อนาคตของ Netflix

ระหว่างปี มีคำถามเข้ามามากมาย หลายคนอยากรู้เกี่ยวกับธุรกิจ OTT , TV & Media Landscape ก็เลยเขียนใหม่อีกรอบ

ให้สอดคล้องกับยุค Digital Disruption และ Transformation

———————–

1. Netflix vs. TV …Netflix จะมา Disrupt TV มั้ย

ถ้าใครเคยอ่าน Strategy ของ Netflix ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ ชื่อว่า “Long-Term View : The Future of TV” เขียนโดยตัว CEO คือ Reed Hasting เมื่อเดือนเมษายน 2013

ต้นฉบับ version แรก อ่านได้ที่ ->

https://web.archive.org/web/20130504124513/http://ir.netflix.com/long-term-view.cfm

ในเวอร์ชั่นล่าสุด Long-Term View ได้ถูกแก้ไขหลายรอบ แต่เนื้อหาหลักก็ยังเหมือนเดิม ->

https://www.netflixinvestor.com/ir-overview/long-term-view/default.aspx

จากมุมมองของ Netflix สรุปได้ว่า ยังไงซะ คนก็ยังดูทีวีอยู่ แต่ทีวีที่เค้าดูในอีก 20 ปี จะไม่ใช่ “Linear TV” แล้ว เพราะประสบการณ์การดูมันไม่ตอบโจทย์ความต้องการของคนดูคอนเทนต์อีกต่อไป

Linear TV จะถูก Internet TV แทนที่ และจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “TV Everywhere” ขึ้นมาแทน Linear TV และ Broadcasting

ถ้ามองแบบคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ Netflix ไม่ได้มา Disrupt TV ครับ

แต่จะมา Disrupt สิ่งที่เรียกว่า Linear TV มากกว่า

และไม่ใช่แค่ Netflix บริการเดียว แต่เป็นบริการ OTT ทั้งหลาย (YouTube, Facebook ก็เป็นส่วนหนึ่ง)

แม้แต่ TV และ Cable TV Network ใหญ่ๆของสหรัฐฯ หรือ BBC, Sky อะไรพวกนี้ ก็เข้าสู่โลก OTT กันหมดแล้ว เพราะ Broadcasting (หรือ Terrestrial TV) ที่บ้านเราเรียกว่า “ดิจิตัลทีวี” มันขาลงมาเป็นสิบปีแล้ว

Linear TV ยังไม่ตาย แต่เป็น Sunset & Declining ทั้งโลก (ยังไม่ตาย แต่คนดูน้อยลงเรื่อยๆทุกปี)

แต่การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เกิดเหมือนกันกับคนทุกกลุ่ม

กลุ่ม Gen Y,Z นี่แทบจะไม่ดู Linear TV แล้ว ส่วน Gen X ขึ้นไป ก็ยังดู Linear TV อยู่ดี ด้วยพฤติกรรมของการดูคอนเทนต์ และประเภทของคอนเทนต์ที่คนกลุ่มนี้ชื่นชอบ

คนดูช่อง Workpoint, ช่อง 3, ช่อง One , LINE TV ก็อาจจะไม่ได้ดู Netflix และคนดู Netflix อาจจะไม่ได้ดูช่องเหล่านี้เลย

ช่องทีวี มีละครไทย เกมโชว์ วาไรตี้ ข่าว กีฬา ซึ่ง Netflix มีแต่ TV Series ของฝรั่ง 90% แต่ content mixed ของแต่ละประเทศ ก็มีการเปลี่ยนแปลง เช่น เติม TV Series ของ local ลงไป มีการพัฒนาคอนเทนต์เกมโชว์ ทอล์คโชว์เพิ่มมากข้ึน

การปรับ content mixed นี้ เป็นผลจากการศึกษาพฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของแต่ละประเทศ และการดูข้อมูลของผู้ใช้ Netflix ในประเทศนั้นๆ ว่าชอบดู Series แบบไหน

———————–

2. Pay TV vs. OTT

เทรนด์ของ “Cord-cutting” ในอเมริกา เกิดขึ้นมาหลายปี

สถานการณ์ปัจจุบัน OTT subscribers ใน US แซงหน้า Pay TV subscribers ไปแล้ว (130M vs 80M subscribers) นำโดย Netflix, Amazon และ Hulu

ถ้ามองเทรนด์ Cord-cutting ในยุโรป แทบจะเป็นหนังคนละม้วน

สาเหตุแรกที่ Cord-cuting ในยุโรป ช้ากว่าอเมริกา ส่วนหนึ่ง เพราะการ rollout บริการของ Netflix และ Amazon Prime ยังทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากสิทธิ์ในการฉายของ content ใน Netflix มันชนกับพวก Pay TV ในยุโรปเยอะ เลยเอามาฉายใน Netflix ไม่ได้

สาเหตุที่ 2 คือ คอนเทนต์ที่ฉายแบบ Free to Air (FTA) ที่นั่นแข็งแรงมาก หนัง series กีฬา มีของฟรีให้ดู

สาเหตุที่ 3 สำคัญสุด คือ ARPU เฉลี่ยของ Pay TV ทั้งยุโรป ไม่ได้แพงแบบในอเมริกา

(average ARPU ของ Pay TV ในยุโรป อยู่ที่ 15 ยูโร แต่ของอเมริกา ประมาณ 80 ยูโร)

มีแค่ 6 ประเทศในยุโรปเท่านั้นที่ ARPU สูงกว่า 15 ยูโร นอกนั้น ต่ำกว่า 15 ยูโรหมด (ยูเครนนี่แค่ 3 ยูโร)

คนเลยไม่เปลี่ยนมาใช้ OTT กันมากเท่าไหร่

มีอังกฤษประเทศเดียวที่เกิดเทรนด์ Cord-cutting เพราะค่า Pay TV แพง (แพงสุดในยุโรป = 35.5 ยูโร) บวกกับความชื่นชอบในตัวคอนเทนต์ที่ Netflix มี ไม่ต่างจากตลาดอเมริกา

ในขณะที่ Pay TV ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสชื่อ Canal+ ก็ออกบริการ OTT ของตัวเองชื่อ Canal Play มาแข่งซัก 2-3 ปี แต่ปีนี้ก็ประกาศปิดตัว เลิกให้บริการไปแล้ว เพราะแข่งสู้ Netflix ไม่ได้

ตอนนี้ Netflix ในยุโรป ได้แรงส่งจากพาร์ทเนอร์ อย่างค่ายมือถืออันดับ 1 ของฝรั่งเศส อย่าง Orange ที่จะช่วยผลักดัน Netflix ไป 29 ประเทศ ในยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง (Netflix ในฝรั่งเศส มี Bouygues Telecom ค่ายมือถืออันดับ 3 เป็นพาร์ทเนอร์ด้วยอยู่แล้ว เลยถล่ม CanalPlay ซะเละเทะ)

กลับมาดูสถานการณ์ในบ้านเรา

TrueVisions ที่เป็น Pay TV หนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในประเทศ มี ARPU อยู่ที่ 306 บาท ต่อคน ซึ่งต่ำกว่า Netflix อีก

จากผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่รายงานออกมา พบว่า รายได้รวมจากค่าสมาชิก ลดลงทั้ง QoQ และ YoY

สวนทางกับ Netflix ที่โตขึ้นเรื่อยๆ (Netflix ในไทย ได้พาร์ทเนอร์อย่าง AIS ค่ายมือถืออันดับ 1 มาช่วยทำตลาด)

แต่ TrueVisions เค้ามี revenue stream หลายทาง ไม่ใช่แค่เก็บค่าสมาชิกอย่างเดียว เลยทำให้ธุรกิจยังคงเติบโตอยู่

มีสมาชิกแบบจ่ายเงินทั้งหมด ประมาณ 2.1 ล้าน มากกว่า Netflix 10 เท่า

Cord-cutting มีผลมั้ย ก็ดูไม่กระทบเท่าไหร่ จำนวนคนยกเลิกสมาชิกมีไม่มาก แต่ downgrade จาก Premium มา Standard Package เยอะขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่าย (และอาจจะเอามาสมัคร Netflix คู่กันไป)

ย้อนกลับไปซัก 4 ปี เทียบกับ GMMZ รายได้ปีล่าสุดก่อนขายให้ CTH คือ 987 ล้าน (ปี 2557)

มีผลดำเนินการขาดทุน เพราะต้นทุนคอนเทนต์และมี Marketing & Operating expense สูงมาก

ทั้ง GMMZ และ CTH เจอปัญหาแบบเดียวกัน และต้องออกจากธุรกิจนี้ไป เนื่องจากรายได้จากจำนวนสมาชิก ไม่พอหล่อเลี้ยงธุรกิจ

ไม่เกิด Economies of Scale ที่เพียงพอนั่นเอง

———————–

3. Netflix vs โรงหนัง

ปัจจุบัน ทั้ง Netflix และโรงหนัง อาจจะมีวัตถุประสงค์ต่างกัน

โรงหนัง เอาไว้ดูหนังใหม่ ไว้เดท ส่วน Netflix ไว้ดู Series และรำลึกหนังเก่า

แต่พฤติกรรมคนดูจะเริ่มเปลี่ยนแปลงและแยกชัดเจนขึ้น

โรงหนัง สำหรับคนชอบดูหนังบนจอใหญ่ กับ Netflix สำหรับคนชอบความสะดวกสบาย

ปี 2017 เป็นปีที่รายได้และยอดคนเข้าโรงหนัง ตกต่ำที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี ในสหรัฐฯ สร้างความวิตกกังวลให้กับอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญ ก็คือ OTT นี่แหละ (แต่รายได้รวมของโรงหนังทั่วโลกยังโตได้อยู่)

Indicator นี้เอง ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ค่ายหนังแต่ละค่าย มาสร้าง OTT Platform ของตัวเอง เพราะคนให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย

Netflix เองมีความพยายามจะสร้างหนังฉายแบบ streaming พร้อมกับในโรง แต่ไม่สำเร็จ เพราะโรงหนังไม่ยอม ค่ายหนังก็ไม่ยอม

แต่อนาคต อาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะ Netflix อาจจะ take over พวกโรงหนังเลย ปีนี้มีข่าวของโรงหนังรายแห่งว่าเป็น target acquisition ของ Netflix อยู่ตลอด

———————–

4. Content Acquisition

บริการ Netflix ถือว่าเป็นบริการประเภท Subscription Video on Demand หรือ “SVOD” ที่ประกอบด้วย content mixed หลากหลาย

ทั้งหนังเก่าๆ + TV Series + Variety ต่างๆ +สารคดี (Documentary)

การซื้อ Licensing deals จาก Major Hollywood Studios

– มีทั้งแบบเหมาเข่ง (เรียกว่า Library หรือ Syndicated shows) ซึ่งพวกค่ายหนัง จะจับมัดรวมกันให้เลือกในราคาแบบเหมาๆ (เช่น 10,000 เรื่อง ต้องจ่ายแบบ minimum x บาท และแชร์จากรายได้ ถ้าสมาชิกเกินจำนวนที่ตกลงกับค่ายหนังไว้)

– ซื้อแบบเป็น collection ไป เช่น collection ของ Marvel , Star wars, Mission Impossible

– ซื้อเป็นเรื่องๆ เช่น พวก series ต่างๆ (เรื่องเดียวแต่หลาย season)

2 แบบหลัง เป็นการซื้อแบบซื้อขาด หรือทำสัญญากันยาวๆ ไป

การซื้อแต่ละประเภท ก็มีเงื่อนไขในการเผยแพร่ (stream) ที่แตกต่างกันไป เช่น series บางเรื่อง จะได้ความสดใหม่หลังจากออกอากาศ (airing) ทาง Cable TV หรือ TV Networks

ทีวีฉายตอนไหน อีกซักพัก ก็มาโผล่บน Netflix ให้ดูแล้ว

หรือบางเรื่องอาจจะรอปล่อยรวดเดียวทั้ง season เลย (อาจจะตามหลังที่ฉายทีวีซักระยะ)

(ถ้าใครที่ใช้ Hulu จะความแตกต่างเล็กน้อย เช่น series ที่สตรีมนั้น สดใหม่มาก พอฉายทีวีปุ๊บ ออกมาให้สตรีมดูปั๊บ แต่จะมีกำหนดเวลาของมัน (เรียกว่า Content Windows) เช่น ให้ดูได้ 2 อาทิตย์ แล้วจะค่อยๆปลดตอนเก่าออกไปสัปดาห์ละตอน จากนั้น เจ้าของคอนเทนต์ จะรวบรวมไปขายในรูปแบบอื่นๆ เช่น Home DVD, Bluray แทน)

Series,หนังเรื่องไหน ยอดคนดูไม่เยอะ ก็ถอดออกไป เอาเรื่องใหม่เข้ามาแทน โดยที่อาจจะไม่ได้เสียเงินเพิ่ม หรือเสียเพิ่มไม่เยอะ (เป็น condition ที่ทำกับค่ายหนังได้)

หลายเรื่องซื้อ global license มาแล้ว แต่ฉายในบางประเทศนั้นไม่ได้ ค่ายก็จะไม่คิดราคา (เช่น series เรื่องนั้น ออนแอร์อยู่กับเคเบิลทีวีในประเทศ บางครั้งก็ห้ามฉายชนกัน)

ระยะเวลาของสัญญาที่ Netflix ทำกับค่ายหนัง ค่อนข้างยาว หลัก 10 ปี (เช่น กับ Sony Pictures, Warner Bros., Lionsgate)

เมื่อครบกำหนดสัญญา ค่ายหนัง ก็พยายามจะบีบ Netflix ด้วยการขึ้นราคาเยอะๆ ทำให้ Netflix ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา

Netflix ซื้อคอนเทนต์อยู่ 2 แบบ คือ

(ราคาหารด้วยจำนวนสมาชิก จะได้ราคาต่อหัว ซึ่งกลายเป็นถูกไปเลย)

กับอีกวิธี คือ ซื้อแบบเหมา Library

แน่นอนว่า Netflix ชอบแบบแรกมากกว่า ในช่วงสมาชิกยังหลักสิบล้าน Netflix ก็ซื้อคอนเทนต์แบบนี้ไปหลายเรื่อง

แต่หลังๆค่ายหนังรู้ทัน เลยเปลี่ยนให้มาซื้อแบบวิธีที่ 2 แทน เพราะอยากได้ส่วนแบ่งจากการเติบโตของสมาชิกด้วย (ไม่ขายแบบแรกให้แล้ว หรือถ้าขายก็ขายแบบโก่งราคาแพงมากๆ ไปเลย)

———————–

5. Exclusivity & First Run

สิ่งที่สำคัญที่สุด ในโลกของการให้บริการคอนเทนต์ คือ เรื่อง Exclusivity

หนังหรือซีรีย์ดังๆ ถ้าใครได้ไปฉายแต่เพียงผู้เดียว ถือเป็นความได้เปรียบที่สุด เพราะผู้ชม ไม่มีตัวเลือกอื่น

ถ้าต้องการดูคอนเทนต์นั้นๆ ก็ต้องยอมจ่ายให้ผู้ให้บริการไป

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ คือ Exclusivity ของกีฬา ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นกีฬาที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ

ถ้าได้สิทธิ์ในการเผยแพร่มาครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ก็จะมีอำนาจต่อรองสูง จะตั้งราคาสูงกว่าบริการคู่แข่งก็ได้ เพราะมีดูได้ที่เดียว

Exclusivity จึงเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการ OTT ต้องการมาก

บรรดาค่ายหนังยักษ์ใหญ่รู้ดี จึงกำหนดราคาของ Exclusivity ผูกกับการ bid และสร้าง bidding wars ขึ้นมา จากการมีผู้ให้บริการ OTT หลายเจ้า

ในอเมริกา นอกจาก Netflix แล้ว ยังมี Hulu, Amazon และมีบริการ OTT จาก Cable TV Networks เช่น HBO มา bid แข่ง

ถ้าสังเกตดีๆ หนังกับ Series หลายเรื่องที่ฉายบน Netflix ซักช่วงหนึ่ง แล้วหายไป แต่ไปอยู่บน OTT Platform อื่น ที่เดียว แสดงว่า Netflix ไม่สามารถรักษาสิทธิ์ในการเผยแพร่เรื่องนั้นๆได้

Netflix รู้ดีว่า ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ต้นทุนค่าคอนเทนต์ที่ต้องใช้ซื้อ license ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมหาศาล จนธุรกิจพังได้

เป็นที่มาของการสร้าง Original contents ของตัวเองขึ้นมา และตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจการผลิตคอนเทนต์เต็มตัว

เป็นการควบคุมทั้ง Supply chain และใช้ทรัพยากร ปัจจัยการผลิตต่างๆร่วมกันได้

กลายเป็นความได้เปรียบใหม่ที่เรียกว่า “Economies of Scope”

และการใช้ Big Data รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆทั้ง supply chain จึงเกิด “Economies of Speed” เพิ่มขึ้นมาอีก

บริการ OTT Licensing deals แบบ regional / global ถ้ามองราคาเป็นตัวเงิน อาจจะดูแพง

แต่สิ่งที่ทำให้ได้เปรียบมากๆ คือ เรื่อง “Economies of Scale”

การซื้อในสเกลใหญ่ จะถูกกว่าการซื้อสเกลเล็ก ยิ่ง player ใหญ่ยิ่งได้เปรียบด้านต้นทุน

ไม่ใช่แค่เรื่อง Licensing deals แต่ยังรวมถึง Internet Bandwidth, Cloud storage, CDN (Content Delivery Network), Payment Processing Fee (ค่าฟีจากผู้ให้บริการบัตรเครดิตทั้งหลาย) , DRM Fee

ค่าสิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์ ที่ทำให้ local OTT player แข่งด้วยยากมาก

OTT Player ในไทยอย่าง Primetime, Hollywood HD ถึงไปต่อไม่ได้ เพราะจ่ายค่าคอนเทนต์เฉลี่ยแพงกว่า regional player อย่าง HOOQ, iFlix และ 2 เจ้านี้ ก็จ่ายแพงกว่า Netflix อีกที (ขนาด Primetime, Hollywood HD ซื้อกับค่ายหนังโดยตรง ไม่ผ่านนายหน้าหรือ aggregator)

การผลิต original content ของ Netflix 1 เรื่อง ไม่ได้แปลว่า จะฉายเฉพาะ Netflix ที่เดียว เพราะมีหลายเรื่องที่ Distribution ของตัว content เป็นบริษัทอื่น

เช่น House of Cards เป็น original series ของ Netflix แต่ให้ Sony Picture Home Entertainment เป็น Distributor ทั้ง DVD และ Bluray ซึ่งเค้าก็เอาไป release เป็นแต่ละ zone อีก ตามวิธีการบริหาร Content Windows

และยังขาย rights ให้กับ Broadcast อย่างพวก Cable TV เช่น ล่าสุด Virgin TV ก็เพิ่งซื้อสิทธิ์ไปฉายในช่องใหม่ใน UK เมื่อกันยาที่ผ่านมา หรือ FoxTel ที่ออสเตรเลีย

ถ้าจำไม่ผิด Fox ก็ซื้อไปฉายในช่อง TV series ตัวเอง

Original contents ของ Netflix ถ้าเรื่องไหนดัง นี่สร้างรายได้หมุนต่อได้อีกมหาศาล

ถ้าจำได้ ปีแรกที่ Netflix ฉายในไทยแบบเป็นทางการ ไม่มี House of Cards เพราะชนกับสิทธิ์ที่ Fox ถือในไทย (ช่องทรู) เลยฉายไม่ได้

ต่อมา Netflix เลย take over การดูเรื่อง content distribution ของ House of Cards เอง

———————–

6. จุดตายของ Netflix

ปัญหาที่ใหญ่มากของ Netflix คือ ต้นทุนการผลิต original content ที่สูงมากๆ

ปี 2018 Netflix มี budget ที่บานปลาย

จากงบประมาณที่ตั้งไว้ตอนแรก 8 พันล้านดอลลาร์

กลายเป็น 13 พันล้านดอลลาร์

85% ใช้ในการสร้าง original contents ไม่ใช่การซื้อคนอื่นมา เพราะกว่า 90% ของสมาชิก ดู Netflix original เป็นประจำ

อ้วกแตกนะครับ ต้องใช้งบมากกว่าที่วางแผนไว้กว่า 60%

แถมงบการตลาดยังบวมขึ้นเป็น 2 พันล้านดอลลาร์

เหตุผลที่ต้องอัดเงินเพิ่มขนาดนี้ก็เพื่อเร่งการเติบโต

และสปีดหนีบริการคู่แข่งอย่าง Disney+ และ Apple SVOD

การอัดฉีดเงินเพิ่มมันก็ดูเหมือนง่ายครับ

แต่ความยากคือ คอนเทนท์มันต้องดัง โดน ปัง ทุกเรื่อง

เป็นไปได้ยากมาก สำหรับคอนเทนท์ประเภท scripted ที่ต้นทุนแพงกว่าพวกเกมโชว์ เพลง หลายเท่า (บทต้องดี ผู้กำกับต้องเก่ง เล่าเรื่องดี ดาราเหมาะสม)

The Crown ใช้งบสร้าง 140 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

The Get Down ใช้งบสร้าง 120 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

Sense 8 ใช้งบสร้าง 107 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

Marco Polo ใช้งบสร้าง 90 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

House of Cards ใช้งบสร้าง 60 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

Hemlock Grove ใช้งบสร้าง40 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

Daredevil, Jessica Jones ใช้งบสร้าง 40 ล้านดอลลาร์ /ซีซั่น

ต้นทุนขนาดนี้ จะเอาเงินมาจากไหนนอกจากการกู้ โดยการออกพันธบัตร จำนวน 2 พันล้านดอลลาร์

หนี้สินระยะยาวของ Netflix พุ่งสูงขึ้นจาก 4.89 พันล้านดอลลาร์ในปี 2017 ไปเป็น 8.34 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018

หนี้เพิ่มกว่า 71%

ไม่ใช่ว่าซีรีย์ทุกเรื่องที่ Netflix ทุ่มทุนสร้าง จะดังอย่าง House of Cards, The Crown เสมอไป มันก็เหมือนละครช่อง 3 ช่อง One ที่มีเปรี้ยงกับแป้ก

เรื่องที่มีแป้กๆ ตัวอย่างเช่น

Marco Polo, Hemlock Grove, Gypsy, Iron Fist, The Defenders, Girlboss, Santa Clarita Diet

ปีนี้และปีหน้า คือ บทพิสูจน์ที่แท้จริง ว่า Netflix จะแข็งแกร่งต่อกรกับยักษ์ใหญ่ระดับมาเฟียของฮอลลีวูด รวมไปถึง Apple ได้หรือไม่


เพราะยิ่งต้องการโต ก็ยิ่งต้องสร้างหนี้สิน ใช้เงินมหาศาลไปกับการสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง

ไม่มีใครตอบได้เหมือนกันครับ ว่า Netflix จะยืนระยะไปได้อีกถึงเมื่อไหร่ และสุดท้ายปลายทาง จะเป็นผู้ชนะในโลกอนาคตของทีวีหรือไม่

AI และ Machine learning กับบทบาทสำคัญในโลกปัจจุบัน

หัวข้อที่เป็นเทรนด์ร้อนแรง เป็นประเด็นที่คนพูดถึงมากที่สุดเรื่องนึงทุกวันนี้ ต้องมีเรื่องของ AI และ Machine Learning ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

AI เป็นประเด็นระดับโลก ที่เหล่ามหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน หรือแม้กระทั่งรัสเซีย ต่างแย่งชิงบทบาท ความเป็นผู้นำในด้านนี้ และถูกยกให้มีความสำคัญไม่แพ้ในยุคที่มีการแก่งแย่งกันเพื่อความเป็นผู้นำด้านการสำรวจอวกาศ

เรียกได้ว่า ใครเป็นผู้นำด้าน AI ก็จะเป็นผู้นำโลกยุคต่อไป โดยปริยาย

AI มีบทบาทสำคัญอย่างไร AI ถูกเอาไปใช้ด้านไหนบ้าง และปัจจุบันใครเป็นผู้นำด้านนี้

เราจะมาติดตามกันในบทความครับ

ใครเก่งสุดเรื่อง AI คนนั้นเป็นมหาอำนาจของโลก

เรื่องของ AI เริ่มกลายเป็นประเด็นสำคัญบนเวทีการเมืองระดับชาติ เมื่อประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้พูดให้นักเรียนในรัสเซียฟัง ในวันเปิดภาคเรียนของโรงเรียนทั่วประเทศ ว่า AI คือ อนาคตของมนุษยชาติ ที่สร้างโอกาสมหาศาลในอนาคต ใครที่เป็นผู้นำด้าน AI จะเป็นผู้นำของโลกอนาคต และรัสเซียก็พร้อมที่จะทุ่มเททรัพยากรต่างๆเพื่อพัฒนาตัวเองในด้านนี้อย่างเต็มที่

ในขณะที่จีน มหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก ถึงกับใส่เรื่องของ AI ลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจีน จะต้องเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 โดยจะผลักดันบริษัท startup และสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านนี้ในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างเต็มที่

ฟากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านออนไลน์ในจีน ทั้ง Baidu และ Tencent ต่างปรับแผนการเพื่อการเป็นผู้นำโลกในด้าน AI เช่นกัน ทั้งการตั้ง lab ภายในที่มีงบพัฒนาวิจัยมหาศาล ความร่วมมือกับหนาวยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในบริษัท AI ต่างๆทั่วโลก

มีรายงานจากทำเนียบขาว เมื่อเดือนตุลาคม 2016 ว่า จีน มีบทความและรายงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้าน AI จากจีนได้รับการตีพิมพ์มากกว่าของทางสหรัฐแล้ว และจำนวนสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ AI จากนักวิจัยจากจีน ก็เพิ่มขึ้นกว่า 200% ซึ่งเป็นสัญญาณว่า community ที่วิจัยด้าน AI ในจีนมีความตื่นตัวมากเพียงใด และความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติจะทำให้จีนพัฒนารวดเร็วมากยิ่งขึ้น

AI จะฉลาดได้ ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลจำนวนมหาศาลมาให้คำนวณและเรียนรู้ เหมือนกับคนเรา ที่ยิ่งอ่านเยอะ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งเก่ง

การมีประชากรมหาศาลกว่า 1,400 ล้านคน และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 730 ล้านคน ทำให้มีปริมาณข้อมูลมหาศาล กว่าประเทศอื่นๆ กลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญของจีน และข้อมูลส่วนตัวของประชากร ก็ไม่ได้ถูกกฏหมายคุ้มครองมากนัก เมื่อเทียบกับทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ยิ่งง่ายต่อการนำไปใช้พัฒนา AI

ด้วยความเอาจริงเอาจังจากทั้งรัฐบาลและเอกชน จีนจึงเป็นประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำโลกด้าน AI แข่งกับสหรัฐ

AI คืออะไร

AI : Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่วิจัยและพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรม การคิด การตัดสินใจ แบบสมองที่ซับซ้อนของมนุษย์ หรือว่าง่ายๆ คือ การทำให้คอมพิวเตอร์ ทำงานได้ชาญฉลาดเหมือนสมองของคนนั่นเอง

ตัวอย่างที่เป็นข่าวดังไปท่ัวโลก คือ ระบบ AI ชื่อว่า “AlphaGo” ที่พัฒนาโดยบริษัท DeepMind ของ Google สามารถเล่นหมากล้อมหรือโกะ เอาชนะปรมาจารย์ระดับโลก ที่มีฝีมือขั้นสูงสุดระดับ 9 ดั้ง ชื่อ ลี เซดอล (Lee Se-dol) ชาวเกาหลีใต้ ได้ถึง 3 ใน 5 เกม

โกะ ถือเป็นเกมกระดานที่มีความซับซ้อนมาก ต้องอาศัยการวางแผนอย่างสุขุมรอบคอบในการเดินหมากแต่ละครั้ง และมีการชิงไหวชิงพริบกันตลอดการเล่น

AlphaGo พัฒนาและศึกษารูปแบบการเล่นของเซียนโกะทั่วโลก เพื่อพัฒนาเป็นรูปแบบการเล่นของตัวเอง มีการฝึกฝน เพื่อเพิ่มความสามารถการเรียนรู้ให้ฉลาดขึ้นโดยการฝึกกับตัวเองในรูปแบบการเล่นต่างๆ นับล้านครั้ง ทำให้ตัว AlphaGo เอง ฉลาดและเล่นโกะได้เก่งขึ้นทุกครั้ง

ความได้เปรียบของ AlphaGo เมื่อลงสนามประลองการเดินหมาก แข่งกับเซียนระดับโลก คือ ท่ามกลางบรรยาศ ความตึงเครียด ในการแข่งขัน AlphaGo ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ จะไม่มีอารมณ์ ความกดดันใดๆในการคิดและวางแผน เมื่อเทียบกับมนุษย์ ทำให้เอาชนะไปได้ในที่สุด

AI เอาไปใช้งานด้านไหนได้บ้าง

ปัจจุบัน AI ถูกนำไปใช้ในธุรกิจหลายๆ sector ทั้งเพื่อทำงานแทนคน และทำงานร่วมกับคน เพื่อสร้าง productivity และ efficiency สูงที่สุด

ด้านการขนส่ง (Logistics and Delivery)

Domino Pizza

หน่วยงานชื่อ Domino’s Robotic Unit (DRU) ของ Domino Pizza ได้พัฒนาหุ่นยนต์ช่วยส่งอาหาร สามารถเรียนรู้ในการปรับอุณหภูมิที่เหมาะสม ตลอดเส้นทางการขนส่ง เพื่อให้อาหารคงรสชาติให้ใกล้เคียงกับตอนปรุงเสร็จใหม่ๆให้มากที่สุด

โดยหุ่นยนต์ขนส่งตัวนี้ เริ่มทดลองให้บริการแล้วในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเยอรมนี

Amazon

เดือนกรกฏาคม ปี 2016 Amazon ยักษ์ใหญ่ด้าน E-Commerce ระดับโลก ได้ประกาศความร่วมมือกับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อพัฒนาการขนส่งโดยใช้โดรน ในการส่งพัสดุสินค้าขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 5 ปอนด์ ภายในระยะเวลา 30 นาที โดยการใช้ AI ในการเรียนรู้เส้นทางการบิน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางการส่งให้เร็วที่สุด

Amazon ยังร่วมมือกับองค์กรการบินในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีโดรน ให้สอดคล้องกับกฏหมายการบินของแต่ละประเทศ

เชื่อว่าอีกไม่เกิน 10 ปี Amazon จะพัฒนาโดรนให้กลายเป็นพาหนะขนส่งสินค้าหลักของตัวเองได้

ด้านความปลอดภัยของข้อมูล

คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ถูกภัยคุกคามจากมัลแวร์อย่างหนัก ข้อมูลจาก Kaspersky Lab ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย บอกว่า ตอนนี้มีการตรวจพบมัลแวร์ใหม่ๆกว่า 325,000 ตัวต่อวัน

บรรดามัลแวร์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ เป็นการกลายพันธ์และเปลี่ยนแปลงจากโปรแกรมต้นฉบับ ราวๆ 2–10% เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของบรรดาซอฟท์แวร์กำจัดไวรัสทั้งหลาย

เทคโนโลยีด้าน AI จะเข้ามาช่วยเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงตัวโปรแกรมต้นฉบับ ของมัลแวร์ต่างๆ

เพื่อให้รู้เท่าทันในการตรวจจับ และยังสามารถทำนายได้ด้วยว่า ไฟล์ไหนในคอมพิวเตอร์ของเรา เป็นมัลแวร์ที่แฝงตัวมา จากการดูแพทเพิร์นและพฤติกรรมของการเข้าถึงไฟล์นั้นๆ

ด้านการรักษาความปลอดภัย

เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เวลามีการตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเดินทางไปยังต่างประเทศ จะต้องมีการสแกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป ดูรูปถ่ายเปรียบเทียบว่าใช่ตัวของหนังสือเดินทางตัวจริงรึเปล่า หรือเป็นผู้ต้องหา มีประวัติอาชญากรรมมั้ย ซึ่งปัญหาที่เจอกันในสนามบินหลายๆแห่ง คือ คิวที่ยาวมาก คนเยอะ และเจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด

เทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยตรวจสอบว่าใครเป็นใคร จะติดหนวด ใส่หมวก ปลอมตัวมา AI ก็จะเรียนรู้ได้ว่า คนที่กล้องจับได้ กับรูปที่อยู่ในหนังสือเดินทาง คือ คนเดียวกันรึเปล่า

คล้ายกับเทคโนโลยี Face ID ที่ Apple ใส่เข้าไปใน iPhone X นั่นเองครับ

ด้านการลงทุน

นักลงทุนหรือคนที่เล่นหุ้นทุกคน ล้วนต้องการการพยากรณ์ ทำนายว่า ราคาหุ้นที่กำลังจะซื้อหรือตัวเองถืออยู่ จะขึ้นหรือจะลง

ข้อจำกัดของมนุษย์ปกติ คือ เราไม่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากในเวลาที่เร็วๆได้ แต่สำหรับ AI แล้ว ไม่มีข้อจำกัดนั้นครับ

AI สำหรับการเล่นหุ้น หรือ Stock Trading Robot สามารถรู้ได้ว่าหุ้นตัวไหน กำลังมี volume ซื้อขายอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือขาลง ก่อนที่คนทั่วไปจะสังเกตเห็น สามารถเปลี่ยนคำสั่งซื้อขายได้ในเสี้ยววินาที โดยการแบ่งคำสั่งซื้อขายเป็นชุดๆ ทั้งมากทั้งน้อยเพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยดีที่สุด

อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เพื่อสร้างรูปแบบการเทรดที่เหมาะสมกับสภาวะของตลาดได้

นอกจาก Robot Trading แล้ว ยังมี AI ที่เรียกกันว่า Robo Advisor ที่ช่วยวางแผนการลงทุน ในสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ผลลัพท์ออกมาดีที่สุด ซึ่ง Robo Advisor นี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ

ด้านกฏหมาย

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อ Joshua Browder ได้เปิดตัวแชทบอท ชื่อว่า “DoNotPay” ซึ่งเป็นแชทบอททนายความ ตัวแรกของโลก โดยให้บริการใน 50 รัฐในสหรัฐอเมริกาแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยแชทบอทตัวนี้จะช่วยยื่นคำร้องและให้คำปรึกษาในคดีทางกฏหมายเกี่ยวกับการจอดรถ กับลูกความที่เดือดร้อนจากการถูกปรับอย่างไม่เป็นธรรม จากการจอดของตัวเอง (เช่นค่าปรับสูงเกินจริง หรือ โดนปรับทั้งๆที่ปฏิบัติถูกต้อง เป็นต้น)

ลูกความมีหน้าที่อัพโหลดใบสั่งให้กับตัวแชทบอท พร้อมรายละเอียด จากนั้นตัวแชทบอท จะให้คำแนะนำในการเตรียมตัวต่างๆ ในการอุทธรณ์ และจะสร้างใบขออุทธรณ์ พร้อมรายละเอียดการอุทธรณ์ เพื่อให้ลูกความดาวน์โหลด พิมพ์และเซ็น แล้วนำไปยื่นต่อศาลแต่ละเมือง

ในรอบ 21 เดือนที่เปิดให้บริการ แชทบอทตัวนี้ ชนะการอุทธรณ์กว่า 160,000 เคส จากจำนวนที่ยื่น 250,000 เคส และช่วยให้ลูกความประหยัดค่าปรับไปแล้วกว่า 4 ล้านดอลลาร์

ด้านสุขภาพและวงการแพทย์

AI และ Machine learning จะมีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์ โดยเฉพาะการช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคเฉพาะด้านที่ซับซ้อน เช่น มะเร็ง หรือการวิเคราะห์ประวัติการรักษา เพื่อพัฒนารูปแบบการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

  • Google DeepMind พัฒนาโปรเจคต์ชื่อว่า Google DeepMind Health ที่ช่วยขุดหาข้อมูลประวัติการรักษานับแสนๆรายการกับโรคที่เกี่ยวข้อง ว่าลักษณะอาการแบบนี้ โรคแบบนี้ รักษาแบบไหนในคนไข้แต่ละคนที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน ซึ่งโครงการนี้อยู่ในช่วงเร่ิมต้น และกำลังร่วมมือกับโรงพยาบาลด้านจักษุ ชื่อ The Moorfields Eye Hospital เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาตาให้ดียิ่งขึ้น
  • บริษัท Enlitic ใช้ระบบ AI และ Machine learning ในการเรียนรู้และวิเคราะห์ภาพถ่ายจากการเอกซเรย์ แบบฉายรังสี และการทำ CT Scan โดยสามารถตีความภาพเหล่านี้ได้เร็วกว่าแพทย์รังสีวิทยากว่า 10,000 เท่า ซึ่งจากการทดสอบ พบว่า ระบบของ Enlitic มีความแม่นยำในการวินิจฉัยมากกว่าแพทย์กว่า 50% ( เช่น หมอมองจุดเล็กๆในภาพไม่เห็น ทำให้วินิจฉัยผิดพลาดว่าไม่มีมะเร็ง แต่ Enlitic เจอจุดนี้ เป็นต้น)

ด้านการตลาดและการขาย

  • Under Armour แบรนด์รองเท้า เสื้อผ้ากีฬาชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ใช้ข้อมูลจากลูกค้า ร่วมกับระบบ AI ชื่อ Watson จาก IBM ในการสร้างแผนการเล่นฟิตเนสที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยพิจารณาจากข้อมูลการกิน ขนาดและสัดส่วนร่างกาย ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต รวมถึงการนำช่วงเวลาและสภาพอากาศที่เหมาะสม มาออกแบบเส้นทางวิ่งออกกำลังกายใกล้บ้านหรือที่ทำงาน
  • Amazon ใช้ระบบ AI ในการสร้าง Newsletter ที่เป็นเหมือน Catalog ขายสินค้า ส่งตรงไปทางอีเมล์ โดยอาศัยพฤติกรรมการซื้อ การดูสินค้า ว่าสินค้าตัวไหนมีความน่าจะเป็นที่ลูกค้าจะซื้อมากที่สุด เพื่อเปิดและปิดการขาย แม้จะไม่ได้เข้าเว็บ Amazon แล้วก็ตาม
  • Netflix ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของผู้ใช้ ว่าชอบดาราคนไหน

ชอบซีรีส์ หนังแนวไหน ความยาวเท่าไหร่ ดูมากน้อยแค่ไหน แล้วทำการแนะนำคอนเทนต์ที่คิดว่าคนคนนั้นน่าจะชอบ เพื่อสร้างประสบการณ์การดูคอนเทนต์แบบต่อเนื่อง (ชีวิตไม่ต้องทำอะไร นั่งดู Netflix ทั้งวันทั้งคืน ว่างั้น)

ระบบป้องกัน Fraud

  • AI จะทำการวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานบัตรเครดิต อุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว สถานที่ที่ใช้บัตร ในการตรวจจับ fraud ที่เกิดจากการใช้งานบัตรเครดิต
  • Paypal ระบบชำระเงินออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลก ใช้ AI และ Machine learning ในการตรวจจับการฟอกเงิน โดยการเปรียบเทียบ transaction นับล้าน และสามารถแยกแยะได้ว่า transaction ไหนเป็น fraud และอันไหนเป็น transaction ที่ถูกต้อง

ใครเป็นผู้นำด้าน AI ในโลก

ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า ผู้นำด้าน AI ของโลกในยุคนี้ คือ สหรัฐอเมริกา

ด้วยความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีในซิลิกอนวัลเล่ย์ ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจตอนนี้ ร่วมกับ ฐานผู้ใช้จากทั้ง Google และ Facebook ทั่วทั้งโลกกว่า 2,000 ล้านคน และมีผู้ใช้งานอุปกรณ์ iOS และ Android อีกกว่าพันล้านคน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกา ยังคงความเป็นมหาอำนาจด้านนี้ต่อไปอีกพักใหญ่ๆ

  1. Google

นอกจากจะเป็นผู้นำด้านระบบการค้นหาและบริการออนไลน์ต่างๆแล้ว ยังถูกยกให้เป็นผู้นำด้าน AI อีกด้วย

ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา Google ใช้เงินซื้อบริษัทเก่งๆด้าน AI ไปแล้วกว่า 12 บริษัท (รวมถึง DeepMind ผู้สร้าง AlphaGo และเป็นบริษัทที่มีงานวิจัยด้าน AI ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก) เพื่อนำไปต่อยอดเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์หลัก และการวิจัยเพื่ออนาคต อย่างการสร้างรถยนต์ไร้คนขับ

Google เป็นบริษัทที่มีจำนวนข้อมูลมหาศาลในมือ พร้อมกับเม็ดเงินการลงทุนอีกนับไม่ถ้วน และที่สำคัญ เหล่าหัวกะทิระดับโลกด้าน AI ล้วนทำงานอยู่ที่นี่ ทำให้ Google เป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลกด้าน AI อย่างไม่มีใครเทียบได้

2. Facebook

เป็นอีกบริษัทที่เอาจริงเอาจังกับการพัฒนาด้าน AI มาก มีการตั้ง Lab ที่วิจัยด้าน AI 3 แห่ง (ล่าสุดคือในปารีส ฝรั่งเศส)

หัวข้อที่ทาง Facebook เน้นเป็นหลัก คือ เรื่องของ AI ด้านภาษา ที่ช่วยให้ระบบ เข้าใจผู้ใช้ทั่วโลก ว่ากำลังพูดคุยถึงอะไรอยู่ สามารถโต้ตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

อีกเรื่องคือ AI ด้านรูปภาพ ที่จะช่วยวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ในภาพ เช่น จำนวนคนในรูป เพศอะไรบ้าง มีต้นไม้ สัตว์ สิ่งของอะไรบ้างในรูป หรือแม้กระทั่งรู้ว่า คนในรูป ใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ไหน เป็นต้น

3. Apple

การเปิดตัว iPhone X ล่าสุด ที่ใช้หน่วยประมวลผลชื่อว่า A11 Bionic เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า Apple เอาจริงเอาจังในด้าน AI มากแค่ไหน เพราะ A11 Bionic ตัวนี้ เป็นหน่วยประมวลผลที่ออกแบบพิเศษให้ทำงานด้าน AI โดยเฉพาะ

ฟีเจอร์หลักที่เป็นจุดขายของ iPhone X อย่าง Face ID ก็เป็นการพัฒนาต่อยอด โดยใช้เทคโนโลยีด้าน AI จากบริษัทที่ Apple ซื้อกิจการมา ทั้งเรื่องการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ จากบริษัท PrimeSense สัญชาติอิสราเอล ที่ซื้อกิจการมาในปี 2013 และเทคโนโลยีการเรียนรู้และจดจำใบหน้าที่พัฒนาโดยบริษัท Emotient และ RealFace ที่ Apple ซื้อกิจการมาในปี 2016 และต้นปี 2017 ตามลำดับ

4. Amazon

เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีการนำ AI มาใช้อย่างจริงจัง ในการขายสินค้าออนไลน์ ทั้งระบบที่ใช้พยากรณ์ ทำนายโอกาสในการซื้อ ระบบแนะนำสินค้าจากความชื่นชอบ รสนิยม และประวัติการดูสินค้าต่างๆ

มีการนำ AI มาใช้กับการตั้งราคาขายสินค้าของบน Amazon.com โดยใช้วิธี dynamic pricing กับสินค้านับล้านๆรายการเพื่อ optimize ยอดขาย โดยการวิเคราะห์เทรนด์ของการขาย พฤติกรรมการซื้อ การดู และความสนใจของตัวลูกค้าเอง

ผลิตภัณฑ์อย่าง Amazon Echo ก็ได้ฝังระบบ AI ชื่อ Alexa ลงไปในลำโพง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพูดสั่งให้มันทำงานบางอย่างได้ตามที่ต้องการ เช่น การสั่งซื้อของ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า AI มีบทบาทสำคัญและนำไปใช้ได้หลากหลาย เชื่อว่า อนาคตอีกไม่นาน AI จะมีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตของเราอย่างที่ขาดไม่ได้ เพราะมันจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้เราและโลกใบนี้ดีขึ้น

Source :

https://qz.com/1028624/stitch-fix-let-an-algorithm-design-a-new-blouse-and-they-flew-off-the-digital-racks/

https://hbr.org/2016/11/how-one-clothing-company-blends-ai-and-human-expertise

https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2016/09/30/what-are-the-top-10-use-cases-for-machine-learning-and-ai/#70ae479594c9

https://www.econsultancy.com/blog/67745-15-examples-of-artificial-intelligence-in-marketing

Artificial Intelligence in Retail – 10 Present and Future Use Cases

https://www.fastcompany.com/40474585/how-apple-facebook-amazon-and-google-use-ai-to-best-each-other

https://www.cbinsights.com/research/top-acquirers-ai-startups-ma-timeline/

AI และ Machine learning กับบทบาทสำคัญในโลกปัจจุบัน

หัวข้อที่เป็นเทรนด์ร้อนแรง เป็นประเด็นที่คนพูดถึงมากที่สุดเรื่องนึงทุกวันนี้ ต้องมีเรื่องของ AI และ Machine Learning ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

AI เป็นประเด็นระดับโลก ที่เหล่ามหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน หรือแม้กระทั่งรัสเซีย ต่างแย่งชิงบทบาท ความเป็นผู้นำในด้านนี้ และถูกยกให้มีความสำคัญไม่แพ้ในยุคที่มีการแก่งแย่งกันเพื่อความเป็นผู้นำด้านการสำรวจอวกาศ

เรียกได้ว่า ใครเป็นผู้นำด้าน AI ก็จะเป็นผู้นำโลกยุคต่อไป โดยปริยาย

AI มีบทบาทสำคัญอย่างไร AI ถูกเอาไปใช้ด้านไหนบ้าง และปัจจุบันใครเป็นผู้นำด้านนี้

เราจะมาติดตามกันในบทความครับ

ใครเก่งสุดเรื่อง AI คนนั้นเป็นมหาอำนาจของโลก

เรื่องของ AI เริ่มกลายเป็นประเด็นสำคัญบนเวทีการเมืองระดับชาติ เมื่อประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้พูดให้นักเรียนในรัสเซียฟัง ในวันเปิดภาคเรียนของโรงเรียนทั่วประเทศ ว่า AI คือ อนาคตของมนุษยชาติ ที่สร้างโอกาสมหาศาลในอนาคต ใครที่เป็นผู้นำด้าน AI จะเป็นผู้นำของโลกอนาคต และรัสเซียก็พร้อมที่จะทุ่มเททรัพยากรต่างๆเพื่อพัฒนาตัวเองในด้านนี้อย่างเต็มที่

ในขณะที่จีน มหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก ถึงกับใส่เรื่องของ AI ลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจีน จะต้องเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 โดยจะผลักดันบริษัท startup และสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านนี้ในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างเต็มที่

ฟากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านออนไลน์ในจีน ทั้ง Baidu และ Tencent ต่างปรับแผนการเพื่อการเป็นผู้นำโลกในด้าน AI เช่นกัน ทั้งการตั้ง lab ภายในที่มีงบพัฒนาวิจัยมหาศาล ความร่วมมือกับหนาวยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในบริษัท AI ต่างๆทั่วโลก

มีรายงานจากทำเนียบขาว เมื่อเดือนตุลาคม 2016 ว่า จีน มีบทความและรายงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้าน AI จากจีนได้รับการตีพิมพ์มากกว่าของทางสหรัฐแล้ว และจำนวนสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ AI จากนักวิจัยจากจีน ก็เพิ่มขึ้นกว่า 200% ซึ่งเป็นสัญญาณว่า community ที่วิจัยด้าน AI ในจีนมีความตื่นตัวมากเพียงใด และความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติจะทำให้จีนพัฒนารวดเร็วมากยิ่งขึ้น

AI จะฉลาดได้ ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลจำนวนมหาศาลมาให้คำนวณและเรียนรู้ เหมือนกับคนเรา ที่ยิ่งอ่านเยอะ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งเก่ง

การมีประชากรมหาศาลกว่า 1,400 ล้านคน และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 730 ล้านคน ทำให้มีปริมาณข้อมูลมหาศาล กว่าประเทศอื่นๆ กลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญของจีน และข้อมูลส่วนตัวของประชากร ก็ไม่ได้ถูกกฏหมายคุ้มครองมากนัก เมื่อเทียบกับทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ยิ่งง่ายต่อการนำไปใช้พัฒนา AI

ด้วยความเอาจริงเอาจังจากทั้งรัฐบาลและเอกชน จีนจึงเป็นประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำโลกด้าน AI แข่งกับสหรัฐ

AI คืออะไร

AI : Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่วิจัยและพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรม การคิด การตัดสินใจ แบบสมองที่ซับซ้อนของมนุษย์ หรือว่าง่ายๆ คือ การทำให้คอมพิวเตอร์ ทำงานได้ชาญฉลาดเหมือนสมองของคนนั่นเอง

ตัวอย่างที่เป็นข่าวดังไปท่ัวโลก คือ ระบบ AI ชื่อว่า “AlphaGo” ที่พัฒนาโดยบริษัท DeepMind ของ Google สามารถเล่นหมากล้อมหรือโกะ เอาชนะปรมาจารย์ระดับโลก ที่มีฝีมือขั้นสูงสุดระดับ 9 ดั้ง ชื่อ ลี เซดอล (Lee Se-dol) ชาวเกาหลีใต้ ได้ถึง 3 ใน 5 เกม

โกะ ถือเป็นเกมกระดานที่มีความซับซ้อนมาก ต้องอาศัยการวางแผนอย่างสุขุมรอบคอบในการเดินหมากแต่ละครั้ง และมีการชิงไหวชิงพริบกันตลอดการเล่น

AlphaGo พัฒนาและศึกษารูปแบบการเล่นของเซียนโกะทั่วโลก เพื่อพัฒนาเป็นรูปแบบการเล่นของตัวเอง มีการฝึกฝน เพื่อเพิ่มความสามารถการเรียนรู้ให้ฉลาดขึ้นโดยการฝึกกับตัวเองในรูปแบบการเล่นต่างๆ นับล้านครั้ง ทำให้ตัว AlphaGo เอง ฉลาดและเล่นโกะได้เก่งขึ้นทุกครั้ง

ความได้เปรียบของ AlphaGo เมื่อลงสนามประลองการเดินหมาก แข่งกับเซียนระดับโลก คือ ท่ามกลางบรรยาศ ความตึงเครียด ในการแข่งขัน AlphaGo ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ จะไม่มีอารมณ์ ความกดดันใดๆในการคิดและวางแผน เมื่อเทียบกับมนุษย์ ทำให้เอาชนะไปได้ในที่สุด

AI เอาไปใช้งานด้านไหนได้บ้าง

ปัจจุบัน AI ถูกนำไปใช้ในธุรกิจหลายๆ sector ทั้งเพื่อทำงานแทนคน และทำงานร่วมกับคน เพื่อสร้าง productivity และ efficiency สูงที่สุด

ด้านการขนส่ง (Logistics and Delivery)

Domino Pizza

หน่วยงานชื่อ Domino’s Robotic Unit (DRU) ของ Domino Pizza ได้พัฒนาหุ่นยนต์ช่วยส่งอาหาร สามารถเรียนรู้ในการปรับอุณหภูมิที่เหมาะสม ตลอดเส้นทางการขนส่ง เพื่อให้อาหารคงรสชาติให้ใกล้เคียงกับตอนปรุงเสร็จใหม่ๆให้มากที่สุด

โดยหุ่นยนต์ขนส่งตัวนี้ เริ่มทดลองให้บริการแล้วในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเยอรมนี

Amazon

เดือนกรกฏาคม ปี 2016 Amazon ยักษ์ใหญ่ด้าน E-Commerce ระดับโลก ได้ประกาศความร่วมมือกับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อพัฒนาการขนส่งโดยใช้โดรน ในการส่งพัสดุสินค้าขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 5 ปอนด์ ภายในระยะเวลา 30 นาที โดยการใช้ AI ในการเรียนรู้เส้นทางการบิน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางการส่งให้เร็วที่สุด

Amazon ยังร่วมมือกับองค์กรการบินในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีโดรน ให้สอดคล้องกับกฏหมายการบินของแต่ละประเทศ

เชื่อว่าอีกไม่เกิน 10 ปี Amazon จะพัฒนาโดรนให้กลายเป็นพาหนะขนส่งสินค้าหลักของตัวเองได้

ด้านความปลอดภัยของข้อมูล

คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ถูกภัยคุกคามจากมัลแวร์อย่างหนัก ข้อมูลจาก Kaspersky Lab ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย บอกว่า ตอนนี้มีการตรวจพบมัลแวร์ใหม่ๆกว่า 325,000 ตัวต่อวัน

บรรดามัลแวร์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ เป็นการกลายพันธ์และเปลี่ยนแปลงจากโปรแกรมต้นฉบับ ราวๆ 2–10% เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของบรรดาซอฟท์แวร์กำจัดไวรัสทั้งหลาย

เทคโนโลยีด้าน AI จะเข้ามาช่วยเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงตัวโปรแกรมต้นฉบับ ของมัลแวร์ต่างๆ

เพื่อให้รู้เท่าทันในการตรวจจับ และยังสามารถทำนายได้ด้วยว่า ไฟล์ไหนในคอมพิวเตอร์ของเรา เป็นมัลแวร์ที่แฝงตัวมา จากการดูแพทเพิร์นและพฤติกรรมของการเข้าถึงไฟล์นั้นๆ

ด้านการรักษาความปลอดภัย

เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เวลามีการตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเดินทางไปยังต่างประเทศ จะต้องมีการสแกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป ดูรูปถ่ายเปรียบเทียบว่าใช่ตัวของหนังสือเดินทางตัวจริงรึเปล่า หรือเป็นผู้ต้องหา มีประวัติอาชญากรรมมั้ย ซึ่งปัญหาที่เจอกันในสนามบินหลายๆแห่ง คือ คิวที่ยาวมาก คนเยอะ และเจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด

เทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยตรวจสอบว่าใครเป็นใคร จะติดหนวด ใส่หมวก ปลอมตัวมา AI ก็จะเรียนรู้ได้ว่า คนที่กล้องจับได้ กับรูปที่อยู่ในหนังสือเดินทาง คือ คนเดียวกันรึเปล่า

คล้ายกับเทคโนโลยี Face ID ที่ Apple ใส่เข้าไปใน iPhone X นั่นเองครับ

ด้านการลงทุน

นักลงทุนหรือคนที่เล่นหุ้นทุกคน ล้วนต้องการการพยากรณ์ ทำนายว่า ราคาหุ้นที่กำลังจะซื้อหรือตัวเองถืออยู่ จะขึ้นหรือจะลง

ข้อจำกัดของมนุษย์ปกติ คือ เราไม่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากในเวลาที่เร็วๆได้ แต่สำหรับ AI แล้ว ไม่มีข้อจำกัดนั้นครับ

AI สำหรับการเล่นหุ้น หรือ Stock Trading Robot สามารถรู้ได้ว่าหุ้นตัวไหน กำลังมี volume ซื้อขายอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือขาลง ก่อนที่คนทั่วไปจะสังเกตเห็น สามารถเปลี่ยนคำสั่งซื้อขายได้ในเสี้ยววินาที โดยการแบ่งคำสั่งซื้อขายเป็นชุดๆ ทั้งมากทั้งน้อยเพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยดีที่สุด

อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เพื่อสร้างรูปแบบการเทรดที่เหมาะสมกับสภาวะของตลาดได้

นอกจาก Robot Trading แล้ว ยังมี AI ที่เรียกกันว่า Robo Advisor ที่ช่วยวางแผนการลงทุน ในสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ผลลัพท์ออกมาดีที่สุด ซึ่ง Robo Advisor นี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ

ด้านกฏหมาย

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อ Joshua Browder ได้เปิดตัวแชทบอท ชื่อว่า “DoNotPay” ซึ่งเป็นแชทบอททนายความ ตัวแรกของโลก โดยให้บริการใน 50 รัฐในสหรัฐอเมริกาแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยแชทบอทตัวนี้จะช่วยยื่นคำร้องและให้คำปรึกษาในคดีทางกฏหมายเกี่ยวกับการจอดรถ กับลูกความที่เดือดร้อนจากการถูกปรับอย่างไม่เป็นธรรม จากการจอดของตัวเอง (เช่นค่าปรับสูงเกินจริง หรือ โดนปรับทั้งๆที่ปฏิบัติถูกต้อง เป็นต้น)

ลูกความมีหน้าที่อัพโหลดใบสั่งให้กับตัวแชทบอท พร้อมรายละเอียด จากนั้นตัวแชทบอท จะให้คำแนะนำในการเตรียมตัวต่างๆ ในการอุทธรณ์ และจะสร้างใบขออุทธรณ์ พร้อมรายละเอียดการอุทธรณ์ เพื่อให้ลูกความดาวน์โหลด พิมพ์และเซ็น แล้วนำไปยื่นต่อศาลแต่ละเมือง

ในรอบ 21 เดือนที่เปิดให้บริการ แชทบอทตัวนี้ ชนะการอุทธรณ์กว่า 160,000 เคส จากจำนวนที่ยื่น 250,000 เคส และช่วยให้ลูกความประหยัดค่าปรับไปแล้วกว่า 4 ล้านดอลลาร์

ด้านสุขภาพและวงการแพทย์

AI และ Machine learning จะมีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์ โดยเฉพาะการช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคเฉพาะด้านที่ซับซ้อน เช่น มะเร็ง หรือการวิเคราะห์ประวัติการรักษา เพื่อพัฒนารูปแบบการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

  • Google DeepMind พัฒนาโปรเจคต์ชื่อว่า Google DeepMind Health ที่ช่วยขุดหาข้อมูลประวัติการรักษานับแสนๆรายการกับโรคที่เกี่ยวข้อง ว่าลักษณะอาการแบบนี้ โรคแบบนี้ รักษาแบบไหนในคนไข้แต่ละคนที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน ซึ่งโครงการนี้อยู่ในช่วงเร่ิมต้น และกำลังร่วมมือกับโรงพยาบาลด้านจักษุ ชื่อ The Moorfields Eye Hospital เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาตาให้ดียิ่งขึ้น
  • บริษัท Enlitic ใช้ระบบ AI และ Machine learning ในการเรียนรู้และวิเคราะห์ภาพถ่ายจากการเอกซเรย์ แบบฉายรังสี และการทำ CT Scan โดยสามารถตีความภาพเหล่านี้ได้เร็วกว่าแพทย์รังสีวิทยากว่า 10,000 เท่า ซึ่งจากการทดสอบ พบว่า ระบบของ Enlitic มีความแม่นยำในการวินิจฉัยมากกว่าแพทย์กว่า 50% ( เช่น หมอมองจุดเล็กๆในภาพไม่เห็น ทำให้วินิจฉัยผิดพลาดว่าไม่มีมะเร็ง แต่ Enlitic เจอจุดนี้ เป็นต้น)

ด้านการตลาดและการขาย

  • Under Armour แบรนด์รองเท้า เสื้อผ้ากีฬาชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ใช้ข้อมูลจากลูกค้า ร่วมกับระบบ AI ชื่อ Watson จาก IBM ในการสร้างแผนการเล่นฟิตเนสที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยพิจารณาจากข้อมูลการกิน ขนาดและสัดส่วนร่างกาย ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต รวมถึงการนำช่วงเวลาและสภาพอากาศที่เหมาะสม มาออกแบบเส้นทางวิ่งออกกำลังกายใกล้บ้านหรือที่ทำงาน
  • Amazon ใช้ระบบ AI ในการสร้าง Newsletter ที่เป็นเหมือน Catalog ขายสินค้า ส่งตรงไปทางอีเมล์ โดยอาศัยพฤติกรรมการซื้อ การดูสินค้า ว่าสินค้าตัวไหนมีความน่าจะเป็นที่ลูกค้าจะซื้อมากที่สุด เพื่อเปิดและปิดการขาย แม้จะไม่ได้เข้าเว็บ Amazon แล้วก็ตาม
  • Netflix ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของผู้ใช้ ว่าชอบดาราคนไหน

ชอบซีรีส์ หนังแนวไหน ความยาวเท่าไหร่ ดูมากน้อยแค่ไหน แล้วทำการแนะนำคอนเทนต์ที่คิดว่าคนคนนั้นน่าจะชอบ เพื่อสร้างประสบการณ์การดูคอนเทนต์แบบต่อเนื่อง (ชีวิตไม่ต้องทำอะไร นั่งดู Netflix ทั้งวันทั้งคืน ว่างั้น)

ระบบป้องกัน Fraud

  • AI จะทำการวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานบัตรเครดิต อุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว สถานที่ที่ใช้บัตร ในการตรวจจับ fraud ที่เกิดจากการใช้งานบัตรเครดิต
  • Paypal ระบบชำระเงินออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลก ใช้ AI และ Machine learning ในการตรวจจับการฟอกเงิน โดยการเปรียบเทียบ transaction นับล้าน และสามารถแยกแยะได้ว่า transaction ไหนเป็น fraud และอันไหนเป็น transaction ที่ถูกต้อง

ใครเป็นผู้นำด้าน AI ในโลก

ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า ผู้นำด้าน AI ของโลกในยุคนี้ คือ สหรัฐอเมริกา

ด้วยความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีในซิลิกอนวัลเล่ย์ ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจตอนนี้ ร่วมกับ ฐานผู้ใช้จากทั้ง Google และ Facebook ทั่วทั้งโลกกว่า 2,000 ล้านคน และมีผู้ใช้งานอุปกรณ์ iOS และ Android อีกกว่าพันล้านคน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกา ยังคงความเป็นมหาอำนาจด้านนี้ต่อไปอีกพักใหญ่ๆ

  1. Google

นอกจากจะเป็นผู้นำด้านระบบการค้นหาและบริการออนไลน์ต่างๆแล้ว ยังถูกยกให้เป็นผู้นำด้าน AI อีกด้วย

ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา Google ใช้เงินซื้อบริษัทเก่งๆด้าน AI ไปแล้วกว่า 12 บริษัท (รวมถึง DeepMind ผู้สร้าง AlphaGo และเป็นบริษัทที่มีงานวิจัยด้าน AI ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก) เพื่อนำไปต่อยอดเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์หลัก และการวิจัยเพื่ออนาคต อย่างการสร้างรถยนต์ไร้คนขับ

Google เป็นบริษัทที่มีจำนวนข้อมูลมหาศาลในมือ พร้อมกับเม็ดเงินการลงทุนอีกนับไม่ถ้วน และที่สำคัญ เหล่าหัวกะทิระดับโลกด้าน AI ล้วนทำงานอยู่ที่นี่ ทำให้ Google เป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลกด้าน AI อย่างไม่มีใครเทียบได้

  1. Facebook

เป็นอีกบริษัทที่เอาจริงเอาจังกับการพัฒนาด้าน AI มาก มีการตั้ง Lab ที่วิจัยด้าน AI 3 แห่ง (ล่าสุดคือในปารีส ฝรั่งเศส)

หัวข้อที่ทาง Facebook เน้นเป็นหลัก คือ เรื่องของ AI ด้านภาษา ที่ช่วยให้ระบบ เข้าใจผู้ใช้ทั่วโลก ว่ากำลังพูดคุยถึงอะไรอยู่ สามารถโต้ตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

อีกเรื่องคือ AI ด้านรูปภาพ ที่จะช่วยวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ในภาพ เช่น จำนวนคนในรูป เพศอะไรบ้าง มีต้นไม้ สัตว์ สิ่งของอะไรบ้างในรูป หรือแม้กระทั่งรู้ว่า คนในรูป ใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ไหน เป็นต้น

  1. Apple

การเปิดตัว iPhone X ล่าสุด ที่ใช้หน่วยประมวลผลชื่อว่า A11 Bionic เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า Apple เอาจริงเอาจังในด้าน AI มากแค่ไหน เพราะ A11 Bionic ตัวนี้ เป็นหน่วยประมวลผลที่ออกแบบพิเศษให้ทำงานด้าน AI โดยเฉพาะ

ฟีเจอร์หลักที่เป็นจุดขายของ iPhone X อย่าง Face ID ก็เป็นการพัฒนาต่อยอด โดยใช้เทคโนโลยีด้าน AI จากบริษัทที่ Apple ซื้อกิจการมา ทั้งเรื่องการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ จากบริษัท PrimeSense สัญชาติอิสราเอล ที่ซื้อกิจการมาในปี 2013 และเทคโนโลยีการเรียนรู้และจดจำใบหน้าที่พัฒนาโดยบริษัท Emotient และ RealFace ที่ Apple ซื้อกิจการมาในปี 2016 และต้นปี 2017 ตามลำดับ

  1. Amazon

เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีการนำ AI มาใช้อย่างจริงจัง ในการขายสินค้าออนไลน์ ทั้งระบบที่ใช้พยากรณ์ ทำนายโอกาสในการซื้อ ระบบแนะนำสินค้าจากความชื่นชอบ รสนิยม และประวัติการดูสินค้าต่างๆ

มีการนำ AI มาใช้กับการตั้งราคาขายสินค้าของบน Amazon.com โดยใช้วิธี dynamic pricing กับสินค้านับล้านๆรายการเพื่อ optimize ยอดขาย โดยการวิเคราะห์เทรนด์ของการขาย พฤติกรรมการซื้อ การดู และความสนใจของตัวลูกค้าเอง

ผลิตภัณฑ์อย่าง Amazon Echo ก็ได้ฝังระบบ AI ชื่อ Alexa ลงไปในลำโพง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพูดสั่งให้มันทำงานบางอย่างได้ตามที่ต้องการ เช่น การสั่งซื้อของ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า AI มีบทบาทสำคัญและนำไปใช้ได้หลากหลาย เชื่อว่า อนาคตอีกไม่นาน AI จะมีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตของเราอย่างที่ขาดไม่ได้ เพราะมันจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้เราและโลกใบนี้ดีขึ้น

ช่วงนี้มีข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับ Netflix เลยขอจับประเด็นกลยุทธ์มาขยายหน่อยครับ

“สิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์” ปัญหาใหญ่ของ Netflix

กลยุทธ์ที่ Netflix ใช้ สำหรับ “Netflix Everywhere” ที่ประกาศบนเวที CES 2016 ไม่ใช่การเอาหนังและ series ที่ฉายในอเมริกา ไปให้บริการที่ประเทศอื่นทั้งหมด เนื่องจากติดปัญหาเรื่อง “สิทธิ์ในการเผยแพร่” ที่ทำกับเจ้าของคอนเทนต์แต่ละค่าย

สิทธิ์ที่ว่า จะถูกจำกัดโดย Geolocation หรือ สถานที่ตั้ง ประเทศ ที่ให้บริการ ซึ่งอาจจะตกลงกันเป็นประเทศหรือเป็นภูมิภาค (region) ก็ได้

ทางด้านเทคนิค Netflix สามารถให้บริการได้ทั่วโลก ไม่มีปัญหา ตราบใดที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง

แต่สิทธิ์ในการเผยแพร่ เป็นสิ่งที่จำกัดการเติบโตของ Netflix ไว้

Netflix รู้ตัวและตระหนักดีครับ เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ค่าสิทธิ์ที่จ่ายให้กับค่ายหนังค่อนข้างมหาโหดมาก

ปี 2014 จ่ายค่าคอนเทนต์ไป 4 พันล้านเหรียญ และปี 2015 จ่ายไปอีก 3 พันล้านเหรียญ (รวมค่าคอนเทนต์ 2 ปี เกือบซื้อกิจการ Spotify ได้ทั้งบริษัท)

ปัญหานี้ดูเหมือนจะเริ่มบานปลายและเป็นภาระทางธุรกิจอย่างมาก เพราะค่ายหนังเห็น Netflix เติบโตเร็วมากๆ จึงอยาก “ขึ้นราคา” เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น

ไม่ใช่แค่แพงขึ้นเพียงอย่างเดียวครับ ค่ายหนังยังไม่ยอมทำสัญญาแบบ exclusive กับ Netflix อีก ทำให้หนังและซีรีย์ดีๆหลายเรื่อง สามารถดูได้บนบริการของคู่แข่งอย่าง Hulu และ Amazon Prime VDO ทำให้ความโดดเด่นและแตกต่างลดน้อยลง

เดือนกันยายน 2015 ที่ผ่านมา Netflix จึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ Epix เพราะไม่ค่อยพอใจที่คู่แข่งอย่าง Amazon ได้หนังเรื่องเดียวกันไปฉาย ในขณะที่ค่าสิทธิ์ในการต่อสัญญาก็สูงถึง 1 พันล้านเหรียญ

ส่งผลให้หนังดังอย่าง The Hunger Games, Transformer หายไปจาก library หนังของ Netflix ทันที เพราะ Epix เป็นคนดูแลสิทธิ์ให้ค่ายหนังอย่าง Lionsgate , MGM และ Paramount

ท่ามกลางยุคสมัยที่มีแต่ความเร่งรีบและคนในสังคมเสาะแสวงหาความสะดวกสบาย อาหารแบบ delivery กลายมาเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่การทำอาหารกินเอง ก็ยังคงความนิยมอยู่ไม่น้อย ด้วยกระแสรักสุขภาพ มีการควบคุมอาหารการกิน ควบคุมปริมาณแคลอรี่ กินเพื่อความสวยความงาม เพื่อสุขภาพที่ดี เพื่อหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม อีกทั้งสูตรอาหารและวิธีการปรุง ก็หาได้ไม่ยากในอินเตอร์เน็ตและมีสอนกันอย่างแพร่หลายใน YouTube

สิ่งที่อาจจะเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง คือ การเสาะแสวงหาวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำอาหาร ยิ่งเป็นเมนูที่ครีเอทีฟมากเท่าไหร่ ส่วนผสมที่ใช้ก็ยิ่งหายากเท่านั้น

แต่อุปสรรคเหล่านี้ได้หมดไป เมื่อมีบริการอย่าง “Blue Apron” ที่ได้รับความนิยมสุดๆในสหรัฐอเมริกา

“Blue Apron” เป็นธุรกิจที่ช่วยให้การทำอาหารกินเอง เป็นเรื่องที่น่าสนุก จากสารพัดเมนูที่ได้รับการเลือกสรรจากเชฟมือดี ส่งเป็นชุดอาหารพร้อมทำ (meal kit) เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกไปทำกินเองที่บ้าน

ในทุกๆสัปดาห์ “Blue Apron” จะนำเสนอเมนูอาหารในรูปแบบวัตถุดิบพร้อมปรุง (แบบที่เห็นในซุปเปอร์มาร์เก็ตบ้านเรา) โดยให้ลูกค้าเลือกประเภทของอาหารตามความชื่นชอบของตัวเอง (ระบุไว้ตอนสมัครบริการ)

วัตถุดิบและส่วนผสมของแต่ละเมนู ล้วนเป็นของสดใหม่ มีคุณภาพสูงเกรดเดียวกับที่ใช้ทำอาหารในภัตตาคารชั้นนำ ซึ่ง “Blue Apron” มีการสร้างแพลตฟอร์มที่ใช้ในการบริหารจัดการและหาวัตถุดิบชั้นเลิศจาก supplier หลากหลายที่ทั่วสหรัฐฯในราคาถูก

ค่าบริการ มีให้เลือก 2 แพคเกจ คือ

  1. แบบกินกันสองคน (2-Person Plan) กินกัน 3 มื้อต่อสัปดาห์ ตกอยู่ที่สัปดาห์ละ 59.94 ดอลลาร์ หรือหารเฉลี่ยต่อคนต่อมื้อเพียง 9.99 ดอลลาร์
  2. กินทั้งครอบครัว (Family Plan 4 คน) เลือกได้ว่าจะกิน 2 หรือ 4 มื้อต่อสัปดาห์ ถ้า 2 มื้อก็จ่ายทั้งหมด 70 ดอลลาร์ แต่ถ้าเป็น 4 มื้อต่อสัปดาห์ ก็จ่ายทั้งหมด 139.84 ดอลลาร์ (ตกคนละ 8.74 ดอลลาร์)

เมื่อเลือกเมนูและแพคเกจที่ต้องการได้แล้ว ลูกค้าจะต้องเลือกสถานที่ วันเวลาที่สะดวกในการรับสินค้า และสินค้าที่ส่งมาจะถูกจัดอยู่ในกล่องที่มีบรรจุภัณฑ์รักษาความเย็น เพื่อช่วยในการเก็บรักษา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆในการส่ง

ด้วยเมนูแปลกใหม่ที่เชฟคิดค้นและเลือกมานำเสนอ พร้อมสูตรและวิธีการปรุงอย่างละเอียด ให้ลูกค้าศึกษาและทำตามได้ไม่ยากนัก

ลูกค้าของ “Blue Apron” จึงได้เรียนรู้วิธีการทำอาหารที่ไม่เหมือนเดิม และยังได้กินอาหารเมนูใหม่ๆ รสชาติอร่อยๆ ในแบบที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้แบบนี้ (อารมณ์เหมือนสั่งจาก “Blue Apron” ทีไร ภูมิใจทุกที)

ปัจจุบัน “Blue Apron” เป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ มียอดการสั่งจากลูกค้าสูงถึง 3 ล้านมื้อต่อเดือน มากกว่ายอดสั่งในปี 2014 ถึง 3 เท่า

ล่าสุด “Blue Apron” สามารถระดมทุนสนับสนุนจาก Venture Capital ได้กว่า $135 ล้านดอลลาร์ ทำให้มูลค่ากิจการในตอนนี้สูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์แล้ว

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดของธุรกิจประเภทนี้ จะอยู่ที่ 3,000–5,000 ล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยมีผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง “HelloFresh” จากเยอรมนีที่ครองส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกอันดับ 1 จากการให้บริการใน 7 ประเทศ (สหรัฐ อังกฤษ เนเธอแลนด์ ออสเตรีย ออสเตรเลีย เยอรมนี และเบลเยี่ยม) และ “Plated” จากสหรัฐฯซึ่งเป็นบริการที่เริ่มต้นมาพร้อมๆกับ “Blue Apron” ในปี 2012 เป็นคู่แข่งหลักในธุรกิจ

“Showrooming” ภัยคุกคามหรือโอกาสทองร้านค้าปลีก

เทรนด์ที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลก คือ อัตราการใช้งานสมาร์ทโฟนและการใช้งานแอพต่างๆ โดยเฉพาะการค้นหา

ซึ่งเป็นบริการออนไลน์ยอดฮิตอันดับต้นๆ ของการใช้งานบนสมาร์ทโฟน หนึ่งในกระแสที่ร้อนแรงเนื่องมาจากการเติบโตของสมาร์ทโฟนและบริการค้นหาบนมือถือ คือ กระแส “Showrooming” ที่เป็นเหมือนภัยคุกคามสำคัญของธุรกิจค้าปลีกแบบ Brick and Mortar

Showrooming” คือ พฤติกรรมที่ลูกค้าเดินเข้ามาดูสินค้าภายในร้านเฉยๆ โดยไม่ได้ซื้อในร้าน แต่กลับไปซื้อจากร้านค้าออนไลน์ที่ราคาถูกกว่า

เมื่อกูเกิ้ลถึงซื้อกิจการ Nest Labs 3,200 ล้านดอลลาร์

เข้าสู่ศักราชใหม่ได้เพียงไม่กี่อาทิตย์ แวดวงเทคโนโลยีก็คึกคักกันแล้วครับ เมื่อมีข่าวการเข้าซื้อกิจการบริษัท Nest Labs ของกูเกิ้ล ด้วยเงินสดในมูลค่าสูงถึง 3,200 ล้านดอลลาร์
เป็นการซื้อกิจการบริษัทฮาร์ดแวร์ที่แพงที่สุดอันดับ 2 ของกูเกิ้ล ต่อจากการซื้อกิจการโทรศัพท์ของโมโตโรล่าด้วยมูลค่า 12,500 ล้านดอลลาร์ ในปี 2011

เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อครั้งที่ไมโครซอฟท์ซื้อกิจการโนเกียด้วยมูลค่า 7,200 ล้านดอลลาร์
มูลค่าการซื้อกิจการครั้งนี้ จึงดูเหมือนแพงเกินไป เมื่อเทียบกับขนาดบริษัท ผลประกอบการ และสิ่งต่างๆที่บริษัทเคยสร้างมา ในระยะเวลาไม่ถึง 4 ปี
การซื้อกิจการครั้งนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งครับ

“Drone” กับการปฏิวัติการขนส่งแบบใหม่

กลายเป็นข่าวใหญ่โตในแวดวงไอทีโลกครับ เมื่อโปรเจคต์ลับที่อยู่ในขั้นตอนการวิจัยของ Amazon.com ถูก ซีอีโอ Jeff Bezos นำมาเปิดเผยในรายการ 60 minutes ของสถานี CBS แบบหมดเปลือก

โปรเจตต์ลับที่ว่านี้ มีชื่อเรียกว่า “Amazon Prime Air” ซึ่งถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ Amazon สามารถ disrupt ธุรกิจอีคอมเมิร์ซไปอีกขั้นในอนาคตอันใกล้

clip_image002

 

Amazon Prime Air เป็นบริการส่งสินค้าแบบเร่งด่วน สามารถจัดส่งสินค้าสู่มือผู้ซื้อได้ภายในระยะเวลาเพียง 30 นาที โดยอาศัยยานพาหนะแบบพิเศษ ที่เรียกว่า “Drone” หรือเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับขนาดเล็ก (Unmanned Aerial Vehicles : UAV) อาศัยการควบคุมระยะไกล สามารถบินระบบอัตโนมัติได้ มีการใช้ระบบ GPS ในการนำทางและบอกพิกัดการส่งสินค้า สามารถส่งสินค้าได้ในระยะทางไกลถึง 10 ไมล์ (16 กิโลเมตร) รองรับน้ำหนักการขนส่งประมาณ 5 ปอนด์ (2.27 กิโลกรัม)

clip_image004

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่าน อาจจะยังไม่รู้จักมักคุ้นกับเจ้า Drone เท่าไหร่

แต่ถ้าจำรูปถ่ายจากมุมสูงของการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้

รูปถ่ายที่เราเห็นนี่ละครับ เป็นการถ่ายจากเจ้า “Drone” ที่สามารถบังคับให้บินขึ้นไปในระดับความสูงนับร้อยเมตร เพื่อเก็บภาพบรรยากาศการชุมนุม ซึ่งหลายๆสำนักข่าว ได้เริ่มนำ Drone มาใช้กับการเก็บภาพถ่ายลักษณะแบบนี้กันอย่างแพร่หลาย

 

เจ้า Drone นี่เอง ที่เป็นนวัตกรรมสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการส่งสินค้าจากไปรษณีย์ภาคพื้นดิน มาอยู่บนอากาศในระยะเวลาที่รวดเร็ว

แต่ Amazon.com ไม่ใช่คนแรกและคนเดียว ที่คิดจะนำนวัตกรรม Drone มาใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อขนส่งสินค้านะครับ

ยังมีบริษัทสตาร์ตอัพเล็กๆชื่อ Flirtey ในประเทศออสเตรเลีย ที่กำลังพัฒนารูปแบบการขนส่งด้วย Drone เพื่อใช้กับบริการชื่อ Zookal ที่ทำธุรกิจขายและเช่าตำราเรียนสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย และ Flirtey เองก็เตรียมจะขยายธุรกิจ โดยการนำ Drone ไปให้บริการกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซอื่นๆ รวมถึงการขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกา

ธุรกิจอาหารอย่าง Domino Pizza ในอังกฤษ ก็มีการทดสอบ “DominoCopter” สำหรับการส่งพิซซ่า

ร้านขายซูชิ ชื่อ “Yo! Sushi” ในอังกฤษ ก็มีการพัฒนา Drone เพื่อทดแทนการทำงานของพนักงานเสิร์ฟ โดยใช้ชื่อว่า “iTray” ซึ่งเป็นเหมือนถาดอาหารบินได้ ใช้ส่งอาหารถึงโต๊ะลูกค้าได้เลย

นอกจากนี้ยังมีบริษัทไปรษณีย์และบริการขนส่งยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Deutsche Post หรือ DHL ของเยอรมัน และ UPS ของสหรัฐ ก็ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานควบคุมการบินในการนำ Drone มาทดสอบ เพื่อใช้ในการเคลื่อนย้ายพัสดุ ระหว่างคลังเก็บสินค้าต่างๆ และเตรียมนำไปประยุกต์ใช้ในการขนส่งพัสดุจากสนามบินหรือเมืองใหญ่ๆ ไปยังศูนย์กระจายพัสดุที่มีสาขากระจายตัวอยู่มากมาย เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการส่งพัสดุเหล่านั้นให้กับผู้บริโภค

แต่กว่าจะใช้งานเชิงพาณิชย์จริงจังได้ ตัว Drone เองยังต้องมีการพัฒนาอีกหลายส่วน

ทั้งระบบการนำทางที่จะต้องแม่นยำขึ้น ระยะทางการบินต้องไกลขึ้น ระบบการหลบเลี่ยงการชนสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ เพื่อป้องกันการพุ่งชนตึก ต้นไม้ หลังคาบ้าน

ระบบการลงจอดอย่างนิ่มนวล ระบบป้องกันการโจรกรรม (มีข่าวว่ามีนักพัฒนา สามารถแฮคเจ้า Drone กลางอากาศ และยึดสิทธิ์ในการควบคุมบังคับ มาได้เลยทันที)

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจนี้ คือ กฏหมายควบคุมการบิน กฏระเบียบในการใช้น่านฟ้าและการบินเชิงพาณิชย์ การควบคุมการจราจรบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นกฏเกณฑ์ที่ค่อนข้างจะเข้มงวดในแต่ละประเทศ

ประโยชน์ที่ชัดเจนของการใช้นวัตกรรม Drone ในการทำ logistic คือ การประหยัดต้นทุนค่าขนส่งและต้นทุนหน้าร้านได้มหาศาล เพราะสามารถส่งตรงไปหาปลายทางได้ โดยไม่ต้องใช้รถ ไม่ต้องผ่านการกระจายสินค้าตามศูนย์กระจายสินค้าต่างๆ

นับตั้งแต่ปี 2010 Amazon ลงทุนไปกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโกดังที่ใช้เก็บและกระจายสินค้าเพิ่มกว่า 50 แห่ง และการขนส่งสินค้าของ Amazon ไปยังลูกค้า มีการพึ่งพาบริการไปรษณีย์อย่าง FedEx และ UPS ค่อนข้างเยอะ

86% ของการสั่งสินค้าของ amazon.com เป็นสินค้าที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 5 ปอนด์

ถ้าพัฒนา Drone เพื่อใช้ขนส่งสินค้าได้จริง Amazon ก็สามารถลดค่าขนส่งที่ต้องจ่ายให้ FedEx และ UPS ไปได้มหาศาล และความเร็วในการขนส่งสินค้าจากเดิม เร็วที่สุดในหลักวัน มาเหลืออยู่แค่หลักนาทีเท่านั้น

โลกของอีคอมเมิร์ซและการทำ logistic กำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง

ติดตามบทวิเคราะห์ ข้อคิด บทความต่างๆเพิ่มเติมได้ที่เพจ www.facebook.com/MKTHUB นะครับ

โซนี่ กับการกลับมาทวงคืนตำแหน่งเจ้าตลาดเครื่องเล่นเกม

ในโลกธุรกิจดิจิตัล นอกจากสงครามแทบเล็ตและสงครามสมาร์ทโฟนที่น่าติดตามจนไม่สามารถกะพริบตาไม่ได้ ยังมีอีกหนึ่งสมรภูมิที่มีความสนุก และน่าติดตามมากไม่แพ้กัน นั่นคือ สมรภูมิ “เครื่องเล่นเกม”

playstation-4-1

เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา โซนี่ หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของธุรกิจเครื่องเล่นเกม ได้วางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ ชื่อ “PlayStation 4” เป็นวันแรก ใน 2 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในราคา 399 ดอลลาร์ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี กอบโกยยอดขายไปได้กว่า 1 ล้านเครื่อง ใน 24 ชั่วโมงแรกของการจัดจำหน่าย

xbox-one

หลังจากการวางจำหน่าย PlayStation 4 เพียง 1 อาทิตย์ ในวันที่ 22 พ.ย. ไมโครซอฟท์ ยักษ์ใหญ่ในวงการไอที คู่แข่งรายสำคัญของโซนี่ในธุรกิจนี้ ก็ได้วางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมของตัวเอง ชื่อว่า “Xbox One” ตามมาใน 13 ประเทศ ด้วยราคาขาย 499 ดอลลาร์

และก็ไม่น้อยหน้ากันครับ เพราะยอดขายของ Xbox One ก็ทะลุ 1 ล้านเครื่องใน 24 ชม.แรกของการจัดจำหน่ายเช่นกัน

แม้ว่าโซนี่จะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ขึ้นมาได้ จากยอดขาย PlayStation 4 ที่วางจำหน่ายที่อังกฤษเมื่อวันที่ 29 พ.ย. โดยสร้างยอดขายกว่า 250,000 เครื่อง ใน 48 ชั่วโมง เอาชนะ Xbox One ที่ขายไปได้ 150,000 เครื่องในระยะเวลาเดียวกัน

แต่ก็ถือว่า ทั้งคู่ยังคงแข่งกันได้อย่างสูสี

ทั้งโซนี่และไมโครซอฟท์ ต่างก็แข่งขันห้ำหั่นในธุรกิจเครื่องเล่นเกมมาหลายปี เพราะทั้งคู่มองว่าเครื่องเล่นเกมของตน จะต้องเข้าไปยึดพื้นที่ห้องนั่งเล่นของผู้ใช้ทั่วโลกให้ได้

จุดเด่นของ Xbox One คือความสามารถด้านเอนเตอร์เทนเมนต์แบบครบวงจร ทั้งดูหนัง ดูทีวี เล่น Skype ชูจุดชายด้านมีเดียเพื่อความบันเทิง แบบจัดเต็ม

ในขณะที่ตัว PlayStation 4 เอง เน้นจุดขายไปทางเครื่องเล่นเกมสำหรับคอเกม ด้วยสเป็คเครื่องที่สูงกว่า ตัวเครื่องบางกว่า

กลยุทธ์การตลาดของโซนี่สำหรับ PlayStation 4 มีการปรับปรุงจุดอ่อนที่เคยเกิดขึ้นในยุค PlayStation 3 อยู่หลายเรื่อง

เริ่มจากเรื่องราคา ที่ PlayStation 3 วางจำหน่ายในราคาสูงถึง 599 ดอลลาร์ (แพงกว่า PlayStation 2) และแพงกว่าเครื่อง Xbox 360 ของไมโครซอฟท์ ที่ขายอยู่ 399 ดอลลาร์

เพราะราคาที่แพงกว่า ยอดขายที่คาดหวังว่าจะสูงในช่วง Holiday season ในปี 2006 ที่เปิดตัว กลับกลายเป็นตรงกันข้าม

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาขายสูง เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นของ “บลูเรย์” ที่มีราคาสูงมาก และโซนี่ก็เลือกเครื่องอ่านบลูเรย์ใส่มากับ PlayStation 3 ต้นทุนเครื่องจึงสูงกว่าคู่แข่งรายอื่นในตลาด

แต่โซนี่ก็ปรับตัวได้เร็วในเรื่องของราคาครับ มีการปรับลดราคาของ PlayStation 3 ลงมาอย่างต่อเนื่อง เหลือ 499 ดอลลาร์ จนมียอดขายรวมกว่า 80 ล้านเครื่อง พอๆกับยอดขายรวมของ Xbox 360 แม้ว่าจะเป็นการขายที่ราคาขาดทุน แต่เป็นสิ่งที่โซนี่ต้องทำ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดของตัวเองเอาไว้

การตั้งราคาขายในช่วงเริ่มต้น กลายเป็นบทเรียนสำคัญกับโซนี่ เพราะยอดขายช่วงเปิดตัว มีผลต่อยอดขายช่วงเทศกาลมาก ดังนั้นราคาเปิดตัวของ PlayStation 4 จึงถูกตั้งมาต่ำกว่าตอนเปิดตัว Playtation 3 และยังต่ำกว่าราคาของ Xbox One ถึง 100 ดอลลาร์

สำหรับเกม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับนักเล่นเกม แต่โซนี่กลับไปเน้นโฟกัสที่จุดอื่น ทำให้ช่วงเปิดตัวโปรดักต์ มีเกมเด็ดที่เปิดตัวด้วยไม่มากนัก ทำให้ขาดสีสันจากบรรดาเกมดังๆที่มีผู้เล่นเยอะๆ

เกมที่เปิดตัวกับ PlayStation 4 จึงมีเกมเด็ด อย่าง KillZone : Shadow Fall , Knack ที่เปิดตัวแบบ Exclusive เฉพาะ PlayStation 4 เท่านั้น

อีกปัจจัยที่สำคัญ คือ Key message ที่ต้องการสื่อให้ผู้บริโภครับรู้ โดยโซนี่วางไว้ 2 แนวทาง

แนวทางแรก เป็นการชูว่าเป็นเครื่องเล่นเกมที่ดีที่สุด สำหรับคอเกม

แนวทางที่ 2 คือ การขายความเป็น “ศุนย์กลางของความบันเทิงในบ้าน”

การมี Key message 2 แนวทาง เป็นการสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค เพราะคนที่เป็นคอเกมแบบฮาร์ดคอร์ ก็จะมองว่า PlayStation 3 เหมาะกับการดูหนังมากกว่าการเล่นเกม

ส่วนคนที่น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายในการเสพสิ่งบันเทิง ก็จะมองว่า PlayStation 3 เหมาะกับการเล่นเกม

playstation-4-9

โพสิชันนิ่ง เป็นบทเรียนที่สำคัญมากอีกอย่าง ทำให้ PlayStation 4 ชูจุดขายเพียงจุดเดียวคือ ความเป็น “Ultimate Gaming Platform

ในขณะที่ Xbox One ก็เป็นเหมือนโปรดักต์ชูโรงของไมโครซอฟท์ ในการผลักดัน “One Strategy” หรือการผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์เอง โดยนำบริการออนไลน์ต่างๆที่มีอยู่ มาใส่เพิ่มเข้าไปเพื่อสร้างมูลค่า

แต่สิ่งที่ไมโครซอฟท์ใส่เพิ่มเข้าไป ทั้งการดูหนังแบบสตรีมมิ่ง จาก Netflix , Hulu และ Amazon Instant Video ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ใน PlayStation 4 เช่นกัน

ครั้งนี้ โซนี่ดูจะทำการบ้านมาดีกว่าฝั่งไมโครซอฟท์ ในเกือบทุกๆด้าน มีการแก้ไขความผิดพลาดในอดีตของตัวเอง แต่จุดตัดสินแพ้ชนะของสงครามครั้งนี้ อาจจะมาจากการต่อยอดของแพลตฟอร์มของทั้งคู่

ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเกมเข้ากับระบบออนไลน์ เพื่อเล่นกับเพื่อนที่เล่นเกมอยู่บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเลต หรือจะเป็นการนำเกมดังๆที่อยู่บนแพลตฟอร์มเครื่องเล่นเกม ให้มาเล่นได้บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้

ถ้าต่อยอดเพิ่มมูลค่าบนแพลตฟอร์มตัวเองได้ดีเพียงใด โอกาสชนะในสมรภูมินี้ก็มีสูงเท่านั้น

Netflix อนาคตของทีวี

Netflix อนาคตของทีวี

อุตสาหกรรมทีวีบ้านเรา กำลังจะเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อกำลังจะมีการประมูลดิจิตัลทีวี ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดมาแล้วทั่วโลกและควรจะเกิดมานานแล้วสำหรับประเทศไทย (ฟังดูคล้ายๆกับตอนมี 3G ยังไงชอบกล) ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าการประมูลจะเกิดขึ้นในปีนี้หรือไม่ เพราะเพิ่งมีข่าวลือว่าจะเลื่อนอีกรอบ

แม้อนาคตของอุตสาหกรรมทีวีในประเทศไทยจะยังดูไม่แน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เริ่มมองเห็นอนาคตกันแล้วว่าทีวีจะมีทิศทางเป็นอย่างไร

People are increasingly watching movies and shows through subscribing services like Netflix and Hulu Plus.

บริษัท Netflix ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งอันดับ 1 ของสหรัฐฯ เพิ่งประกาศว่ายอดสมาชิกแบบเสียค่าบริการรายเดือนของบริษัท พุ่งสูงถึง 31.1 ล้านคน (เฉพาะในสหรัฐฯ) ทะลุแซงหน้ายอดสมาชิกรายเดือนของ HBO ผู้นำในธุรกิจเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม ที่บริษัท Time Warner เป็นเจ้าของ ซึ่งมีจำนวนสมาชิกอยู่ที่ 28.7 ล้านคน ทำให้ Netflix กลายเป็นผู้ให้บริการคอนเทนต์ด้านวิดีโอที่มียอดสมาชิกแบบจ่ายเงินดู มากที่สุดอันดับ 1 ในสหรัฐฯทันที

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1997 Netflix เป็นบริษัทที่ให้บริการเช่าแผ่น DVD หนังทางไปรษณีย์ โดยไอเดียเกิดจาก Reed Hastings ผู้ก่อตั้ง ไปเช่าหนังเรื่อง Apollo 13 แล้วไปคืนแผ่นไม่ทันกำหนดที่ต้องคืน จนถูกปรับเป็นเงิน 40 ดอลลาร์ ทำให้เค้าเห็นช่องทางการทำธุรกิจนี้ เพื่อให้บริการกับคนที่ไม่สะดวกไปที่ร้านเช่า เพื่อยืมและคืนแผ่นหนัง โดยมีรูปแบบธุรกิจโดยคิดค่าเช่า 4 ดอลล่าร์ ต่อเรื่อง + ค่าส่งไปรษณีย์อยู่ที่ 2 ดอลล่าร์ และมีค่าปรับในกรณีคืนช้ากว่ากำหนด ซึ่งธุรกิจนี้ Hastings ใช้เงินจำนวน 2.5 ล้านดอลลาร์ เป็นเงินลงทุนในช่วงแรก เพื่อทำระบบยืมคืน และเว็บแคตาลอกออนไลน์

2 ปีต่อมา Netflix ได้เพิ่มรูปแบบการทำธุรกิจ โดยมีการเสียค่าสมาชิกรายเดือนแล้วให้ยืมได้แบบไม่จำกัดเรื่อง และไม่มีกำหนดวันคืน จากเดิมที่มีเพียงการคิดค่าเช่าหนังเป็นเรื่องๆ

ธุรกิจของ Netflix เติบโตอย่างดีเรื่อยมา จนถึงปี 2002 ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ณ เวลานั้น Netflix มียอดการยืมหนังถึง 190,000 แผ่นต่อวัน มีจำนวนสมาชิกที่เสียเงินรายเดือนอยู่ประมาณ 1 ล้านคน ตอนสิ้นปี 2002 และยังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความนิยมของเครื่องเล่น DVD ในสหรัฐที่มีสูงถึง 2 ใน 3 ของครัวเรือนทั้งประเทศ

จากนั้น Netflix มีการพัฒนาระบบแนะนำวิดีโอจากการเขียนรีวิวและเรตติ้งของหนัง (Personal Recommendation System) จนกลายเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งในการให้บริการ เพราะสามารถรู้ได้ว่า ลูกค้าชอบดูหนังประเภทไหน ใครแสดง และให้คำแนะนำที่ตรงกับความชอบนั้นๆได้

แต่ธุรกิจของ Netflix ก็เติบโตได้ไม่นานครับ เมื่อเทรนด์ของการเช่าวิดีโอเริ่มอยู่ในช่วงขาลง แต่ Hastings ก็มีแผนธุรกิจรองรับอย่างดี เมื่อปี 2007 Netflix ก็เริ่มพัฒนาและให้บริการดูวิดีโอแบบสตรีมมิ่งผ่านอินเตอร์เน็ต จนกลายเป็นอีก 1 ธุรกิจหลักของบริษัท

ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามพัฒนาการของอินเตอร์เน็ตครับ เพราะในเวลาเพียงแค่ 3 ปี (2010) Netflix ก็กลายเป็นบริการอินเตอร์เน็ตที่ใช้ Internet Traffic มากที่สุดในประเทศ จนในปี 2011 ธุรกิจหลักของ Netflix เปลี่ยนจากการเช่าแผ่นหนังทางไปรษณีย์มาเป็นวิดีโอสตรีมมิ่งแทน

จากประวัติคร่าวๆ จะเห็นว่า Netflix เติบโตมาคนละเส้นทางกับ HBO ที่มาจากสายของธุรกิจเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม แต่ HBO ก็มีพัฒนาการของการปรับตัวเช่นกัน เพราะในปี 2010 ทาง HBO ก็มีการเปิดตัววิดีโอสตรีมมิ่งเช่นกัน ในชื่อของ “HBO GO” แต่บริการนี้กลับไม่ได้เป็นบริการแยกเดี่ยวๆแบบ Netflix แต่เป็นเพียงบริการเสริมสำหรับคนที่เป็นสมาชิก HBO อยู่แล้วเท่านั้น โดยจุดประสงค์หลักในการเพิ่มจำนวนฐานสมาชิก HBO ให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้จากค่าสมาชิกรายเดือนรวมกับค่าโฆษณาที่ขายได้แพงขึ้น

ทั้ง 2 ธุรกิจ เป็นธุรกิจที่ให้บริการด้านคอนเทนต์ด้วยกันทั้งคู่ ความได้เปรียบที่ทั้ง 2 บริษัทพยายามจะสร้าง คือ เกมคอนเทนต์ ซึ่งทั้งคู่มีคอนเทนต์จำนวนมหาศาล และมีคอนเทนต์ที่ให้ดูแบบ Exclusive เฉพาะบริการของตัวเอง

HBO มีการเซ็นสัญญาแบบ Exclusive กับ Universal Pictures ด้วยระยะเวลาที่นานถึง 10 ปี ทำให้ Netflix ไม่มีโอกาสที่จะมีหนังเก่าๆอย่าง Jaws หรือหนังในตระกูล Bourne

ในขณะที่ Netflix ก็มีการเซ็นสัญญากับ Walt Disney Studios เพื่อนำหนังจากทั้ง Pixar และ Marvel Studios มาฉายในบริการของตัวเอง

และ Netflix เริ่มมีบทบาทในการสร้างสรรค์คอนเทนต์เอง โดยมีตัวชูโรงคือ ซีรีย์ดังอย่างเรื่อง House of Cards และ Arrested Development ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่อเมริกันชน

Netflix สามารถดูได้ในทุกที่ที่มีอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะดูผ่านสมาร์ทโฟน แทบเล็ต สมาร์ททีวี AppleTV กล่อง Set-top-box เครื่องเล่นเกม เครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์ รวมๆก็มีอุปกรณ์หลายร้อยรุ่นที่ดู Netflix ได้

ไม่ต้องง้อเสา จาน สายใดๆ อย่าง HBO ซึ่งนับวันคนยิ่งดูเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปถึง

และข้อได้เปรียบที่สำคัญของ Netflix คือ ประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ ที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น สามารถสร้าง playlist เพื่อเก็บคอนเทนต์แยกประเภทที่ตัวเองชื่นชอบได้ สามารถให้คำแนะนำหนังที่น่าสนใจตามความชอบส่วนตัว หรือตามการแนะนำจากเพื่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์คได้

Netflix เป็นตัวแทนของการดูทีวีแบบสตรีมมิ่งบนอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องดูตามเวลาที่อยู่ในโปรแกรมที่กำหนดไว้ (Non-linear Television) มีความเป็น Interactive เพราะเป็นอินเตอร์เน็ต สามารถรับส่งข้อมูลระหว่างคนดูและผู้ให้บริการได้สองทาง

ส่วน HBO เป็นตัวแทนการดูทีวีแบบดั้งเดิม ที่ฉายตามโปรแกรมที่กำหนดเอาไว้ (Traditional Linear Television) ไม่มีความเป็น Interactive ไม่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการดูของสมาชิกได้

เมื่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่ทุกส่วนของประเทศ Netflix จะมีแต้มต่อเหนือ HBO ทิศทางอนาคตของทีวีจะเปลี่ยนมาเป็นอินเตอร์เน็ตทีวีอย่างไม่ต้องสงสัย

1 2 3 4 8
>