส่วนอีกประเทศคือประเทศเยอรมันนีนั้นได้รับการจัดอันดับว่าเป็น Greenest IT ในทวีปยุโรป

30% ของผู้บริหารในเยอรมันนีเชื่อว่าองค์กรของพวกเขายังสามารถพัฒนาให้ดีกว่านี้

พวกเขาอ้างว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านแนวคิด Green Technology มาแล้วใน data center แต่ละแห่งทำให้ใช้พลังงานเพียง 1/3 ของระบบเดิมทั่วไปที่เคยใช้อยู่ และสามารถประหยัดเงินได้ถึงเลข 6 หลักในการลงทุนระยะ 3 ถึง 5 ปี ซึ่งเป็นแรงจูงใจด้านการเงินที่แข็งแกร่ง

สุดท้ายมาดูในภาพรวมของแต่ละทวีป เป็นข้อมูลเสริมจากบทวิเคราะห์โดย Gartner, Inc. เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2007 พบว่าผู้ประกอบการในยุโรปส่วนใหญ่ยังข้องใจว่าจะสามารถประหยัดเงินเท่าไรและก๊าซจะลดลงจริงหรือไม่

แต่โดยส่วนใหญ่พวกเขาก็ยังคงมั่นใจว่าจะส่งเสริมต่อไป เนื่องด้วยเห็นความสำคัญ

ส่วนในสหรัฐฯ กลับเห็นว่าประเด็นการลดต้นทุนนี้เป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่สุดที่ได้ผลักดันองค์กรต่าง ๆ ให้ปฏิบัติกันและเป็นสาเหตุหลักที่ได้ออกกฏระเบียบใหม่ ๆ หลังจากเห็นความผันแปรทางสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันตก

สำหรับภาคพื้นเอเซียแปซิฟิคเองแล้ว มีพัฒนาการจากเดิมที่ไม่มีแนวโน้มในการปฏิบัติหรือริเริ่มวางแผนใด ๆ ก็เริ่มเกิดความด้านตระหนักและมีวิสัยทัศน์ต่อเรื่องนี้มากขึ้น

สุดท้าย ในออสเตรเลียจากสภาพของความแห้งแล้งอย่างต่อเนื่องได้กระตุ้นให้องค์กรทั้งหลายรีบปฏิบัติอย่างเร่งด่วนประกอบกับกลายเป็นสาระสำคัญที่ใช้ในการหาเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปอีกด้วย

ตัวอย่างบริษัทกับการนำ Green Technology มาใช้งาน
จากผลสำรวจในระดับภูมิภาค ถัดมาจะเป็นผลสำรวจในระดับที่เล็กลง คือ ผลสำรวจระดับองค์กรที่ได้นำแนวคิดของ Green Technology มาใช้งาน

แม้ไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่ที่ชัดเจนมีบริษัทใดบ้างที่ไม่ใช้เทคโนโลยีนี้แล้วพวกเขาได้ถดถอยลงทางด้านธุรกิจอย่างเด่นชัดก็ตาม แต่จะสามารถเห็นจากสินค้าที่บริษัทเหล่านี้เคยผลิตและครองตลาดได้หายสาบสูญไปจากท้องตลาดมากขึ้น

อาทิเช่น จอโทรทัศน์แบบเดิมที่ถูกแทนที่โดยจอ LCD หลอดแสงสว่างใช้ไส้ถูกแทนโดยหลอดตะเกียบ CFL เป็นต้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้ล้วนประสบภาวะการทนแทนโดยผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานทั้งสิ้น ส่วนบริษัทที่ได้สนใจและนำ Green Technology มาปรับใช้จนสามารถประกาศให้สังคมรับรู้ว่าประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นด้านการเพิ่มยอดขายจากความเชื่อมั่นของผู้ใช้ หรือสามารถลดค่าใช้จ่ายอันเป็นปัจจัยหลักในการลดต้นทุนเพื่อให้ สินค้าและบริการของตนสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้พอจะเสนอได้พอสังเขปดังต่อไปนี้คือ

โรงงาน IL02 ของ Motorola ที่ Schaumburg, Illinois ได้เริ่มรณรงค์การลดปล่อยไอเสียในการผลิตสินค้าวิทยุ ตั้งแต่ปี 1997 แม้ไม่ได้ส่งเสริมให้เพิ่มยอดขายของสินค้าโดยตรงแต่สามารถลดการใช้พลังงาน 20% เพิ่มวัตถุดิบ Recycle/Reuse 15% ลดขยะของแข็ง 10% ลดขยะพิษ15% จน ได้รับรางวัลมากมายจากทางการและอนุญาตให้ติดเครื่องหมายเกียติคุณเหล่านี้ บนสินค้าให้สังคมรับรู้ทั่วไปย่อมเป็นการส่งเสริมการขายทางอ้อมที่เห็นผลอย่างชัดเจน

อีกหนึ่งตัวอย่างของบริษัทชื่อดังผู้นำแห่งนวัตกรรม Apple ผู้ผลิต iPhone, Macbook และ iPod สินค้ายอดนิยม ได้มีการตั้งข้อสังเกตจากกลุ่มต่างๆว่า มีการทำอะไรจริงจังกับเรื่องสิ่งแวดล้อมดังเช่นบริษัทอื่นๆหรือไม่ โดยเฉพาะ สินค้าของบริษัท Apple ที่อาจจะสร้างมลภาวะที่ร้ายแรงแก่ผู้ใช้เพราะมียอดขายได้เป็นจำนวนมาก

Apple รีบออกมาชี้แจงว่า ความจริงแล้ว Apple ได้สนใจเรื่องนี้มาเป็นเวลานานและได้ทำการค้นคว้า วิจัยและพัฒนาทางด้านเทคนิคอย่างต่อเนือง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ชิ้นส่วนของอุปกรณ์ที่เป็นสารพิษ เช่น สารตะกั่ว, สารปรอท และ PVC ในการผลิต โดยพยายามจะใช้ให้น้อยที่สุด หรือ ไม่ได้ใช้เลย เพียงแต่ว่าไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่ทราบแก่สังคม

ดังนั้นให้ผู้ใช้จึงมั่นใจว่า สินค้าของ Apple ไม่มีส่วนผสมของสารพิษดังกล่าวเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน Apple ได้พยายามใช้วัตถุดิบ อาทิเช่น แก้วและอลูมิเนียมที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลใหม่ได้กับ ผลิตภัณฑ์ iPod Nano ซึ่งวัสดุเหล่านี้เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมด้าน Recycle อีกทั้งได้พยายามพัฒนาอายุการใช้งานของสินค้าบางรายการให้ใช้งานได้นานขึ้นถึง 7 ปี ซึ่ง Apple อ้างว่ายาวนานกว่าคู่แข่งอย่าง HP และ Dell

ด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้ปริมาณขยะของสินค้า Apple ลดน้อยลงถึง 7 เท่า โดยข้อมูลเหล่านี้ได้รับการเปิดเผยจาก Steve Jobs ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท

ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย เช่น Verizon Communication, Intel Corporation., Advance Micro Devices หรือ AMD, Hewlett-Packard และ 3M เป็นต้น

บริษัทเหล่านี้ล้วนได้นำเอา Green Technology ไปใช้พัฒนาในระบบการผลิตของตน รวมถึงการฝึกอบรมพนักงานให้ตระหนักถึงความสำคัญด้านรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์ทางตรงของบริษัท และในทางอ้อมเพื่อความนิยมชมชอบของสังคมโลกและประชาคมที่อยู่ใกล้เคียงอีกด้วย

ในแง่ผู้ผลิต บริษัท General Electric (GE) ได้ตั้งโครงการชื่อ Ecomagination ขึ้นมา เนื่องจากการประสบปัญหาราคาพลังงานที่โดดสูงขึ้นมากมายจนน่ากังวลทำให้ GE เห็นช่องทางด้านการพัฒนาระบบแสงสว่างรุ่น T5 และ T8 เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไปแบบเป็นชุด Electronic 6 หลอดเพื่อใช้ในโรงงานของตนเองให้ลูกค้าเห็นก่อน ซึ่งช่วยให้ GE สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึงปีละสองล้านเหรียญสหรัฐในปี 2006 และกำลังพัฒนาให้ถึงเป้าหมายสี่ล้านเหรียญในเร็ว ๆ นี้ ถือได้ว่าเป็นการสั่นสะเทือนวงการหลอดไฟ Electronic ทั่วโลกซึ่งเคยถูกครอบครองโดยผู้ผลิตในยุโรปและญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่

ยังมีผู้ประกอบการอีกมากมายที่ไม่ยอมรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อให้เข้ากับ Green Technology แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตามในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงที่จะประสบปัญหาทางตรงหรือไม่ก็ทางอ้อมจากผลิตภัณฑ์ที่กินไฟมาก อายุการใช้งานสั้น แผ่ความร้อนสูง และสำคัญที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพใช้งานต่ำกว่าคู่แข่ง ไม่ช้าก็เร็ว

ทำไมองค์กรหรือบริษัทต้องให้ความสำคัญ ? แล้วจะได้ประโยชน์อะไร?
กลุ่มของบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับ Green Technology สามารถจำแนกออกมาได้เป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือกลุ่มของเจ้าของเทคโนโลยีผู้ผลิตสินค้า กับกลุ่มของบริษัทผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางด้าน Green Technology ซึ่งมีปัจจัยที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้

ในส่วนของเจ้าของเทคโนโลยีผู้ผลิตสินค้าด้าน Hardware เป็นหลัก จะอิงประสิทธิภาพ 3 ประการหลักซึ่งสำคัญต่อผลประโยชน์ด้านการตลาดเหนือคู่แข่งดังนี้

1) ความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าขณะใช้งานผลิตภัณฑ์ของตนเอง ด้วยระบบการลดการใช้พลังงานเมื่อพักการใช้งานโดยอัตโนมัติ เพราะผู้ใช้ตระหนักถึงความสำคัญของค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปด้านพลังงาน และพยายามเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เชื่อว่าประหยัดพลังงานเท่านั้น อาทิเช่น PCs, Printers และ Monitors เป็นต้น

2) สามารถลดความร้อนจากการใช้งานเพื่อลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตาม อาทิเช่น การเปิดเครื่องปรับอากาศน้อยลง

3) ผลิตภัณฑ์จะได้เปรียบเหนือคู่แข่ง คือ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นในสารพัดรายการที่ขาย ทั้งด้านอุปกรณ์ IT และ อุปกรณ์ Electronics

4) กระบวนการผลิตต้องสามารถนำวัตถุดิบจากการใช้ใหม่ทั้ง Reuse หรือ Recycle ให้ได้มากที่สุดเพื่อลดต้นทุนในการผลิตของตนอันเป็นปัจจัยหลักของต้นทุนในสินค้าเพื่อที่จะสามารถแข่งขันกันได้ในอุตสาหกรรมนี้

ในส่วนของผู้ใช้ระบบหรือผลิต Software and Contents ในอุตสาหกรรม Green IT จะ เจาะจงลงไปในด้านค่าใช้จ่ายทั่วไปขณะใช้งานเพื่อลดต้นทุนของตนให้ได้มากที่สุด เพื่อทำให้สามารถสร้างบริการที่แข่งขันกับคู่แข่งได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ดังต่อไปนี้

1) การสรรหาจัดซื้อระบบสินค้าประเภท Hardware ทั้งหลาย ที่มีประสิทธิภาพสูงและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานที่สุดเพื่อให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพในการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของตน ที่จะสามารถทำให้ต้นทุนผันแปรทั้งหลายให้ถูกลงตาม

2) ค่าใช้จ่ายด้านการผลิต อันประกอบด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจาก ขั้นตอนการผลิต และขณะพักทำงาน การใช้เครื่องปรับอากาศบริเวณที่เกิดความร้อน

3) ค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงาน อันประกอบด้วยการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหลายในสำนักงาน แม้กระทั่งการใช้อุปกรณ์ IT ยุดใหม่เช่น Phone, Fax, Videoconference ที่อำนวยความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพนักงาน

สุดท้ายแล้วการที่จะทำให้ Green Technology ประสบความสำเร็จได้นั้น ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือกัน ระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิตสินค้า และผู้บริโภค
กฏกติกาต่าง ๆ ทั้งเป็นการเชิญชวนและการบังคับที่ทางราชการจะออกมาควรจะทำการสำรวจอย่างถ่องแท้ก่อนว่า ประเด็นหลัก ๆ ของปัญหาที่จะต้องแก้ไขเพื่อพัฒนาไปสู่ Green Technology มีอะไรบ้าง ว่าสิ่งใดพอที่จะสามารถผลักดันให้ทำตามได้ทันที สิ่งใดจำเป็นต้องพัฒนาปัจจัยอื่นที่สัมพันธ์กันก่อนแล้วค่อยใช้บังคับในวันข้างหน้า อะไรสามารถจะผลักดันให้เป็นแรงจูงใจ อะไรสามารถจะถูกกำหนดให้เป็นบทลงโทษ จำต้องนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียดก่อนที่จะทำการกำหนดเป็นกฏกติกา มิ ฉะนั้นการคาดหวังความร่วมมือจากภาคเอกชนทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภคและสังคมสู่เป้าหมายความสำเร็จจะบรรลุได้ลำบาก ในขณะเดียวกันหน้าที่ของอุตสาหกรรมเจ้าของเทคโนโลยีก็ต้องให้ความรู้และ ข้อมูลกับสังคมว่ามีผลิตภัณฑ์และประโยชน์อะไรบ้างที่ผู้ใช้จะสามารถนำมาใช้ งานได้

Note:
บทความ เขียนโดย วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง
ได้รับเลือกให้ตีพิมพ์ลงใน
– นิตยสาร Competitiveness Review เล่ม 2 และ
– นิตยสาร BrandAge Essential เล่ม 4 ปี 2009 (Super CSR)

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

>