Press "Enter" to skip to content

Posts published in “Thoughts”

China Syndrome

ช่วงนี้เจอคนป่วยเป็นโรค “China Syndrome” เยอะเลย คนที่ป่วยเป็นโรคนี้ จะมีความคิดว่า… ประเทศจีน มีประชากร 1,350 ล้านคน ขอแค่ 1% ซื้อสินค้าที่เราผลิต ใช้บริการที่เราคิดค้นขึ้น จ่ายเงินให้เราคนละ 100 บาท ทำได้แค่นี้ เราก็ได้แล้วเหนาะๆ 1,350 ล้านบาท ไม่ทันได้คิดหรอกว่า จะทำ market share ให้กระดิกเพิ่มได้ 1% ในประเทศที่ใครๆก็คิดจะไปหากินที่นั่น ต้องทำอะไรและต้องใช้เงินเท่าไหร่ เพื่อที่จะเข้าถึง สร้างการรับรู้ ชักจูง ให้คนจีน 1% มาซื้อของของเค้า…

สุนทรพจน์ของ Tim Cook ในวันรับปริญญา

Tim Cook ซีอีโอของ Apple เพิ่งกล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันสำเร็จการศึกษาของนักศึกษา MIT ไม่กี่วันก่อน ชอบที่ Cook บอกว่า เค้าไม่มีความกังวลเลยว่าในอนาคต หุ่นยนต์จะสามารถคิดได้แบบมนุษย์ แต่เค้ากลับกลัวว่ามนุษย์จะมีความคิดแบบคอมพิวเตอร์ ที่ขาดความเห็นอกเห็นใจ และไม่ใส่ใจในคุณค่าบางอย่าง สำคัญสุด คือ การวัดคุณค่าของชีวิต จงวัดคุณค่าของชีวิต จากสิ่งดีๆที่ทำให้กับคนรอบข้าง และจากสิ่งที่เราเข้าไปสัมผัส ไม่ใช่วัดคุณค่าของชีวิต จากเสียงชื่นชม ดูจบแล้ว รัก Apple ขึ้นอีก 25% และเตรียมถอนเงินออกมาซื้อ iPad Pro 10.5 … ปล. speech…

4 ประโยคฮิต กับ ความไม่ชัดเจน

“ใครก็ได้”“เมื่อไหร่ก็ได้”“ยังไงก็ได้”“อะไรก็ได้” 4 ประโยคฮิตติดปาก ที่หลายครั้ง ได้สร้าง “ความไม่ชัดเจน” ให้กับ งาน รวมถึงการดำเนินชีวิต และบางครั้ง ยังสร้างปัญหาที่ไม่ควรเกิดขึ้นด้วย เพราะ————— 1. “ใครก็ได้” หมายถึง การไม่ได้มอบหมายภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบให้ใครชัดเจน จนนำไปสู่การไม่มีคนรับผิดชอบในงานนั้นๆ เคยมั้ยครับ พูดในห้องประชุมว่า “ใครก็ได้ ช่วยเอาอันนี้ไปทำหน่อย” … แต่ไม่มีคนยกมือ ไม่มีคนอาสา ต่างคนต่างมองหน้ากัน บางคนก้มหน้าหลบตา กลัวมีงานเพิ่ม ————— 2 “เมื่อไหร่ก็ได้” หมายถึง การทำอะไร โดยไม่มีกำหนดเวลาเสร็จแน่นอน จนนำไปสู่การใช้เวลาที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ…

ธุรกิจคอนเทนต์ ทีวี และ Business Model ในปัจจุบัน…

ธุรกิจคอนเทนต์ ทีวี และ Business Model ในปัจจุบัน… บ้านเรามักชอบมีหัวข้อข่าวทำนองว่า “ทีวีตายแล้ว” “คนไทยไม่ดูทีวีแล้ว” …เป็นความเชื่อมากกว่าจะไปค้นหาว่า ความจริงว่าคืออะไรกันแน่ ต่างประเทศ เริ่มเห็นสัญญาณของปัญหานี้มาตั้งแต่ปี 2011 และมีการพยายามหาคำตอบอยู่ตลอด ตามรายงานวิจัยต่างๆ จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่เห็นมีใครบอกว่า ทีวีตายแล้ว เลย ตรงกันข้าม เพราะตอนนี้ที่อเมริกาเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “Peak TV” เพราะคนดูทีวีกันเยอะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งที่ไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น ดิจิตัลทีวีที่นั่น เจ๊ง… จนเกิดความพยายาม ในการหาคำตอบ และแยกตัวแปรต่างๆออกมา เพื่อหาสาเหตุจริงๆ ตัวอย่างเช่น เค้าไม่ได้ใช้ rating มาวัดว่าคนดูเยอะหรือดูน้อย…

สรุปประสบการณ์ในปี 2016

สรุปประสบการณ์ในปี 2016 ปีนี้มี journey ค่อนข้างหลากหลาย เขียนไว้เตือนตัวเอง ปีหน้าจะได้กลับมาเห็นอีก 🙂 เป็นเหมือนการบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัว และ learning ที่ได้กลับมา (อาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ โปรดใช้วิจารณญาณ) 1. สิ่งที่สำคัญสุดเรื่องงาน คือ “คน” การทำงานร่วมกับใคร มันไม่ใช่แค่เห็นว่าอยากจะทำอะไรด้วยกัน หรือคิดจะทำอะไรเหมือนกัน แต่ต้องดูทัศนคติ นิสัย วิธีการทำงาน ถ้าตรงกัน เข้ากันได้ รับกันได้ เข้าขากัน ก็จะเป็นทีมงานที่ดี เมื่อทีมงานดี งานก็จะดีตาม แน่นอนว่า คงหายากที่จะเข้ากันได้เป๊ะๆ แต่ต้องปรับเข้าหากันได้ ไม่ต่างจากการเลือกคู่ แต่ถ้าไม่ใช่แล้ว…

“ซ่อนคมในฝัก” …เมื่อคนฉลาดแกล้งโง่

ในประวัติศาสตร์ มีผู้ที่มีสติปัญญาล้ำเลิศและรู้รักษาตัวรอดมากมาย แต่คนที่รู้จักเก็บซ่อนความฉลาดของตัวเองกลับมีน้อย คนฉลาดแกล้งโง่ นึกออกอยู่ 4 คน คือ “เล่าปี่” “โลซก” “ซุนฮิว” และ “สุมาอี้” – – – เล่าปี่ เราได้เห็นน้อยมากที่เล่าปี่จะรบชนะใคร ส่วนใหญ่ก็รบแพ้เค้าตลอด หนีไปอาศัยคนนั้นที คนนี้ที โชคดีที่ขุนพลข้างกายอย่างกวนอู เตียวหุย เก่ง จึงเอาตัวรอดมาได้ตลอด ใครอ่านสามก๊กช่วงแรก คงไม่คิดว่าเล่าปี่จะมีปัญญาสถาปนาก๊กของตัวเองได้แน่ๆ แต่ความที่ดูไม่ฉลาดของเล่าปี่ กลับกลายเป็นข้อดี ที่ทำให้มีคนเก่งๆมาทำงานให้มากมาย เพราะทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี และให้คุณค่าของคนเก่งๆ ใครให้คำแนะนำอะไรมา ก็ขอบคุณแบบสุดๆ (ต่างจากโจโฉ…

จังหวะ เวลา

ทำธุรกิจ นอกจาก เงินทุน ความรู้ ความมุ่งมั่นแล้ว อีก 1 สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ “เวลา” ในอดีต มีบริษัทใหญ่ๆจำนวนมาก ที่ประสบความล้มเหลว โดยมีปัจจัยหลักที่สำคัญคือ “ยังไม่ถึงเวลาของมัน” ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีไม่พร้อม ผู้ใช้ไม่พร้อม องคาพยพต่างๆไม่พร้อม บางอย่าง มาเร็วก่อนเวลาที่เหมาะสม บางอย่าง ก็มาช้ากว่าเวลาที่ควรจะมา ใน สามก๊ก มีหลายตอน ที่ให้บทเรียนเรา เรื่อง “ความสำคัญของจังหวะและเวลา” “ศึกเซ็กเพ็ก” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “โจโฉแตกทัพเรือ” ขงเบ้งรับทัณฑ์บนจากจิวยี่ ที่ให้ขงเบ้งหาลูกเกาทัณฑ์จำนวน 10 หมื่น…

กลยุทธ์ “Netflix Everywhere” และแผน Global Expansion ยึดครองโลกทีวี

ช่วงนี้มีข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับ Netflix เลยขอจับประเด็นกลยุทธ์มาขยายหน่อยครับ “สิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์” ปัญหาใหญ่ของ Netflix กลยุทธ์ที่ Netflix ใช้ สำหรับ “Netflix Everywhere” ที่ประกาศบนเวที CES 2016 ไม่ใช่การเอาหนังและ series ที่ฉายในอเมริกา ไปให้บริการที่ประเทศอื่นทั้งหมด เนื่องจากติดปัญหาเรื่อง “สิทธิ์ในการเผยแพร่” ที่ทำกับเจ้าของคอนเทนต์แต่ละค่าย สิทธิ์ที่ว่า จะถูกจำกัดโดย Geolocation หรือ สถานที่ตั้ง ประเทศ ที่ให้บริการ ซึ่งอาจจะตกลงกันเป็นประเทศหรือเป็นภูมิภาค (region) ก็ได้ ทางด้านเทคนิค Netflix สามารถให้บริการได้ทั่วโลก…

กลยุทธ์ “Netflix Everywhere” และแผน Global Expansion ยึดครองโลกทีวี

ช่วงนี้มีข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับ Netflix เลยขอจับประเด็นกลยุทธ์มาขยายหน่อยครับ

“สิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์” ปัญหาใหญ่ของ Netflix

กลยุทธ์ที่ Netflix ใช้ สำหรับ “Netflix Everywhere” ที่ประกาศบนเวที CES 2016 ไม่ใช่การเอาหนังและ series ที่ฉายในอเมริกา ไปให้บริการที่ประเทศอื่นทั้งหมด เนื่องจากติดปัญหาเรื่อง “สิทธิ์ในการเผยแพร่” ที่ทำกับเจ้าของคอนเทนต์แต่ละค่าย

สิทธิ์ที่ว่า จะถูกจำกัดโดย Geolocation หรือ สถานที่ตั้ง ประเทศ ที่ให้บริการ ซึ่งอาจจะตกลงกันเป็นประเทศหรือเป็นภูมิภาค (region) ก็ได้

ทางด้านเทคนิค Netflix สามารถให้บริการได้ทั่วโลก ไม่มีปัญหา ตราบใดที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง

แต่สิทธิ์ในการเผยแพร่ เป็นสิ่งที่จำกัดการเติบโตของ Netflix ไว้

Netflix รู้ตัวและตระหนักดีครับ เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ค่าสิทธิ์ที่จ่ายให้กับค่ายหนังค่อนข้างมหาโหดมาก

ปี 2014 จ่ายค่าคอนเทนต์ไป 4 พันล้านเหรียญ และปี 2015 จ่ายไปอีก 3 พันล้านเหรียญ (รวมค่าคอนเทนต์ 2 ปี เกือบซื้อกิจการ Spotify ได้ทั้งบริษัท)

ปัญหานี้ดูเหมือนจะเริ่มบานปลายและเป็นภาระทางธุรกิจอย่างมาก เพราะค่ายหนังเห็น Netflix เติบโตเร็วมากๆ จึงอยาก “ขึ้นราคา” เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น

ไม่ใช่แค่แพงขึ้นเพียงอย่างเดียวครับ ค่ายหนังยังไม่ยอมทำสัญญาแบบ exclusive กับ Netflix อีก ทำให้หนังและซีรีย์ดีๆหลายเรื่อง สามารถดูได้บนบริการของคู่แข่งอย่าง Hulu และ Amazon Prime VDO ทำให้ความโดดเด่นและแตกต่างลดน้อยลง

เดือนกันยายน 2015 ที่ผ่านมา Netflix จึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ Epix เพราะไม่ค่อยพอใจที่คู่แข่งอย่าง Amazon ได้หนังเรื่องเดียวกันไปฉาย ในขณะที่ค่าสิทธิ์ในการต่อสัญญาก็สูงถึง 1 พันล้านเหรียญ

ส่งผลให้หนังดังอย่าง The Hunger Games, Transformer หายไปจาก library หนังของ Netflix ทันที เพราะ Epix เป็นคนดูแลสิทธิ์ให้ค่ายหนังอย่าง Lionsgate , MGM และ Paramount

Google vs. Alphabet

เท่าที่ตามอ่านหลายๆความเห็นเกี่ยวกับ Google และการตั้งบริษัทแม่อย่าง Alphabet มีหลายมุมมองจากคนหลายๆสาขา ลองสรุปมาให้อ่านกันเล่นๆ – มุมมองของ Visionary และ Technology Early Adopter มองว่า การตั้ง Alphabet คือ การเพิ่มความเร็วในการพัฒนา/ลงทุน ในอนาคตที่ Google มองเห็น เปลี่ยนแปลงและทำให้โลกดีขึ้น (เหมือนสโลแกนของบริษัท Hooli ในซีรีย์ “Silicon Valley” คือ Making the world a better place …อันนี้ไม่เกี่ยวละ55)…

>