จาก Google สู่ Alphabet การเดินหมากอันชาญฉลาดของ Google

Aug 15, 2015 1 min read
จาก Google สู่ Alphabet การเดินหมากอันชาญฉลาดของ Google

นับเป็นข่าวที่ใหญ่มากสำหรับวงการเทคโนโลยี เมื่อ Google ประกาศปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่ โดยการตั้งบริษัทแม่ ชื่อ Alphabet ขึ้นมาเป็น Holding Company และผันตัว Google ให้กลายเป็น 1 ในบริษัทลูกของ Alphabet ร่วมกับบริษัทอื่นที่แยกตัวมาจากโครงการภายใต้ Google เดิม

ไม่ว่าจะเป็น Google X (ห้องวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีผลงาน คือ Google Glass ,โปรเจคต์ Loon),

Life Schiences (เคยเป็นแผนกหนึ่งใน Google X รับผิดชอบการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ) ,

Sidewalk Labs (พัฒนาเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม โครงสร้างพื้นฐาน ไปใช้ในเมืองต่างๆทั่วโลก เน้นเรื่องพลังงานและการขนส่ง) ,

Calico (ห้องวิจัยด้าน Biotech เน้นเรื่อง anti-aging และสุขภาพ) ,

Nest (อุปกรณ์ Smart home ต่างๆ) ,

Google Fibre (ให้บริการบรอดแบนด์ความเร็วสูง) และบริษัทที่เน้นการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆอย่าง Google Capital และ Google Ventures (ที่ลงทุนใน Uber)

จากข่าวการเปล่ียนแปลงครั้งนี้ มีความเห็นและการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญในวงการธุรกิจที่หลากหลาย ลองมาศึกษามุมมองเหล่านี้กันครับ

  • มุมมองของ Visionary และ Technology Early Adopter

มองว่า การตั้ง Alphabet คือ การเพิ่มความเร็วในการพัฒนา/ลงทุน ในอนาคตที่ Google มองเห็น เพื่อเปลี่ยนแปลงและทำให้โลกดีขึ้น

  • มุมมองนักการตลาดและนักสร้างแบรนด์

มองว่า Alphabet คือ การ rebranding ที่น่าสนใจที่สุดในรอบหลายสิบปี เป็น case study ที่ดีมาก เรื่อง "Brand Architecture"

Alphabet เป็นการสร้าง House of Brands เพื่อเป็นบ้านหลังใหม่ให้แบรนด์ต่างๆของ Google มาอาศัยอยู่ และ Alphabet ก็เป็นชื่อที่ดีมากๆ สามารถใช้เป็นลูกเล่นแบบเท่ๆได้อีกมากมายในมุมของ Branding และ Marketing Communication (เช่น G is for Google....)

  • มุมมองนักบริหาร

มองว่า Alphabet ใช้รูปแบบเดียวกับ Berkshire Hathaway , General Electric และ AT&T ที่สร้างอาณาจักร เป็นเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ (Conglomerate) ทั้งนี้ก็เพื่อเสริมความคล่องตัวในการบริหารของแต่ละ Business Unit ให้อิสระมากขึ้น สามารถกำหนดนโยบายและรูปแบบการบริหารที่สอดคล้องเหมาะสมกับตัวธุรกิจเองได้

  • มุมมองนักการเงิน

มองว่า Alphabet ช่วยให้ Google แยกธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ส่วนใหญ่ให้กิจการกว่า 90% ออกมาจากธุรกิจที่ยังไม่สร้างรายได้ หรือขาดทุน เพื่อให้ตัวเลขทางบัญชีสวยขึ้น ในเรื่องของการลงทุนก็จะคล่องตัวและโปร่งใสมากขึ้น สามารถระดมทุนได้อย่างอิสระในหลายรูปแบบ

ต่อไป Alphabet จะซื้อบริษัทอย่าง Twitter หรือ Spotify ก็ทำได้โดยไม่ติดข้อกำหนดทางกฏหมายของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์อีกต่อไป

  • มุมมองนักกลยุทธ์

มองว่าเดิม Google ทำธุรกิจที่หลากหลาย (เกินไป) มีหลายธุรกิจที่ยังมีอนาคตที่ไม่แน่นอนและคาดเดาลำบากว่าจะดีหรือไม่ดีกับตัวธุรกิจโดยรวม เป็นการทุ่มเททรัพยากรทั้งคนและเงินไปกับความไม่แน่นอน ทำให้ตัวบริษัทมีความเสี่ยง

ต่างจาก Apple ที่เน้น โฟกัสเฉพาะธุรกิจหลักที่มีผลต่อการเติบโตของกิจการ ที่ยังคงเน้น profit growth จากการขายฮาร์ดแวร์และการบุกตลาดจีน

เมื่อมี Alphabet ทำให้ Google มีโฟกัสในธุรกิจตัวเอง คือ ธุรกิจอินเตอร์เน็ตและโฤษณาเพียงอย่างเดียว ส่วนธุรกิจอื่นๆก็ถูกแยกออกไปบริหารจัดการอย่างอิสระ

Google มีกลยุทธ์และทิศทางธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น

ในขณะที่สิ่งที่เป็นอนาคตทั้ง IoT (ทั้ง Wearable , Smart Home และ Connected Car) หรือ Driveless Car ทั้ง Google และ Apple ต่างก็เริ่มต้นสร้างทิศทางของตัวเองแล้ว

การมีโฟกัสที่ชัดเจน จะทำให้ทั้ง 2 บริษัท แข่งกันสนุกมากยิ่งขึ้น

  • อำนาจต่อรองในอุตสาหกรรม

จากความ powerful ของ ecosystem ที่ Apple สร้างขึ้นมา ทำให้อำนาจต่อรองของ Apple สูงมาก

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ Network Operator ทั่วโลก ที่มีฐานลูกค้าร่วมพันล้านคน ต้องยอม Apple เพื่อให้ได้ขาย iPhone

ทุกคนยอมเสียเงินของตัวเอง เพื่อให้ iPhone ของ Apple ขายดีขึ้น (ทั้ง subsidize ค่าเครื่อง ทั้งค่าโฆษณา)

แม้ส่วนแบ่งตลาด Android จะสูงกว่า iPhone มาก แต่อำนาจต่อรองของ Google ไม่ได้มากตามส่วนแบ่งตลาดที่มี (บีบช่องทางขายไม่ได้)

ในขณะที่ธุรกิจหลักของ Google อย่างโฆษณาออนไลน์ อำนาจส่วนหนึ่งก็ถูก Facebook มาแย่งไป

และอาจพูดได้ว่าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในโลก เป็นผู้ใช้ Facebook มากกว่า Google

มองด้านยุทธศาสตร์แล้ว แม้ Google จะยิ่งใหญ่ แต่ก็มี Facebook ที่โตขึ้นมาแข่ง ในขณะที่ผู้ผลิต Android ทั้งหลายที่เป็นคู่แข่งของ Apple ก็ต่อสู้แข่งขันกันเอง

การปรับโครงสร้างเป็น Alphabet ก็เพื่อเพิ่มความเร็วของพวก initiatives ต่างๆ ที่ Google ทำอยู่ ให้เป็นอาวุธใหม่ๆในการแข่งขัน เพื่อเสริมสร้างอำนาจการต่อรองให้กับตัวเอง


"ทีมงานระดับ talent และผู้บริหารระดับเทพมีร่วมทีมมากขึ้น"

ความแตกต่างระหว่าง Google กับ Apple อีกเรื่องคือ vision ผู้นำองค์กร

เพราะ Google ยังมี 2 ผู้ก่อตั้งอย่าง Larry Page และ Sergey Brin ที่เก่งมากในด้าน techlogoly เป็นคนขับเคลื่อนทิศทาง

ร่วมกับจุดแข็งของ Sundar Pichai ที่กลายเป็น CEO คนใหม่ของ Google คือ เรื่องของคนและการสร้างทีม รวมไปถึงความ compromise ในการบริหารจัดการความขัดแย้งต่างๆระหว่างทีม (พนักงานข้างใน บอกว่า Page เป็น Mr. No ส่วน Pichai เป็น Mr.Yes)

การมีคนเก่งด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ อยู่ในองค์กร ย่อมมีผลดีในระยะกลาง-ยาว และการมีคนที่บริหารทีมเก่ง ก็จะช่วยผลักดัน vision ของ 2 ผู้ก่อตั้งให้เป็นจริงได้

ฝั่ง Apple มีซีอีโอ คือ Tim Cook ที่เป็นผู้บริหารแนว operational excellence ไม่ใช่ visionary เหมือนอย่างที่ Page และ Brin เป็น

จึงต้องอาศัยการผลักดันขึ้นมาจากผู้บริหารระดับสูงที่ดูด้าน tech อย่าง

-Craig Federighi ที่ดูด้าน Software Engineer
-Dan Riccio ดูแล Hardware

-Eddy Cue ที่ดูแลด้าน Internet Service

เราอาจจะไม่ได้เห็นนวัตกรรมล้ำสมัยให้ wow! อย่างที่เคยเกิดขึ้นในยุคของ Steve Jobs

Alphabet จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Google ในเรื่องทีมงานและผู้บริหารมากกว่าเดิม

โปรเจคต์เจ๋งๆหลายตัวใน portfolio จะดึงดูดให้คนเก่งๆมาร่วมคิด ร่วมสร้างมากขึ้น

บริษัทย่อยแต่ละบริษัท ก็ต้องการซีอีโอขั้นเทพมาช่วยขับเคลื่อนให้สำเร็จ

จิตวิญญาณของผู้ก่อตั้งที่ Google มี ทรงพลังกว่า กลุ่มผู้บริหารมืออาชีพที่เข้ามาทีหลัง ในฝั่งของ Apple มาก

นับว่าเป็นการเดินหมากที่ฉลาดมากๆของ Google


"ทิศทางที่ชัดเจนขึ้น"

ทิศทางของ Google เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาของคน ช่วยให้คนเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในรูปแบบที่เปิดและราคาที่เอื้อมถึง จับต้องได้

ในแง่ยุทธศาสตร์ จะขยายในลักษณะกินรวบ ต่อจิ๊กซอว์ ใช้วิธีป่าล้อมเมือง สไตล์ Conglomerate

ทิศทางของ Apple ยังคงเป็นการนำเทคโนโลยี มาทำให้ "พร้อม" สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ในเวลาที่เหมาะสม เน้นการทำให้น่าใช้ (สวยงาม ใช้ง่าย) เข้าถึงได้ง่าย (ผ่าน channels ต่างๆ) และราคาแพง (อันนี้เติมให้55)

ในแง่ยุทธศาสตร์ Apple ใช้วิธีการสร้าง ecosystem ที่แข็งแรง เชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน มาเป็นจุดขาย (นึกภาพ ใช้ Mac ใช้ iPhone iPad ลิงค์เข้ากับ บ้าน รถ ทีวี เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ + เชื่อมโยงกับ iCloud สามารถสั่งงานแบบรีโมทได้)

แม้ว่าตอนนี้ทุกอย่างยังต้องอาศัยฮาร์ดแวร์ของ Apple แต่อุปกรณ์อย่างอื่น จะถูกชักชวนมาร่วมกับ ecosystem ของ Apple ผ่าน Protocol และ API ต่างๆ

เช่น เครื่องเสียง Home Theater ที่ใช้ AirPlay ได้

หลอดไฟ กระดิ่งประตู เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องฟอกอากาศ ที่สามารถควบคุมผ่าน internet ได้

ซึ่ง Apple ก็มีการทำ HomeKit, CarPlay, HealthKit, ResearchKit เพื่อรองรับการทำงานกับคนอื่นไว้แล้ว

Google อาจจะยังมีเทคโนโลยีที่พร้อมจริงๆ จับต้องได้จริงๆ มาให้บริการได้ไม่มากนัก

แต่หลังจากปรับองค์กรรอบนี้ ทิศทางต่างๆน่าจะชัดเจนขึ้น ล้อมเมืองได้เร็วขึ้น และมีจิ๊กซอว์มาต่อมากขึ้น (จากซื้อกิจการ)


อันนี้แถม

สังเกตได้ว่า ตอนนี้ผู้บริหารระดับ C-Level ตัวหลักของยักษ์เทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ก็มาจาก B-school กันหลายคน

ไม่ว่าจะเป็น

  • Sundar Pichai ซีอีโอ Google (MBA จาก Wharton School of the University of Pennsylvania)
  • Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft (MBA จาก Chicago Booth School of Business)
  • Tim Cook ซีอีโอ Apple (MBA จาก Duke University)
  • Sheryl Sandberg ซีโอโอของ Facebook (MBA จาก Harvard Business School) --

สะท้อนให้เห็นว่า ความซับซ้อนของการเติบโตภายใน ต้องการ professional ด้านการบริหารจัดการเข้ามาทำ

ในขณะที่โลกของ B-school ก็มีการนำหลักสูตรด้าน Entrepreneurship มาปรับปรุง ใส่ความเป็น tech startup เข้าไป เพราะ Silicon Valley ได้กลับมาฉายอนาคตอันสดใส เป็นความหวังของคนรุ่นใหม่นั่นเอง

Join the conversation

Great! Next, complete checkout for full access to Worawisut.com.
Welcome back! You've successfully signed in.
You've successfully subscribed to Worawisut.com.
Success! Your account is fully activated, you now have access to all content.
Success! Your billing info has been updated.
Your billing was not updated.