Press "Enter" to skip to content

“ตัวเลือกเยอะ” หรือ “มีเป้าหมายมากเกินไป” ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จซักที !!!

มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จมาเล่าสู่กันฟังครับ

มีใครเคยสงสัยมั้ยครับว่า บางคนที่เคยประสบความสำเร็จ หรือองค์กรยักษ์ใหญ่ที่เคยโด่งดังเป็นพลุแตก
อยู่มาวันหนึ่งก็มีข่าวว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า

ทำไมพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จมากกว่าที่เคยทำได้ล่ะ ในเมื่อพวกเขาก็เคยทำสำเร็จมาแล้วนี่?

เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาเหล่านั้น ปัญหาเกิดกับพวกเขาตอนไหน
วันนี้มาลองค้นหาคำตอบไปด้วยกันครับ

ผมอ่านเจอแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นแนวคิดของ คิดนักเขียนระดับเบสท์เซเลอร์ของนิวยอร์กไทม์
อยู่ในหนังสือชื่อว่า Essentialism: The Disciplined Pursuit of Less (สนใจ ลองดูที่ Amazon)

essentialism_book_cover

แนวคิดของ Greg อธิบายไว้ว่า คนหรือองค์กรหนึ่งๆ จากจุดเริ่มต้น ไปจนถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ
สิ่งที่พวกเขาจะต้องเจอนั้นมี 4 ระยะ ดังนี้

ระยะแรก เมื่อพวกเขามีเป้าหมายที่ชัดเจน มันจะนำพวกเขาไปสู่ความสำเร็จ

ระยะที่ 2 เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จ มันจะนำไปสู่ตัวเลือกดี ๆ และโอกาสอื่นๆอีกมากมาย

ระยะที่ 3 เมื่อพวกเขารับโอกาสเหล่านั้นมา จะเกิดการกระจายความสามารถไปใช้ในงานต่าง ๆ เหล่านั้น

ระยะที่ 4 เมื่อต้องกระจายความสามารถออกไปทำงาน สุดท้ายมันจะไปกัดเซาะความชัดเจนของเป้าหมายที่เราเคยมีในระยะที่ 1

สุดท้าย ความสำเร็จนี้คือตัวเร่งให้เราก้าวไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด…

หนังสือเรื่อง How the Mighty Fall ของจิม คอลลินส์ เคยเขียนถึงปรากฏการณ์นี้ไว้เช่นกัน

คอลลินส์พบว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ตัวบุคคล หรือบริษัทต่าง ๆ ประสบความล้มเหลวในที่สุดเพราะพวกเขาตกหลุมที่มีชื่อว่า “the undisciplined pursuit of more” 

คือ การพยายามไขว่คว้าในสิ่งที่กว้างกว่าเป้าหมายเดิมของเราโดยปราศจากวินั

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของ Enric Sala ที่เคยเป็นศาสตราจารย์ในสถาบันอันทรงเกียรติอย่าง Scripps Institution of Oceanography

เขาไม่รู้สึกว่า งานที่เขาทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่เขาชอบจริง ๆ หรือควรจะทำมันจริง ๆ

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เลยลาออกจากงาน และไปสมัครที่ National Geographic

ผลก็คือ เขาประสบความสำเร็จอย่างมาก และได้รับโอกาสที่น่าสนใจมากมายที่วอชิงตัน ดี.ซี.

แต่ความสำเร็จนั้นกลับทำให้เขารู้สึกแค่ว่า เขาใกล้จะได้เจอกับสายงานที่ชอบแล้ว

สุดท้าย เขาเปลี่ยนงานอีกครั้ง

ตำแหน่งปัจจุบันเขาคือ Explorer-in-Residence ของ National Geographic ที่เราอาจพบเขาได้ในเกาะเล็ก ๆ ที่ห่างไกล

เขาดำน้ำอยู่ที่นั่น คอยดูแลปะการัง ให้ความรู้กับผู้คน

ทำงานวิจัย และใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ และการสื่อสารให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชมที่เขาอยู่

ซึ่งเป็นงานที่เขาต้องการอย่างแท้จริง

แต่ต้องแลกมาด้วยการปฏิเสธข้อเสนอดี ๆ ที่หลายคนอาจปฏิเสธไม่ลง

กรณีของ Enric อาจเป็นตัวอย่างที่นาน ๆ จะเกิดขึ้นซักครั้ง กับคนที่โชคดีได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก แถมเป็นงานที่ตรงกับความสามารถของตัวเองและเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย

หากคุณเองเป็นคนหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นต้องการเดินไปให้ถึงจุดหมายที่ตั้งเป้าไว้ให้ได้ และอยากหาตัวช่วยในการรับมือกับ “โอกาส” ที่อาจเข้ามาทำให้คุณไขว้เขว

ลองทำตามคำแนะนำ 3 ข้อนี้ดูครับ

1.ตั้งกฎที่เข้มงวดมากขึ้นกับตัวเอง

เปรียบได้กับตู้เสื้อผ้า ถ้าเราบอกว่า เราจะเก็บเสื้อที่เราใส่ได้ทุกตัวเอาไว้
เผื่อวันหนึ่งอยากใส่จะได้มีใส่

เราคงมีตู้เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วย…เสื้อผ้า รวมถึงเสื้อผ้าที่นาน ๆ เราจะมีโอกาสหยิบมาใส่เสียที
แต่ถ้าเราตั้งกฎว่า เราจะเก็บเฉพาะ เสื้อผ้าที่เราชอบเท่านั้น เราก็จะมีพื้นที่ว่างมากขึ้น การตั้งเป้าหมายในสายอาชีพก็เช่นเดียวกันครับ

Greg เชื่อว่า พลังของสมองกับการตั้งเป้าหมายในชีวิตนั้นเกี่ยวพันกันอย่างมาก

เมื่อเราให้สมองมาช่วยตั้งเป้าหมาย สมองจะเป็นไปตามที่เราคิด

หากเรามุ่งค้นหาสิ่งที่เรียกว่า “โอกาสดี ๆ” เราอาจจะพบโอกาสดี ๆ มากมายเข้ามาให้เราเลือก

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเพิ่มระดับการค้นหาให้เข้มข้นขึ้นไปอีก ด้วยกรอบคำถามดังนี้ เช่น

“สิ่งที่คุณปรารถนาอยากจะทำอย่างแรงกล้าคืออะไร”

“ความสามารถที่โดดเด่นของคุณคืออะไร”

และมัน “ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมได้ไหม”

แน่นอนเมื่อถามเยอะขนาดนี้ คำตอบอาจไม่มาก แต่นี่คือจุดสำคัญ

ย้ำว่านี่คือจุดสำคัญครับ

เพราะเราไม่ได้กำลังมองหาโอกาสดี ๆ  แต่เรากำลังมองหาจุดที่สูงที่สุดที่เราจะก้าวไปให้ถึงต่างหาก

ถ้าได้คำตอบแล้ว รีบลงมือทำนะครับ

2. ทบทวนชีวิตตัวเองอยู่เสมอ

ในชีวิตของคนส่วนมาก มักเต็มไปด้วยความคิด – ความต้องการมากมาย

เปรียบได้กับโต๊ะทำงาน ที่เรามักจะเก็บนู่นนี่นั่นเอาไว้เต็มไปหมด

แถมความคิดก็ไม่ใช่กาแฟกระป๋องที่หมดอายุก็ทิ้งไปได้

ทางหนึ่งที่จะทำได้ก็คือ หาว่าไอเดียใดบ้างที่ยังสำคัญ และเราพร้อมที่จะทำมันต่อ

ส่วนที่เหลือก็ตัดใจทิ้งไปครับ เพียงแต่ว่า วันที่คุณจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ และไม่แน่ใจว่ามันจะมีคุณค่าพอหรือเปล่า

ลองตัดกิจกรรมเดิมที่เคยทำอยู่สักตัวทิ้งไปแล้วแทรกกิจกรรมใหม่นี้ลงมา

แล้วคุณจะทราบได้เองว่า มันมีค่ามากพอที่จะเพิ่มเข้ามาในชีวิตไหมครับ

3. ระวังความคิดตัวเอง
มนุษย์เรามักจะให้ค่ากับสิ่งของที่เราครอบครองอยู่มากกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมัน
นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนเขยิบจากจุดเดิมไปสู่จุดใหม่ ๆ ไม่ได้สักที และมีการทดลองเรื่องพฤติกรรมมนุษย์กับการครอบครองสิ่งของเอาไว้เช่นกันครับ (สนใจอ่านได้ที่นี่ http://www.jstor.org/discover/10.2307/2937761?uid=3739136&uid=2&uid=4&sid=21104630001673)

โดยทางผู้วิจัยได้ลองให้แก้วกาแฟกับผู้ร่วมกิจกรรมกลุ่มหนึ่ง กับอีกกลุ่มหนึ่งได้ปากกา (มูลค่าเท่ากัน)
จากนั้นให้ทั้งสองกลุ่มทำการแลกเปลี่ยนกัน ปรากฏว่า ทั้งสองกลุ่มไม่ค่อยจะยอมแลกของกัน สาเหตุเพราะเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของในสิ่งของนั้น ๆ ขึ้นมาเสียแล้ว

หนังสือที่คุณซื้อมาก็เช่นเดียวกัน แม้ว่ามันจะวางบนชั้นไม่ได้หยิบมาอ่านหลายปีแล้ว แต่พอคิดว่า งั้นบริจาคให้คนอื่นดีกว่า คุณจะเริ่มเสียดาย และเริ่มรู้สึกว่ามันมีคุณค่าขึ้นมาทีเดียว พูดมาเสียขนาดนี้ “งาน” ก็เช่นเดียวกันครับ

เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านั้น เราอาจต้องเปลี่ยนแนวคิด

แทนที่เราจะถามว่า เราประเมินค่าหนังสือเล่มนี้เท่าไร

เราควรจะถามว่า ถ้าเราไม่ได้เป็นเจ้าของมันล่ะ เราจะยอมเสียเงินเท่าไรเพื่อให้ได้มันมา

เช่นเดียวกับโอกาสความก้าวหน้าในงาน

เราไม่ควรถามว่า เราจะให้ค่ากับโอกาสนี้เท่าไร
แต่หากเปลี่ยนเป็น หากฉันไม่ได้รับโอกาสนี้ ฉันจะยอมเสียอะไรบ้าง เพื่อให้ได้มันมา ลองดูนะครับ

อย่างไรก็ดี สิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาท้าทาย อาจไม่ใช่ตัวการที่ทำให้คุณล้มเหลวได้เสมอไป

มันอยู่ที่ว่า คุณมุ่งมั่นกับเป้าหมายสูงสุดของคุณมากแค่ไหนครับ

ดังนั้นหากมีโอกาสผ่านเข้ามา ใช่ว่าต้องตอบปฏิเสธไปทุกเรื่อง เพียงแต่ถ้าจะตอบปฏิเสธ ขอให้การตอบนั้นเกิดขึ้นหลังจากคิดอย่างรอบคอบแล้วเท่านั้นดีกว่าครับ

และอย่าลืม “disciplined pursuit of less” กันนะครับ

(จากต้นฉบับ “The Discriplined Pursuit of Less” จาก Harvard Business Review)

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *