AI และ Machine learning กับบทบาทสำคัญในโลกปัจจุบัน

หัวข้อที่เป็นเทรนด์ร้อนแรง เป็นประเด็นที่คนพูดถึงมากที่สุดเรื่องนึงทุกวันนี้ ต้องมีเรื่องของ AI และ Machine Learning ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

AI เป็นประเด็นระดับโลก ที่เหล่ามหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน หรือแม้กระทั่งรัสเซีย ต่างแย่งชิงบทบาท ความเป็นผู้นำในด้านนี้ และถูกยกให้มีความสำคัญไม่แพ้ในยุคที่มีการแก่งแย่งกันเพื่อความเป็นผู้นำด้านการสำรวจอวกาศ

เรียกได้ว่า ใครเป็นผู้นำด้าน AI ก็จะเป็นผู้นำโลกยุคต่อไป โดยปริยาย

AI มีบทบาทสำคัญอย่างไร AI ถูกเอาไปใช้ด้านไหนบ้าง และปัจจุบันใครเป็นผู้นำด้านนี้

เราจะมาติดตามกันในบทความครับ

ใครเก่งสุดเรื่อง AI คนนั้นเป็นมหาอำนาจของโลก

เรื่องของ AI เริ่มกลายเป็นประเด็นสำคัญบนเวทีการเมืองระดับชาติ เมื่อประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้พูดให้นักเรียนในรัสเซียฟัง ในวันเปิดภาคเรียนของโรงเรียนทั่วประเทศ ว่า AI คือ อนาคตของมนุษยชาติ ที่สร้างโอกาสมหาศาลในอนาคต ใครที่เป็นผู้นำด้าน AI จะเป็นผู้นำของโลกอนาคต และรัสเซียก็พร้อมที่จะทุ่มเททรัพยากรต่างๆเพื่อพัฒนาตัวเองในด้านนี้อย่างเต็มที่

ในขณะที่จีน มหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก ถึงกับใส่เรื่องของ AI ลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจีน จะต้องเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 โดยจะผลักดันบริษัท startup และสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านนี้ในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างเต็มที่

ฟากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านออนไลน์ในจีน ทั้ง Baidu และ Tencent ต่างปรับแผนการเพื่อการเป็นผู้นำโลกในด้าน AI เช่นกัน ทั้งการตั้ง lab ภายในที่มีงบพัฒนาวิจัยมหาศาล ความร่วมมือกับหนาวยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในบริษัท AI ต่างๆทั่วโลก

มีรายงานจากทำเนียบขาว เมื่อเดือนตุลาคม 2016 ว่า จีน มีบทความและรายงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้าน AI จากจีนได้รับการตีพิมพ์มากกว่าของทางสหรัฐแล้ว และจำนวนสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ AI จากนักวิจัยจากจีน ก็เพิ่มขึ้นกว่า 200% ซึ่งเป็นสัญญาณว่า community ที่วิจัยด้าน AI ในจีนมีความตื่นตัวมากเพียงใด และความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติจะทำให้จีนพัฒนารวดเร็วมากยิ่งขึ้น

AI จะฉลาดได้ ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลจำนวนมหาศาลมาให้คำนวณและเรียนรู้ เหมือนกับคนเรา ที่ยิ่งอ่านเยอะ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งเก่ง

การมีประชากรมหาศาลกว่า 1,400 ล้านคน และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 730 ล้านคน ทำให้มีปริมาณข้อมูลมหาศาล กว่าประเทศอื่นๆ กลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญของจีน และข้อมูลส่วนตัวของประชากร ก็ไม่ได้ถูกกฏหมายคุ้มครองมากนัก เมื่อเทียบกับทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ยิ่งง่ายต่อการนำไปใช้พัฒนา AI

ด้วยความเอาจริงเอาจังจากทั้งรัฐบาลและเอกชน จีนจึงเป็นประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำโลกด้าน AI แข่งกับสหรัฐ

AI คืออะไร

AI : Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่วิจัยและพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรม การคิด การตัดสินใจ แบบสมองที่ซับซ้อนของมนุษย์ หรือว่าง่ายๆ คือ การทำให้คอมพิวเตอร์ ทำงานได้ชาญฉลาดเหมือนสมองของคนนั่นเอง

ตัวอย่างที่เป็นข่าวดังไปท่ัวโลก คือ ระบบ AI ชื่อว่า “AlphaGo” ที่พัฒนาโดยบริษัท DeepMind ของ Google สามารถเล่นหมากล้อมหรือโกะ เอาชนะปรมาจารย์ระดับโลก ที่มีฝีมือขั้นสูงสุดระดับ 9 ดั้ง ชื่อ ลี เซดอล (Lee Se-dol) ชาวเกาหลีใต้ ได้ถึง 3 ใน 5 เกม

โกะ ถือเป็นเกมกระดานที่มีความซับซ้อนมาก ต้องอาศัยการวางแผนอย่างสุขุมรอบคอบในการเดินหมากแต่ละครั้ง และมีการชิงไหวชิงพริบกันตลอดการเล่น

AlphaGo พัฒนาและศึกษารูปแบบการเล่นของเซียนโกะทั่วโลก เพื่อพัฒนาเป็นรูปแบบการเล่นของตัวเอง มีการฝึกฝน เพื่อเพิ่มความสามารถการเรียนรู้ให้ฉลาดขึ้นโดยการฝึกกับตัวเองในรูปแบบการเล่นต่างๆ นับล้านครั้ง ทำให้ตัว AlphaGo เอง ฉลาดและเล่นโกะได้เก่งขึ้นทุกครั้ง

ความได้เปรียบของ AlphaGo เมื่อลงสนามประลองการเดินหมาก แข่งกับเซียนระดับโลก คือ ท่ามกลางบรรยาศ ความตึงเครียด ในการแข่งขัน AlphaGo ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ จะไม่มีอารมณ์ ความกดดันใดๆในการคิดและวางแผน เมื่อเทียบกับมนุษย์ ทำให้เอาชนะไปได้ในที่สุด

AI เอาไปใช้งานด้านไหนได้บ้าง

ปัจจุบัน AI ถูกนำไปใช้ในธุรกิจหลายๆ sector ทั้งเพื่อทำงานแทนคน และทำงานร่วมกับคน เพื่อสร้าง productivity และ efficiency สูงที่สุด

ด้านการขนส่ง (Logistics and Delivery)

Domino Pizza

หน่วยงานชื่อ Domino’s Robotic Unit (DRU) ของ Domino Pizza ได้พัฒนาหุ่นยนต์ช่วยส่งอาหาร สามารถเรียนรู้ในการปรับอุณหภูมิที่เหมาะสม ตลอดเส้นทางการขนส่ง เพื่อให้อาหารคงรสชาติให้ใกล้เคียงกับตอนปรุงเสร็จใหม่ๆให้มากที่สุด

โดยหุ่นยนต์ขนส่งตัวนี้ เริ่มทดลองให้บริการแล้วในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเยอรมนี

Amazon

เดือนกรกฏาคม ปี 2016 Amazon ยักษ์ใหญ่ด้าน E-Commerce ระดับโลก ได้ประกาศความร่วมมือกับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อพัฒนาการขนส่งโดยใช้โดรน ในการส่งพัสดุสินค้าขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 5 ปอนด์ ภายในระยะเวลา 30 นาที โดยการใช้ AI ในการเรียนรู้เส้นทางการบิน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางการส่งให้เร็วที่สุด

Amazon ยังร่วมมือกับองค์กรการบินในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีโดรน ให้สอดคล้องกับกฏหมายการบินของแต่ละประเทศ

เชื่อว่าอีกไม่เกิน 10 ปี Amazon จะพัฒนาโดรนให้กลายเป็นพาหนะขนส่งสินค้าหลักของตัวเองได้

ด้านความปลอดภัยของข้อมูล

คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ถูกภัยคุกคามจากมัลแวร์อย่างหนัก ข้อมูลจาก Kaspersky Lab ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย บอกว่า ตอนนี้มีการตรวจพบมัลแวร์ใหม่ๆกว่า 325,000 ตัวต่อวัน

บรรดามัลแวร์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ เป็นการกลายพันธ์และเปลี่ยนแปลงจากโปรแกรมต้นฉบับ ราวๆ 2–10% เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของบรรดาซอฟท์แวร์กำจัดไวรัสทั้งหลาย

เทคโนโลยีด้าน AI จะเข้ามาช่วยเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงตัวโปรแกรมต้นฉบับ ของมัลแวร์ต่างๆ

เพื่อให้รู้เท่าทันในการตรวจจับ และยังสามารถทำนายได้ด้วยว่า ไฟล์ไหนในคอมพิวเตอร์ของเรา เป็นมัลแวร์ที่แฝงตัวมา จากการดูแพทเพิร์นและพฤติกรรมของการเข้าถึงไฟล์นั้นๆ

ด้านการรักษาความปลอดภัย

เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เวลามีการตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเดินทางไปยังต่างประเทศ จะต้องมีการสแกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป ดูรูปถ่ายเปรียบเทียบว่าใช่ตัวของหนังสือเดินทางตัวจริงรึเปล่า หรือเป็นผู้ต้องหา มีประวัติอาชญากรรมมั้ย ซึ่งปัญหาที่เจอกันในสนามบินหลายๆแห่ง คือ คิวที่ยาวมาก คนเยอะ และเจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด

เทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยตรวจสอบว่าใครเป็นใคร จะติดหนวด ใส่หมวก ปลอมตัวมา AI ก็จะเรียนรู้ได้ว่า คนที่กล้องจับได้ กับรูปที่อยู่ในหนังสือเดินทาง คือ คนเดียวกันรึเปล่า

คล้ายกับเทคโนโลยี Face ID ที่ Apple ใส่เข้าไปใน iPhone X นั่นเองครับ

ด้านการลงทุน

นักลงทุนหรือคนที่เล่นหุ้นทุกคน ล้วนต้องการการพยากรณ์ ทำนายว่า ราคาหุ้นที่กำลังจะซื้อหรือตัวเองถืออยู่ จะขึ้นหรือจะลง

ข้อจำกัดของมนุษย์ปกติ คือ เราไม่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากในเวลาที่เร็วๆได้ แต่สำหรับ AI แล้ว ไม่มีข้อจำกัดนั้นครับ

AI สำหรับการเล่นหุ้น หรือ Stock Trading Robot สามารถรู้ได้ว่าหุ้นตัวไหน กำลังมี volume ซื้อขายอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือขาลง ก่อนที่คนทั่วไปจะสังเกตเห็น สามารถเปลี่ยนคำสั่งซื้อขายได้ในเสี้ยววินาที โดยการแบ่งคำสั่งซื้อขายเป็นชุดๆ ทั้งมากทั้งน้อยเพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยดีที่สุด

อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เพื่อสร้างรูปแบบการเทรดที่เหมาะสมกับสภาวะของตลาดได้

นอกจาก Robot Trading แล้ว ยังมี AI ที่เรียกกันว่า Robo Advisor ที่ช่วยวางแผนการลงทุน ในสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ผลลัพท์ออกมาดีที่สุด ซึ่ง Robo Advisor นี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ

ด้านกฏหมาย

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อ Joshua Browder ได้เปิดตัวแชทบอท ชื่อว่า “DoNotPay” ซึ่งเป็นแชทบอททนายความ ตัวแรกของโลก โดยให้บริการใน 50 รัฐในสหรัฐอเมริกาแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยแชทบอทตัวนี้จะช่วยยื่นคำร้องและให้คำปรึกษาในคดีทางกฏหมายเกี่ยวกับการจอดรถ กับลูกความที่เดือดร้อนจากการถูกปรับอย่างไม่เป็นธรรม จากการจอดของตัวเอง (เช่นค่าปรับสูงเกินจริง หรือ โดนปรับทั้งๆที่ปฏิบัติถูกต้อง เป็นต้น)

ลูกความมีหน้าที่อัพโหลดใบสั่งให้กับตัวแชทบอท พร้อมรายละเอียด จากนั้นตัวแชทบอท จะให้คำแนะนำในการเตรียมตัวต่างๆ ในการอุทธรณ์ และจะสร้างใบขออุทธรณ์ พร้อมรายละเอียดการอุทธรณ์ เพื่อให้ลูกความดาวน์โหลด พิมพ์และเซ็น แล้วนำไปยื่นต่อศาลแต่ละเมือง

ในรอบ 21 เดือนที่เปิดให้บริการ แชทบอทตัวนี้ ชนะการอุทธรณ์กว่า 160,000 เคส จากจำนวนที่ยื่น 250,000 เคส และช่วยให้ลูกความประหยัดค่าปรับไปแล้วกว่า 4 ล้านดอลลาร์

ด้านสุขภาพและวงการแพทย์

AI และ Machine learning จะมีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์ โดยเฉพาะการช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคเฉพาะด้านที่ซับซ้อน เช่น มะเร็ง หรือการวิเคราะห์ประวัติการรักษา เพื่อพัฒนารูปแบบการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

  • Google DeepMind พัฒนาโปรเจคต์ชื่อว่า Google DeepMind Health ที่ช่วยขุดหาข้อมูลประวัติการรักษานับแสนๆรายการกับโรคที่เกี่ยวข้อง ว่าลักษณะอาการแบบนี้ โรคแบบนี้ รักษาแบบไหนในคนไข้แต่ละคนที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน ซึ่งโครงการนี้อยู่ในช่วงเร่ิมต้น และกำลังร่วมมือกับโรงพยาบาลด้านจักษุ ชื่อ The Moorfields Eye Hospital เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาตาให้ดียิ่งขึ้น
  • บริษัท Enlitic ใช้ระบบ AI และ Machine learning ในการเรียนรู้และวิเคราะห์ภาพถ่ายจากการเอกซเรย์ แบบฉายรังสี และการทำ CT Scan โดยสามารถตีความภาพเหล่านี้ได้เร็วกว่าแพทย์รังสีวิทยากว่า 10,000 เท่า ซึ่งจากการทดสอบ พบว่า ระบบของ Enlitic มีความแม่นยำในการวินิจฉัยมากกว่าแพทย์กว่า 50% ( เช่น หมอมองจุดเล็กๆในภาพไม่เห็น ทำให้วินิจฉัยผิดพลาดว่าไม่มีมะเร็ง แต่ Enlitic เจอจุดนี้ เป็นต้น)

ด้านการตลาดและการขาย

  • Under Armour แบรนด์รองเท้า เสื้อผ้ากีฬาชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ใช้ข้อมูลจากลูกค้า ร่วมกับระบบ AI ชื่อ Watson จาก IBM ในการสร้างแผนการเล่นฟิตเนสที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยพิจารณาจากข้อมูลการกิน ขนาดและสัดส่วนร่างกาย ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต รวมถึงการนำช่วงเวลาและสภาพอากาศที่เหมาะสม มาออกแบบเส้นทางวิ่งออกกำลังกายใกล้บ้านหรือที่ทำงาน
  • Amazon ใช้ระบบ AI ในการสร้าง Newsletter ที่เป็นเหมือน Catalog ขายสินค้า ส่งตรงไปทางอีเมล์ โดยอาศัยพฤติกรรมการซื้อ การดูสินค้า ว่าสินค้าตัวไหนมีความน่าจะเป็นที่ลูกค้าจะซื้อมากที่สุด เพื่อเปิดและปิดการขาย แม้จะไม่ได้เข้าเว็บ Amazon แล้วก็ตาม
  • Netflix ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของผู้ใช้ ว่าชอบดาราคนไหน

ชอบซีรีส์ หนังแนวไหน ความยาวเท่าไหร่ ดูมากน้อยแค่ไหน แล้วทำการแนะนำคอนเทนต์ที่คิดว่าคนคนนั้นน่าจะชอบ เพื่อสร้างประสบการณ์การดูคอนเทนต์แบบต่อเนื่อง (ชีวิตไม่ต้องทำอะไร นั่งดู Netflix ทั้งวันทั้งคืน ว่างั้น)

ระบบป้องกัน Fraud

  • AI จะทำการวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานบัตรเครดิต อุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว สถานที่ที่ใช้บัตร ในการตรวจจับ fraud ที่เกิดจากการใช้งานบัตรเครดิต
  • Paypal ระบบชำระเงินออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลก ใช้ AI และ Machine learning ในการตรวจจับการฟอกเงิน โดยการเปรียบเทียบ transaction นับล้าน และสามารถแยกแยะได้ว่า transaction ไหนเป็น fraud และอันไหนเป็น transaction ที่ถูกต้อง

ใครเป็นผู้นำด้าน AI ในโลก

ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า ผู้นำด้าน AI ของโลกในยุคนี้ คือ สหรัฐอเมริกา

ด้วยความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีในซิลิกอนวัลเล่ย์ ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจตอนนี้ ร่วมกับ ฐานผู้ใช้จากทั้ง Google และ Facebook ทั่วทั้งโลกกว่า 2,000 ล้านคน และมีผู้ใช้งานอุปกรณ์ iOS และ Android อีกกว่าพันล้านคน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกา ยังคงความเป็นมหาอำนาจด้านนี้ต่อไปอีกพักใหญ่ๆ

  1. Google

นอกจากจะเป็นผู้นำด้านระบบการค้นหาและบริการออนไลน์ต่างๆแล้ว ยังถูกยกให้เป็นผู้นำด้าน AI อีกด้วย

ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา Google ใช้เงินซื้อบริษัทเก่งๆด้าน AI ไปแล้วกว่า 12 บริษัท (รวมถึง DeepMind ผู้สร้าง AlphaGo และเป็นบริษัทที่มีงานวิจัยด้าน AI ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก) เพื่อนำไปต่อยอดเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์หลัก และการวิจัยเพื่ออนาคต อย่างการสร้างรถยนต์ไร้คนขับ

Google เป็นบริษัทที่มีจำนวนข้อมูลมหาศาลในมือ พร้อมกับเม็ดเงินการลงทุนอีกนับไม่ถ้วน และที่สำคัญ เหล่าหัวกะทิระดับโลกด้าน AI ล้วนทำงานอยู่ที่นี่ ทำให้ Google เป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลกด้าน AI อย่างไม่มีใครเทียบได้

2. Facebook

เป็นอีกบริษัทที่เอาจริงเอาจังกับการพัฒนาด้าน AI มาก มีการตั้ง Lab ที่วิจัยด้าน AI 3 แห่ง (ล่าสุดคือในปารีส ฝรั่งเศส)

หัวข้อที่ทาง Facebook เน้นเป็นหลัก คือ เรื่องของ AI ด้านภาษา ที่ช่วยให้ระบบ เข้าใจผู้ใช้ทั่วโลก ว่ากำลังพูดคุยถึงอะไรอยู่ สามารถโต้ตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

อีกเรื่องคือ AI ด้านรูปภาพ ที่จะช่วยวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ในภาพ เช่น จำนวนคนในรูป เพศอะไรบ้าง มีต้นไม้ สัตว์ สิ่งของอะไรบ้างในรูป หรือแม้กระทั่งรู้ว่า คนในรูป ใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ไหน เป็นต้น

3. Apple

การเปิดตัว iPhone X ล่าสุด ที่ใช้หน่วยประมวลผลชื่อว่า A11 Bionic เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า Apple เอาจริงเอาจังในด้าน AI มากแค่ไหน เพราะ A11 Bionic ตัวนี้ เป็นหน่วยประมวลผลที่ออกแบบพิเศษให้ทำงานด้าน AI โดยเฉพาะ

ฟีเจอร์หลักที่เป็นจุดขายของ iPhone X อย่าง Face ID ก็เป็นการพัฒนาต่อยอด โดยใช้เทคโนโลยีด้าน AI จากบริษัทที่ Apple ซื้อกิจการมา ทั้งเรื่องการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ จากบริษัท PrimeSense สัญชาติอิสราเอล ที่ซื้อกิจการมาในปี 2013 และเทคโนโลยีการเรียนรู้และจดจำใบหน้าที่พัฒนาโดยบริษัท Emotient และ RealFace ที่ Apple ซื้อกิจการมาในปี 2016 และต้นปี 2017 ตามลำดับ

4. Amazon

เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีการนำ AI มาใช้อย่างจริงจัง ในการขายสินค้าออนไลน์ ทั้งระบบที่ใช้พยากรณ์ ทำนายโอกาสในการซื้อ ระบบแนะนำสินค้าจากความชื่นชอบ รสนิยม และประวัติการดูสินค้าต่างๆ

มีการนำ AI มาใช้กับการตั้งราคาขายสินค้าของบน Amazon.com โดยใช้วิธี dynamic pricing กับสินค้านับล้านๆรายการเพื่อ optimize ยอดขาย โดยการวิเคราะห์เทรนด์ของการขาย พฤติกรรมการซื้อ การดู และความสนใจของตัวลูกค้าเอง

ผลิตภัณฑ์อย่าง Amazon Echo ก็ได้ฝังระบบ AI ชื่อ Alexa ลงไปในลำโพง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพูดสั่งให้มันทำงานบางอย่างได้ตามที่ต้องการ เช่น การสั่งซื้อของ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า AI มีบทบาทสำคัญและนำไปใช้ได้หลากหลาย เชื่อว่า อนาคตอีกไม่นาน AI จะมีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตของเราอย่างที่ขาดไม่ได้ เพราะมันจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้เราและโลกใบนี้ดีขึ้น

Source :

https://qz.com/1028624/stitch-fix-let-an-algorithm-design-a-new-blouse-and-they-flew-off-the-digital-racks/

https://hbr.org/2016/11/how-one-clothing-company-blends-ai-and-human-expertise

https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2016/09/30/what-are-the-top-10-use-cases-for-machine-learning-and-ai/#70ae479594c9

https://www.econsultancy.com/blog/67745-15-examples-of-artificial-intelligence-in-marketing

Artificial Intelligence in Retail – 10 Present and Future Use Cases

https://www.fastcompany.com/40474585/how-apple-facebook-amazon-and-google-use-ai-to-best-each-other

https://www.cbinsights.com/research/top-acquirers-ai-startups-ma-timeline/

ช่วงนี้มีข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับ Netflix เลยขอจับประเด็นกลยุทธ์มาขยายหน่อยครับ

“สิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์” ปัญหาใหญ่ของ Netflix

กลยุทธ์ที่ Netflix ใช้ สำหรับ “Netflix Everywhere” ที่ประกาศบนเวที CES 2016 ไม่ใช่การเอาหนังและ series ที่ฉายในอเมริกา ไปให้บริการที่ประเทศอื่นทั้งหมด เนื่องจากติดปัญหาเรื่อง “สิทธิ์ในการเผยแพร่” ที่ทำกับเจ้าของคอนเทนต์แต่ละค่าย

สิทธิ์ที่ว่า จะถูกจำกัดโดย Geolocation หรือ สถานที่ตั้ง ประเทศ ที่ให้บริการ ซึ่งอาจจะตกลงกันเป็นประเทศหรือเป็นภูมิภาค (region) ก็ได้

ทางด้านเทคนิค Netflix สามารถให้บริการได้ทั่วโลก ไม่มีปัญหา ตราบใดที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง

แต่สิทธิ์ในการเผยแพร่ เป็นสิ่งที่จำกัดการเติบโตของ Netflix ไว้

Netflix รู้ตัวและตระหนักดีครับ เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ค่าสิทธิ์ที่จ่ายให้กับค่ายหนังค่อนข้างมหาโหดมาก

ปี 2014 จ่ายค่าคอนเทนต์ไป 4 พันล้านเหรียญ และปี 2015 จ่ายไปอีก 3 พันล้านเหรียญ (รวมค่าคอนเทนต์ 2 ปี เกือบซื้อกิจการ Spotify ได้ทั้งบริษัท)

ปัญหานี้ดูเหมือนจะเริ่มบานปลายและเป็นภาระทางธุรกิจอย่างมาก เพราะค่ายหนังเห็น Netflix เติบโตเร็วมากๆ จึงอยาก “ขึ้นราคา” เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น

ไม่ใช่แค่แพงขึ้นเพียงอย่างเดียวครับ ค่ายหนังยังไม่ยอมทำสัญญาแบบ exclusive กับ Netflix อีก ทำให้หนังและซีรีย์ดีๆหลายเรื่อง สามารถดูได้บนบริการของคู่แข่งอย่าง Hulu และ Amazon Prime VDO ทำให้ความโดดเด่นและแตกต่างลดน้อยลง

เดือนกันยายน 2015 ที่ผ่านมา Netflix จึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ Epix เพราะไม่ค่อยพอใจที่คู่แข่งอย่าง Amazon ได้หนังเรื่องเดียวกันไปฉาย ในขณะที่ค่าสิทธิ์ในการต่อสัญญาก็สูงถึง 1 พันล้านเหรียญ

ส่งผลให้หนังดังอย่าง The Hunger Games, Transformer หายไปจาก library หนังของ Netflix ทันที เพราะ Epix เป็นคนดูแลสิทธิ์ให้ค่ายหนังอย่าง Lionsgate , MGM และ Paramount

“Showrooming” ภัยคุกคามหรือโอกาสทองร้านค้าปลีก

เทรนด์ที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลก คือ อัตราการใช้งานสมาร์ทโฟนและการใช้งานแอพต่างๆ โดยเฉพาะการค้นหา

ซึ่งเป็นบริการออนไลน์ยอดฮิตอันดับต้นๆ ของการใช้งานบนสมาร์ทโฟน หนึ่งในกระแสที่ร้อนแรงเนื่องมาจากการเติบโตของสมาร์ทโฟนและบริการค้นหาบนมือถือ คือ กระแส “Showrooming” ที่เป็นเหมือนภัยคุกคามสำคัญของธุรกิจค้าปลีกแบบ Brick and Mortar

Showrooming” คือ พฤติกรรมที่ลูกค้าเดินเข้ามาดูสินค้าภายในร้านเฉยๆ โดยไม่ได้ซื้อในร้าน แต่กลับไปซื้อจากร้านค้าออนไลน์ที่ราคาถูกกว่า

เมื่อกูเกิ้ลถึงซื้อกิจการ Nest Labs 3,200 ล้านดอลลาร์

เข้าสู่ศักราชใหม่ได้เพียงไม่กี่อาทิตย์ แวดวงเทคโนโลยีก็คึกคักกันแล้วครับ เมื่อมีข่าวการเข้าซื้อกิจการบริษัท Nest Labs ของกูเกิ้ล ด้วยเงินสดในมูลค่าสูงถึง 3,200 ล้านดอลลาร์
เป็นการซื้อกิจการบริษัทฮาร์ดแวร์ที่แพงที่สุดอันดับ 2 ของกูเกิ้ล ต่อจากการซื้อกิจการโทรศัพท์ของโมโตโรล่าด้วยมูลค่า 12,500 ล้านดอลลาร์ ในปี 2011

เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อครั้งที่ไมโครซอฟท์ซื้อกิจการโนเกียด้วยมูลค่า 7,200 ล้านดอลลาร์
มูลค่าการซื้อกิจการครั้งนี้ จึงดูเหมือนแพงเกินไป เมื่อเทียบกับขนาดบริษัท ผลประกอบการ และสิ่งต่างๆที่บริษัทเคยสร้างมา ในระยะเวลาไม่ถึง 4 ปี
การซื้อกิจการครั้งนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งครับ

“Drone” กับการปฏิวัติการขนส่งแบบใหม่

กลายเป็นข่าวใหญ่โตในแวดวงไอทีโลกครับ เมื่อโปรเจคต์ลับที่อยู่ในขั้นตอนการวิจัยของ Amazon.com ถูก ซีอีโอ Jeff Bezos นำมาเปิดเผยในรายการ 60 minutes ของสถานี CBS แบบหมดเปลือก

โปรเจตต์ลับที่ว่านี้ มีชื่อเรียกว่า “Amazon Prime Air” ซึ่งถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ Amazon สามารถ disrupt ธุรกิจอีคอมเมิร์ซไปอีกขั้นในอนาคตอันใกล้

clip_image002

 

Amazon Prime Air เป็นบริการส่งสินค้าแบบเร่งด่วน สามารถจัดส่งสินค้าสู่มือผู้ซื้อได้ภายในระยะเวลาเพียง 30 นาที โดยอาศัยยานพาหนะแบบพิเศษ ที่เรียกว่า “Drone” หรือเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับขนาดเล็ก (Unmanned Aerial Vehicles : UAV) อาศัยการควบคุมระยะไกล สามารถบินระบบอัตโนมัติได้ มีการใช้ระบบ GPS ในการนำทางและบอกพิกัดการส่งสินค้า สามารถส่งสินค้าได้ในระยะทางไกลถึง 10 ไมล์ (16 กิโลเมตร) รองรับน้ำหนักการขนส่งประมาณ 5 ปอนด์ (2.27 กิโลกรัม)

clip_image004

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่าน อาจจะยังไม่รู้จักมักคุ้นกับเจ้า Drone เท่าไหร่

แต่ถ้าจำรูปถ่ายจากมุมสูงของการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้

รูปถ่ายที่เราเห็นนี่ละครับ เป็นการถ่ายจากเจ้า “Drone” ที่สามารถบังคับให้บินขึ้นไปในระดับความสูงนับร้อยเมตร เพื่อเก็บภาพบรรยากาศการชุมนุม ซึ่งหลายๆสำนักข่าว ได้เริ่มนำ Drone มาใช้กับการเก็บภาพถ่ายลักษณะแบบนี้กันอย่างแพร่หลาย

 

เจ้า Drone นี่เอง ที่เป็นนวัตกรรมสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการส่งสินค้าจากไปรษณีย์ภาคพื้นดิน มาอยู่บนอากาศในระยะเวลาที่รวดเร็ว

แต่ Amazon.com ไม่ใช่คนแรกและคนเดียว ที่คิดจะนำนวัตกรรม Drone มาใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อขนส่งสินค้านะครับ

ยังมีบริษัทสตาร์ตอัพเล็กๆชื่อ Flirtey ในประเทศออสเตรเลีย ที่กำลังพัฒนารูปแบบการขนส่งด้วย Drone เพื่อใช้กับบริการชื่อ Zookal ที่ทำธุรกิจขายและเช่าตำราเรียนสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย และ Flirtey เองก็เตรียมจะขยายธุรกิจ โดยการนำ Drone ไปให้บริการกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซอื่นๆ รวมถึงการขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกา

ธุรกิจอาหารอย่าง Domino Pizza ในอังกฤษ ก็มีการทดสอบ “DominoCopter” สำหรับการส่งพิซซ่า

ร้านขายซูชิ ชื่อ “Yo! Sushi” ในอังกฤษ ก็มีการพัฒนา Drone เพื่อทดแทนการทำงานของพนักงานเสิร์ฟ โดยใช้ชื่อว่า “iTray” ซึ่งเป็นเหมือนถาดอาหารบินได้ ใช้ส่งอาหารถึงโต๊ะลูกค้าได้เลย

นอกจากนี้ยังมีบริษัทไปรษณีย์และบริการขนส่งยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Deutsche Post หรือ DHL ของเยอรมัน และ UPS ของสหรัฐ ก็ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานควบคุมการบินในการนำ Drone มาทดสอบ เพื่อใช้ในการเคลื่อนย้ายพัสดุ ระหว่างคลังเก็บสินค้าต่างๆ และเตรียมนำไปประยุกต์ใช้ในการขนส่งพัสดุจากสนามบินหรือเมืองใหญ่ๆ ไปยังศูนย์กระจายพัสดุที่มีสาขากระจายตัวอยู่มากมาย เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการส่งพัสดุเหล่านั้นให้กับผู้บริโภค

แต่กว่าจะใช้งานเชิงพาณิชย์จริงจังได้ ตัว Drone เองยังต้องมีการพัฒนาอีกหลายส่วน

ทั้งระบบการนำทางที่จะต้องแม่นยำขึ้น ระยะทางการบินต้องไกลขึ้น ระบบการหลบเลี่ยงการชนสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ เพื่อป้องกันการพุ่งชนตึก ต้นไม้ หลังคาบ้าน

ระบบการลงจอดอย่างนิ่มนวล ระบบป้องกันการโจรกรรม (มีข่าวว่ามีนักพัฒนา สามารถแฮคเจ้า Drone กลางอากาศ และยึดสิทธิ์ในการควบคุมบังคับ มาได้เลยทันที)

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจนี้ คือ กฏหมายควบคุมการบิน กฏระเบียบในการใช้น่านฟ้าและการบินเชิงพาณิชย์ การควบคุมการจราจรบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นกฏเกณฑ์ที่ค่อนข้างจะเข้มงวดในแต่ละประเทศ

ประโยชน์ที่ชัดเจนของการใช้นวัตกรรม Drone ในการทำ logistic คือ การประหยัดต้นทุนค่าขนส่งและต้นทุนหน้าร้านได้มหาศาล เพราะสามารถส่งตรงไปหาปลายทางได้ โดยไม่ต้องใช้รถ ไม่ต้องผ่านการกระจายสินค้าตามศูนย์กระจายสินค้าต่างๆ

นับตั้งแต่ปี 2010 Amazon ลงทุนไปกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโกดังที่ใช้เก็บและกระจายสินค้าเพิ่มกว่า 50 แห่ง และการขนส่งสินค้าของ Amazon ไปยังลูกค้า มีการพึ่งพาบริการไปรษณีย์อย่าง FedEx และ UPS ค่อนข้างเยอะ

86% ของการสั่งสินค้าของ amazon.com เป็นสินค้าที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 5 ปอนด์

ถ้าพัฒนา Drone เพื่อใช้ขนส่งสินค้าได้จริง Amazon ก็สามารถลดค่าขนส่งที่ต้องจ่ายให้ FedEx และ UPS ไปได้มหาศาล และความเร็วในการขนส่งสินค้าจากเดิม เร็วที่สุดในหลักวัน มาเหลืออยู่แค่หลักนาทีเท่านั้น

โลกของอีคอมเมิร์ซและการทำ logistic กำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง

ติดตามบทวิเคราะห์ ข้อคิด บทความต่างๆเพิ่มเติมได้ที่เพจ www.facebook.com/MKTHUB นะครับ

โซนี่ กับการกลับมาทวงคืนตำแหน่งเจ้าตลาดเครื่องเล่นเกม

ในโลกธุรกิจดิจิตัล นอกจากสงครามแทบเล็ตและสงครามสมาร์ทโฟนที่น่าติดตามจนไม่สามารถกะพริบตาไม่ได้ ยังมีอีกหนึ่งสมรภูมิที่มีความสนุก และน่าติดตามมากไม่แพ้กัน นั่นคือ สมรภูมิ “เครื่องเล่นเกม”

playstation-4-1

เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา โซนี่ หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของธุรกิจเครื่องเล่นเกม ได้วางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ ชื่อ “PlayStation 4” เป็นวันแรก ใน 2 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในราคา 399 ดอลลาร์ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี กอบโกยยอดขายไปได้กว่า 1 ล้านเครื่อง ใน 24 ชั่วโมงแรกของการจัดจำหน่าย

xbox-one

หลังจากการวางจำหน่าย PlayStation 4 เพียง 1 อาทิตย์ ในวันที่ 22 พ.ย. ไมโครซอฟท์ ยักษ์ใหญ่ในวงการไอที คู่แข่งรายสำคัญของโซนี่ในธุรกิจนี้ ก็ได้วางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมของตัวเอง ชื่อว่า “Xbox One” ตามมาใน 13 ประเทศ ด้วยราคาขาย 499 ดอลลาร์

และก็ไม่น้อยหน้ากันครับ เพราะยอดขายของ Xbox One ก็ทะลุ 1 ล้านเครื่องใน 24 ชม.แรกของการจัดจำหน่ายเช่นกัน

แม้ว่าโซนี่จะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ขึ้นมาได้ จากยอดขาย PlayStation 4 ที่วางจำหน่ายที่อังกฤษเมื่อวันที่ 29 พ.ย. โดยสร้างยอดขายกว่า 250,000 เครื่อง ใน 48 ชั่วโมง เอาชนะ Xbox One ที่ขายไปได้ 150,000 เครื่องในระยะเวลาเดียวกัน

แต่ก็ถือว่า ทั้งคู่ยังคงแข่งกันได้อย่างสูสี

ทั้งโซนี่และไมโครซอฟท์ ต่างก็แข่งขันห้ำหั่นในธุรกิจเครื่องเล่นเกมมาหลายปี เพราะทั้งคู่มองว่าเครื่องเล่นเกมของตน จะต้องเข้าไปยึดพื้นที่ห้องนั่งเล่นของผู้ใช้ทั่วโลกให้ได้

จุดเด่นของ Xbox One คือความสามารถด้านเอนเตอร์เทนเมนต์แบบครบวงจร ทั้งดูหนัง ดูทีวี เล่น Skype ชูจุดชายด้านมีเดียเพื่อความบันเทิง แบบจัดเต็ม

ในขณะที่ตัว PlayStation 4 เอง เน้นจุดขายไปทางเครื่องเล่นเกมสำหรับคอเกม ด้วยสเป็คเครื่องที่สูงกว่า ตัวเครื่องบางกว่า

กลยุทธ์การตลาดของโซนี่สำหรับ PlayStation 4 มีการปรับปรุงจุดอ่อนที่เคยเกิดขึ้นในยุค PlayStation 3 อยู่หลายเรื่อง

เริ่มจากเรื่องราคา ที่ PlayStation 3 วางจำหน่ายในราคาสูงถึง 599 ดอลลาร์ (แพงกว่า PlayStation 2) และแพงกว่าเครื่อง Xbox 360 ของไมโครซอฟท์ ที่ขายอยู่ 399 ดอลลาร์

เพราะราคาที่แพงกว่า ยอดขายที่คาดหวังว่าจะสูงในช่วง Holiday season ในปี 2006 ที่เปิดตัว กลับกลายเป็นตรงกันข้าม

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาขายสูง เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นของ “บลูเรย์” ที่มีราคาสูงมาก และโซนี่ก็เลือกเครื่องอ่านบลูเรย์ใส่มากับ PlayStation 3 ต้นทุนเครื่องจึงสูงกว่าคู่แข่งรายอื่นในตลาด

แต่โซนี่ก็ปรับตัวได้เร็วในเรื่องของราคาครับ มีการปรับลดราคาของ PlayStation 3 ลงมาอย่างต่อเนื่อง เหลือ 499 ดอลลาร์ จนมียอดขายรวมกว่า 80 ล้านเครื่อง พอๆกับยอดขายรวมของ Xbox 360 แม้ว่าจะเป็นการขายที่ราคาขาดทุน แต่เป็นสิ่งที่โซนี่ต้องทำ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดของตัวเองเอาไว้

การตั้งราคาขายในช่วงเริ่มต้น กลายเป็นบทเรียนสำคัญกับโซนี่ เพราะยอดขายช่วงเปิดตัว มีผลต่อยอดขายช่วงเทศกาลมาก ดังนั้นราคาเปิดตัวของ PlayStation 4 จึงถูกตั้งมาต่ำกว่าตอนเปิดตัว Playtation 3 และยังต่ำกว่าราคาของ Xbox One ถึง 100 ดอลลาร์

สำหรับเกม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับนักเล่นเกม แต่โซนี่กลับไปเน้นโฟกัสที่จุดอื่น ทำให้ช่วงเปิดตัวโปรดักต์ มีเกมเด็ดที่เปิดตัวด้วยไม่มากนัก ทำให้ขาดสีสันจากบรรดาเกมดังๆที่มีผู้เล่นเยอะๆ

เกมที่เปิดตัวกับ PlayStation 4 จึงมีเกมเด็ด อย่าง KillZone : Shadow Fall , Knack ที่เปิดตัวแบบ Exclusive เฉพาะ PlayStation 4 เท่านั้น

อีกปัจจัยที่สำคัญ คือ Key message ที่ต้องการสื่อให้ผู้บริโภครับรู้ โดยโซนี่วางไว้ 2 แนวทาง

แนวทางแรก เป็นการชูว่าเป็นเครื่องเล่นเกมที่ดีที่สุด สำหรับคอเกม

แนวทางที่ 2 คือ การขายความเป็น “ศุนย์กลางของความบันเทิงในบ้าน”

การมี Key message 2 แนวทาง เป็นการสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค เพราะคนที่เป็นคอเกมแบบฮาร์ดคอร์ ก็จะมองว่า PlayStation 3 เหมาะกับการดูหนังมากกว่าการเล่นเกม

ส่วนคนที่น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายในการเสพสิ่งบันเทิง ก็จะมองว่า PlayStation 3 เหมาะกับการเล่นเกม

playstation-4-9

โพสิชันนิ่ง เป็นบทเรียนที่สำคัญมากอีกอย่าง ทำให้ PlayStation 4 ชูจุดขายเพียงจุดเดียวคือ ความเป็น “Ultimate Gaming Platform

ในขณะที่ Xbox One ก็เป็นเหมือนโปรดักต์ชูโรงของไมโครซอฟท์ ในการผลักดัน “One Strategy” หรือการผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์เอง โดยนำบริการออนไลน์ต่างๆที่มีอยู่ มาใส่เพิ่มเข้าไปเพื่อสร้างมูลค่า

แต่สิ่งที่ไมโครซอฟท์ใส่เพิ่มเข้าไป ทั้งการดูหนังแบบสตรีมมิ่ง จาก Netflix , Hulu และ Amazon Instant Video ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ใน PlayStation 4 เช่นกัน

ครั้งนี้ โซนี่ดูจะทำการบ้านมาดีกว่าฝั่งไมโครซอฟท์ ในเกือบทุกๆด้าน มีการแก้ไขความผิดพลาดในอดีตของตัวเอง แต่จุดตัดสินแพ้ชนะของสงครามครั้งนี้ อาจจะมาจากการต่อยอดของแพลตฟอร์มของทั้งคู่

ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเกมเข้ากับระบบออนไลน์ เพื่อเล่นกับเพื่อนที่เล่นเกมอยู่บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเลต หรือจะเป็นการนำเกมดังๆที่อยู่บนแพลตฟอร์มเครื่องเล่นเกม ให้มาเล่นได้บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้

ถ้าต่อยอดเพิ่มมูลค่าบนแพลตฟอร์มตัวเองได้ดีเพียงใด โอกาสชนะในสมรภูมินี้ก็มีสูงเท่านั้น

Netflix อนาคตของทีวี

Netflix อนาคตของทีวี

อุตสาหกรรมทีวีบ้านเรา กำลังจะเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อกำลังจะมีการประมูลดิจิตัลทีวี ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดมาแล้วทั่วโลกและควรจะเกิดมานานแล้วสำหรับประเทศไทย (ฟังดูคล้ายๆกับตอนมี 3G ยังไงชอบกล) ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าการประมูลจะเกิดขึ้นในปีนี้หรือไม่ เพราะเพิ่งมีข่าวลือว่าจะเลื่อนอีกรอบ

แม้อนาคตของอุตสาหกรรมทีวีในประเทศไทยจะยังดูไม่แน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เริ่มมองเห็นอนาคตกันแล้วว่าทีวีจะมีทิศทางเป็นอย่างไร

People are increasingly watching movies and shows through subscribing services like Netflix and Hulu Plus.

บริษัท Netflix ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งอันดับ 1 ของสหรัฐฯ เพิ่งประกาศว่ายอดสมาชิกแบบเสียค่าบริการรายเดือนของบริษัท พุ่งสูงถึง 31.1 ล้านคน (เฉพาะในสหรัฐฯ) ทะลุแซงหน้ายอดสมาชิกรายเดือนของ HBO ผู้นำในธุรกิจเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม ที่บริษัท Time Warner เป็นเจ้าของ ซึ่งมีจำนวนสมาชิกอยู่ที่ 28.7 ล้านคน ทำให้ Netflix กลายเป็นผู้ให้บริการคอนเทนต์ด้านวิดีโอที่มียอดสมาชิกแบบจ่ายเงินดู มากที่สุดอันดับ 1 ในสหรัฐฯทันที

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1997 Netflix เป็นบริษัทที่ให้บริการเช่าแผ่น DVD หนังทางไปรษณีย์ โดยไอเดียเกิดจาก Reed Hastings ผู้ก่อตั้ง ไปเช่าหนังเรื่อง Apollo 13 แล้วไปคืนแผ่นไม่ทันกำหนดที่ต้องคืน จนถูกปรับเป็นเงิน 40 ดอลลาร์ ทำให้เค้าเห็นช่องทางการทำธุรกิจนี้ เพื่อให้บริการกับคนที่ไม่สะดวกไปที่ร้านเช่า เพื่อยืมและคืนแผ่นหนัง โดยมีรูปแบบธุรกิจโดยคิดค่าเช่า 4 ดอลล่าร์ ต่อเรื่อง + ค่าส่งไปรษณีย์อยู่ที่ 2 ดอลล่าร์ และมีค่าปรับในกรณีคืนช้ากว่ากำหนด ซึ่งธุรกิจนี้ Hastings ใช้เงินจำนวน 2.5 ล้านดอลลาร์ เป็นเงินลงทุนในช่วงแรก เพื่อทำระบบยืมคืน และเว็บแคตาลอกออนไลน์

2 ปีต่อมา Netflix ได้เพิ่มรูปแบบการทำธุรกิจ โดยมีการเสียค่าสมาชิกรายเดือนแล้วให้ยืมได้แบบไม่จำกัดเรื่อง และไม่มีกำหนดวันคืน จากเดิมที่มีเพียงการคิดค่าเช่าหนังเป็นเรื่องๆ

ธุรกิจของ Netflix เติบโตอย่างดีเรื่อยมา จนถึงปี 2002 ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ณ เวลานั้น Netflix มียอดการยืมหนังถึง 190,000 แผ่นต่อวัน มีจำนวนสมาชิกที่เสียเงินรายเดือนอยู่ประมาณ 1 ล้านคน ตอนสิ้นปี 2002 และยังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความนิยมของเครื่องเล่น DVD ในสหรัฐที่มีสูงถึง 2 ใน 3 ของครัวเรือนทั้งประเทศ

จากนั้น Netflix มีการพัฒนาระบบแนะนำวิดีโอจากการเขียนรีวิวและเรตติ้งของหนัง (Personal Recommendation System) จนกลายเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งในการให้บริการ เพราะสามารถรู้ได้ว่า ลูกค้าชอบดูหนังประเภทไหน ใครแสดง และให้คำแนะนำที่ตรงกับความชอบนั้นๆได้

แต่ธุรกิจของ Netflix ก็เติบโตได้ไม่นานครับ เมื่อเทรนด์ของการเช่าวิดีโอเริ่มอยู่ในช่วงขาลง แต่ Hastings ก็มีแผนธุรกิจรองรับอย่างดี เมื่อปี 2007 Netflix ก็เริ่มพัฒนาและให้บริการดูวิดีโอแบบสตรีมมิ่งผ่านอินเตอร์เน็ต จนกลายเป็นอีก 1 ธุรกิจหลักของบริษัท

ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามพัฒนาการของอินเตอร์เน็ตครับ เพราะในเวลาเพียงแค่ 3 ปี (2010) Netflix ก็กลายเป็นบริการอินเตอร์เน็ตที่ใช้ Internet Traffic มากที่สุดในประเทศ จนในปี 2011 ธุรกิจหลักของ Netflix เปลี่ยนจากการเช่าแผ่นหนังทางไปรษณีย์มาเป็นวิดีโอสตรีมมิ่งแทน

จากประวัติคร่าวๆ จะเห็นว่า Netflix เติบโตมาคนละเส้นทางกับ HBO ที่มาจากสายของธุรกิจเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม แต่ HBO ก็มีพัฒนาการของการปรับตัวเช่นกัน เพราะในปี 2010 ทาง HBO ก็มีการเปิดตัววิดีโอสตรีมมิ่งเช่นกัน ในชื่อของ “HBO GO” แต่บริการนี้กลับไม่ได้เป็นบริการแยกเดี่ยวๆแบบ Netflix แต่เป็นเพียงบริการเสริมสำหรับคนที่เป็นสมาชิก HBO อยู่แล้วเท่านั้น โดยจุดประสงค์หลักในการเพิ่มจำนวนฐานสมาชิก HBO ให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้จากค่าสมาชิกรายเดือนรวมกับค่าโฆษณาที่ขายได้แพงขึ้น

ทั้ง 2 ธุรกิจ เป็นธุรกิจที่ให้บริการด้านคอนเทนต์ด้วยกันทั้งคู่ ความได้เปรียบที่ทั้ง 2 บริษัทพยายามจะสร้าง คือ เกมคอนเทนต์ ซึ่งทั้งคู่มีคอนเทนต์จำนวนมหาศาล และมีคอนเทนต์ที่ให้ดูแบบ Exclusive เฉพาะบริการของตัวเอง

HBO มีการเซ็นสัญญาแบบ Exclusive กับ Universal Pictures ด้วยระยะเวลาที่นานถึง 10 ปี ทำให้ Netflix ไม่มีโอกาสที่จะมีหนังเก่าๆอย่าง Jaws หรือหนังในตระกูล Bourne

ในขณะที่ Netflix ก็มีการเซ็นสัญญากับ Walt Disney Studios เพื่อนำหนังจากทั้ง Pixar และ Marvel Studios มาฉายในบริการของตัวเอง

และ Netflix เริ่มมีบทบาทในการสร้างสรรค์คอนเทนต์เอง โดยมีตัวชูโรงคือ ซีรีย์ดังอย่างเรื่อง House of Cards และ Arrested Development ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่อเมริกันชน

Netflix สามารถดูได้ในทุกที่ที่มีอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะดูผ่านสมาร์ทโฟน แทบเล็ต สมาร์ททีวี AppleTV กล่อง Set-top-box เครื่องเล่นเกม เครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์ รวมๆก็มีอุปกรณ์หลายร้อยรุ่นที่ดู Netflix ได้

ไม่ต้องง้อเสา จาน สายใดๆ อย่าง HBO ซึ่งนับวันคนยิ่งดูเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปถึง

และข้อได้เปรียบที่สำคัญของ Netflix คือ ประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ ที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น สามารถสร้าง playlist เพื่อเก็บคอนเทนต์แยกประเภทที่ตัวเองชื่นชอบได้ สามารถให้คำแนะนำหนังที่น่าสนใจตามความชอบส่วนตัว หรือตามการแนะนำจากเพื่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์คได้

Netflix เป็นตัวแทนของการดูทีวีแบบสตรีมมิ่งบนอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องดูตามเวลาที่อยู่ในโปรแกรมที่กำหนดไว้ (Non-linear Television) มีความเป็น Interactive เพราะเป็นอินเตอร์เน็ต สามารถรับส่งข้อมูลระหว่างคนดูและผู้ให้บริการได้สองทาง

ส่วน HBO เป็นตัวแทนการดูทีวีแบบดั้งเดิม ที่ฉายตามโปรแกรมที่กำหนดเอาไว้ (Traditional Linear Television) ไม่มีความเป็น Interactive ไม่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการดูของสมาชิกได้

เมื่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่ทุกส่วนของประเทศ Netflix จะมีแต้มต่อเหนือ HBO ทิศทางอนาคตของทีวีจะเปลี่ยนมาเป็นอินเตอร์เน็ตทีวีอย่างไม่ต้องสงสัย

ทำอย่างไร “Tech Startup” จะไปไกลถึงระดับโลก

ปีนี้เป็นปีที่ธุรกิจขนาดเล็กได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และยังเป็นปีแรกที่ธุรกิจขนาดเล็กในหมวดเทคโนโลยี หรือที่เรียกกันว่า “Tech Startup” ถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้น เพราะมีค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ 3 ค่าย ให้ความสนใจ ปั้นเป็นโครงการสนับสนุนกันตลอดทั้งปี สร้างสีสันให้วงการธุรกิจไฮเทค และเป็นการจุดประกายคนยุคดิจิตัลไฟแรง ฝันอยากเป็นผู้ประกอบการไฮเทค เหมือนอย่างซุปเปอร์สตาร์หลายๆคนในซิลิกอนวัลเลย์

“Tech Startup” เป็นธุรกิจที่มีธรรมชาติแตกต่างไปจากธุรกิจขนาดเล็กในหมวดอื่นๆ เพราะตัวโปรดักต์ส่วนใหญ่ มักจะเป็นของที่จับต้องไม่ได้ทางกายภาพ แต่จะเป็นบริการที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต เป็นแอพที่อยู่บนสมาร์ทโฟน แทบเล็ต ซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้นทุนของการทำธุรกิจ ไม่สูงมากเพราะอาศัยเพียงแค่แรงกาย มันสมอง ที่จะออกมาเป็น “ไอเดีย” ของตัวผู้ประกอบการเป็นหลัก และอาจจะมีต้นทุนในเรื่องของดีไวซ์ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ต่างๆที่ใช้รองรับบริการ เป็นสินทรัพย์ของกิจการ ซึ่งด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน การมีบริการคลาวด์ ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงไปได้มาก

silicon_valley

นอกจากเรื่อง “คน” และ “ไอเดีย” แล้ว เรื่องของรูปแบบธุรกิจ หรือ Business Model ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างและเป็นความท้าทายให้กับผู้ประกอบการไม่น้อย เพราะในโลกดิจิตัล บริการหลายอย่างเริ่มต้นมาจากคำว่า “ฟรี” ทั้งโหลดฟรี ใช้ฟรี เล่นฟรี ดูฟรี อ่านฟรี ทำให้การที่คิดเงินผู้ใช้บริการโดยตรง ค่อนข้างยาก เพราะจะมีการเปรียบเทียบกับของฟรีอยู่ตลอดเวลา

Business Model ที่นิยมกันมากที่สุด มีอยู่ 2 อย่าง คือ

“Freemium” ที่ให้บริการพื้นฐานฟรี แต่เก็บเงินกับฟีเจอร์บางอย่างที่พรีเมี่ยมและให้คุณค่ากับผู้ใช้ มากกว่ามูลค่าที่จ่ายออกไป

อีกรูปแบบ คือ Advertising Support ที่ให้บริการฟรีไปเลย แต่ต้องมีจำนวนผู้ใช้มากพอที่จะไปขายโฆษณาและได้รายได้เพียงพอกับต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไป

ยังมีรูปแบบของ Business Model อื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมาย ผมแนะนำหนังสือชื่อว่า “Business Model Generation” ที่จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจรูปแบบธุรกิจต่างๆได้อย่างลึกซึ้ง

ข้อดีอีกข้อของธุรกิจ “Tech Startup” คือ ด้วยความที่เป็นสินค้าดิจิตัลที่จับต้องไม่ได้ เป็นบริการบนอินเตอร์เน็ต เป็นแอพบนสมาร์ทโฟน ทำให้ต้นทุนของช่องทางจัดจำหน่าย หรือ Distribution Channel ต่ำมาก และสามารถซื้อขายกันได้ทั่วโลกที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง

เรียกได้ว่า สร้างโปรดักต์ขึ้นมาทีเดียว ขายได้ทั้งโลก

“การตลาด” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญมาก ในการจัดการกับความท้าทายนี้ ผมมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับ “Tech Startup” ในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศครับ

1. Market Attractiveness เป็นการประเมินความน่าสนใจทางการตลาด และการวิเคราะห์โอกาสต่างๆที่มีอยู่ในตลาดนั้น ยิ่งน่าสนใจเท่าไหร่ โอกาสในการสร้างรายได้และทำกำไรในตลาดนั้นๆย่อมสูงมากขึ้น

ปัจจัยที่ใช้ประเมิน Market Attractiveness เช่น ขนาดของตลาด (Market Size) การเติบโตของตลาด (Market Growth) สภาพการแข่งขัน (Intensity of the competitions) แนวโน้มของราคา (Pricing Trends) ปัจจัยที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ (Key Success Factors) ความเสี่ยงของอุตสาหกรรม (Overall risk in the industry) และต้นทุนของการขยายธุรกิจ (Cost of Expansion)

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้ามีบริษัทหนึ่ง ทำแอพบนสมาร์ทโฟนที่เชื่อมโยงกับ Facebook ควรจะทำตลาดประเทศไหนดี?

ประเทศที่มีสัดส่วน Facebook Penetration สูงสุดในอาเซียน คือ บรูไน (61%) สิงคโปร์ (60%) มาเลเซีย (49%) ฟิลิปปินส์ (29%) ไทย (25%)

ประเทศที่มีสัดส่วนผู้ใช้สมาร์ทโฟนสูงสุดในอาเซียน คือ สิงคโปร์ (73%) มาเลเซีย (27%)

ประเทศที่มีผู้ใช้ iPhone มากที่สุดในอาเซียน คือ สิงคโปร์ (66%) เวียตนาม (43%) ไทย (23%)

จากตัวเลข 3 ตัวนี้ น่าจะพอที่บอกได้เบื้องต้นว่า ประเทศใดบ้างที่น่าสนใจสำหรับการขยายธุรกิจของบริษัทนี้

ถ้าเราเอาแอพบน iPhone ไปทำตลาดในอินโดนีเซีย ที่มี iPhone Penetration แค่ 1.5% หรือเอาแอพบน Android ไปทำตลาดในลาว ที่มี Android Penetration เพียง 3.8% คงไม่เกิดประโยชน์กับธุรกิจเรามากนัก เพราะ Market Attractiveness ไม่น่าสนใจนั่นเอง

2.Key Success Factors

กำหนด Key Success Factors ของธุรกิจให้ชัดเจนครับ ว่ามีปัจจัยใดบ้างที่กำหนดความสำเร็จให้กับกิจการของเราเอง เช่น ถ้า Key Success Factors ของ product เรา คือ จำนวนผู้ใช้ เราก็จะตั้งเป้าในเรื่องของจำนวนผู้ใช้ และหาวิธีที่จะทำให้จำนวนผู้ใช้มากที่สุด (users acquisition) เพื่อให้โปรดักต์ประสบความสำเร็จ

KSF จะช่วยให้เราโฟกัสในเป้าหมายที่สำคัญจริงๆ และช่วยกำหนดทิศทางของการวางกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การโฟกัส เป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ อย่าพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะจะเป็นการสูญเสียทรัพยากรมากเกินความจำเป็น

3. Market Segmentation เราจะต้องตอบได้ชัดเจนครับว่า “ใครเป็นลูกค้าของเรา” เพราะไม่ใช่ทุกคนนะครับ ที่เป็นลูกค้าของเรา การแบ่งกลุ่มตลาด แบ่งกลุ่มลูกค้า เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ในการวางกลยุทธ์การตลาด โดยเครื่องมือที่ใช้สำหรับการแบ่งกลุ่มลูกค้า คือ STP (Segmentation, Targeting และ Positioning)

STP เป็นเครื่องมือสำคัญมากในการกำหนดกลยุทธ์การตลาด เพราะปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “Tech Startup” ล้มเหลว คือ การมองทุกคนเป็นลูกค้าของตัวเอง ซึ่งในทางการตลาด ก็เหมือนมีอยู่ Segment เดียว คือ “กลุ่ม Mass” ที่ทุกคนเหมือนกันหมด ชอบเหมือนกัน ทำเหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างระหว่างคนกลุ่มนี้ ซึ่งคนในยุคดิจิตัล ความต้องการของคนจะมีหลากหลาย มีความเป็นปัจเจก (Individualization) สูง มีรสนิยมและความชอบของตัวเอง (Preference) ไม่เหมือนคนอื่น เราจึงต้องชัดเจนในการกำหนดและแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การเลือกทำตลาดถูกกลุ่ม มีผลอย่างมากกับความสำเร็จในธุรกิจ

4. Marketing Mix (4P) หลายคนมองว่าการทำแผนการตลาด (Marketing Plan) เป็นเรื่องน่าเบื่อและไม่มีความจำเป็น คิดอะไรได้ลุยไปเลยดีกว่า

ผมให้ข้อสังเกตง่ายๆ ครับ ก่อนที่เราจะเดินทางไปไหน ถ้าเราเริ่มต้นด้วยการกำหนดเป้าหมายการเดินทาง มีการคิดและวางแผนในการเดินทางก่อน มักจะทำให้การเดินทางนั้นมีประสิทธิภาพ

ถ้าเราเริ่มต้นโดยการกำหนดเป้าหมายของการเดินทาง ว่าจะต้องไปถึงจุดหมายในเวลา 30 นาที เราจะรู้เลยว่าจากจุดที่เราอยู่ ควรเดินทางด้วยเส้นทางไหนที่จะใช้เวลาไม่เกินจากเป้าที่วางไว้ (ถ้าไม่วางแผนเส้นทางก่อนอาจจะหลงทางได้) จะเดินทางด้วยรถแทกซี่ หรือรถไฟฟ้า จะจอดรถตรงไหนดี

การลุยไปเลย โดยปราศจากการวางแผน ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินทางโดยไม่มีเป้าหมาย ไม่มีการกำหนด “ทิศ” และ “ทาง” ในการเดินทางไปสู่เป้าหมายนั้น

เราไม่จำเป็นต้องทำแผนการตลาดเยิ่นเย้อ 20-30 หน้าครับ เพียงแต่กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน วัดได้ และมีโอกาสทำได้ ไม่เพ้อฝัน

ต้องเลือกปัจจัยที่สำคัญมากๆ มาใช้ในการวางแผน เช่น ตัวโปรดักต์ ราคาขาย การส่งเสริมการขาย ช่องทางจัดจำหน่าย วิธีการโปรโมทหรือทำการสื่อสารการตลาด ว่าโปรดักต์นี้เหมาะกับใคร จะบอกเค้ายังไงให้เค้ามาใช้ของเรา

เรื่อง Business Model ก็สำคัญครับ บางทีโปรดักต์หรือบริการของเราอาจจะประสบความสำเร็จในประเทศนึง แต่อาจจะล้มเหลวในอีกประเทศนึงก็ได้ ถ้า Business Model ไม่เหมาะสม หรือพฤติกรรมการใช้งาน พฤติกรรมการซื้อ ของผู้ใช้ในประเทศนั้นไม่ตรงกับคุณค่าที่ตัวโปรดักต์นำเสนอ

ตัวอย่างง่ายๆ ทำไม LINE ถึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จในยุโรปและอเมริกา ในขณะที่ WhatsApp ยังคงเป็นเจ้าตลาดเบอร์หนึ่ง เพราะทั้งยุโรปและอเมริกานิยมการส่งข้อความหากันเพียงอย่างเดียว ไม่ค่อยสนใจความน่ารักของ sticker ซักเท่าไหร่ การทำรายได้จากการขาย sticker จึงไม่ใช่ Business Model ที่ประสบความสำเร็จของ LINE ใน 2 ตลาดนี้

เราอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนโปรดักต์หรือบริการให้เหมาะสมกับประเทศที่ต้องการจะไป

เรื่อง Branding และการสื่อสารตลาดก็สำคัญครับ

ต่อให้โปรดักต์ดีแค่ไหน ถ้าโปรโมทไม่เป็น ขาดความเข้าใจในหลักสื่อสารการตลาด โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็ยาก เพราะกลุ่มผู้ใช้ที่เราอยากให้มาใช้บริการ เค้าไม่รู้จักโปรดักต์ของเรา ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ทำอะไรได้ ใช้ดีกับเค้ายังไง ใครจะมาใช้ล่ะครับ จริงมั้ย 🙂

5. Business Connection & Partnership การทำธุรกิจ หลายครั้งเราไม่อาจจะทำอะไรสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะไม่มีใครหรอกครับที่จะเก่งไปทุกอย่าง การพึ่งพาอาศัยกันทางธุรกิจ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ดังเช่นคำว่า “Know Who สำคัญกว่า Know How”

เมื่อธุรกิจเราถึงเวลาที่จะต้องขยับขยายไปตลาดต่างประเทศ การมี local business connection และ local partners จะมีส่วนสำคัญมากในการช่วยเหลือธุรกิจของเรา ทั้งในแง่การเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ความหลากหลายของโปรดักต์และบริการ การเข้าถึงตลาด local การสร้างความรู้จัก รวมไปถึงความมั่นใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจอีกด้วย

6. Sense of Urgency , Lean & Agility ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี รวมไปถึงพฤติกรรมของคนยุคดิจิตัล ที่วันนึงผู้ใช้อาจจะใช้โปรดักต์ของเรา วันต่อไปเค้าอาจจะเปลี่ยนใจ ไม่ใช้แล้วก็ได้ ถ้าไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้ที่เปลี่ยนไป หรือมีโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่าออกมาให้ใช้

และด้วยธรรมชาติของธุรกิจที่เน้นไอเดียเป็นหลัก ก็เลี่ยงไม่ได้อีกเช่นกันถ้าจะมีไอเดียที่เหมือนๆกันเข้ามาเป็นคู่แข่งขันในธุรกิจ

สิ่งสำคัญที่เจ้าของธุรกิจ Tech Startup พึงมี คือ การปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รู้ว่าเดินมาถูก “ทิศ” และถูก “ทาง” รึเปล่า สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางที่เหมาะสมได้ดีแค่ไหน และหมั่นศึกษาสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ นำความคิดเห็นของผู้ใช้ มาพัฒนาตัวโปรดักต์ ตลอดเวลา ถามตัวเองตลอดเวลาว่า “ทำไม ลูกค้าถึงต้องมาใช้โปรดักต์ของเรา”

ขอแค่มีความเข้าใจหลักการตลาดที่สำคัญ หยิบมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ครับ 🙂

แอปเปิ้ล กับทิศทางธุรกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาอินโนเวชั่น

เป็นเหมือนธรรมเนียมครับที่สินค้าแอปเปิ้ลเปิดตัวเมื่อไหร่ คอลัมน์ Marketing Ideas ก็จะมาวิเคราะห์กลยุทธ์ธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังอยู่ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่พลาดอีกเช่นเคยครับ เพราะเป็นงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่หลายคนรอคอยอย่างไอแพด

tim-cook-big

Apple เปิดงานด้วยการพูดถึงโอเอสตัวใหม่โอเอสเท็น เวอร์ชั่น 10.9 หรือที่เรียกว่า Mavericks และมีการประกาศให้ผู้ใช้แมคทุกคนจะได้รับสิทธิ์ในการอัพเกรดได้ ฟรี!! (จากราคาปกติที่เคยคิดในโอเอสเวอร์ชั่นก่อนๆ คือ 30 ดอลลาร์)

และมีการนำไปเทียบกับ Windows 8 Pro ของไมโครซอฟท์ที่ขายอยู่ที่ราคา 199 ดอลลาร์

การให้ลูกค้าอัพเดทโอเอสให้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดตลอดเวลา ช่วยเพิ่มความจงรักภักดีในแบรนด์และโปรดักต์ได้ เพราะซื้อฮาร์ดแวร์มาแล้ว ไม่ถูกลอยแพ แถมยังพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ แกไขปรับปรุงปัญหาที่มีอยู่ในโอเอสเดิมอย่างต่อเนื่อง เหมือนเป็นบริการหลังการขาย ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ได้เครื่องใหม่ ได้ความสามารถใหม่ๆในทุกๆครั้งที่โอเอสอัพเกรด

อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ใหม่ เพราะลูกค้าจะติดกับความสามารถใหม่ๆของโอเอสและอาจจะรู้สึกไม่พอใจกับประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ที่กำลังใช้งานอยู่

นอกจากสร้างลอยัลตี้และกระตุ้นให้ลูกค้าอัพเกรดฮาร์ดแวร์แล้ว แอปเปิ้ลยังเชื่อว่าปัจจุบันหมดยุคของการทำกำไรจากการขายโอเอสแล้ว รูปแบบธุรกิจแบบใหม่ควรจะเป็นการทำกำไรจากการขายบริการต่างๆ แทน เช่น การขายแอพ การสมัครสมาชิกบริการอย่างไอทูนส์เรดิโอ ไอคลาวด์ ไอทูนส์แมทช์ การขายหนัง ขายเพลง การขายอีบุ๊ค มากกว่า (ซึ่งอะเมซอนเชื่อแบบนี้มานานแล้ว)

ตัวเลขล่าสุดจากการ์ตเนอร์ พบว่าตลาดแทบเล็ตทั่วโลกมีอัตราการเติบโตสูงถึง 54.3% ในขณะที่ตลาดพีซีกลับสวนทาง หดลงถึง 11.2%

พีซีขายได้น้อยลง วินโดวส์ของไมโครซอฟท์ก็ขายได้น้อยลงเช่นกัน

แต่ตลาดแทบเล็ต อยู่ในช่วงขาขึ้น และยิ่งไอแพดขายดีเท่าไหร่ โอกาสที่ผู้ครอบครองไอแพดจะเปลี่ยนจากพีซี+วินโดวส์ มาใช้แมค ก็มีมากขึ้นเท่านั้น ตามกฏ Halo Effect ที่กล่าวไว้ว่า คนที่ใช้ ไอพอด ไอโฟน ไอแพด มีแนวโน้มสูงที่สนใจซื้อแมคเป็นคอมพิวเตอร์ตัวถัดไป

นอกจากโอเอสใหม่ แอปเปิ้ลยังพูดถึงซอฟท์แวร์พื้นฐานที่ทุกเครื่องควรจะมีบ้าง

ซอฟท์แวร์สำหรับตัดต่อวิดีโอ (iMovie) แต่งเพลง (GarageBand) จัดการภาพถ่าย (iPhoto) หรือที่เรียกซอฟท์แวร์ทั้งชุดนี้ว่า iLife ขายในราคา 49 ดอลลาร์

และซอฟท์แวร์ออฟฟิศที่ใช้ทำงานเอกสาร (Pages) ทำพรีเซนเทชั่น (Keynote) ทำสเปรดชีท (Numbers) หรือที่เรียกกันว่า iWork ขายราคาปกติ อยู่ที่ 79 ดอลลาร์

ซอฟท์แวร์ยอดนิยมบนเครื่องแมคทั้งสองชุดนี้ แอปเปิ้ลประกาศแจกฟรี

ขณะที่คู่แข่งโดยตรงอย่างไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 365 ผู้ใช้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 99 ดอลลาร์ต่อปี

ต้นทุนการเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ซักเครื่อง (Cost of Ownership) เมื่อเทียบระหว่าง

ซื้อพีซี + วินโดวส์ 8 ของแท้ + ค่าใช้งานไมโครซอฟท์ออฟฟิศ+ซอฟท์แวร์พื้นฐานอื่นๆ อาจจะแพงกว่าการใช้แมคที่แถมซอฟท์แวร์พื้นฐานมาให้ด้วยฟรีๆ

แอปเปิ้ลใช้จุดแข็งด้านซอฟท์แวร์ของตัวเอง ดึงคนให้มาซื้อเครื่องแมคให้เยอะขึ้น แม้ตลาดพีซีจะอยู่ในช่วงขาลง แต่ผู้ใช้พีซีมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจากพีซีเครื่องเดิมมาเป็นแมคสูงมากขึ้น เรียกว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาสซ่อนอยู่

ปล่อยหมัดเด็ดชุดใหญ่ใส่ไมโครซอฟท์และผู้ผลิตพีซี และน่าสนใจว่าคู่กรณีจะโต้ตอบกลับมาอย่างไร

นอกจากซอฟท์แวร์แบบปกติแล้ว แอปเปิ้ลยังเปิดตัวบริการ iWork for iCloud ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ออฟฟิศแบบออนไลน์ อย่างเป็นทางการ

เมื่อรวมกับฟีเจอร์แผนที่ในโอเอสเท็นตัวใหม่ และบริการไอคลาวด์อื่นๆทั้ง Email , Calendar , Contacts

หมัดนี้ ซัดบริการออนไลน์ของ Google เต็มๆ

และเป็นไปตามคาดครับ ไอแพดมินิรุ่นใหม่ มาพร้อมกับหน้าจอเรติน่าที่ทุกคนรอคอย

แถมยังมาพร้อมกับสเป็คฮาร์ดแวร์ล่าสุดเหมือนกับไอโฟนห้าเอสและไอแพดจอใหญ่รุ่นใหม่ที่เปลี่ยนชื่อไปเป็นไอแพดแอร์

รอบนี้ ไอแพดมินิใหม่ ขายในราคา 399 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาเดิมถึง 70 ดอลลาร์

ทำไมครั้งนี้แอปเปิ้ลไม่สามารถรักษาระดับราคาขายไว้ที่เท่าเดิม อย่างที่เคยทำมา?

สถานการณ์ของไอแพดไม่ได้ดีมากครับ เพราะในไตรมาสสองของปี ยอดขายแอนดรอยด์แทบเล็ตพุ่งแซงไอแพดเป็นครั้งแรก และไม่ใช่แค่จำนวนเครื่องที่ขายได้ แต่เป็นรายได้รวมทั่วโลกที่แอนดรอยด์แทบเล็ต เอาไปครึ่งนึง

ราคาขายเฉลี่ยของไอแพดทุกรุ่นรวมกัน (Average Selling Price) ลดลงจากปีก่อนถึง 17% เพราะไอแพดมินิรุ่นถูกจะขายดีกว่า ส่วนไอแพดจอใหญ่เริ่มขายได้น้อยลง

ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยของแอนดรอยด์แทบเล็ต เพิ่มขึ้นจากปีก่อนด้วยเปอร์เซนต์ที่ไม่ต่างกัน เพราะรุ่นที่ราคาเกิน 10,000 บาท ขายได้ดีมากขึ้น

ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นจากสเป็คที่จัดเต็ม เพื่อรักษาระดับกำไร แอปเปิ้ลจึงต้องปรับราคาขายให้สูงขึ้นมาหน่อย เพราะเชื่อว่า ตลาดแทบเล็ตระดับบนที่ราคาเกิน 10,000 บาท แบรนด์อื่นคงแข่งด้วยลำบาก เพราะกำลังซื้อของคนกลุ่มนี้ แทบไม่ต้องคิดอะไรมาก ถ้าได้สเป็คฮาร์ดแวร์ที่ดี เพราะมีแอพ มีเกมที่คุณภาพสูงกว่ารอให้ใช้อยู่มากมาย

และการขยับราคาของไอแพดมินิรุ่นเดิมไปอยู่ที่ 299 ดอลลาร์ จะช่วยให้แอปเปิ้ลมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดแทบเล็ตราคาต่ำกว่าหมื่นมากยิ่งขึ้น

จากภาพรวมของงานเปิดตัวของแอปเปิ้ล เราเริ่มเห็นภาพกลยุทธ์ธุรกิจในทิศทางใหม่ที่ชัดเจนขึ้น คือ ขายฮาร์ดแวร์แบบพรีเมี่ยมพร้อมซอฟท์แวร์คุณภาพแบบฟรีๆ เพื่อครอบครองตลาดบนให้แน่นขึ้น ปล่อยให้คู่แข่งในตลาดล่างลงมาแข่งขันเรื่องราคากันไป โดยที่ตัวเอง เอารุ่นเก่ามาลดราคาลงมาเพื่อขอส่วนแบ่งในตลาดนี้

เริ่มเห็นชัดแล้วนะครับว่า การนำเสนอคุณค่าที่ดีกว่า (Superior Value) ให้กับคอนซูมเมอร์ ก็สามารถทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอินโนเวชั่นใหม่ๆเสมอไป 🙂

ติดตามการวิเคราะห์กลยุทธ์ธุรกิจการตลาดได้ที่เพจ facebook.com/MktHub อีกเช่นเคยครั

ทำไม Microsoft ถึงซื้อ Nokia?

ทำไม Microsoft ถึงซื้อ Nokia?

กลายเป็นข่าวใหญ่และน่าตื่นเต้นของอุตสาหกรรมไอทีในช่วงเริ่มต้นไตรมาสสุดท้ายของปี 2013 เมื่อไมโครซอฟท์ ประกาศเข้าซื้อกิจการของโนเกีย ในส่วนของธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ด้วยมูลค่าการซื้อกว่า 7,200 ล้านดอลล่าร์ (โดยคิดเป็นมูลค่าของกิจการ 5,000 ล้านดอลล่าร์ รวมกับค่าใช้จ่ายในการใช้สิทธิบัตรต่างๆของโนเกีย อีก 2,200 ล้านดอลล่าร์)

โนเกีย เป็นบริษัทมือถือที่ครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งมาอย่างยาวนาน 14 ปี นับตั้งแต่ปี 1998 เรื่อยมา จนมาเสียแชมป์ให้กับซัมซุงเมื่อปี 2012 โดยเหตุผลหลักๆ คือ ไม่สามารถแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนที่กำลังเติบโตอย่างมหาศาลได้ นับตั้งแต่แอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟนเมื่อปี 2007

โนเกียเพิ่งตระหนักถึงความสำคัญในตลาดสมาร์ทโฟนอย่างจริงจังเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2011 ภายใต้การนำของซีอีโอคนใหม่ในขณะนั้น คือ สตีเฟน อีลอป ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 5 เดือน โดยอีลอปได้ปรับกลยุทธ์และทิศทางของโนเกียให้รุกตลาดสมาร์ทโฟน โดยเลือกใช้วินโดวส์โฟนเป็นระบบปฏิบัติการหลัก เพื่อต่อกรกับไอโอเอสจากค่ายแอปเปิ้ลและแอนดรอยด์จากค่ายกูเกิ้ล

ซึ่งเหตุผลที่อีลอปให้ความสำคัญที่สุด คือ เรื่องของการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) เพราะถ้าโนเกียเลือกใช้แอนดรอยด์เป็นระบบปฏิบัติการ คงยากที่จะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งสำคัญรายอื่นๆ

การหมั้นหมายกันระหว่างไมโครซอฟท์และโนเกียในครั้งนั้น ได้พัฒนาเป็นการแต่งงานใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในวันนี้ ด้วยเหตุผลที่น่าสนใจหลายประการ

steve-ballmer-stephen-slop-03913

เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด คือ สร้างความแข็งแกร่งให้กับ Ecosystem ของตัวเอง เพราะอนาคตของไมโครซอฟท์ ที่ฝากไว้กับธุรกิจสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ เนื่องจากธุรกิจหลักของบริษัทอย่างวินโดวส์และออฟฟิศ เริ่มอยู่ในช่วงขาลง เพราะตลาดพีซีที่มียอดลดลงทุกปี

ไมโครซอฟท์ เพิ่งปรับองค์กรครั้งใหญ่สุดไป เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “One Microsoft” โดยการปรับองค์กรครั้งนี้ เป็นการรวบอำนาจการบริหารสายฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อเน้นการควบคุมประสบการณ์การใช้ซอฟท์แวร์และระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์ต่างๆให้เป็นหนึ่งเดียว

มีการปรับทิศทางของธุรกิจมาเน้นเรื่องการสร้างฮาร์ดแวร์ของตัวเอง ทั้งลูกผสมแทบเล็ตกับพีซีอย่าง  Surface และเครื่องเล่นเกม X-Box ที่เตรียมปรับ Positioning จากเครื่องเล่นเกม เป็นอุปกรณ์สำหรับโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์

การซื้อโนเกียที่มีประสบการณ์ในการพัฒนา ออกแบบมือถือมายาวนานที่สุดในอุตสาหกรรม และมีความคุ้นเคยกับซัพพลายเชนทั้งหมดเป็นอย่างดี จึงเปรียบเสมือนการได้จิ๊กซอว์ตัวสำคัญ มาเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป

นอกจากมือถือแล้ว ไมโครซอฟท์ยังได้นวัตกรรมที่สำคัญอื่นๆจากโนเกียอีก เช่น นวัตกรรมการถ่ายภาพ (Imaging) นวัตกรรมในส่วนของ Personal Assistant และ อุปกรณ์พกพาอย่างอื่นที่ทางโนเกียพัฒนาอยู่  (น่าจับตามองว่าเป็นอุปกรณ์อะไร ซึ่งอาจจะตอบโจทย์เรื่องแทบเล็ตของไมโครซอฟท์เพิ่มอีกอย่าง)

ยังไม่พอครับ ไมโครซอฟท์ยังได้สิทธิ์ในการใช้บริการต่างๆของโนเกีย เช่น บริการแผนที่ “Here”  ที่จะเข้ามาเสริมทัพบริการหลักของไมโครซอฟท์อย่าง Bing , Skype , SkyDrive , MS Office

“คอนเน็คชั่น” เป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่ง ที่ไมโครซอฟท์จะได้จากการซื้อโนเกีย

จากประสบการณ์การขายมือถือมากว่า 20 ปีของโนเกีย มีการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจไว้กับผู้ให้บริการเครือข่ายมากมายทั่วโลกกว่า 150 ประเทศ

อีกทั้งยังได้ช่องทางการจัดจำหน่าย (Distribution Channel) ทั้งช่องทางของโนเกียเอง ช่องทางของตัวแทนจำหน่าย ช่องทางของร้านค้ามือถือรายย่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นคนละช่องทางกับที่ไมโครซอฟท์มีในธุรกิจพีซี

ทั้งคอนเน็คชั่นและช่องทางการจัดจำหน่าย จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการกระจายสินค้าให้รวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น เปิดตัวมือถือใหม่ที ก็จะวางขายในแต่ละประเทศเร็วและทั่วถึงทุกกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

เผลอๆเราอาจจะได้เห็นไมโครซอฟท์เอาจริงเอาจังกับการพัฒนาร้านค้าปลีกของตัวเอง  โดยการปรับเปลี่ยนศูนย์โนเกียสาขาต่างๆ ทั่วโลกรวมกับไมโครซอฟท์สโตร์ที่มีอยู่แล้ว 75 สาขา เพื่อชนกับแอปเปิ้ลสโตร์โดยตรง (ไพ่ใบนี้กูเกิ้ลเสียเปรียบเต็มๆ เพราะไม่มีอยู่คนเดียว)

เป็นการดำเนินกลยุทธ์ที่เรียกว่า Vertical Integration เต็มรูปแบบ เพราะมีทั้ง Backward Vertical Integration และ Forward Vertical Integration ตามรอยแอปเปิ้ลที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

ไพ่ทั้งหมดในมือของไมโครซอฟท์ตอนนี้ สามารถใช้พลิกเกมขึ้นมาเปิดสงครามสามก๊กมือถือระหว่างแอปเปิ้ลและกูเกิ้ลได้อย่างสูสีขึ้น ซึ่งคงจะเห็นผลเต็มที่เมื่อมีการจัดกระบวนทัพนิ่งและลงตัวซักพัก

การซื้อโนเกียในครั้งนี้ มองในแง่การลงทุน ถือว่าคุ้มค่ามากๆ เพราะตอบโจทย์ด้านยุทธศาสตร์ของไมโครซอฟท์ชัดเจนและเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กลับมาอยู่ในเกมอีกครั้ง

stephen-elop-nokia-lumia-900

ยิ่งถ้ามองจำนวนเงินที่ลงทุนไป ยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่ เพราะมูลค่ารวม 7,200 ล้านดอลล่าร์ ไม่ถือว่าสูงเลย

ลองย้อนกลับไป สิงหาคม ปี 2011 กูเกิ้ลซื้อกิจการโมโตโรล่า เฉพาะส่วนของโทรศัพท์มือถือเช่นกัน มูลค่าในครั้งนั้น สูงถึง 12,500 ล้านดอลล่าร์

มองกลับมาในวันนี้ ยังไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ที่เกิดจากการซื้อกิจการในครั้งนั้นเลย

ย้อนกลับไปไกลอีกหน่อย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2011 ไมโครซอฟท์ซื้อ Skype ด้วยมูลค่า 8,500 ล้านดอลล่าร์ แพงกว่าซื้อโนเกียอีก และ Skype ทำรายได้ในปี 2012 ไป 749 ล้านดอลล่าร์

ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจะคุ้มทุนของมูลค่าที่ลงทุนไป

และยิ่งเทียบไม่ได้กับวันที่ยาฮูปฏิเสธข้อเสนอซื้อของไมโครซอฟท์มูลค่า 44,600 ล้านดอลล่าร์

จากการคำนวณของไมโครซอฟท์ ที่บอกว่าจะถึงจุด Break Even เมื่อมี Operating Income ที่ทำได้จากขายมือถือได้เกิน 50 ล้านเครื่อง

เชื่อว่าใช้เวลาไม่นานนัก ก็น่าจะคืนทุนที่ลงไปทั้งหมด

ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกันของการซื้อกิจการ นอกจากโนเกียแล้ว ไมโครซอฟท์ยังมีตัวเลือกอีกตัว คือ BlackBerry ที่มีนักวิเคราะห์จาก Bloomberg ตีมูลค่าอยู่ที่ 5,500 ล้านดอลล่าร์

ไมโครซอฟท์ คิดถูกแล้วครับที่ซื้อโนเกียแทนที่จะเป็น BlackBerry  เพราะถ้าไปซื้อ BlackBerry แทน ไมโครซอฟท์คงไปไม่ถึงดวงดาว เนื่องจากขาดไพ่ในมืออีกหลายสิบใบ เงินก็น้อย ทรัพยากรก็น้อย อีกทั้งไม่เคยทำงานร่วมกันมาใกล้ชิดแบบโนเกีย กว่าจะปรับตัวกันได้คงโดนแอปเปิ้ลและกูเกิ้ลตีแตกกระเจิงไปแล้ว

ที่สำคัญ อาการของ BlackBerry ย่ำแย่กว่าโนเกียมาก

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไป คือ การใช้แบรนด์ “Asha” สำหรับตลาดฟีเจอร์โฟนและการใช้วินโดวส์โฟนเป็นสมาร์ทโฟน สำหรับ low-cost segment เพื่อขายในประเทศกำลังพัฒนาและจะมีโปรดักต์ชนแอนดรอยด์ในทุก segment ตั้งแต่รุ่นถูกไปจนถึงรุ่นแพง

เป้าหมายที่ไมโครซอฟท์ตั้งไว้ คือ การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนจาก 4% เป็น 15% ภายใน 5 ปี เป็นเป้าหมายที่มีโอกาสเป็นจริงได้ แต่การแข่งขันจากนี้ไป จะทวีความดุเดือดขึ้นอย่างแน่นอน

คำถามที่น่าสนใจต่อจากนี้คือ สตีเฟน อีลอป จะไปอยู่ตรงไหน และใครจะมาเป็นซีอีโอของไมโครซอฟท์แทนที่สตีฟ บอลเมอร์ ที่ประกาศลงจากตำแหน่งภายในอีก 1 ปีข้างหน้า

ติดตามอ่านได้ ใน facebook.com/MktHub นะครับ 😉

 

 

1 2 3 4 8