อนาคตของ Netflix

ระหว่างปี มีคำถามเข้ามามากมาย หลายคนอยากรู้เกี่ยวกับธุรกิจ OTT , TV & Media Landscape ก็เลยเขียนใหม่อีกรอบ

ให้สอดคล้องกับยุค Digital Disruption และ Transformation

———————–

1. Netflix vs. TV …Netflix จะมา Disrupt TV มั้ย

ถ้าใครเคยอ่าน Strategy ของ Netflix ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ ชื่อว่า “Long-Term View : The Future of TV” เขียนโดยตัว CEO คือ Reed Hasting เมื่อเดือนเมษายน 2013

ต้นฉบับ version แรก อ่านได้ที่ ->

https://web.archive.org/web/20130504124513/http://ir.netflix.com/long-term-view.cfm

ในเวอร์ชั่นล่าสุด Long-Term View ได้ถูกแก้ไขหลายรอบ แต่เนื้อหาหลักก็ยังเหมือนเดิม ->

https://www.netflixinvestor.com/ir-overview/long-term-view/default.aspx

จากมุมมองของ Netflix สรุปได้ว่า ยังไงซะ คนก็ยังดูทีวีอยู่ แต่ทีวีที่เค้าดูในอีก 20 ปี จะไม่ใช่ “Linear TV” แล้ว เพราะประสบการณ์การดูมันไม่ตอบโจทย์ความต้องการของคนดูคอนเทนต์อีกต่อไป

Linear TV จะถูก Internet TV แทนที่ และจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “TV Everywhere” ขึ้นมาแทน Linear TV และ Broadcasting

ถ้ามองแบบคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ Netflix ไม่ได้มา Disrupt TV ครับ

แต่จะมา Disrupt สิ่งที่เรียกว่า Linear TV มากกว่า

และไม่ใช่แค่ Netflix บริการเดียว แต่เป็นบริการ OTT ทั้งหลาย (YouTube, Facebook ก็เป็นส่วนหนึ่ง)

แม้แต่ TV และ Cable TV Network ใหญ่ๆของสหรัฐฯ หรือ BBC, Sky อะไรพวกนี้ ก็เข้าสู่โลก OTT กันหมดแล้ว เพราะ Broadcasting (หรือ Terrestrial TV) ที่บ้านเราเรียกว่า “ดิจิตัลทีวี” มันขาลงมาเป็นสิบปีแล้ว

Linear TV ยังไม่ตาย แต่เป็น Sunset & Declining ทั้งโลก (ยังไม่ตาย แต่คนดูน้อยลงเรื่อยๆทุกปี)

แต่การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เกิดเหมือนกันกับคนทุกกลุ่ม

กลุ่ม Gen Y,Z นี่แทบจะไม่ดู Linear TV แล้ว ส่วน Gen X ขึ้นไป ก็ยังดู Linear TV อยู่ดี ด้วยพฤติกรรมของการดูคอนเทนต์ และประเภทของคอนเทนต์ที่คนกลุ่มนี้ชื่นชอบ

คนดูช่อง Workpoint, ช่อง 3, ช่อง One , LINE TV ก็อาจจะไม่ได้ดู Netflix และคนดู Netflix อาจจะไม่ได้ดูช่องเหล่านี้เลย

ช่องทีวี มีละครไทย เกมโชว์ วาไรตี้ ข่าว กีฬา ซึ่ง Netflix มีแต่ TV Series ของฝรั่ง 90% แต่ content mixed ของแต่ละประเทศ ก็มีการเปลี่ยนแปลง เช่น เติม TV Series ของ local ลงไป มีการพัฒนาคอนเทนต์เกมโชว์ ทอล์คโชว์เพิ่มมากข้ึน

การปรับ content mixed นี้ เป็นผลจากการศึกษาพฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของแต่ละประเทศ และการดูข้อมูลของผู้ใช้ Netflix ในประเทศนั้นๆ ว่าชอบดู Series แบบไหน

———————–

2. Pay TV vs. OTT

เทรนด์ของ “Cord-cutting” ในอเมริกา เกิดขึ้นมาหลายปี

สถานการณ์ปัจจุบัน OTT subscribers ใน US แซงหน้า Pay TV subscribers ไปแล้ว (130M vs 80M subscribers) นำโดย Netflix, Amazon และ Hulu

ถ้ามองเทรนด์ Cord-cutting ในยุโรป แทบจะเป็นหนังคนละม้วน

สาเหตุแรกที่ Cord-cuting ในยุโรป ช้ากว่าอเมริกา ส่วนหนึ่ง เพราะการ rollout บริการของ Netflix และ Amazon Prime ยังทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากสิทธิ์ในการฉายของ content ใน Netflix มันชนกับพวก Pay TV ในยุโรปเยอะ เลยเอามาฉายใน Netflix ไม่ได้

สาเหตุที่ 2 คือ คอนเทนต์ที่ฉายแบบ Free to Air (FTA) ที่นั่นแข็งแรงมาก หนัง series กีฬา มีของฟรีให้ดู

สาเหตุที่ 3 สำคัญสุด คือ ARPU เฉลี่ยของ Pay TV ทั้งยุโรป ไม่ได้แพงแบบในอเมริกา

(average ARPU ของ Pay TV ในยุโรป อยู่ที่ 15 ยูโร แต่ของอเมริกา ประมาณ 80 ยูโร)

มีแค่ 6 ประเทศในยุโรปเท่านั้นที่ ARPU สูงกว่า 15 ยูโร นอกนั้น ต่ำกว่า 15 ยูโรหมด (ยูเครนนี่แค่ 3 ยูโร)

คนเลยไม่เปลี่ยนมาใช้ OTT กันมากเท่าไหร่

มีอังกฤษประเทศเดียวที่เกิดเทรนด์ Cord-cutting เพราะค่า Pay TV แพง (แพงสุดในยุโรป = 35.5 ยูโร) บวกกับความชื่นชอบในตัวคอนเทนต์ที่ Netflix มี ไม่ต่างจากตลาดอเมริกา

ในขณะที่ Pay TV ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสชื่อ Canal+ ก็ออกบริการ OTT ของตัวเองชื่อ Canal Play มาแข่งซัก 2-3 ปี แต่ปีนี้ก็ประกาศปิดตัว เลิกให้บริการไปแล้ว เพราะแข่งสู้ Netflix ไม่ได้

ตอนนี้ Netflix ในยุโรป ได้แรงส่งจากพาร์ทเนอร์ อย่างค่ายมือถืออันดับ 1 ของฝรั่งเศส อย่าง Orange ที่จะช่วยผลักดัน Netflix ไป 29 ประเทศ ในยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง (Netflix ในฝรั่งเศส มี Bouygues Telecom ค่ายมือถืออันดับ 3 เป็นพาร์ทเนอร์ด้วยอยู่แล้ว เลยถล่ม CanalPlay ซะเละเทะ)

กลับมาดูสถานการณ์ในบ้านเรา

TrueVisions ที่เป็น Pay TV หนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในประเทศ มี ARPU อยู่ที่ 306 บาท ต่อคน ซึ่งต่ำกว่า Netflix อีก

จากผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่รายงานออกมา พบว่า รายได้รวมจากค่าสมาชิก ลดลงทั้ง QoQ และ YoY

สวนทางกับ Netflix ที่โตขึ้นเรื่อยๆ (Netflix ในไทย ได้พาร์ทเนอร์อย่าง AIS ค่ายมือถืออันดับ 1 มาช่วยทำตลาด)

แต่ TrueVisions เค้ามี revenue stream หลายทาง ไม่ใช่แค่เก็บค่าสมาชิกอย่างเดียว เลยทำให้ธุรกิจยังคงเติบโตอยู่

มีสมาชิกแบบจ่ายเงินทั้งหมด ประมาณ 2.1 ล้าน มากกว่า Netflix 10 เท่า

Cord-cutting มีผลมั้ย ก็ดูไม่กระทบเท่าไหร่ จำนวนคนยกเลิกสมาชิกมีไม่มาก แต่ downgrade จาก Premium มา Standard Package เยอะขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่าย (และอาจจะเอามาสมัคร Netflix คู่กันไป)

ย้อนกลับไปซัก 4 ปี เทียบกับ GMMZ รายได้ปีล่าสุดก่อนขายให้ CTH คือ 987 ล้าน (ปี 2557)

มีผลดำเนินการขาดทุน เพราะต้นทุนคอนเทนต์และมี Marketing & Operating expense สูงมาก

ทั้ง GMMZ และ CTH เจอปัญหาแบบเดียวกัน และต้องออกจากธุรกิจนี้ไป เนื่องจากรายได้จากจำนวนสมาชิก ไม่พอหล่อเลี้ยงธุรกิจ

ไม่เกิด Economies of Scale ที่เพียงพอนั่นเอง

———————–

3. Netflix vs โรงหนัง

ปัจจุบัน ทั้ง Netflix และโรงหนัง อาจจะมีวัตถุประสงค์ต่างกัน

โรงหนัง เอาไว้ดูหนังใหม่ ไว้เดท ส่วน Netflix ไว้ดู Series และรำลึกหนังเก่า

แต่พฤติกรรมคนดูจะเริ่มเปลี่ยนแปลงและแยกชัดเจนขึ้น

โรงหนัง สำหรับคนชอบดูหนังบนจอใหญ่ กับ Netflix สำหรับคนชอบความสะดวกสบาย

ปี 2017 เป็นปีที่รายได้และยอดคนเข้าโรงหนัง ตกต่ำที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี ในสหรัฐฯ สร้างความวิตกกังวลให้กับอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญ ก็คือ OTT นี่แหละ (แต่รายได้รวมของโรงหนังทั่วโลกยังโตได้อยู่)

Indicator นี้เอง ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ค่ายหนังแต่ละค่าย มาสร้าง OTT Platform ของตัวเอง เพราะคนให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย

Netflix เองมีความพยายามจะสร้างหนังฉายแบบ streaming พร้อมกับในโรง แต่ไม่สำเร็จ เพราะโรงหนังไม่ยอม ค่ายหนังก็ไม่ยอม

แต่อนาคต อาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะ Netflix อาจจะ take over พวกโรงหนังเลย ปีนี้มีข่าวของโรงหนังรายแห่งว่าเป็น target acquisition ของ Netflix อยู่ตลอด

———————–

4. Content Acquisition

บริการ Netflix ถือว่าเป็นบริการประเภท Subscription Video on Demand หรือ “SVOD” ที่ประกอบด้วย content mixed หลากหลาย

ทั้งหนังเก่าๆ + TV Series + Variety ต่างๆ +สารคดี (Documentary)

การซื้อ Licensing deals จาก Major Hollywood Studios

– มีทั้งแบบเหมาเข่ง (เรียกว่า Library หรือ Syndicated shows) ซึ่งพวกค่ายหนัง จะจับมัดรวมกันให้เลือกในราคาแบบเหมาๆ (เช่น 10,000 เรื่อง ต้องจ่ายแบบ minimum x บาท และแชร์จากรายได้ ถ้าสมาชิกเกินจำนวนที่ตกลงกับค่ายหนังไว้)

– ซื้อแบบเป็น collection ไป เช่น collection ของ Marvel , Star wars, Mission Impossible

– ซื้อเป็นเรื่องๆ เช่น พวก series ต่างๆ (เรื่องเดียวแต่หลาย season)

2 แบบหลัง เป็นการซื้อแบบซื้อขาด หรือทำสัญญากันยาวๆ ไป

การซื้อแต่ละประเภท ก็มีเงื่อนไขในการเผยแพร่ (stream) ที่แตกต่างกันไป เช่น series บางเรื่อง จะได้ความสดใหม่หลังจากออกอากาศ (airing) ทาง Cable TV หรือ TV Networks

ทีวีฉายตอนไหน อีกซักพัก ก็มาโผล่บน Netflix ให้ดูแล้ว

หรือบางเรื่องอาจจะรอปล่อยรวดเดียวทั้ง season เลย (อาจจะตามหลังที่ฉายทีวีซักระยะ)

(ถ้าใครที่ใช้ Hulu จะความแตกต่างเล็กน้อย เช่น series ที่สตรีมนั้น สดใหม่มาก พอฉายทีวีปุ๊บ ออกมาให้สตรีมดูปั๊บ แต่จะมีกำหนดเวลาของมัน (เรียกว่า Content Windows) เช่น ให้ดูได้ 2 อาทิตย์ แล้วจะค่อยๆปลดตอนเก่าออกไปสัปดาห์ละตอน จากนั้น เจ้าของคอนเทนต์ จะรวบรวมไปขายในรูปแบบอื่นๆ เช่น Home DVD, Bluray แทน)

Series,หนังเรื่องไหน ยอดคนดูไม่เยอะ ก็ถอดออกไป เอาเรื่องใหม่เข้ามาแทน โดยที่อาจจะไม่ได้เสียเงินเพิ่ม หรือเสียเพิ่มไม่เยอะ (เป็น condition ที่ทำกับค่ายหนังได้)

หลายเรื่องซื้อ global license มาแล้ว แต่ฉายในบางประเทศนั้นไม่ได้ ค่ายก็จะไม่คิดราคา (เช่น series เรื่องนั้น ออนแอร์อยู่กับเคเบิลทีวีในประเทศ บางครั้งก็ห้ามฉายชนกัน)

ระยะเวลาของสัญญาที่ Netflix ทำกับค่ายหนัง ค่อนข้างยาว หลัก 10 ปี (เช่น กับ Sony Pictures, Warner Bros., Lionsgate)

เมื่อครบกำหนดสัญญา ค่ายหนัง ก็พยายามจะบีบ Netflix ด้วยการขึ้นราคาเยอะๆ ทำให้ Netflix ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา

Netflix ซื้อคอนเทนต์อยู่ 2 แบบ คือ

(ราคาหารด้วยจำนวนสมาชิก จะได้ราคาต่อหัว ซึ่งกลายเป็นถูกไปเลย)

กับอีกวิธี คือ ซื้อแบบเหมา Library

แน่นอนว่า Netflix ชอบแบบแรกมากกว่า ในช่วงสมาชิกยังหลักสิบล้าน Netflix ก็ซื้อคอนเทนต์แบบนี้ไปหลายเรื่อง

แต่หลังๆค่ายหนังรู้ทัน เลยเปลี่ยนให้มาซื้อแบบวิธีที่ 2 แทน เพราะอยากได้ส่วนแบ่งจากการเติบโตของสมาชิกด้วย (ไม่ขายแบบแรกให้แล้ว หรือถ้าขายก็ขายแบบโก่งราคาแพงมากๆ ไปเลย)

———————–

5. Exclusivity & First Run

สิ่งที่สำคัญที่สุด ในโลกของการให้บริการคอนเทนต์ คือ เรื่อง Exclusivity

หนังหรือซีรีย์ดังๆ ถ้าใครได้ไปฉายแต่เพียงผู้เดียว ถือเป็นความได้เปรียบที่สุด เพราะผู้ชม ไม่มีตัวเลือกอื่น

ถ้าต้องการดูคอนเทนต์นั้นๆ ก็ต้องยอมจ่ายให้ผู้ให้บริการไป

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ คือ Exclusivity ของกีฬา ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นกีฬาที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ

ถ้าได้สิทธิ์ในการเผยแพร่มาครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ก็จะมีอำนาจต่อรองสูง จะตั้งราคาสูงกว่าบริการคู่แข่งก็ได้ เพราะมีดูได้ที่เดียว

Exclusivity จึงเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการ OTT ต้องการมาก

บรรดาค่ายหนังยักษ์ใหญ่รู้ดี จึงกำหนดราคาของ Exclusivity ผูกกับการ bid และสร้าง bidding wars ขึ้นมา จากการมีผู้ให้บริการ OTT หลายเจ้า

ในอเมริกา นอกจาก Netflix แล้ว ยังมี Hulu, Amazon และมีบริการ OTT จาก Cable TV Networks เช่น HBO มา bid แข่ง

ถ้าสังเกตดีๆ หนังกับ Series หลายเรื่องที่ฉายบน Netflix ซักช่วงหนึ่ง แล้วหายไป แต่ไปอยู่บน OTT Platform อื่น ที่เดียว แสดงว่า Netflix ไม่สามารถรักษาสิทธิ์ในการเผยแพร่เรื่องนั้นๆได้

Netflix รู้ดีว่า ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ต้นทุนค่าคอนเทนต์ที่ต้องใช้ซื้อ license ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมหาศาล จนธุรกิจพังได้

เป็นที่มาของการสร้าง Original contents ของตัวเองขึ้นมา และตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจการผลิตคอนเทนต์เต็มตัว

เป็นการควบคุมทั้ง Supply chain และใช้ทรัพยากร ปัจจัยการผลิตต่างๆร่วมกันได้

กลายเป็นความได้เปรียบใหม่ที่เรียกว่า “Economies of Scope”

และการใช้ Big Data รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆทั้ง supply chain จึงเกิด “Economies of Speed” เพิ่มขึ้นมาอีก

บริการ OTT Licensing deals แบบ regional / global ถ้ามองราคาเป็นตัวเงิน อาจจะดูแพง

แต่สิ่งที่ทำให้ได้เปรียบมากๆ คือ เรื่อง “Economies of Scale”

การซื้อในสเกลใหญ่ จะถูกกว่าการซื้อสเกลเล็ก ยิ่ง player ใหญ่ยิ่งได้เปรียบด้านต้นทุน

ไม่ใช่แค่เรื่อง Licensing deals แต่ยังรวมถึง Internet Bandwidth, Cloud storage, CDN (Content Delivery Network), Payment Processing Fee (ค่าฟีจากผู้ให้บริการบัตรเครดิตทั้งหลาย) , DRM Fee

ค่าสิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์ ที่ทำให้ local OTT player แข่งด้วยยากมาก

OTT Player ในไทยอย่าง Primetime, Hollywood HD ถึงไปต่อไม่ได้ เพราะจ่ายค่าคอนเทนต์เฉลี่ยแพงกว่า regional player อย่าง HOOQ, iFlix และ 2 เจ้านี้ ก็จ่ายแพงกว่า Netflix อีกที (ขนาด Primetime, Hollywood HD ซื้อกับค่ายหนังโดยตรง ไม่ผ่านนายหน้าหรือ aggregator)

การผลิต original content ของ Netflix 1 เรื่อง ไม่ได้แปลว่า จะฉายเฉพาะ Netflix ที่เดียว เพราะมีหลายเรื่องที่ Distribution ของตัว content เป็นบริษัทอื่น

เช่น House of Cards เป็น original series ของ Netflix แต่ให้ Sony Picture Home Entertainment เป็น Distributor ทั้ง DVD และ Bluray ซึ่งเค้าก็เอาไป release เป็นแต่ละ zone อีก ตามวิธีการบริหาร Content Windows

และยังขาย rights ให้กับ Broadcast อย่างพวก Cable TV เช่น ล่าสุด Virgin TV ก็เพิ่งซื้อสิทธิ์ไปฉายในช่องใหม่ใน UK เมื่อกันยาที่ผ่านมา หรือ FoxTel ที่ออสเตรเลีย

ถ้าจำไม่ผิด Fox ก็ซื้อไปฉายในช่อง TV series ตัวเอง

Original contents ของ Netflix ถ้าเรื่องไหนดัง นี่สร้างรายได้หมุนต่อได้อีกมหาศาล

ถ้าจำได้ ปีแรกที่ Netflix ฉายในไทยแบบเป็นทางการ ไม่มี House of Cards เพราะชนกับสิทธิ์ที่ Fox ถือในไทย (ช่องทรู) เลยฉายไม่ได้

ต่อมา Netflix เลย take over การดูเรื่อง content distribution ของ House of Cards เอง

———————–

6. จุดตายของ Netflix

ปัญหาที่ใหญ่มากของ Netflix คือ ต้นทุนการผลิต original content ที่สูงมากๆ

ปี 2018 Netflix มี budget ที่บานปลาย

จากงบประมาณที่ตั้งไว้ตอนแรก 8 พันล้านดอลลาร์

กลายเป็น 13 พันล้านดอลลาร์

85% ใช้ในการสร้าง original contents ไม่ใช่การซื้อคนอื่นมา เพราะกว่า 90% ของสมาชิก ดู Netflix original เป็นประจำ

อ้วกแตกนะครับ ต้องใช้งบมากกว่าที่วางแผนไว้กว่า 60%

แถมงบการตลาดยังบวมขึ้นเป็น 2 พันล้านดอลลาร์

เหตุผลที่ต้องอัดเงินเพิ่มขนาดนี้ก็เพื่อเร่งการเติบโต

และสปีดหนีบริการคู่แข่งอย่าง Disney+ และ Apple SVOD

การอัดฉีดเงินเพิ่มมันก็ดูเหมือนง่ายครับ

แต่ความยากคือ คอนเทนท์มันต้องดัง โดน ปัง ทุกเรื่อง

เป็นไปได้ยากมาก สำหรับคอนเทนท์ประเภท scripted ที่ต้นทุนแพงกว่าพวกเกมโชว์ เพลง หลายเท่า (บทต้องดี ผู้กำกับต้องเก่ง เล่าเรื่องดี ดาราเหมาะสม)

The Crown ใช้งบสร้าง 140 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

The Get Down ใช้งบสร้าง 120 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

Sense 8 ใช้งบสร้าง 107 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

Marco Polo ใช้งบสร้าง 90 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

House of Cards ใช้งบสร้าง 60 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

Hemlock Grove ใช้งบสร้าง40 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

Daredevil, Jessica Jones ใช้งบสร้าง 40 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

ต้นทุนขนาดนี้ จะเอาเงินมาจากไหนนอกจากการกู้ โดยการออกพันธบัตร จำนวน 2 พันล้านดอลลาร์

หนี้สินระยะยาวของ Netflix พุ่งสูงขึ้นจาก 4.89 พันล้านดอลลาร์ในปี 2017 ไปเป็น 8.34 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018

หนี้เพิ่มกว่า 71%

ไม่ใช่ว่าซีรีย์ทุกเรื่องที่ Netflix ทุ่มทุนสร้าง จะดังอย่าง House of Cards, The Crown เสมอไป มันก็เหมือนละครช่อง 3 ช่อง One ที่มีเปรี้ยงกับแป้ก

เรื่องที่มีแป้กๆ ตัวอย่างเช่น

Marco Polo, Hemlock Grove, Gypsy, Iron Fist, The Defenders, Girlboss, Santa Clarita Diet

ปีนี้และปีหน้า คือ บทพิสูจน์ที่แท้จริง ว่า Netflix จะแข็งแกร่งต่อกรกับยักษ์ใหญ่ระดับมาเฟียของฮอลลีวูด รวมไปถึง Apple ได้หรือไม่


เพราะยิ่งต้องการโต ก็ยิ่งต้องสร้างหนี้สิน ใช้เงินมหาศาลไปกับการสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง

ไม่มีใครตอบได้เหมือนกันครับ ว่า Netflix จะยืนระยะไปได้อีกถึงเมื่อไหร่ และสุดท้ายปลายทาง จะเป็นผู้ชนะในโลกอนาคตของทีวีหรือไม่

ช่วงนี้มีข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับ Netflix เลยขอจับประเด็นกลยุทธ์มาขยายหน่อยครับ

“สิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์” ปัญหาใหญ่ของ Netflix

กลยุทธ์ที่ Netflix ใช้ สำหรับ “Netflix Everywhere” ที่ประกาศบนเวที CES 2016 ไม่ใช่การเอาหนังและ series ที่ฉายในอเมริกา ไปให้บริการที่ประเทศอื่นทั้งหมด เนื่องจากติดปัญหาเรื่อง “สิทธิ์ในการเผยแพร่” ที่ทำกับเจ้าของคอนเทนต์แต่ละค่าย

สิทธิ์ที่ว่า จะถูกจำกัดโดย Geolocation หรือ สถานที่ตั้ง ประเทศ ที่ให้บริการ ซึ่งอาจจะตกลงกันเป็นประเทศหรือเป็นภูมิภาค (region) ก็ได้

ทางด้านเทคนิค Netflix สามารถให้บริการได้ทั่วโลก ไม่มีปัญหา ตราบใดที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง

แต่สิทธิ์ในการเผยแพร่ เป็นสิ่งที่จำกัดการเติบโตของ Netflix ไว้

Netflix รู้ตัวและตระหนักดีครับ เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ค่าสิทธิ์ที่จ่ายให้กับค่ายหนังค่อนข้างมหาโหดมาก

ปี 2014 จ่ายค่าคอนเทนต์ไป 4 พันล้านเหรียญ และปี 2015 จ่ายไปอีก 3 พันล้านเหรียญ (รวมค่าคอนเทนต์ 2 ปี เกือบซื้อกิจการ Spotify ได้ทั้งบริษัท)

ปัญหานี้ดูเหมือนจะเริ่มบานปลายและเป็นภาระทางธุรกิจอย่างมาก เพราะค่ายหนังเห็น Netflix เติบโตเร็วมากๆ จึงอยาก “ขึ้นราคา” เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น

ไม่ใช่แค่แพงขึ้นเพียงอย่างเดียวครับ ค่ายหนังยังไม่ยอมทำสัญญาแบบ exclusive กับ Netflix อีก ทำให้หนังและซีรีย์ดีๆหลายเรื่อง สามารถดูได้บนบริการของคู่แข่งอย่าง Hulu และ Amazon Prime VDO ทำให้ความโดดเด่นและแตกต่างลดน้อยลง

เดือนกันยายน 2015 ที่ผ่านมา Netflix จึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ Epix เพราะไม่ค่อยพอใจที่คู่แข่งอย่าง Amazon ได้หนังเรื่องเดียวกันไปฉาย ในขณะที่ค่าสิทธิ์ในการต่อสัญญาก็สูงถึง 1 พันล้านเหรียญ

ส่งผลให้หนังดังอย่าง The Hunger Games, Transformer หายไปจาก library หนังของ Netflix ทันที เพราะ Epix เป็นคนดูแลสิทธิ์ให้ค่ายหนังอย่าง Lionsgate , MGM และ Paramount

เมื่อกูเกิ้ลถึงซื้อกิจการ Nest Labs 3,200 ล้านดอลลาร์

เข้าสู่ศักราชใหม่ได้เพียงไม่กี่อาทิตย์ แวดวงเทคโนโลยีก็คึกคักกันแล้วครับ เมื่อมีข่าวการเข้าซื้อกิจการบริษัท Nest Labs ของกูเกิ้ล ด้วยเงินสดในมูลค่าสูงถึง 3,200 ล้านดอลลาร์
เป็นการซื้อกิจการบริษัทฮาร์ดแวร์ที่แพงที่สุดอันดับ 2 ของกูเกิ้ล ต่อจากการซื้อกิจการโทรศัพท์ของโมโตโรล่าด้วยมูลค่า 12,500 ล้านดอลลาร์ ในปี 2011

เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อครั้งที่ไมโครซอฟท์ซื้อกิจการโนเกียด้วยมูลค่า 7,200 ล้านดอลลาร์
มูลค่าการซื้อกิจการครั้งนี้ จึงดูเหมือนแพงเกินไป เมื่อเทียบกับขนาดบริษัท ผลประกอบการ และสิ่งต่างๆที่บริษัทเคยสร้างมา ในระยะเวลาไม่ถึง 4 ปี
การซื้อกิจการครั้งนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งครับ

Facebook Home หมัดเด็ดรุก Mobile Advertising

2013-04-05_02-44-20

 

Facebook Home ผลิตภัณฑ์ใหม่ของเฟซบุ๊ก ที่ทำอยู่ในรูปแบบสกินของมือถือแอนดรอยด์ ช่วยทำให้คนติดหนึบกับเฟซบุ๊กเข้าไปใหญ่ครับ ผลก็คือ เม็ดเงินโฆษณาที่จะได้จากมือถือก็ยิ่งมากขึ้น และเป้าหมายเดียวในตอนนี้ของเฟซบุ๊กคือ ต้องกระตุ้นยอดติดตั้งให้มากที่สุด ทั้งจาก organic download และ bundle กับค่ายมือถือรายอื่นๆ นอกเหนือจาก HTC ซึ่งตอนนี้ที่ทราบก็มีซัมซุงสนใจเข้าร่วมวงแล้วครับ

งานนี้ลองดูครับว่าเฟซบุ๊กจะทำอย่างไรเพื่อเอา Facebook Home ไปใส่ในไอโฟน ไอแพดของแอปเปิล (ซึ่งทางเทคนิคแล้วทำไม่ได้อย่างแอนดรอยด์แน่ๆ)

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ Facebook Home ได้ที่นี่ครับ

Facebook ครองโลก Mobile Internet ในอเมริกา

2013-04-04_04-57-36

วันนี้ผมมีสถิติจาก Flurry บริษัททำระบบ Mobile Analytics ที่คิดว่าน่าสนใจสำหรับคนทำการตลาดออนไลน์ทุกท่านครับ นั่นก็เพราะว่า เมื่อดูจากกราฟแล้วจะพบว่า คนเล่น mobile internet ในอเมริกาส่วนใหญ่นอกจากเป็นคอเกม และเข้าซาฟารีเปิดเว็บต่างๆ แล้ว พวกเขายังเข้าเฟซบุ๊กถึง 18% ของเวลาที่ใช้ไปกับแกดเจ็ทเหล่านี้ หรือคิดเป็นวันละเฉลี่ย 28 นาที

ต่อด้วยภาพกราฟฟิกที่ระบุชัดว่าจริงๆ แล้วคนใช้แอนดรอยด์ ใช้เฟซบุ๊กทำอะไรบ้าง?

2013-04-04_05-01-36

ตัวเลขเหล่านี้ทำผมไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมเฟซบุ๊กถึงออกระบบโฆษณาบนมือถือมากมาย นั่นก็เพราะว่าวันนี้เฟซบุ๊ก พร้อมแล้วที่จะเป็น Mobile Internet Company และวันนี้ก็จะมีการเปิดตัวมือถือเฟซบุ๊ก แน่นอนว่าผมจะนำมาอัปเดทแฟนๆ แน่นอนครับ

 

ไนกี้-ไทเกอร์ โฆษณาใหม่ที่จุดประเด็นร้อนในโลกไซเบอร์

2013-03-29_17-48-36

ไทเกอร์ วู้ดส์ มือหนึ่งในวงการกอล์ฟที่ชีวิต 5 ปีหลังเป็นทั้งตำนานและความยากลำบากที่สุดในชีวิตของเขา หลังจากสื่อปล่อยข่าวเรื่องอาการเสพติดเซ็กส์ นอกใจภรรยา และการหย่าร้าง ทำให้สปอนเซอร์หลายรายตัดเขาออกจากระบบ ยกเว้นแต่ “ไนกี้” แบรนด์แรกที่ดึงเขามาเป็นฮีโร่ และยังเชื่อมั่นในตัวเขาเสมอ

และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เสือใหญ่ก็ผงาดอีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ พีจีเอ ทัวร์ รายการ อาร์โนลด์ พาลเมอร์ อินวิเตชัน และกลับมารั้งตำแหน่งนักกอล์ฟหมายเลข 1 ของโลกอีกครั้ง

วันรุ่งขึ้นไนกี้รีบออกชิ้นงานโฆษณาโปรโมทความสำเร็จนี้ด้วยข้อความที่ว่า “Winning takes care of everything.” (ซึ่งเป็นคำที่วู้ดส์ชอบพูดกับสื่อเสมอๆ) ตามมาด้วยชื่อของเขาและติดคำว่า World #1 ห้อยท้าย ส่วนโลโก้ปีกเทพของไนกี้ยังถูกใส่ข้อความอย่าง Victory เข้าไปที่ด้านหน้า (ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดีไซน์โลโก้นั้นไม่ได้ทำได้ง่ายๆ)

5 ประเด็นสำคัญ สู่ความสำเร็จของ Startup ไทย

5 ประเด็นสำคัญ สู่ความสำเร็จของ Startup ไทย

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินงาน “AIS The Startup Weekends 2013” ที่จัดโดย AIS ร่วมกับพันธมิตรอีกมากมาย

มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้าร่วมงานประมาณ 500 กว่าคน และมีการแบ่งกลุ่มได้เป็น 116 ทีม เพื่อเข้าร่วมนำเสนอไอเดียแอพและบริการออนไลน์ต่างๆ โดยมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ทั้งดีไซน์ การพัฒนาซอฟท์แวร์ เจ้าของธุรกิจที่มีประสบการณ์ มาร่วมกันตัดสินคัดเลือกไอเดียเด็ดๆโดนๆ

มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ เก็บตกมาจากการได้เจอบรรดา Startups หลายๆทีม รวมกับประเด็นตกค้างจากงานสัมมนาของฟิลิป คอตเลอร์ ซึ่งบังเอิญสาระสำคัญบางอย่างจากในงานนั้น สอดคล้องและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ Startup ได้อย่างลงตัว

เมื่อมอง Startup จากมุมมองของนักการตลาด มีสาระสำคัญที่น่าสนใจอยู่หลายประเด็น

ประเด็นแรก คือ ความสำคัญของการตลาด

หลายคนคิดว่า ถ้าทำ product ดี เจ๋ง จะทำให้คนมาใช้ product เยอะเอง

ความคิดนี้อาจจะไม่จริงครับ

ฟิลิป คอตเลอร์ พูดประโยคนึงที่ผมคิดว่า มันใช่มากๆ นั่นคือ “Marketing puts the meaning into product not the product itself”

iPad เป็น product ที่ดีมั้ยครับ คำตอบคือเป็น

แต่มันจะขายไม่ได้เลย ถ้าไม่มีคนบอกว่า iPad คืออะไร ใช้ทำอะไรได้ เหมาะกับใคร และราคาขายประมาณเท่าไหร่

การสื่อสารการตลาด (Marketing Communication) มีบทบาทสำคัญมากในการสร้าง meaning และสร้าง story ให้กับ product ต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้รู้จัก เห็นความสำคัญ และนำไปสู่ยอดขาย

นอกจากการโฆษณาแล้ว การตลาดยังมีเรื่องของการสร้างและพัฒนา product ให้แตกต่าง เป็นที่ต้องการ และสร้างคุณค่าสูงสุดให้กับผู้ใช้

มีเรื่องของการตั้งราคา การกำหนดโครงสร้างราคา product ที่เหมาะสม (ถูกไปขาดทุน แพงไปคนไม่ซื้อ)

มีเรื่องของการศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้ (consumer behavior) การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัว product ด้วยแบรนด์ การวางกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะสมกับสภาวะการแข่งขัน

การตลาด จึงเป็นส่วนที่สำคัญมาก ในความสำเร็จของธุรกิจ Startup และความรู้ความเข้าใจในเรื่องการตลาด จะช่วยให้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้

 

ประเด็นที่ 2 คือ ใครคือคนที่จะมาใช้แอพหรือบริการของเรา และทำไมเค้าถึงต้องมาใช้

หลักการตลาดที่สำคัญนอกเหนือไปจาก 4P คือ Segment , Target และ Position หรือ “STP”

“ใครคือลูกค้า” “ใครคือผู้ใช้” เป็นคำถามตั้งต้นที่สำคัญมากๆที่จะต้องตอบให้ได

เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่คน product ของเรา จะเป็นคนทั้งประเทศ หรือคนทั้งโลก เพราะเราจะต้องเสียเงินมหาศาล ที่จะทำให้คนทั้งประเทศ หรือทั้งโลก รู้จัก product ที่เราทำ

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายของผู้ใช้ให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาแอพหรือบริการต่างๆให้เหมาะกับคนกลุ่มนี้ และช่วยให้การสื่อสารการตลาดทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อีกคำถามที่ควรจะต้องถามตัวเองหนักๆเลย คือ ทำไมเค้าถึงต้องมาใช้ product ของเรา

ในตลาด ย่อมมีการแข่งขันครับ ทั้งคู่แข่งทางตรงและทางอ้อม บางครั้งมันมี product ที่คล้ายๆกับที่เราคิดอยู่แล้ว เราจะต้องตอบ consumer ให้ได้ว่าทำไมเค้าถึงต้องมาใช้ product ของเรา เหมือนเป็นการชักชวน จูงใจให้มาใช้ ซึ่งถ้าเหตุผลของเราไม่หนักแน่นพอ ก็คงยากที่จะมีคนมาใช้ product ของเรา

 

ประเด็นที่ 3 คือ วิเคราะห์ความน่าสนใจของตลาดและสภาวะการแข่งขัน

เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก ได้แก่ โอกาส (Opportunity) และภัยคุกคาม (Threat) ซึ่งเป็นการศึกษาตลาดว่าน่าสนใจหรือไม่ ไม่ใช่แค่คิดไอเดียดีๆได้ แต่ตลาดไม่น่าสนใจ ทำไปก็ไม่รุ่ง เพราะไม่รู้จะเอาไปขายใคร ใครจะมาใช้ product ของเรา

ปัจจัยที่นำมาใช้วิเคราะห์ เช่น ขนาดของตลาด จำนวนคนที่คิดว่าน่าจะมาเป็นผู้ใช้ product ของเรา หรือถ้าเป็น product ที่ไม่ต้องมีผู้ใช้จำนวนมากๆ ก็ให้ดูว่าผู้ใช้แต่ละคน สร้างรายได้ให้เรามากแค่ไหน

ถ้าธุรกิจดูเหมือนจะน่าสนใจ แต่มี barrier to entry ต่ำ ก็จะมีคู่แข่งเยอะแยะเต็มไปหมด มีการแข่งขันสูง ก็ถือว่าความน่าสนใจต่ำ เพราะเราจะต้องทุ่มทรัพยากรทั้งเงินและคน ไปสร้าง product แข่งกับคนอื่น ตัวผู้ใช้ก็มีทางเลือกเยอะ ยิ่งมีการแข่งขันสูงเราจะยิ่งลำบากมากขึ้น

แต่แน่นอนครับว่า ทุกตลาดย่อมมีการแข่งขันเกิดขึ้นเสมอ “Competitive Advantage” หรือ แต้มต่อในการแข่งขัน เป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเรามีและคิดว่าคู่แข่งไม่มี ก็ถือว่าตลาดนั้นน่าสนใจ แต่ถ้าไม่มีแต้มต่ออะไร ใครเข้ามาก็แข่งกับเราได้ง่ายๆ เสียเวลาที่จะทำครับ เหนื่อยเปล่าๆ

ถ้าเราประสบความสำเร็จ แล้วมีคู่แข่งรายใหญ่ เงินเยอะกว่าเรา ทุ่มทรัพยากรมาสู้ เราจะแข่งขันกับเค้าได้ยังไง เพราะมีไม่น้อยครับที่ ผู้เล่นรายเล็ก เป็นคนสร้างตลาดขึ้นมา พอประสบความสำเร็จคนใช้เยอะขึ้น ผู้เล่นรายใหญ่กระโจนเข้ามาด้วยเงินหนากว่า ทีมงานเยอะกว่า มีสื่อเยอะกว่า แบรนด์แข็งแรงกว่า หรือพูดง่ายๆ คือ เหนือกว่าเราทุกอย่าง ถ้าเป็นแบบนี้ ธุรกิจของเราก็อาจจะถึงกับอวสานได้ เราจึงต้องคิดในจุดนี้เผื่อไว้

เมื่อดูปัจจัยภายนอกแล้ว ดูความน่าสนใจของตลาดแล้ว ก็ลองมาดูสิ่งใกล้ตัว คือ จุดแข็ง (Strength) ของเราและทีมงาน รวมไปถึงจุดอ่อน (Weakness) ที่มีอยู่ ว่าเราขาดอะไรบ้าง ที่คิดว่ามีส่วนสำคัญที่จะทำให้มันสำเร็จ จะทำให้เรามองเห็นชัดเจนมากขึ้นครับ ว่าเรายังขาดอะไรและควรเสริมอะไรให้ตัวเราเองแข็งแรง

 

ประเด็นที่ 4 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ (Key Success Factors)

อะไรคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ product ของเราประสบความสำเร็จบ้าง ตรงนี้จะช่วยให้เราวางแผนให้บรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้า Key Success Factors ของ product เรา คือ จำนวนผู้ใช้ เราก็จะตั้งเป้าในเรื่องของจำนวนผู้ใช้ และหาวิธีที่จะทำให้จำนวนผู้ใช้มากที่สุด (users acquisition) เพื่อให้ product ประสบความสำเร็จ

Key Success Factors ที่ดี ไม่ควรมีเยอะครับ ลองใส่มาซัก 2-3 ข้อก็พอ

ตรงนี้ จะช่วยให้เราโฟกัสในเป้าหมายที่สำคัญจริงๆ ทั้งการสร้าง product และใช้กลยุทธ์การตลาดอย่างมีทิศทางมากยิ่งขึ้น

การโฟกัส เป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ อย่าพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะจะเป็นการสูญเสียทรัพยากรมากเกินความจำเป็น อย่าพยายามขายให้ทุกคน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องใช้ product เรา

การไม่โฟกัส ในเชิงกลยุทธ์ เป็นการทำให้เสีย Position ไป แทนที่จะสร้าง product ให้โดดเด่นซักทาง จะกลายเป็น product ไม่มีความโดดเด่นอะไรเลย ภาพที่ consumer มองก็จะสับสน ไม่รู้ว่า product ที่เราทำมา คืออะไร ทำอะไรกันแน่ โอกาสแพ้และประสบความล้มเหลวก็จะมีสูง

 

ประเด็นที่ 5 คือ ตลาดไทยหรือโกอินเตอร์

เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาตลอดครับ เวลามี product อะไร เพราะแน่นอน เจ้าของ product เมื่อทำออกมาแล้ว ก็อยากมีผู้ใช้เยอะๆ การมองตลาดในประเทศอย่างเดียว อาจจะไม่พอ ก็เลยตั้งเป้าว่า ทำออกมาขายคนทั้งโลกกันหมด

ลองถอยกลับมาคิดกันซักนิดครับว่า การที่ product เราจะขายคนทั้งโลก จะต้องเจอกับอะไรบ้าง?

อย่างแรกเลย คือ คู่แข่ง ทั้งโลกครับ อเมริกา ยุโรป จีน คิดว่าจะแข่งกับเค้าได้มั้ย?

ต่อมา คือ เรื่องการตลาด การทำตลาดนั้น ใช่ว่าอยู่ๆทำ product ออกมาแล้วจะขายได้นะครับ เราจะต้องมีการทำแผน Go To Market สำหรับแต่ละตลาด

มีโอกาสน้อยมากครับที่ product อยู่ดีๆก็ฟลุค ดังเปรี้ยงปร้าง ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ยอดดาวน์โหลดพุ่งปรี๊ด โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

เราจะต้องมีการวางแผนครับว่า จะมีการบุกตลาดในประเทศหรือทวีปนั้นๆอย่างไร ต้องปรับเปลี่ยน product เราอย่างไรให้เหมาะกับรสนิยมของคนในกลุ่มตลาดเป้าหมาย เราจะมีวิธีการสื่อสารการตลาดออกไปยังไงให้กับลูกค้าในแต่ละประเทศ เพราะแต่ละที่อาจจะมีความชอบไม่เหมือนกัน เห็นฟีเจอร์ของ product เราสำคัญไม่เท่ากัน ถ้าเราเลือกพูดผิด แทนที่จะเลือกสิ่งที่เค้าสนใจก่อน อาจมีผลให้ product ของเราในตลาดนั้น แป้กเอาได้ง่ายๆ

หนึ่งในเทรนด์ที่ฟิลิป คอตเลอร์บอกให้จับตามองเป็นพิเศษ คือ “Glocalization” (Globalization  + Localization) คือ การทำ product ให้เหมาะสมกับคนท้องถิ่น เพื่อขายคนท้องถิ่น

ไม่มีใครเข้าใจคนไทยดีไปกว่าคนไทยด้วยกันเอง การโฟกัสเพื่อสร้าง product บางอย่างให้เหมาะกับตลาดในประเทศ  ถ้าทำดีๆ เน้นตลาดเฉพาะ (Niche) ก็สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้ โดยไม่จำเป็นต้องโกอินเตอร์

ทั้งหมดนี้ เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ที่อยากฝากเจ้าของกิจการ Startup ทุกคน ครับ

 

ทิ้งท้าย ขออนุญาตแจ้งข่าวว่า หนังสือ Pocket Book ของผม ชื่อ “Marketing Ideas” จะเปิดตัวในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครับ และจะมีงานเปิดตัว ในวันพุธที่ 3 เมษายน เวลาประมาณ  18.00-19.00  ที่ เวทีเอเทรียมครับ ใครว่างก็เรียนเชิญนะครับ 🙂

รายละเอียดงาน -> https://www.facebook.com/events/119616074895584/

คำนิยม –http://www.slideshare.net/worawisut/marketing-ideas-17368251

สารบัญ -> http://www.slideshare.net/worawisut/marketing-ideas-17369171

IMG_5248

IMG_5254

IMG_5246

พฤติกรรมทาง Social Network เหมาะหรือไม่กับการใช้พิจารณาจารณาคนเข้าทำงาน?

“พฤติกรรม” นอกจากจะมีความสำคัญในแวดวงของการตลาด การพัฒนาสินค้าและบริการแล้ว ยังมีความสำคัญกับธุรกิจในแง่ของทรัพยากรบุคคล ที่ต้องการคนที่เหมาะสมมาร่วมขับเคลื่อนองค์กร

แน่นอนว่าองค์กร ย่อมต้องการคนที่มีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมภายใน ไม่สร้างปัญหาให้กับองค์กรและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งรูปแบบเดิมของการตรวจสอบพฤติกรรมก่อนรับเข้าทำงาน คือ การสัมภาษณ์ผู้สมัคร การทำแบบสอบถามทางจิตวิทยา และการสุ่มสอบถามไปยังเพื่อน หรือบุคคลอ้างอิงต่างๆ ที่ผู้สมัครให้ข้อมูลมา


ฝ่ายบุคคลขององค์กร ก็อยากได้เครื่องมือตรวจสอบพฤติกรรมของผู้สมัครที่แม่นยำมากขึ้น การใช้วิธีการแบบเดิม อาจจะไม่เพียงพอ

ในยุคโซเชียลมีเดีย ความเป็นตัวตนของบุคคลถูกสะท้อนออกมาบนพื้นที่ออนไลน์ส่วนตัว ฝ่ายบุคคลขององค์กรบางแห่ง ได้นำมาเป็นปัจจัยในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน


คำถามคือ เหมาะสมหรือไม่กับการนำพฤติกรรมหรือตัวตนของบุคคลทาง Social Network มาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน?

มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northern Illinois ร่วมกับมหาวิทยาลัย Evansville และมหาวิทยาลัย Auburn มีจำนวนกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาจำนวน 586 คน โดยมีการเก็บข้อมูลเบื้องต้นเป็นแบบสอบถามทางจิตวิทยา และมีนักศึกษาจำนวน 274 คนที่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลจากโปรไฟล์บน Facebook เพื่อการวิจัยได้ โดยแต่ละคนจะเปิดให้อ่านข้อมูลแบบ Public


จากนั้นโปรไฟล์ของแต่ละคนจะถูกวิเคราะห์และให้เกรดโดยผู้ประเมินตามหลัก “ทฤษฏีบุคลิกภาพตามปัจจัย 5 ประการ” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “Big Five Traits Theory” ได้แก่

Extraversion (ชอบเข้าสังคม ชอบแสดงออก)

Conscientiousness (ความมีระเบียบวินัย มีเป้าหมายในการทำงาน)

Agreeableness (ความเป็นมิตร ยอมรับซึ่งกันและกัน  ไว้เนื้อเชื่อใจ อดทนต่อสิ่งรอบข้าง)

Emotional Stability (การรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียด การจัดการกับอารมณ์)

Openness to Experience (ชอบหาประสบการณ์ใหม่ๆ มีจินตนาการ มีความสนใจหลากหลาย)


ในอีก 6 เดือนต่อมา กลุ่มตัวอย่างจะถูกเลือกเฉพาะคนที่มีงานทำและเต็มใจที่จะให้ข้อมูลของนายจ้างเท่านั้น จากจำนวน 274 คนในตอนแรก มาขั้นตอนนี้จะเหลือเพียง 69 คน

จากนั้น ทีมผู้วิจัยและประเมินจะทำการติดต่อกับนายจ้างเพื่อทำแบบสอบถาม ซึ่งเหลือจำนวน 56 คนเท่านั้นที่นายจ้างสมัครใจ ในการทำวิจัยครั้งนี้

ซึ่งผลลัพท์ที่ได้ สอดคล้องกันระหว่างข้อมูลการทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาของตัวนักศึกษาเอง กับคะแนนของการประเมินหน้าโปรไฟล์บน Facebook ที่เป็นมุมมองของผู้ประเมิน  และจากการสำรวจจากนายจ้างซึ่งเป็นมุมมองของคนที่รับเข้าทำงาน


แม้ว่าผลการศึกษานี้จะไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เนื้อหาสาระที่ถูกโพสต์ลง Social Network จะไม่สามารถบอกได้ว่าผู้สมัคร ทำงานดีหรือไม่ดี แต่ก็สามารถบอกได้ว่า เนื้อหาสาระที่โพสต์เหล่านี้ สะท้อนตัวตนของตัวเองออกมาจริงๆ

มีผลสำรวจจากบริษัท Reppler ที่ทำการสำรวจ recruiter กว่า 300 คน ว่าใช้ Social Network  ของตัวบุคคลมาพิจารณาเป็นปัจจัยในการรับคนเข้าทำงานหรือไม่

จากผลสำรวจ พบว่า 90% ของ recruiter เหล่านี้ นำโปรไฟล์บน Social Network ของผู้สมัคร มาพิจารณาด้วย

มีถึง 69% ที่ปฏิเสธผู้สมัครเข้าทำงาน จากการอ่านโปรไฟล์บน Social Network ของผู้สมัครเหล่านี้ ในขณะที่ 68% ของการรับคนเข้าทำงาน ก็เพราะอ่านจากโปรไฟล์ผู้สมัครบน Social Network เช่นเดียวกัน

หลายคนอาจมองว่าไม่เหมาะสม ถ้าฝ่ายบุคคลจะใช้ Social Network มาเป็นปัจจัยในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน แต่ก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปัจจุบัน เร่ิมมี recruiter หลายบริษัท ใช้วิธีนี้ในการคัดกรองคนบ้างแล้ว แม้กระทั่งในเมืองไทย

อาจไม่ต้องถึงกับเลิกเล่น หรือโพสต์สร้างภาพคนดี มีอีก account ไว้สร้างภาพหรอกครับ

ขอแค่เราพยายามไม่โพสต์สิ่งที่ส่งผลกระทบด้านลบมากๆกับตัวเราเองให้กับสาธารณะชนรับรู้ 

เพราะมันอาจจะไม่ใช่เพียงฝ่ายบุคคลเท่านั้นที่เห็นครับ แต่จะกลายเป็นเพื่อนทั้งหมดที่เรามีอยู่ จะได้เห็นในสิ่งเหล่านี้

พฤติกรรมบางอย่าง บางครั้งเราก็ไม่ควรเปิดเผยให้กับคนทุกคน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจเราเสมอไป:)


Source : Repler (Link) , Research (Link)

บทความนี้ ตีพิมพ์อยู่ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ Marketing Hub ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ (Link)

ข่าวที่ฮือฮาในแวดวงดิจิตัลของเดือนกุมภาพันธ์ คงไม่มีข่าวไหน ได้รับความสนใจ มากไปกว่าการเตรียมเปิดขายหุ้นต่อสาธารณะ (Initial Public Offering หรือ IPO) ของบริษัทที่ทรงอิทธิพลบนโลกอินเตอร์เน็ตที่สุดในยุคนี้อย่าง Facebook

Facebook ต้องการระดมทุนด้วยการขายหุ้นมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ จากมูลค่าของกิจการทั้งหมดที่นักวิเคราะห์หลายสำนักประมาณการอยู่ที่ 75,000 – 100,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับจำนวน IPO ของ Google ที่เข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2004 ที่ 1,900 ล้านดอลลาร์จากมูลค่ากิจการในขณะนั้น 23,000 ล้านดอลลาร์ นับว่ามูลค่ากิจการของ Facebook เมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น สูงกว่า Google เกือบ 5 เท่าตัว

ในปี 2011 รายได้ของ Facebook อยู่ที่ 3,710 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ทำได้ในปี 2010 ถึง 88% คิดเป็นกำไรสุทธิ 1,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่าปี 2010 ที่ทำได้ 606 ล้านดอลลาร์

สัดส่วนรายได้หลักถึง 85% มาจากการขายโฆษณาบนแพลตฟอร์มของ Facebook เอง (ลดลงจากปี 2010 ที่อยู่ที่ 95%) อีก 15% ที่เหลือ มาจากเกม ซึ่งแบ่งเป็น 12% จากบริษัท Zynga ผู้พัฒนาเกม Farmville อันโด่งดังและอีก 3% เป็นเกมของบริษัทอื่น

ค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจของ Facebook คือ ค่าวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งกระโดดสูงขึ้นจาก 9 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2010 มาเป็น 114 ล้านดอลลาร์ในปี 2011 (มากกว่าเดิมถึง 11.66 เท่า) ซึ่งมองได้ว่า Facebook ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองเป็นอย่างมาก มีการจ้างคนมากกว่าหนึ่งพันตำแหน่ง ทั้งหมดนี้เพื่อรองรับแผนการ IPO นั่นเอง

นอกจากความน่าสนใจของผลประกอบการแล้ว ยังมีสถิติอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่ในบันทึกของฟอร์ม S-1 ซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์

ณ ปัจจุบัน Facebook มีจำนวนผู้ใช้ที่แอคทีฟอยู่ที่ 845 ล้านคน เพิ่มจากปี 2010 ถึง 39% ซึ่งถ้าเจาะลึกลงไปอีกจะพบว่าผู้ใช้ที่เข้ามาใช้งาน Facebook เป็นประจำ จะอยู่ที่ 483 ล้านคน และจากจำนวนผู้ใช้ทั้งหมด มีผู้ใช้ 425 ล้านคน ใช้งาน Facebook บนมือถือ

มียอดเฉลี่ย 3 เดือนล่าสุดของการกด Like และคอมเมนต์อยู่ที่วันละ 2,700 ล้านครั้งต่อวัน มีรูปถ่าย 250 ล้านรูปถูกอัพโหลดขึ้น Facebook ในแต่ละวัน คิดจำนวนข้อมูลที่เก็บรวมกันกว่า หนึ่งร้อยล้านกิกะไบต์

รายได้ต่อปีของ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง เป็นเงินเดือนรวมกันปีละ 500,000 ดอลลาร์ และผลตอบแทนอื่นๆกว่า 1.5 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ มีค่าเช่าเครื่องบินส่วนตัวถึง 692,679 ดอลลาร์โดยที่ตัวเค้าเอง ได้แจ้งไว้ว่าจะขอลดค่าจ้างตอบแทนรายปีเหลือเพียงแค่ 1 ดอลลาร์ เหมือนอย่างที่สตีฟ จ๊อบส์ผู้ก่อตั้งแอปเปิ้ล ลาร์รี่ เพจ กับ เซอร์เกย์ บรินน์ ผู้ก่อตั้งกูเกิ้ล ได้รับ เช่นกัน

ถ้าลองวิเคราะห์จากรายได้และมูลค่าของ Facebook ณ ปัจจุบัน ทำให้มั่นใจว่าอนาคตของผู้คนทั้งโลก จะต้องมาใช้ชีวิตอยู่บนแพลตฟอร์มของ Facebook ต่อไปอีกนาน และมูลค่าเหล่านี้ สะท้อนคุณค่าที่ Facebook มีในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความน่าสนใจต่างๆของผู้คน รสนิยม ความชอบ และพฤติกรรม ต่างก็มีมูลค่าที่ยังไม่สามารถตีออกมาเป็นตัวเงินได้ชัดเจน เพราะเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้หลากหลาย ทั้งเรื่องการตลาด หลักจิตวิทยาและความสัมพันธ์ หรือกระทั่งข่าวการเตรียมใช้ข้อมูลของทั้ง Facebook และ Twitter ในการทำนายอาชญากรรมของ FBI

และเมื่อความสัมพันธ์ของคนและพฤติกรรมต่างๆในชีวิตจริง ถูกแปลงให้เป็นรูปแบบดิจิตัลมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง ต่อไป ไม่ต้องรออันดับหนังทำเงินใน Box Office ก็สามารถรู้ได้ว่า หนังเรื่องไหนคนดูเยอะที่สุด หนังสือเล่มไหนคนอ่านมากที่สุดของปีนี้ สถานที่ท่องเที่ยวใด ที่คนไปเที่ยวมากที่สุด สินค้าแบรนด์ไหน คนรักมากที่สุด ซึ่งสถิติทั้งหลายก็คงจะทะยอยเปิดเผยออกมา ราวกับว่า Facebook คือ กินเนสบุ๊คเลยทีเดียว (ไม่แน่ว่า Facebook อาจจะทำ Year Review ออกมาเป็นสถิติน่าสนใจประจำปี ขายก็ได้)

จับตาหุ้นของ Facebook ในตัวย่อ FB ไว้ให้ดีครับ ใครมีหุ้นตัวนี้อยู่ อาจได้เป็นมหาเศรษฐี ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะมูลค่ามากมายที่แอบแฝงอยู่จะทะยอยเผยออกมาให้เห็นเรื่อยๆ:)

*ต้นฉบับ ตีพิมพ์ลงใน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (Link)

ติดตามความรู้ด้านดิจิตัลและกลยุทธ์การตลาด จากหน้าเพจ http://www.facebook.com/MktHub และรายการ DigiLife TV ทุกวันอาทิตย์ 4 ทุ่มทางเนชั่น ครับ

Ice Cream Sandwich คู่ชกที่สมศักดิ์ศรีกับ iOS ตัวจริง

นับตั้งแต่สตีฟ จ๊อบส์ เปิดตัว iPhone เมื่อ 5 ปีก่อน อุตสาหกรรมมือถือได้พลิกกลับอย่างรวดเร็ว เจ้าตลาดไม่ได้เป็นของโนเกียอีกต่อไป ในขณะที่ที่ยืนของไมโครซอฟท์ก็หดแคบลงจนแทบไม่เหลือที่ว่างในตลาดให้เข้าไปยืนได้

เกมมือถือเปลี่ยนมือมาสู่ยุคสมาร์ทโฟนเต็มตัว มีการถือกำเนิดของนวัตกรรมต่างๆมากมายทั้งหน้าจอแบบมัลติทัช ที่กลายเป็นมาตรฐานของการควบคุมโทรศัพท์มือถือและการป้อนข้อมูลแบบใหม่ แทนที่การกดแป้นโทรศัพท์และการใช้สไตลัสแบบเดิมๆ มีการถือกำเนิดของช่องทางการขายแบบดิจิตัลอย่าง App Store ที่เปรียบเหมือนเป็นช่องทางให้กำเนิดนวัตกรรมขนาดย่อมที่ผู้คนจากหลากหลายอาชีพช่วยกันประดิษฐ์คิดค้นกันขึ้นมาเป็นแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่พบเจอในชีวิตประจำวัน สมาร์ทโฟนได้ทำให้โลกของทุกคนเปลี่ยนไป

clip_image002

ความสำเร็จของ Apple เป็นสิ่งที่ทุกคนให้การยอมรับ และในขณะเดียวกันก็จุดประกาย เป็นตัวเร่งให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังจากห่างหายกันไปนานในยุคผูกขาดของโนเกีย

เราได้เห็นความผิดพลาดของยักษ์ใหญ่ด้านซอฟท์แวร์ของโลกอย่างไมโครซอฟท์ที่ประมาทและประเมินความสามารถของ iPhone และแพลตฟอร์มของ Apple ผิดพลาดจนทำให้ตัวเองแทบไม่มีที่ยืนในตลาดสมาร์ทโฟน กว่าจะกลับมาตั้งหลักปล่อยหมัดกลับคืนมาบ้าง ด้วยการเปิดตัว Windows Phone 7 ก็ช้าไปแล้วถึง 3 ปี ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และส่วนแบ่งการตลาดที่เคยมีแทบจะถูกกลืนกินไปจนหมดสิ้น

จะมีก็แต่ Google ยักษ์ใหญ่ของโลกอินเตอร์เน็ตที่ตระหนักถึงการแข่งขันที่กำลังเคลื่อนเปลี่ยน Google มีวิสัยทัศน์มองไปยังจุดเดียวกันกับที่ Apple มอง ในปีเดียวกันกับที่ Apple เปิดตัว iPhone นั้น Google ก็ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android ที่ได้กลายมาเป็นคู่แข่งที่ต่อสู้กันอย่างสูสีในปัจจุบัน

วิถีการต่อสู้ของ Android นั้น ดำเนินรอยตามความสำเร็จของยุค Win-Tel (Windows+Intel) ที่ไมโครซอฟท์สร้างระบบปฏิบัติการและนำไปใช้กับ PC อะไรก็ได้ที่ใช้ CPU ของ Intel

แต่ Google นำมาปรับวิธีการให้แตกต่างออกไป โดยวิธีการที่ Google ใช้ เรียกว่าเป็นแบบ “เปิด” (Open) โดยการเปิดเผยซอร์สโค้ดของตัวระบบปฏิบัติการแบบฟรีๆ ให้นักพัฒนา ตลอดจนผู้ผลิตตัวเครื่องโทรศัพท์ สามารถนำไปใช้ได้ และในช่วงเริ่มต้น Google ได้จับมือกับยักษ์ใหญ่มากมายทั้งผู้ผลิตมือถือชั้นนำของโลก อย่าง HTC , Samsung , Motorola , LG ผู้ผลิตชิบและซีพียูยักษ์ใหญ่อย่าง Qualcomm, Texas Instrument, Intel และ Nvidia หรือแม้กระทั่งผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ของโลกอย่าง Vodafone , Sprint Nextel , SoftBank และ T-Mobile

ซึ่งแตกต่างจากค่าย Apple ที่ใช้รูปแบบ “ปิด” (Close) ที่ตัวเองเป็นคนควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ ดีไซน์ ฮาร์ดแวร์ แอพ ช่องทางการขาย เพื่อให้ทุกอย่างทำงานเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แต่ไม่ว่าจะเป็นระบบในรูปแบบ “เปิด” หรือรูปแบบ “ปิด” ก็ยังไม่อาจบอกได้ว่ารูปแบบใดจะเป็นผู้ที่กำชัยชนะในบั้นปลาย แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ทั้ง Android ระบบปฏิบัติการจาก Google และ iOS ระบบปฏิบัติการ จาก Apple ต่างก็พัฒนาตีคู่กันมา แม้ว่าในช่วง 3 ปี แรก iOS จะพัฒนาก้าวไปไกลกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ แต่ใน 2 ปีหลัง จะเห็นได้ว่า Android ก็สามารถพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนอยู่ในระดับที่ทำให้การแข่งขันสนุก มีสีสัน และมีลุ้นมากขึ้น

Android Platform vs. iOS Platform

ถ้าจะให้เล่าพัฒนาการของระบบปฏิบัติการทั้งหมด คิดว่าคงเขียนออกมาเป็นหนังสือเล่มนึงได้ เลยขอเล่าในยุคล่าสุดของคู่แข่งจาก 2 ยักษ์ใหญ่ อย่าง Apple และ Google ที่ถือว่าเป็นคู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อกันที่สุด

สมรภูมิแอพ

Android ในยุคแรก ถูกมองว่ามีจุดอ่อนอยู่ตรงแอพ ใครจะซื้อ Android ในช่วงนั้น แทบไม่สามารถตอบได้เลยว่า จะซื้อไปทำอะไร นอกจากไปใช้เป็นโทรศัพท์ ด้วยความที่แอพน้อย จะทำอะไรก็ทำลำบาก เพราะนักพัฒนาเทใจไปฝั่ง iOS กันซะหมด

แต่ปัจจุบัน แอพบน Android พัฒนามาอยู่ในระดับที่แข่งขันกับ iOS ได้ มีแอพดังๆ จากผู้พัฒนารายใหญ่ที่เคยประสบความสำเร็จบน iOS ก็พัฒนาแอพของตัวเองมาลง Android มากขึ้น

จากสถิติของปี 2554 จำนวนแอพทั้งหมดบน Android Market ทะลุ 400,000 แอพไปแล้ว ด้วยยอดดาวน์โหลดกว่า 10,000 ล้านครั้ง เทียบกับจำนวน 500,000 แอพบน App Store ของ Apple และยอดดาวน์โหลดกว่า 18,000 ล้านครั้ง นับว่า Android เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

ปัจจัยหลักที่ทำให้โมเมนตั้มแอพของ Android มาแรง มี 2 ปัจจัย ซึ่งปัจจัยแรกคือ ยอดขายมหาศาลของตัวโทรศัพท์ที่ใช้ Android เป็นระบบปฏิบัติการ ที่ปัจจุบัน (2554) มีมากกว่า 220 ล้านเครื่องทั่วโลกด้วยยอดขายที่เติบโตกว่า 700,000 เครื่องต่อวัน แทบจะหายใจรดต้นคอ iOS ที่มีจำนวนกว่า 250 ล้านเครื่องเลยทีเดียว

clip_image004

ปัจจัยที่ 2 คือ การซื้อแอพบน Android Market ที่ Google เพิ่งเปิดให้ซื้อแอพแบบเสียเงินได้ ในจำนวน 99 ประเทศเมื่อพฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา ทำให้ตลาดขายแอพบน Android เปิดขึ้นทันที กลายเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับนักพัฒนาแอพบนมือถือ

รายงานวิจัยล่าสุด (23 มกราคม 2555) ของบริษัท Ovum บริษัทวิจัยอันดับต้นๆของโลก สรุปออกมาว่า ในปีนี้ นักพัฒนาแอพมือถือจะทุ่มเทและให้ความสำคัญกับการสร้างแอพบน Android มากกว่าบน iOS เพราะมีการผลักดันจากฝั่งผู้ใช้ จาก Google เอง จากผู้ผลิตโทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งผู้ให้บริการเครือข่าย ทำให้เราอาจจะเห็นพัฒนาการของแอพบน Android ที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางที่ดีมากขึ้น

แนวโน้มของฮาร์ดแวร์

ปี 2554 เรียกว่าเป็นปีทองของซีพียูแบบ 2 แกนหลัก (Dual Core) มาปีนี้ คาดกันว่า จะเป็นปีของซีพียูแบบ 4 แกนหลัก (Quad Core) ซึ่งจะทำให้แอพต่างๆ โดยเฉพาะเกม 3 มิติ มีความสนุก เร้าใจมากขึ้นกว่าเดิมมาก เราจะได้เห็นการตัดต่อ ตกแต่งวิดีโอสวยๆ แปลกๆ จากมือถือมากขึ้น

ขนาดหน้าจอ จะปรับขนาดไปสู่ 4 นิ้ว ช่วยให้ท่องเว็บได้สะดวกมากขึ้น มีความละเอียดและความคมชัดสูงขึ้น มองสบายตาขึ้น เห็นรายละเอียดของภาพถ่ายได้ชัดเจนขึ้น แต่ก็กินไฟมากขึ้นเช่นกัน แต่ในส่วนของ iPhone อาจจะยังคงขนาดหน้าจอ 3.5 นิ้วเท่าเดิม

กล้องถ่ายรูป จะเน้นความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง ความสามารถในการตัดต่อ ตกแต่งภาพถ่าย ลูกเล่นของกล้องจะมีมากขึ้นตามไปด้วย

มือถือ Android จะใส่ลูกเล่นของ NFC (Near Field Communication) เพิ่มเข้าไป ซึ่งในหลายประเทศเริ่มมีการพัฒนาระบบ Mobile Payment หรือการใช้มือถือเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ เพื่อใช้กับ NFC แล้ว รวมถึงการพัฒนาแอพอื่นๆที่รองรับ NFC น่าจะมีมากขึ้น เช่น แอพแลกเปลี่ยนรูปภาพ เพลง ไฟล์เอกสาร ข้ามเครื่อง แบบง่ายๆ แค่นำมือถือ 2 เครื่องมาแตะกัน ซึ่งทาง Apple ยังไม่มีข่าวว่า iPhone รุ่นต่อไป (iPhone 5) จะมี NFC หรือไม่

Galaxy Nexus กับระบบปฏิบัติการล่าสุด Ice Cream Sandwich

หลังจากที่ Google ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android รุ่นใหม่ล่าสุด ในเวอร์ชั่น 4.0 หรือมีชื่อเรียกเท่ๆว่า “Ice Cream Sandwich” (ICS) ก็เรียกเสียงฮือฮาจากฝั่งแฟนๆ Android ได้มากพอสมควร เพราะถือเป็นการยกเครื่องระบบปฏิบัติการใหม่หมดจด ลบข้อเสียเก่าหลายๆตัวออกไป และแทนที่ด้วยลูกเล่นใหม่ๆ ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นอนาคตของระบบปฏิบัติการบนมือถือเลยก็ว่าได้

มือถือรุ่นแรกที่ได้ใช้ประโยชน์จาก OS ตัวใหม่ล่าสุดแบบเต็มๆ คือ มือถือรุ่น “Galaxy Nexus” ที่เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Samsung และ Google นั่นเอง

มือถือตระกูล “Nexus” หลายคนคงรู้ว่า เป็นมือถือที่ Google ตั้งใจทำออกมาเป็น “Blueprint” ให้กับมือถือรุ่นต่างๆที่จะใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดย Google จะเลือกผู้ผลิตที่มีศักยภาพสูง มาทำงานร่วมกับ Google เพื่อ “เค้น” ความสามารถของฮาร์ดแวร์ออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผมมีโอกาสได้ลองใช้ Galaxy Nexus ตัวนี้มาเดือนกว่าๆ ใช้เกือบทุกวัน เพราะอยากรู้ว่า พอจะสู้ iPhone 4S ของผมได้รึเปล่า

ลองมาดูทีละข้อครับ

หน้าจอ

อย่างแรกที่เห็นได้ชัด คือ ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ตัว Galaxy Nexus มีขนาดหน้าจอใหญ่ 4.65” เทียบกับ iPhone ที่มีขนาดจอเล็กกว่า คือ 3.5” ความแตกต่างที่ได้ คือ เวลาเข้าเว็บต่างๆ จอของ Galaxy Nexus ให้ความรู้สึกที่ดีกว่า iPhone พอสมควร ยิ่งความเป็นจอ Super AMOLED HD แล้ว สีสันของหน้าจอ เวลาดูรูปภาพ สดกว่า ภาพมีมิติสมจริงกว่าจอ iPhone มาก (Contrast Ratio ซึ่งใช้วัดมิติความลึกตื้นของการแสดงผล ของ Galaxy Nexus คือ 100,000:1 ส่วนของ iPhone 4S คือ 800:1)

ถ้านึกภาพไม่ออก การดูภาพยนต์แบบ HD ที่มีฉากที่แสดงความแตกต่างของมิติภาพ เช่น การวิ่งเข้าถ้ำ เข้าป่า สีดำที่ดำเข้มสนิท สีดำอมเทา สีดำอ่อน จะใช้บ่งบอกมิติของภาพ ซึ่งจอแบบ Super AMOLED สามารถแสดงสีพวกนี้ได้ ในขณะที่่จอของ iPhone 4S นั้นทำไม่ได้ ทำให้บางครั้งอาจจะดูไม่สมจริง

เมื่อพูดถึงหน้าจอ คงจะมีคำถามกันต่อว่า มันใหญ่เฉพาะขนาดรึเปล่า? จากที่ผมใช้งานมาเดือนกว่าๆ ความรู้สึกในการใช้เมื่อเทียบกับ iPhone พบว่า ไม่ค่อยรู้สึกแตกต่างเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับแอนดรอยด์รุ่นอื่นๆที่ผมเล่นมา เพราะตัว Galaxy Nexus เอง มีความละเอียดสูง 1280×720 พิกเซล (เรียกว่าเป็นจอแบบ HD 720p) และมีความคมชัดที่วัดกันด้วย “ความหนาแน่นของจุดต่อนิ้ว” หรือ Pixel Per Inch (PPI) อยู่ที่ 316 PPI ซึ่งเรียกได้ว่าคมชัดสูสีกับ Retina Display ของ iPhone 4S ที่มีตัวเลข PPI อยู่ที่ 326 PPI เลยทีเดียว

กล้อง

เป็นอีกข้อหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของ Galaxy Nexus ครับ แม้ว่าจะเป็นกล้องแบบ 5MP ซึ่งน้อยกว่า 8MP ของ iPhone 4S อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ คุณภาพของภาพถ่ายอาจจะไม่เท่า iPhone 4S แต่ก็มีความสามารถด้านอื่นมาชดเชยกัน ไม่ว่าจะเป็น

– การถ่ายภาพแบบแบบ Panorama ในตัว เวลาถ่ายวิว ทิวทัศน์ต่างๆจะสะดวกมากๆ

– มี Effect การตกแต่งภาพในตัว โดยไม่ต้องลงแอพเพิ่ม

– ความไวของการถ่ายภาพต่อเนื่อง (ที่เค้าเรียกกันว่า Zero lag Shutter) เท่าที่ผมลอง พบว่า Galaxy Nexus ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็วกว่า iPhone 4S ช่วยให้เรากดชัตเตอร์ถ่ายรูปติดกันแบบรัวๆ ได้โดยไม่ต้องรอ มีประโยชน์เวลาถ่ายเหตุการณ์สำคัญต่อเนื่อง

– การเปิดกล้องมาใช้ขณะที่เราปิดจอมือถือ ที่เร็วกว่า iPhone 4S เวลามือถือมันปิดจอเข้าโหมด Standby อยู่ สามารถหยิบ Galaxy Nexus ขึ้นมาถ่ายรูปได้ โดยการแตะจอเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าเป็น iPhone 4S จะต้องกดปุ่ม Home สองครั้งและกด icon กล้องบนหน้าจอ (ใช้ถึง 3 steps) ซึ่งเป็นประโยชน์มากเวลาต้องการถ่ายรูปทันที เช่น เจอเหตุการณ์สำคัญที่ไม่สามารถพลาดได้

Multi-Color Notification

อันนี้ผมชอบมาก เป็นลูกเล่นผมใช้บ่อยใน BB มาก่อน คือ เวลามีสายเข้า มีคนส่งข้อความมาหา หรือมี Notification อื่นๆจากแอพ จะมีไฟกระพริบแจ้งเตือน โดยระบบแจ้งเตือนของ Galaxy Nexus จะมีสีของไฟกระพริบที่แตกต่างกัน เช่น ถ้ามีอีเมล์หรือข้อความส่งเข้ามา จะกระพริบด้วยไฟสีขาว ถ้ามีคนส่ง Twitter หาเราจะกระพริบด้วยไฟสีฟ้า ถ้ามีคนส่ง Facebook หาเราก็จะกระพริบด้วยไฟสีเขียว เป็นต้น อันนี้ช่วยเพิ่มความสะดวกมาก เพราะไม่ต้องเปิดดูที่ตัวเครื่องก็รู้ได้ว่ามีการแจ้งเตือนอะไรมาที่เราบ้าง

Ice Cream Sandwich ช่วยให้ Productivity สูงขึ้นได้อย่างไร

จากการใช้งานจริง มีหลายๆ มุมที่ Galaxy Nexus ช่วยเพิ่ม Productivity ให้กับการทำงานของผมได้ไม่แพ้ iOS ของ iPhone 4S ลองมาดูกันครับ

– อย่างแรกเลย คือ User Interface ที่ออกแบบใหม่ ให้ใช้งานง่ายและสวยงามมากยิ่งขึ้น

– แอพ “People” ที่เป็นเหมือนศูนย์รวมรายชื่อ เบอร์โทรต่างๆ ก็ถูกยกเครื่องใหม่หมด นอกจากรายละเอียดส่วนตัวของคนแล้ว ยังมีการเชื่อมโยงกับ Facebook Twitter มากขึ้น ใครอัพเดทอะไร เราสามารถเห็นได้เลยทันที

– แอพอย่าง Gmail และ Calendar ถูกออกแบบหน้าตาใหม่หมด ใช้งานง่าย และมีลูกเล่นมากกว่า Email และ Calendar บน iPhone

– ไม่ว่าจะเป็นแอพ People , Gmail , Calendar ล้วนถูกเชื่อมโยงเข้ากับ Google Account ของเรา เมื่อตั้งค่าในเครื่องครั้งเดียว ก็เข้าถึงบริการพวกนี้ได้หมด ไม่ต้อง Sign in ใหม่ เวลาจะเปลี่ยนแปลงอะไรบนมือถือ ก็จะ Sync ไปที่บริการของ Google ด้วย อันนี้สะดวกมาก เพราะผมใช้บริการ Google ทุกตัวอยู่แล้ว

– มี Data monitor ที่ช่วยให้ดูรายละเอียดการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์ ตัวนี้จะเห็นเป็นกราฟเลยครับว่า ใช้ไปกี่ MB ในแต่ละวัน สามารถตั้งค่า Limit ได้ ตามโปรโมชั่นอินเตอร์เน็ตที่เราใช้ เมื่อใช้เกิน Limit มือถือจะปิดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้เองอัตโนมัติ

– การเปิดแอพหลายตัวพร้อมกัน (Multi Tasks) ดีกว่า iOS เวลาสลับแอพกดแค่ปุ่มเดียว สามารถเลือกสลับหรือปิดได้เลย ถ้าเป็น iOS จะต้องกดปุ่ม Home 2 ครั้งเพื่อเรียก Task Switcher ขึ้นมา และถ้าต้องการปิดแอพ จะต้องกด icon ของแอพค้างและกดปุ่มปิด สำหรับผมการกดหลายครั้ง ทำให้เสียเวลาไปหน่อย

– การ Search ทำได้ง่าย สามารถค้นหาได้จากบาร์ Search บนหน้าจอ Home โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม Home ให้มาที่หน้าจอแรกแล้วเลื่อนทั้งหน้าไปทางซ้ายเพื่อทำการค้นหา แบบที่ต้องทำบน iOS และผลลัพท์ของการค้นหาก็รวมผลการค้นหาจากเว็บรวมอยู่ด้วย ทำให้ไม่ต้องเข้าแอพ Google เพื่อหาข้อมูลบนเว็บอีกรอบ

– อันสุดท้าย คือ การอินทิเกรตแอพต่างๆบนมือถือ ซึ่งบน Android ถ้าเราลงแอพอะไร เราจะใช้งานแอพเหล่านั้นร่วมกันได้ เช่น ถ้าผมกำลังอ่านบทความบนเว็บเบราเซอร์อยู่ ผมอยากเก็บบทความนี้เอาไว้อ่านทีหลัง สามารถเลือก แชร์บทความนี้ เข้าบริการ “Read it later” เพื่อใช้แอพ “Read it later” เปิดมาอ่านทีหลังได้ทันที หรือแม้กระทั่งจะแชร์ลิงค์นี้ลงบน Facebook , Twitter จะส่งลิงค์เข้าอีเมล์ ส่งเข้า SMS, WhatsApp ต่างๆ ก็ทำได้ง่ายๆด้วยวิธีเดียวกัน คือ เลือกแชร์ และ บริการที่ต้องการแชร์ ได้ง่ายๆ ซึ่งความสามารถนี้ ไม่มีบน iOS ครับ เพราะบน iOS จะแชร์ได้แค่ 2 วิธี คือ ส่งทางอีเมล์ และทาง Twitter เท่านั้น

– การพิมพ์ อันนี้ เป็นความสามารถของแอพคีย์บอร์ดบน Android ครับ ผมใช้ TSwipe อยู่ ค่อนข้างสะดวก ช่วยให้พิมพ์ข้อความบนมือถือได้เร็วมาก ไม่เหมือนคีย์บอร์ดบน iPhone ที่ไม่ได้มี layout แบบมาตรฐานที่คนไทยใช้กัน ทำให้พิมพ์ได้ช้าและผิดบ่อย ซึ่งเป็นข้อที่แตกต่างอย่างหนึ่ง ด้วยความที่เป็นระบบ ”เปิด”ของ Android ทำให้เรามีสิทธิ์ปรับเปลี่ยนในสิ่งที่เราไม่พอใจได้ไม่ยาก

ข้อเสีย

– สำหรับผม ผมไม่ค่อยชอบดีไซน์ของ Galaxy Nexus ครับ มันดูแมนเกินไป ดูไม่สวยแบบ iPhone

– แบตเตอรี่หมดเร็ว ใช้ได้ไม่ถึงวันแน่นอน ซัก 6 โมงก็หมดแล้ว (เปิด 3G และเช็ค Facebook Twitter ระหว่างวัน เปิดใช้ Gmail/Email แบบ Push) แต่ของ iPhone 4S ก็แบตหมดเร็วเหมือนกัน

– แอพที่ผมใช้ประจำจะอยู่บน iOS หลายๆตัวพอมาเป็น Android จะไม่มี ต้องหาแอพที่ใช้งานแทนกัน

บทสรุป

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแง่มุมรายละเอียดของแพลตฟอร์ม Android และตัวโทรศัพท์ Galaxy Nexus เท่าที่ผมรู้สึกได้จากการใช้งานจริงครับ ระบบปฏิบัติการ Ice Cream Sandwich นี้ ยอมรับว่าเปลี่ยนแปลงไปจาก Gingerbread (Android 2.3) ไปมาก ทั้งความเร็ว ความสะดวกในการใช้งาน Usability และ User Interface

ด้วยฟีเจอร์และนวัตกรรมหลายอย่างที่ใส่เข้ามา เมื่อรวมกับความสามารถของฮาร์ดแวร์ที่เพิ่มขึ้น และแรงสนับสนุนจากทั้งผู้ใช้ นักพัฒนาและผู้ให้บริการเครือข่าย ทำให้เชื่อได้ว่า ระบบปฏิบัติการตัวนี้ จะสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับ Android ได้อย่างแน่นอน

remark : บทความนี้ เป็น Advertorial

>