“Successor”

“Successor”

กลับมาอ่านสามก๊กอีกรอบหลังปีใหม่ มีบางเรื่องน่าสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในยุคหลังๆ ที่เป็นการสู้กันของ generation ถัดมาของผู้ก่อตั้งแต่ละก๊ก

ในบรรดาลูกหลาน founder ทั้งหลาย ตามนิยาย พระเจ้าเล่าเสี้ยนจะดูโง่ๆหน่อย โดนหลอกนู่นหลอกนี่ ใครมายุก็เชื่อตามเค้าหมด

แต่ว่ากันตามข้อมูล จริงๆแล้ว เล่าเสี้ยนถือว่าเก่งสุดใน level เดียวกัน

  • ไม่ว่าใครจะว่ายังไง แต่เล่าเสี้ยนขึ้นเป็น CEO ของจ๊กก๊กตั้งแต่อายุ 16 ปี ครองแผ่นดินนาน 40 ปี (นานสุดในบรรดาฮ่องเต้ทุกก๊ก) 30 ปีหลังขงเบ้งตาย
  • ขงเบ้งบุกวุยก๊ก 6 ครั้ง เป็นความผิดเล่าเสี้ยนครั้งเดียว (โดนอุบายสุมาอี้ หลอกมาอีกที) นอกนั้นขงเบ้งทำพังเองหมด เล่าเสี้ยนจึงไม่ใช่คนผิดโดยตรง
  • ความผิดพลาดของขงเบ้งไม่ใช่แค่การยกทัพไปพ่ายแพ้ แต่เป็นการมุ่งทำสงครามเกินไป จนละเลยกิจการภายใน คนรอบข้างเล่าเสี้ยนจึงมีแต่กงกงที่ประสงค์ร้ายทั้งนั้น แม้จะประหารทิ้งไปส่วนนึง แต่ใจดีปล่อยไว้บางส่วน จนเติบโตมาเป็นเนื้อร้ายในภายหลัง ครั้งสิ้นบุญขงเบ้ง
  • หลังหมดยุคขงเบ้ง ระดับเสนาธิการเก่งๆเหลือเกียงอุยคนเดียว พาทัพไปแพ้อีก 8 ครั้ง เล่าเสี้ยนไม่ค่อยได้เกี่ยวอะไรมากเช่นกัน นอกจากเรียกทัพเกียงอุยกลับคืนครั้งนึง เพราะหลงเชื่อคำยุยงของกงกงนั่นแหละ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม
  • จ๊กก๊กไม่ได้เสียก๊กเพราะความโง่ของตัวเอง แต่เพราะ direct competitor เก่งเกิน ไปตีเค้าตั้งหลายที แต่ไม่สำเร็จ โดนสวนทีเดียว ไปเลย (เหมือนบริษัทที่มีแต่ CMO เก่งเกมบุก แต่ขาด COO ดูหลังบ้าน รู้ตัวอีกทีหลังบ้านรั่ว)
  • เรื่องโดนอุบาย หลงเชื่อคำคนอื่น เป็นเรื่องปกติ เพราะสมัยพระเจ้าโจยอยครองอำนาจแทนพระเจ้าโจผีใหม่ๆ ก็ถูกอุบายของม้าเจ๊กจนปลดสุมาอี้เป็นพลเรือนมาแล้ว (ตอนนั้นสุมาอี้เกือบโดนประหาร เพราะมีคนค้านเลยรอดตาย) ครั้งนั้นขงเบ้งคุมทัพตีวุยก๊กชนะหลายศึก
  • วุยก๊กหวุดหวิดเกือบเสียเอกราช เพราะไม่มีใครต้านทัพขงเบ้งได้ จนโจยอยต้องเชิญสุมาอี้ให้ come back เพื่อมาประมือกับขงเบ้งโดยเฉพาะ
  • สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดในสามก๊ก คือ “การยุยง ปล่อยข่าวทำลายอีกฝ่าย” ถ้าผู้นำคนไหนขาดความหนักแน่นและความรอบคอบ โดยการเชื่อคำคนอื่นแค่ฝ่ายเดียว ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบคอบก่อน ก็จะตกเป็นเหยื่อของอีกฝ่ายไป ดังเช่นเล่าเสี้ยนและโจยอย
  • สิ้นพระเจ้าโจยอย ก็มีพระเจ้าโจฮองขึ้นมาแทน ตอนนั้นสุมาอี้ปฏิวัติยึดอำนาจตั้งตัวเป็นสมุหนายก (หรือนายกรัฐมนตรีในสมัยนี้) นับตั้งแต่ตอนนั้น ตระกูลสุมาวางอำนาจไว้ในทุกแผนกขององค์กรแล้ว แม้ตระกูลโจอีกหลายคนขึ้นมาแทนก็เป็นได้แค่ CEO ลอยๆที่ไม่มีอำนาจอะไร อำนาจจริงๆอยู่ในมือ MD ทั้งหลายจากตระกูลสุมา
  • จงโฮย เตงงาย บุคคลสำคัญ ลูกน้องมือดีตระกูลสุมา พอยึดจ๊กก๊กได้ ก็ตายหมด โดนตระกูลสุมานี่แหละจัดการ
  • ซุนโฮของง่อก๊ก เป็น CEO บ้าอำนาจ ประหารคนเก่งๆไปหลายคน ก๊กนี้คนเก่งไม่ค่อยเยอะอยู่แล้ว โดนฆ่าทิ้งอีก ยิ่งไปใหญ่ ปัญหาภายในก็เยอะ อันนี้ห่วยจริง 55

การสืบทอดอำนาจการบริหาร เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้ง 3 ก๊ก มีปัญหาหมด

เล่าเสี้ยนโตมาแบบมีคนเก่งอุ้มชู ตัวเองไม่ฉลาดก็ดันไปคบหาแต่คนห่วยๆ ไม่จริงใจ ขงเบ้งในฐานะผู้ปกครองก็ตามใจไม่สั่งสอนให้ดี พอสิ้นคนเก่งคนดีรอบข้าง จ๊กก๊กก็ล่มสลาย เรื่องการคบคน สำคัญมาก

ตระกูลโจ ปล่อยให้ตระกูลสุมา สร้างฐานอำนาจไว้รอบตัวเต็มไปหมด ไม่มีการคานอำนาจใดๆ สุดท้ายก็โดนตระกูลสุมายึดอำนาจแบบไร้ทางสู้ การบาลานซ์อำนาจการบริหาร สำคัญมาก

ตระกูลซุน เกิดมาแบบลูกคนรวย มีพร้อมทุกอย่าง มีอีโก้สูง ลุแก่อำนาจ ประหารคนเก่าแก่ของพ่อที่เก่งๆไปหมด ใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า ไม่สนใจบริหารบ้านเมืองให้ดีๆ

ไม่สามารถยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ พอไม่เหลือใคร สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้

อีกข้อที่น่าสนใจ คือ “ความอดทน” เป็น key success factor สำคัญของสุมาอี้ ที่คนระดับผู้นำควรดูเป็นเยี่ยงอย่างไว้

ตั้งแต่การอดทนเพื่อเอาตัวรอดจากโจโฉ ด้วยการแกล้งป่วย แกล้งเป็นบ้า เพื่อให้โจโฉเชื่อว่าป่วยจริง ไม่มีพิษภัยอะไรกับตน

(โจโฉผู้ยิ่งใหญ่ ตอนหนุ่มๆก็โดนเล่าปี่หลอกแบบนี้มาทีนึง เล่าปี่แกล้งตกใจกับเสียงฟ้าฝ่าจนทำตะเกียบตกพื้น โจโฉเลยคิดว่าเล่าปี่โง่ ไม่มีพิษภัย ก็วางใจปล่อยให้รอดมา สุดท้ายกลายเป็นเสี้ยนหนามอันดับ 1)

จนถึงการอดทนต่อการยั่วยุให้เกิดโทสะจากขงเบ้ง ระหว่างสงครามการรบครั้งสำคัญ ทั้งที่สุมาอี้เพิ่งปราชัยย่อยยับจนเกือบตายคาสนามรบ

แต่ก็ยังรอคอยจังหวะและโอกาสของตัวเอง จนถึงคราวอวสานของขงเบ้ง สุมาอี้เลยไร้คู่ต่อสู้ที่ทัดเทียม มีเวลาสร้างอำนาจในแคว้นวุย

ตระกูลสุมา อบรมสั่งสอนลูกหลานได้ดี ส่งต่อความเก่งข้าม generation ได้ พร้อมรากฐานที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ให้อย่างดี จนสามารถสืบต่ออำนาจได้ถึง 3 generation

หมดยุคสุมาอี้ ก็มีสุมาสูกับสุมาเจียวเป็นสมุหนายกแทน จนสุมาเอี๋ยนคนสุดท้ายยึดอำนาจจากตระกูลโจ สถาปนาราชวงศ์จิ้น รวบรวมสามก๊กเป็นหนึ่งเดียว

ข้อคิดที่ได้ในปี 2017

ข้อคิดที่ได้ในปี 2017

  • ความเป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้วัดกันที่อายุ แต่วัดกันที่วิจารณญาณ (Judgement) ความหนักแน่น ความมีเหตุผล การควบคุมอารมณ์ และความใจกว้าง
  • คนที่จะประสบความสำเร็จ เป็นผู้นำคนได้ ต้องมีความใจกว้าง ยิ่งใจกว้างเท่าไหร่ ยิ่งได้กลับคืนเท่านั้น
  • ความใจกว้าง ฝึกได้ด้วยการฝึกเป็นผู้ให้ จะทำบุญหรือบริจาค ก็ได้ทั้งนั้น
  • คนทำบุญ เข้าวัด นั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเสมอไป เช่นเดียวกันกับ คนกินเหล้า สูบบุหรี่ แต่งตัวไม่ดี พูดจาไม่สุภาพ ก็ไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป
  • คนดีไม่ดี ให้ดูที่ความมีน้ำใจ นึกถึงคนอื่น และการให้เกียรติและการปฏิบัติตัวกับคนที่ด้อยกว่า
  • การตัดสินคน ไม่ควรด่วนตัดสินจากคำบอกเล่าของใครคนใดคนหนึ่ง ควรเรียนรู้และสัมผัสด้วยตัวเองว่าคนคนนั้นเป็นยังไง
  • ชีวิตเรายังต้องเจอคนอีกมาก จะได้เห็นเอง ว่าการนินทา ใส่ร้าย การมี bias มันทำงานยังไง เราจะเริ่มฉลาดขึ้นเมื่อมองเห็นความจริง รู้ว่าอะไรเป็นยังไง ควรฝึกตัวเองให้เป็นคนที่หนักแน่น ไม่ให้ใครมาเป่าหูและเชื่อไปอย่างนั้นทั้งหมด
  • คนฉลาด ไม่ใช่แค่คนที่เรียนเก่ง หรืออ่านหนังสือเยอะ แต่เป็นคนที่แยกออกในสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ รู้ว่าอะไรคือเป้าหมาย และรู้ว่าจะไปถึงเป้าหมายนั่นได้ยังไง
  • คนฉลาด ต้องแยกแยะให้ออกระหว่างคนพูดเก่ง และคนทำเก่ง ต้องรู้ว่าจะประเมินคนแต่ละคนด้วยมุมมองแบบไหน ไม่ประเมินคนด้วยมาตรวัดที่เหมือนกันทุกคน
  • หลักการตัดสินใจ ให้ตั้งจากเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องการเป็นหลัก แล้วค่อยเขียนออกมาว่าทางเลือกแต่ละทาง ตอบสนองความต้องการหรือช่วยให้สำเร็จตามเป้าหมาย มากน้อยแค่ไหน
  • เป้าหมายที่ดี ต้องเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน ท้าทาย ไม่ง่ายและไม่อยากจนเกินไป ต้องวัดได้ และต้องมีระยะเวลากำหนดที่แน่นอน
  • ความสำเร็จ มีองค์ประกอบมาจาก เก่ง+เฮง เก่งอย่างเดียว อาจไม่สำเร็จ ถ้ายังไม่ถึงจังหวะและเวลาที่เหมาะสม สุมาอี้ในสามก๊ก เป็นตัวอย่างที่ดี ด้วยความรู้ ความสามารถ ความใจเย็น มีความอดทนในการรอคอยจังหวะและเวลาที่เหมาะสม จนสามารถวางรากฐานให้ตระกูลสุมา รวบรวมแผ่นดินสามก๊กเป็นหนึ่งเดียว

2017 Year review

ปี 2017 ถือเป็นปีที่ดีในการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ คติที่ยึดเป็นหลักการของการใช้ชีวิตในปีนี้ คือ

1. Less is More = ทำน้อยได้มาก

– ใช้ความคิดมากขึ้น มีความรอบคอบมากขึ้น

2. Stay Focused = รักษาโฟกัส

– เรียนรู้ที่จะปฏิเสธงาน ปฏิเสธคน เพื่อเลือกทำ ในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ รู้ว่าควรจะเลือกไม่ทำอะไร การปฏิเสธและการตัดใจเป็นเหมือนศิลปะที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝนตลอดเวลา

3. Be more compassionate = เห็นอกเห็นใจ

– พยายามที่จะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ลดความอยากเอาชนะ เรียนรู้ที่จะยอมแพ้ ลดอีโก้ของตัวเองลง ทำให้ปีนี้ได้รู้จักเพื่อนๆพี่ๆน้องๆดีๆเยอะมากๆ

ปี 2018 ยังคงยึดหลักการ 3 ข้อนี้ไว้เช่นเดิม เป็นเหมือนฟีเจอร์หลักใน Personal Operating System ไปแล้ว

ค่อยเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆในการอัพเกรด OS รอบต่อๆไป

Good bye 2017 & Happy New Year 2018 🍻🎉

AI และ Machine learning กับบทบาทสำคัญในโลกปัจจุบัน

หัวข้อที่เป็นเทรนด์ร้อนแรง เป็นประเด็นที่คนพูดถึงมากที่สุดเรื่องนึงทุกวันนี้ ต้องมีเรื่องของ AI และ Machine Learning ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

AI เป็นประเด็นระดับโลก ที่เหล่ามหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน หรือแม้กระทั่งรัสเซีย ต่างแย่งชิงบทบาท ความเป็นผู้นำในด้านนี้ และถูกยกให้มีความสำคัญไม่แพ้ในยุคที่มีการแก่งแย่งกันเพื่อความเป็นผู้นำด้านการสำรวจอวกาศ

เรียกได้ว่า ใครเป็นผู้นำด้าน AI ก็จะเป็นผู้นำโลกยุคต่อไป โดยปริยาย

AI มีบทบาทสำคัญอย่างไร AI ถูกเอาไปใช้ด้านไหนบ้าง และปัจจุบันใครเป็นผู้นำด้านนี้

เราจะมาติดตามกันในบทความครับ

ใครเก่งสุดเรื่อง AI คนนั้นเป็นมหาอำนาจของโลก

เรื่องของ AI เริ่มกลายเป็นประเด็นสำคัญบนเวทีการเมืองระดับชาติ เมื่อประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้พูดให้นักเรียนในรัสเซียฟัง ในวันเปิดภาคเรียนของโรงเรียนทั่วประเทศ ว่า AI คือ อนาคตของมนุษยชาติ ที่สร้างโอกาสมหาศาลในอนาคต ใครที่เป็นผู้นำด้าน AI จะเป็นผู้นำของโลกอนาคต และรัสเซียก็พร้อมที่จะทุ่มเททรัพยากรต่างๆเพื่อพัฒนาตัวเองในด้านนี้อย่างเต็มที่

ในขณะที่จีน มหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก ถึงกับใส่เรื่องของ AI ลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจีน จะต้องเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 โดยจะผลักดันบริษัท startup และสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านนี้ในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างเต็มที่

ฟากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านออนไลน์ในจีน ทั้ง Baidu และ Tencent ต่างปรับแผนการเพื่อการเป็นผู้นำโลกในด้าน AI เช่นกัน ทั้งการตั้ง lab ภายในที่มีงบพัฒนาวิจัยมหาศาล ความร่วมมือกับหนาวยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในบริษัท AI ต่างๆทั่วโลก

มีรายงานจากทำเนียบขาว เมื่อเดือนตุลาคม 2016 ว่า จีน มีบทความและรายงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้าน AI จากจีนได้รับการตีพิมพ์มากกว่าของทางสหรัฐแล้ว และจำนวนสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ AI จากนักวิจัยจากจีน ก็เพิ่มขึ้นกว่า 200% ซึ่งเป็นสัญญาณว่า community ที่วิจัยด้าน AI ในจีนมีความตื่นตัวมากเพียงใด และความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติจะทำให้จีนพัฒนารวดเร็วมากยิ่งขึ้น

AI จะฉลาดได้ ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลจำนวนมหาศาลมาให้คำนวณและเรียนรู้ เหมือนกับคนเรา ที่ยิ่งอ่านเยอะ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งเก่ง

การมีประชากรมหาศาลกว่า 1,400 ล้านคน และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 730 ล้านคน ทำให้มีปริมาณข้อมูลมหาศาล กว่าประเทศอื่นๆ กลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญของจีน และข้อมูลส่วนตัวของประชากร ก็ไม่ได้ถูกกฏหมายคุ้มครองมากนัก เมื่อเทียบกับทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ยิ่งง่ายต่อการนำไปใช้พัฒนา AI

ด้วยความเอาจริงเอาจังจากทั้งรัฐบาลและเอกชน จีนจึงเป็นประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำโลกด้าน AI แข่งกับสหรัฐ

AI คืออะไร

AI : Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่วิจัยและพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรม การคิด การตัดสินใจ แบบสมองที่ซับซ้อนของมนุษย์ หรือว่าง่ายๆ คือ การทำให้คอมพิวเตอร์ ทำงานได้ชาญฉลาดเหมือนสมองของคนนั่นเอง

ตัวอย่างที่เป็นข่าวดังไปท่ัวโลก คือ ระบบ AI ชื่อว่า “AlphaGo” ที่พัฒนาโดยบริษัท DeepMind ของ Google สามารถเล่นหมากล้อมหรือโกะ เอาชนะปรมาจารย์ระดับโลก ที่มีฝีมือขั้นสูงสุดระดับ 9 ดั้ง ชื่อ ลี เซดอล (Lee Se-dol) ชาวเกาหลีใต้ ได้ถึง 3 ใน 5 เกม

โกะ ถือเป็นเกมกระดานที่มีความซับซ้อนมาก ต้องอาศัยการวางแผนอย่างสุขุมรอบคอบในการเดินหมากแต่ละครั้ง และมีการชิงไหวชิงพริบกันตลอดการเล่น

AlphaGo พัฒนาและศึกษารูปแบบการเล่นของเซียนโกะทั่วโลก เพื่อพัฒนาเป็นรูปแบบการเล่นของตัวเอง มีการฝึกฝน เพื่อเพิ่มความสามารถการเรียนรู้ให้ฉลาดขึ้นโดยการฝึกกับตัวเองในรูปแบบการเล่นต่างๆ นับล้านครั้ง ทำให้ตัว AlphaGo เอง ฉลาดและเล่นโกะได้เก่งขึ้นทุกครั้ง

ความได้เปรียบของ AlphaGo เมื่อลงสนามประลองการเดินหมาก แข่งกับเซียนระดับโลก คือ ท่ามกลางบรรยาศ ความตึงเครียด ในการแข่งขัน AlphaGo ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ จะไม่มีอารมณ์ ความกดดันใดๆในการคิดและวางแผน เมื่อเทียบกับมนุษย์ ทำให้เอาชนะไปได้ในที่สุด

AI เอาไปใช้งานด้านไหนได้บ้าง

ปัจจุบัน AI ถูกนำไปใช้ในธุรกิจหลายๆ sector ทั้งเพื่อทำงานแทนคน และทำงานร่วมกับคน เพื่อสร้าง productivity และ efficiency สูงที่สุด

ด้านการขนส่ง (Logistics and Delivery)

Domino Pizza

หน่วยงานชื่อ Domino’s Robotic Unit (DRU) ของ Domino Pizza ได้พัฒนาหุ่นยนต์ช่วยส่งอาหาร สามารถเรียนรู้ในการปรับอุณหภูมิที่เหมาะสม ตลอดเส้นทางการขนส่ง เพื่อให้อาหารคงรสชาติให้ใกล้เคียงกับตอนปรุงเสร็จใหม่ๆให้มากที่สุด

โดยหุ่นยนต์ขนส่งตัวนี้ เริ่มทดลองให้บริการแล้วในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเยอรมนี

Amazon

เดือนกรกฏาคม ปี 2016 Amazon ยักษ์ใหญ่ด้าน E-Commerce ระดับโลก ได้ประกาศความร่วมมือกับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อพัฒนาการขนส่งโดยใช้โดรน ในการส่งพัสดุสินค้าขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 5 ปอนด์ ภายในระยะเวลา 30 นาที โดยการใช้ AI ในการเรียนรู้เส้นทางการบิน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางการส่งให้เร็วที่สุด

Amazon ยังร่วมมือกับองค์กรการบินในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีโดรน ให้สอดคล้องกับกฏหมายการบินของแต่ละประเทศ

เชื่อว่าอีกไม่เกิน 10 ปี Amazon จะพัฒนาโดรนให้กลายเป็นพาหนะขนส่งสินค้าหลักของตัวเองได้

ด้านความปลอดภัยของข้อมูล

คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ถูกภัยคุกคามจากมัลแวร์อย่างหนัก ข้อมูลจาก Kaspersky Lab ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย บอกว่า ตอนนี้มีการตรวจพบมัลแวร์ใหม่ๆกว่า 325,000 ตัวต่อวัน

บรรดามัลแวร์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ เป็นการกลายพันธ์และเปลี่ยนแปลงจากโปรแกรมต้นฉบับ ราวๆ 2–10% เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของบรรดาซอฟท์แวร์กำจัดไวรัสทั้งหลาย

เทคโนโลยีด้าน AI จะเข้ามาช่วยเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงตัวโปรแกรมต้นฉบับ ของมัลแวร์ต่างๆ

เพื่อให้รู้เท่าทันในการตรวจจับ และยังสามารถทำนายได้ด้วยว่า ไฟล์ไหนในคอมพิวเตอร์ของเรา เป็นมัลแวร์ที่แฝงตัวมา จากการดูแพทเพิร์นและพฤติกรรมของการเข้าถึงไฟล์นั้นๆ

ด้านการรักษาความปลอดภัย

เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เวลามีการตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเดินทางไปยังต่างประเทศ จะต้องมีการสแกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป ดูรูปถ่ายเปรียบเทียบว่าใช่ตัวของหนังสือเดินทางตัวจริงรึเปล่า หรือเป็นผู้ต้องหา มีประวัติอาชญากรรมมั้ย ซึ่งปัญหาที่เจอกันในสนามบินหลายๆแห่ง คือ คิวที่ยาวมาก คนเยอะ และเจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด

เทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยตรวจสอบว่าใครเป็นใคร จะติดหนวด ใส่หมวก ปลอมตัวมา AI ก็จะเรียนรู้ได้ว่า คนที่กล้องจับได้ กับรูปที่อยู่ในหนังสือเดินทาง คือ คนเดียวกันรึเปล่า

คล้ายกับเทคโนโลยี Face ID ที่ Apple ใส่เข้าไปใน iPhone X นั่นเองครับ

ด้านการลงทุน

นักลงทุนหรือคนที่เล่นหุ้นทุกคน ล้วนต้องการการพยากรณ์ ทำนายว่า ราคาหุ้นที่กำลังจะซื้อหรือตัวเองถืออยู่ จะขึ้นหรือจะลง

ข้อจำกัดของมนุษย์ปกติ คือ เราไม่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากในเวลาที่เร็วๆได้ แต่สำหรับ AI แล้ว ไม่มีข้อจำกัดนั้นครับ

AI สำหรับการเล่นหุ้น หรือ Stock Trading Robot สามารถรู้ได้ว่าหุ้นตัวไหน กำลังมี volume ซื้อขายอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือขาลง ก่อนที่คนทั่วไปจะสังเกตเห็น สามารถเปลี่ยนคำสั่งซื้อขายได้ในเสี้ยววินาที โดยการแบ่งคำสั่งซื้อขายเป็นชุดๆ ทั้งมากทั้งน้อยเพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยดีที่สุด

อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เพื่อสร้างรูปแบบการเทรดที่เหมาะสมกับสภาวะของตลาดได้

นอกจาก Robot Trading แล้ว ยังมี AI ที่เรียกกันว่า Robo Advisor ที่ช่วยวางแผนการลงทุน ในสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ผลลัพท์ออกมาดีที่สุด ซึ่ง Robo Advisor นี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ

ด้านกฏหมาย

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อ Joshua Browder ได้เปิดตัวแชทบอท ชื่อว่า “DoNotPay” ซึ่งเป็นแชทบอททนายความ ตัวแรกของโลก โดยให้บริการใน 50 รัฐในสหรัฐอเมริกาแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยแชทบอทตัวนี้จะช่วยยื่นคำร้องและให้คำปรึกษาในคดีทางกฏหมายเกี่ยวกับการจอดรถ กับลูกความที่เดือดร้อนจากการถูกปรับอย่างไม่เป็นธรรม จากการจอดของตัวเอง (เช่นค่าปรับสูงเกินจริง หรือ โดนปรับทั้งๆที่ปฏิบัติถูกต้อง เป็นต้น)

ลูกความมีหน้าที่อัพโหลดใบสั่งให้กับตัวแชทบอท พร้อมรายละเอียด จากนั้นตัวแชทบอท จะให้คำแนะนำในการเตรียมตัวต่างๆ ในการอุทธรณ์ และจะสร้างใบขออุทธรณ์ พร้อมรายละเอียดการอุทธรณ์ เพื่อให้ลูกความดาวน์โหลด พิมพ์และเซ็น แล้วนำไปยื่นต่อศาลแต่ละเมือง

ในรอบ 21 เดือนที่เปิดให้บริการ แชทบอทตัวนี้ ชนะการอุทธรณ์กว่า 160,000 เคส จากจำนวนที่ยื่น 250,000 เคส และช่วยให้ลูกความประหยัดค่าปรับไปแล้วกว่า 4 ล้านดอลลาร์

ด้านสุขภาพและวงการแพทย์

AI และ Machine learning จะมีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์ โดยเฉพาะการช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคเฉพาะด้านที่ซับซ้อน เช่น มะเร็ง หรือการวิเคราะห์ประวัติการรักษา เพื่อพัฒนารูปแบบการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

  • Google DeepMind พัฒนาโปรเจคต์ชื่อว่า Google DeepMind Health ที่ช่วยขุดหาข้อมูลประวัติการรักษานับแสนๆรายการกับโรคที่เกี่ยวข้อง ว่าลักษณะอาการแบบนี้ โรคแบบนี้ รักษาแบบไหนในคนไข้แต่ละคนที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน ซึ่งโครงการนี้อยู่ในช่วงเร่ิมต้น และกำลังร่วมมือกับโรงพยาบาลด้านจักษุ ชื่อ The Moorfields Eye Hospital เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาตาให้ดียิ่งขึ้น
  • บริษัท Enlitic ใช้ระบบ AI และ Machine learning ในการเรียนรู้และวิเคราะห์ภาพถ่ายจากการเอกซเรย์ แบบฉายรังสี และการทำ CT Scan โดยสามารถตีความภาพเหล่านี้ได้เร็วกว่าแพทย์รังสีวิทยากว่า 10,000 เท่า ซึ่งจากการทดสอบ พบว่า ระบบของ Enlitic มีความแม่นยำในการวินิจฉัยมากกว่าแพทย์กว่า 50% ( เช่น หมอมองจุดเล็กๆในภาพไม่เห็น ทำให้วินิจฉัยผิดพลาดว่าไม่มีมะเร็ง แต่ Enlitic เจอจุดนี้ เป็นต้น)

ด้านการตลาดและการขาย

  • Under Armour แบรนด์รองเท้า เสื้อผ้ากีฬาชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ใช้ข้อมูลจากลูกค้า ร่วมกับระบบ AI ชื่อ Watson จาก IBM ในการสร้างแผนการเล่นฟิตเนสที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยพิจารณาจากข้อมูลการกิน ขนาดและสัดส่วนร่างกาย ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต รวมถึงการนำช่วงเวลาและสภาพอากาศที่เหมาะสม มาออกแบบเส้นทางวิ่งออกกำลังกายใกล้บ้านหรือที่ทำงาน
  • Amazon ใช้ระบบ AI ในการสร้าง Newsletter ที่เป็นเหมือน Catalog ขายสินค้า ส่งตรงไปทางอีเมล์ โดยอาศัยพฤติกรรมการซื้อ การดูสินค้า ว่าสินค้าตัวไหนมีความน่าจะเป็นที่ลูกค้าจะซื้อมากที่สุด เพื่อเปิดและปิดการขาย แม้จะไม่ได้เข้าเว็บ Amazon แล้วก็ตาม
  • Netflix ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของผู้ใช้ ว่าชอบดาราคนไหน

ชอบซีรีส์ หนังแนวไหน ความยาวเท่าไหร่ ดูมากน้อยแค่ไหน แล้วทำการแนะนำคอนเทนต์ที่คิดว่าคนคนนั้นน่าจะชอบ เพื่อสร้างประสบการณ์การดูคอนเทนต์แบบต่อเนื่อง (ชีวิตไม่ต้องทำอะไร นั่งดู Netflix ทั้งวันทั้งคืน ว่างั้น)

ระบบป้องกัน Fraud

  • AI จะทำการวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานบัตรเครดิต อุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว สถานที่ที่ใช้บัตร ในการตรวจจับ fraud ที่เกิดจากการใช้งานบัตรเครดิต
  • Paypal ระบบชำระเงินออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลก ใช้ AI และ Machine learning ในการตรวจจับการฟอกเงิน โดยการเปรียบเทียบ transaction นับล้าน และสามารถแยกแยะได้ว่า transaction ไหนเป็น fraud และอันไหนเป็น transaction ที่ถูกต้อง

ใครเป็นผู้นำด้าน AI ในโลก

ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า ผู้นำด้าน AI ของโลกในยุคนี้ คือ สหรัฐอเมริกา

ด้วยความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีในซิลิกอนวัลเล่ย์ ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจตอนนี้ ร่วมกับ ฐานผู้ใช้จากทั้ง Google และ Facebook ทั่วทั้งโลกกว่า 2,000 ล้านคน และมีผู้ใช้งานอุปกรณ์ iOS และ Android อีกกว่าพันล้านคน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกา ยังคงความเป็นมหาอำนาจด้านนี้ต่อไปอีกพักใหญ่ๆ

  1. Google

นอกจากจะเป็นผู้นำด้านระบบการค้นหาและบริการออนไลน์ต่างๆแล้ว ยังถูกยกให้เป็นผู้นำด้าน AI อีกด้วย

ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา Google ใช้เงินซื้อบริษัทเก่งๆด้าน AI ไปแล้วกว่า 12 บริษัท (รวมถึง DeepMind ผู้สร้าง AlphaGo และเป็นบริษัทที่มีงานวิจัยด้าน AI ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก) เพื่อนำไปต่อยอดเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์หลัก และการวิจัยเพื่ออนาคต อย่างการสร้างรถยนต์ไร้คนขับ

Google เป็นบริษัทที่มีจำนวนข้อมูลมหาศาลในมือ พร้อมกับเม็ดเงินการลงทุนอีกนับไม่ถ้วน และที่สำคัญ เหล่าหัวกะทิระดับโลกด้าน AI ล้วนทำงานอยู่ที่นี่ ทำให้ Google เป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลกด้าน AI อย่างไม่มีใครเทียบได้

2. Facebook

เป็นอีกบริษัทที่เอาจริงเอาจังกับการพัฒนาด้าน AI มาก มีการตั้ง Lab ที่วิจัยด้าน AI 3 แห่ง (ล่าสุดคือในปารีส ฝรั่งเศส)

หัวข้อที่ทาง Facebook เน้นเป็นหลัก คือ เรื่องของ AI ด้านภาษา ที่ช่วยให้ระบบ เข้าใจผู้ใช้ทั่วโลก ว่ากำลังพูดคุยถึงอะไรอยู่ สามารถโต้ตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

อีกเรื่องคือ AI ด้านรูปภาพ ที่จะช่วยวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ในภาพ เช่น จำนวนคนในรูป เพศอะไรบ้าง มีต้นไม้ สัตว์ สิ่งของอะไรบ้างในรูป หรือแม้กระทั่งรู้ว่า คนในรูป ใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ไหน เป็นต้น

3. Apple

การเปิดตัว iPhone X ล่าสุด ที่ใช้หน่วยประมวลผลชื่อว่า A11 Bionic เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า Apple เอาจริงเอาจังในด้าน AI มากแค่ไหน เพราะ A11 Bionic ตัวนี้ เป็นหน่วยประมวลผลที่ออกแบบพิเศษให้ทำงานด้าน AI โดยเฉพาะ

ฟีเจอร์หลักที่เป็นจุดขายของ iPhone X อย่าง Face ID ก็เป็นการพัฒนาต่อยอด โดยใช้เทคโนโลยีด้าน AI จากบริษัทที่ Apple ซื้อกิจการมา ทั้งเรื่องการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ จากบริษัท PrimeSense สัญชาติอิสราเอล ที่ซื้อกิจการมาในปี 2013 และเทคโนโลยีการเรียนรู้และจดจำใบหน้าที่พัฒนาโดยบริษัท Emotient และ RealFace ที่ Apple ซื้อกิจการมาในปี 2016 และต้นปี 2017 ตามลำดับ

4. Amazon

เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีการนำ AI มาใช้อย่างจริงจัง ในการขายสินค้าออนไลน์ ทั้งระบบที่ใช้พยากรณ์ ทำนายโอกาสในการซื้อ ระบบแนะนำสินค้าจากความชื่นชอบ รสนิยม และประวัติการดูสินค้าต่างๆ

มีการนำ AI มาใช้กับการตั้งราคาขายสินค้าของบน Amazon.com โดยใช้วิธี dynamic pricing กับสินค้านับล้านๆรายการเพื่อ optimize ยอดขาย โดยการวิเคราะห์เทรนด์ของการขาย พฤติกรรมการซื้อ การดู และความสนใจของตัวลูกค้าเอง

ผลิตภัณฑ์อย่าง Amazon Echo ก็ได้ฝังระบบ AI ชื่อ Alexa ลงไปในลำโพง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพูดสั่งให้มันทำงานบางอย่างได้ตามที่ต้องการ เช่น การสั่งซื้อของ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า AI มีบทบาทสำคัญและนำไปใช้ได้หลากหลาย เชื่อว่า อนาคตอีกไม่นาน AI จะมีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตของเราอย่างที่ขาดไม่ได้ เพราะมันจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้เราและโลกใบนี้ดีขึ้น

Source :

https://qz.com/1028624/stitch-fix-let-an-algorithm-design-a-new-blouse-and-they-flew-off-the-digital-racks/

https://hbr.org/2016/11/how-one-clothing-company-blends-ai-and-human-expertise

https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2016/09/30/what-are-the-top-10-use-cases-for-machine-learning-and-ai/#70ae479594c9

https://www.econsultancy.com/blog/67745-15-examples-of-artificial-intelligence-in-marketing

Artificial Intelligence in Retail – 10 Present and Future Use Cases

https://www.fastcompany.com/40474585/how-apple-facebook-amazon-and-google-use-ai-to-best-each-other

https://www.cbinsights.com/research/top-acquirers-ai-startups-ma-timeline/

FTC สหรัฐฯเรียก Influencer ออนไลน์มาปรับทัศนคติ

อ่านแล้วน่าสนใจดีครับ เข้ากับกระแสบ้านเราที่เปิด Influencers Agency กันโครมๆ

ที่สหรัฐอเมริกา Federal Trade Commission (FTC) ได้เข้ามาจัดระเบียบเหล่าเซเลบออนไลน์ เน็ตไอดอล เรียบร้อย

โดยการเรียกเหล่าคนดังมาปรับทัศนคติ ให้ประกาศตัวเองทุกครั้งที่รับเงิน รับสิ่งตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใดก็ตาม ที่แม้จะให้มาเฉยๆโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่นการส่งมาให้ลองใช้ ไม่ต้องโพสต์อวยก็ได้

เป็นหน้าที่ของ influencer ที่ดีพึงกระทำ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคสับสน และเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Deceptive Marketing” หรือการตลาดหลอกลวง ขึ้นในการทำธุรกิจ เพราะบรรดาเซเลบออนไลน์เหล่านี้ มักจะโพสต์เนียนๆ บางอันก็ประกาศบ้าง ไม่ประกาศบ้าง

อย่าง “Shay Mitchell” ดารานำในซีรีย์ Pretty Little Liar มีคนตามกว่า 18 ล้านคนในไอจี ก็บอกว่า เธอแสดงความบริสุทธิ์ใจในการแสดง relationship กับแบรนด์ต่างๆ ด้วยการต่อท้ายโพสต์ด้วยคำว่า “Thank you” สำหรับแบรนด์ต่างๆ

แต่ FTC บอกว่า ไม่พอ ต้องบอกให้ชัดเจนกว่านั้น

“Rachel Parcell” fashion blogger ที่มีคนตามเกือบล้านในไอจี ก็ถูก FTC ถามมา จากการที่เธอโพสต์เกี่ยวกับรีสอร์ทแห่งหนึ่งในไอจี ที่ให้ข้อเสนอนอนฟรี 4 คืน + ลดให้พิเศษอีก 4 คืน

FTC บอกว่า แบบนี้ก็ต้องประกาศให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่ารีสอร์ทให้ข้อเสนออะไรมา (พัก 8 คืน จ่ายถูกๆ 4 คืน แลกกับ โพสต์รูปที่เกี่ยวกับรีสอร์ท 6 รูป)

“Lucy Hale” เซเลบอีกคนที่มีผู้ติดตามกว่า 19 ล้านในไอจี จัดอีเวนท์ถ่ายทอดสดทางเว็บ มีโพสต์ลงไอจีที่มีกระเป๋า Fendi อยู่ในรูปนั้น

โฆษกของ LVMH ก็ออกมาประกาศว่า Hale ไม่ได้มีสัญญาหรือภาระผูกพันใดๆกับบริษัทว่าจะต้องสะพายกระเป๋า Fendi หรือ โพสต์ถึงมัน

นางทำ เพราะนางชอบของนาง และยังได้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการลบโพสต์นั้นทิ้งไป และขอโทษกับประชาชนคนตามไอจี ที่สร้างความสับสน

FTC บอกชัดๆว่า โพสต์ไหนก็ตามที่มีการ tag พวกแบรนด์ หรือสินค้าบนโซเชี่ยล จะต้องมีการบอกกับคนอื่นเพื่อแสดงตัวว่ามีความสัมพันธ์กับแบรนด์นั้นๆ โดยการใส่ #ad หรือ #sponsored ลงไปในโพสต์ด้วย

แม้ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีความอิสระ มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่เค้าก็มีหน่วยงานมากมายที่คุ้มครองปกป้องสิทธิของคนในประเทศ และดูแลสิทธิของผู้บริโภคอย่างเข้มงวดมาก การเข้ามาดูแล influencer marketing ของ FTC ก็ช่วยสร้างความโปร่งใสในการโฆษณาให้มากขึ้น

บ้านเราทุกวันนี้งงไปหมด บางทีบอก บางทีไม่บอก เนียนๆกันไป

บางที influencer ก็รับโจทย์จากแบรนด์หรือเอเจนซี่ว่า “ขอเนียนๆ”

ก็น่าจะต้องสร้างมาตรฐานที่จริงจังแบบนี้บ้างเนอะ คนติดตามจะได้ไม่สับสนและตกเป็นเหยื่อทางการตลาด

source : https://www.wsj.com/articles/social-media-influencers-get-noticed-by-regulators-1513342801

AI หัวหน้าคนใหม่

AI หัวหน้าคนใหม่

อ่านเจอจากบทความใน Wall Street Journal เลยเอามาเล่าสู่กันฟังครับ

หนึ่งในปัญหาสุดคลาสสิคของชีวิตลูกจ้างตาดำๆ คือ การไม่ถูกกับหัวหน้า

ไม่ว่าจะเป็นความยุติธรรมในการแจกจ่ายงานให้ลูกน้องคนอื่นๆในทีม

ความเข้าอกเข้าใจลูกน้อง

หรือการมอบหมายงานให้เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ และความถนัด

ครั้นจะย้ายหนี หาทีมใหม่ หาหัวหน้าคนใหม่ ก็ไม่ได้การันตีว่า จะเป็นการหนีเสือปะจระเข้

บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Shell แก้ปัญหาเหล่านี้ ด้วยการแทนที่หัวหน้า ด้วย AI มันซะเลย !!

Shell ได้พัฒนา AI ที่ใช้ในการมอบหมายงาน โดยเลือกส่งงานให้กับพนักงานที่มีความถนัดในเรื่องที่เกี่ยวข้อง มีการใช้ข้อมูล performance ของพนักงานย้อนหลัง มาช่วยคัดเลือกทีมงานที่จะมาร่วมในโปรเจคต์เดียวกัน

โดย AI ตัวนี้ จะทำการติดตามและประเมินผลการทำงานเป็นระยะ เพื่อความแม่นยำในการปรับปรุง AI ในการเลือกครั้งต่อไป โดย Shell เริ่มมีการทดลองใช้กับพนักงานจำนวนกว่า 8,000 คนทั่วโลก ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

โจทย์ที่ทาง Shell ต้องการแก้ คือ การขาดประสิทธิภาพในการตัดสินใจของพนักงานระดับ Manager ที่ส่งผลให้ performance โดยรวมของทีมตกต่ำลง (เช่น บริหารงานไม่ดี สร้างทีมที่ work ไม่ได้ ขาดการวัดผลและการให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับลูกทีม etc)

แม้ว่าระบบ AI นี้ จะยังไม่สามารถทดแทนการทำงานของ Manager ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานบริหารกลุ่มนี้ ให้สูงขึ้น

บริษัท startup ชื่อ B12 ในนิวยอร์ค มีการพัฒนาระบบที่เรียกว่า “Orchestra” ที่ใช้ในการสร้างทีม โดยการเลือกจากพนักงาน full time และ ฟรีแลนซ์ เพื่อมาทำโปรเจคต์ส่งลูกค้า

Orchestra จะเลือกสมาชิกในทีมที่เข้าตาที่สุดและมอบหมายหน้าที่ Project Manager ให้ พร้อมส่งบอทที่ชื่อว่า “StaffBot” มาช่วยรับผิดชอบหน้าที่การมอบหมายงานรวมถึงติดตามงานคนในทีม เพื่อช่วยให้ส่งมอบงานกับลูกค้าได้ตรงเวลา

บริษัท General Electric (GE) ก็มีการนำ AI ที่พัฒนาโดยบริษัท Catalant มาใช้ โดยมีการเก็บข้อมูล จากการสแกนโปรไฟล์ ประวัติการทำงานของพนักงานในแต่ละ division และข้อมูลอื่นๆประกอบเพื่อใช้เลือกลูกทีมไปทำโปรเจคต์ใหม่ๆภายในบริษัท

ถ้าโปรเจคต์ไหนเข้าตา และมีแววเติบโต GE ก็จะผลักดัน เข้าสู่โปรแกรมของ GE Ventures เพื่อสนับสนุนด้านเงินลงทุนต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารงานบุคคลได้ให้ความเห็นว่า AI ยังคงไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้ในตอนนี้ เพราะไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์แบบที่คนมี ไม่มีอารมณ์ขัน และขาดความเห็นอกเห็นใจ

แต่ก็ไม่แน่ครับ ซักวัน มันอาจจะพัฒนาจนสามารถทำหน้าที่แทนคนได้อย่างสมบูรณ์

วันนั้นอาจจะเป็นวันหายนะของบรรดาหัวหน้า ก็เป็นได้ 55

https://www.wsj.com/articles/meet-your-new-boss-an-algorithm-1512910800

ใครเคยอ่านหนังสือ “Outliers” ของ Malcolm Gladwell คงรู้จัก “กฏ 10,000 ชั่วโมง”

คนจะเก่งได้ ไม่ใช่เกิดมาเก่งเลย ไม่มีหรอกครับ เก่งมาตั้งแต่เกิด

พรสวรรค์ สำคัญไม่เท่าพรแสวง ทุกอย่างต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักทั้งนั้น กว่าจะเก่งอะไรซักอย่าง

การพัฒนาทักษะ ความสามารถต่างๆให้เก่งขึ้นมาได้นั้น อาจจะต้องผ่านการฝึกฝนหรือมีประสบการณ์อย่างน้อย 10,000 ชั่วโมง

เหมือนวงดนตรีระดับตำนานของโลกอย่าง The Beatle ที่กว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดัง ต้องผ่านเวที หรือเล่นดนตรีตามงานต่างๆ รวมกันนับหมื่นชั่วโมง

แต่ TED Talk อันนี้บอกว่า การจะฝึกฝนทักษะใหม่ๆให้กับตัวเอง ไม่ต้องมีเวลา 10,000 ชั่วโมง ก็ฝึกได้

ขอแค่ใช้เวลาเพียง 20 ชั่วโมงเท่านั้น แต่อาจจะไม่ถึงกับเป็น expert ในระดับ Outlier ได้เท่านั้นเอง


วิธีการ acquire skill ใหม่ๆ ให้ติดตัวไว้ มีขั้นตอนอยู่ 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ

1. Deconstruct the skill

  • ต้องผ่าตัด skill นั้นออกมาในย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วดูว่าอะไรสำคัญสุดของ skill นั้นๆ

2. Learn enough resource to self-correct

  • เรียนจาก resource ที่พอเหมาะ ไม่มากเกินไป (เช่น อยากรู้เรื่องบัญชี ก็ไปหาหนังสือบัญชีมาอ่าน 20 เล่ม อาจจะเยอะเกินไป)
  • ให้เริ่มอ่านทีละเล่มแล้วเรียนรู้สะสมไปเรื่อยๆจะดีกว่า

3. Remove practice barriers

  • งดเล่นคอม มือถือ อินเตอร์เน็ต ระหว่างเรียน จะได้ไม่ถูก distracted

4. Practice at least 20 hours

  • วางตารางเวลาไว้เลย 20 ชั่วโมง แบ่งเวลาสม่ำเสมอให้มัน

อุปสรรคใหญ่สุดของการเรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่ใช่เนื้อหาหรือขั้นตอนการเรียนรู้จะต้องฝึก

แต่เป็น “ความกลัว” ของเราเองต่างหาก ที่คิดไปเองว่ามันจะยากมั้ย มันจะเสียเวลามั้ย เราคงทำไม่ได้หรอก

ขอแค่อย่าให้ “ความกลัว” เป็นอุปสรรค และทำตาม 4 ขั้นตอนนี้

แค่นี้ก็สามารถสร้างและพัฒนาทักษะใหม่ๆให้กับตัวเองได้แล้ว

เป็น TED Talk ที่ดีมากอันหนึ่งที่ผมชอบ


“Josh Kaufman” เป็น Speaker ที่ผมติดตามผลงานมาหลายปี

เค้าเป็นผู้เขียนหนังสือ The Personal MBA ที่กลั่นวิชาความรู้ที่ Business School สอน และต้องใช้เวลาเรียนนานเป็นปีๆ ให้อยู่ในรูปแบบหนังสือ 1 เล่มที่ให้ความรู้ครอบคลุมในสาระสำคัญ โดยที่ไม่ต้องไปนั่งเรียน

ลองดูได้ครับ พูดเก่ง ฟังเพลิน แถมร้องเพลง เล่นดนตรีได้อีก skill เค้านี่เยอะจริงๆ

เปิดโลก Fintech เทคโนโลยีการเงินเปลี่ยนโลก

ช่วง 1–2 ปีหลัง วงการเทคโนโลยีระดับโลก ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการด้านการเงินหรือที่เรียกกันสั้นๆว่า Fintech (Financial Technology) อย่างมาก

พฤติกรรมของ consumer ในด้านเทคโนโลยีก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนบรรดาสถาบันการเงิน ธนาคารทั้งเล็กและใหญ่ต่างๆทั่วโลก ต่างพยายามจับตามองความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงต่างๆเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

บทความตอนนี้ ผมขออนุญาตเลือกดาราดาวเด่นในโลก Fintech ที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงด้านการเงินของโลกมาให้รู้จักกันครับ

Ant Financial Services Group

แม้ชื่อของบริษัทจะฟังดูเหมือนตัวเล็ก แต่ Ant Financial ถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ในโลก Fintech ปัจจุบัน ด้วยมูลค่ากิจการกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ (สูงกว่า Morgan Stanley ซะอีก)

Ant Financial เป็นเจ้าของระบบ Mobile Payment ที่ใหญ่ที่สุดในจีนอย่าง Alipay ก่อตั้งในปี 2004 โดยกลุ่ม Alibaba ของมหาเศรษฐี Jack Ma นั่นเอง

ปัจจุบัน Alipay มีจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 450 ล้านคน มียอดการใช้งานต่อวันกว่า 153 ล้านครั้งต่อวัน ซึ่งใครเคยไปเที่ยวที่ประเทศจีนคงจะเห็นครับว่า การใช้งาน Alipay บนสมาร์ทโฟน มีความสำคัญกับชีวิตมากขนาดไหน เพราะตั้งแต่การจ่ายค่าบริการรถ Taxi การซื้อผัก ผลไม้จากร้านค้าริมถนน ไปจนถึงการซื้อสินค้าในร้านหรูขึ้นห้าง ก็สามารถจ่ายเงินด้วย Alipay ได้เกือบหมด

สำหรับคนไทยน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะร้านค้าในไทยจำนวนมากที่นักท่องเที่ยวจีนมาใช้บริการต่างก็รองรับ Alipay ทั้งนั้น และเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศอังกฤษ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์และเยอรมัน ที่มีนักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวกว่า 150 ล้านคนต่อปี

นอกจากบริการ Payment แล้วบริการการเงินในด้านอื่นๆของ Ant เช่น Wealth Management ที่มีจำนวนผู้ใช้กว่า 152 ล้านคน บริการสินทรัพย์กว่า 760,000 ล้านหยวน หรือกว่า 110,272 ล้านดอลลาร์
บริการด้านสินเชื่อสำหรับธุรกิจ SME ที่มีจำนวนผู้ได้รับสินเชื่อแล้วกว่า 3 ล้านราย และบริการประกันภัย ที่มีลูกค้ากว่า 380 ล้านคน

Lufax

Lufax เป็นผู้ให้บริการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลโดยไม่ผ่านธนาคาร หรือ Peer-to-Peer Lending ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของจีน มีมูลค่ากิจการสูงกว่า 18,500 ล้านดอลลาร์ มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่อย่าง “ผิงอัน” ที่กลุ่มซีพีของไทยเข้าไปถือหุ้นเมื่อปี 2013

Lufax ก่อตั้งในปี 2011 เริ่มต้นจากการให้บริการเงินกู้ยืมระหว่างบุคคล โดยทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มตัวกลางระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้ และเก็บค่า fee 4% จากยอดเงินกู้แต่ละครั้ง

ปัจจุบัน Lufax ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 200,000 คน คิดเป็นสินเชื่อรวมทั้งหมด $2,500 ล้านดอลลาร์ และมีขยายธุรกิจจากการกู้ยืม ไปสู่การให้บริการกองทุน การขายประกันแบบต่างๆ

SoFi (Social Finance)

SoFi ก่อตั้งในปี 2011 ทำธุรกิจให้บริการสินเชื่อและการรีไฟแนนซ์ต่างๆ ทั้งสินเชื่อเพื่อการศึกษา สำหรับนักเรียน นักศึกษา (Student loan) สินเชื่อกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย (Home loan) และสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal loan)

ปัจจุบัน SoFi เป็นบริษัทด้าน Fintech นอกตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่ากิจการสูงที่สุดอันดับ 3 ของสหรัฐด้วยมูลค่ากิจการกว่า 4 พันล้านดอลลาร์

สิ่งที่ทำให้ SoFi แตกต่างจากผู้ให้บริการสินเชื่อรายอื่นๆ คือ มีประกันการว่างงานสำหรับลูกหนี้ ถ้าลูกหนี้ตกงาน ไม่มีงานทำ (Unemployment Protection) โดยสามารถขอผ่อนผัน หยุดการชำระหนี้คืนได้ 3 เดือน และยังมีทีมที่ให้คำปรึกษาและหางานให้กับลูกหนี้ที่ว่างงาน (Career Support) อีกด้วย

นอกจากบริการด้านสินเชื่อ SoFi ได้จับมือกับบริษัทประกันภัยในสหรัฐฯ เพื่อให้บริการด้านประกันภัยและประกันชีวิตอีกด้วย

ปัจจุบัน SoFi มีลูกค้ากว่า 150,000 คน ปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า $10,000 ล้านดอลลาร์

Prosper

Prosper ก่อตั้งในปี 2005 ให้บริการเงินกู้แบบ Peer-to-Peer Lending ปัจจุบัน มีมูลค่ากิจการสูงกว่า 1,900 ล้านดอลลาร์ มีนักลงทุนอย่าง Eric Schmidt อดีตซีอีโอ Google กองทุน VC ชื่อดังอย่าง Sequoia Capital และผู้ให้บริการการเงินยักษ์ใหญ่จากสวิสเซอร์แลนด์อย่าง Credit Suisse ให้การสนับสนุน

จุดเด่นของ Prosper คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกกว่าอัตราเฉลี่ยของธนาคาร ใช้เวลาอนุมัติสินเชื่อเร็วกว่า และยังมีค่าปรับกรณีชำระเงินต้นช้าในอัตราที่ถูกกว่าธนาคาร โดยที่ธุรกรรมทั้งหมดสามารถทำผ่านเว็บไซต์ได้เลย

ปัจจุบัน Prosper มีมูลค่ากิจการสูงกว่า 1,900 ล้านดอลลาร์ และมียอดปล่อยสินเชื่อสูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์

TrueAccord

การติดตามทวงหนี้แบบเดิมๆ ที่ใช้บริษัทรับจ้างทวงหนี้ในการติดตามหนี้ด้วยวิธีการสร้างความรำคาญใจอย่างการโทรทวงหนี้หลายครั้ง หรือแม้กระทั่งสร้างความอับอายให้กับลูกหนี้ ด้วยวิธีการติดต่อไปยังบุคคลรอบข้างของลูกหนี้ จนทำให้คนที่กู้หนี้ยืมสิน ได้รับประสบการณ์แย่ๆจากการเป็นหนี้

สิ่งที่ TrueAccord พยายามจะเปลี่ยนแปลง คือ การปฏิวัติรูปแบบการติดตามทวงหนี้แบบเดิมๆเหล่านี้ โดยเพิ่มความโปร่งใสและใส่ความเป็นมิตรในการติดต่อกับลูกหนี้มากขึ้น

ด้วยการเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกหนี้และหาเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เกิดการเบี้ยวหนี้ ชักดาบ ด้วยการใช้ระบบที่เรียกว่า “HeartBeat” ซึ่งใช้ machine learning ในการเรียนรู้พฤติกรรมของลูกหนี้แต่ละรายว่ามีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง มีรายได้เท่าไหร่ มีพฤติกรรมการใช้เงินอย่างไร พร้อมทั้งหาวิธีการที่ดีที่สุดในการชำระหนี้ ผ่านช่องทางการติดต่อที่เหมาะสมกับลูกหนี้รายนั้นๆ เพื่อให้บริษัทที่เป็นเจ้าหนี้ ได้เงินที่เป็นหนี้จำนวนนั้นกลับคืนมา

TrueAccord ก่อตั้งในปี 2013 โดยการสนับสนุนด้านเงินทุน จาก Max Levchin อดีตผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal และมีการระดมทุนไปทั้งหมด กว่า 12.73 ล้านดอลลาร์

GreenSky

GreenSky เป็นแพลตฟอร์มที่แมทช์ระหว่างร้านค้าที่ขายเฟอร์นิเจอร์ วัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านกว่า 12,000 ร้าน (เช่น Home Depot) กับธนาคารในสหรัฐฯกว่า 14 แห่งที่ต้องการปล่อยสินเชื่อให้กับฐานลูกค้าที่มีประวัติการชำระเงินดี เพื่อนำเงินไปซื้อสินค้าจากร้านค้าเหล่านั้นในรูปแบบเงินผ่อนชำระเป็นงวด

ตัวอย่างโปรโมชั่นที่น่าสนใจ เช่น การให้ดอกเบี้ยชำระเงินผ่อน 0% นาน 12 เดือน และหลังจากนั้นจะคิดดอกเบี้ยในอัตราปกติ ไปจนถึงอัตราสูงสุด 17.99% ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ จะชำระหนี้หมดภายในระยะเวลา 12 เดือนแรกของการผ่อน

GreenSky ก่อตั้งเมื่อปี 2006 ปัจจุบันมีมูลค่ากิจการกว่า 2 พันล้านดอลลาร์

ยอดสินเชื่อเงินผ่อนทั้งหมดที่ปล่อยให้กับลูกค่า จนถึงปี 2016 มีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ และกำลังขยายประเภทของสินค้าเงินผ่อน ไปสู่เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์เพื่อสุขภาพต่างๆ

ZhongAn Insurance

เป็นธุรกิจประกันภัยแบบดิจิตัลแห่งแรกของจีน ก่อตั้งโดยยักษ์ใหญ่ด้านประกันอย่างผิงอัน ยักษ์ใหญ่ด้านบริการออนไลน์อย่าง Tencent และยักษ์ใหญ่ในวงการ Fintech ของจีนอย่าง Ant Financial

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา นอกจากวงการอีคอมเมิร์ซในจีนสามารถสร้างยอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ได้แล้ว ZhongAn ยังทำลายสถิติขายกรมธรรม์ประกันชีวิตได้กว่า 210 ล้านกรมธรรม์ เป็นมูลค่ารวมกว่า 1,930 ล้านดอลลาร์ ผ่านช่องทางออนไลน์ใหญ่ๆ อย่าง Taobao, Tmall, Meilishuo และ Mogu Street

ปัจจุบัน ZhongAn มีมูลค่ากิจการกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ มีจำนวนลูกค้ากว่า 400 ล้านคน

Betterment

ในยุคที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารต่ำมากๆ จนคนให้ความสำคัญกับการมองหาทางเลือกอื่นในการจัดการกับเงินของตัวเองให้งอกเงย ออกดอกออกผล

หนึ่งในทางเลือกยอดนิยมก็คือการลงทุนในหุ้นและกองทุน

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้น คือ แต่ละคนยอมรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน อีกทั้งความรู้ด้านการเงินและการบริหารจัดการความมั่งคั่งส่วนตัว ก็มีไม่เหมือนกัน

อาชีพ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” (Financial Advisor หรือ Wealth Planner) จึงได้รับความสนใจ เพราะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการวางแผนการเงินของแตกต่างกันไปของแต่ละคนได้

แต่บริการด้านการวางแผนการเงินส่วนบุคคล ส่วนใหญ่ มักจะมีข้อจำกัด เช่น มีการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำของทรัพย์สินในพอร์ตของลูกค้าที่จะใช้บริการ อาจจะ 5 ล้าน หรือ 10 ล้าน แตกต่างกันไปในแต่ละที่ ทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่มีโอกาสใช้บริการวางแผนการเงินส่วนบุคคล

ไหนจะค่าบริการที่ชาร์จราวๆ 1–3% ของมูลค่าทรัพย์สินในพอร์ตของลูกค้า ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร

และก็มีบางคนที่ไม่ค่อยอยากเปิดเผยทรัพย์สินส่วนตัวให้คนอื่นได้รับรู้ รวมถึงการไม่อยากพูดคุยเรื่องนี้กับใคร

ระบบบริหารจัดการการเงินแบบอัตโนมัติ หรือที่เรียกกันว่า “Robo-advisor” จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

หนึ่งใน “Robo-advisor” ที่น่าจับตามองมากที่สุด ชื่อว่า “Betterment” ซึ่งเป็นระบบที่มีความน่าเชื่อถือสูงและได้รับการยอมรับจากลูกค้าในสหรัฐฯมากที่สุดบริการหนึ่ง

Betterment ถือเป็น Robo-advisor ที่มีความฉลาดค่อนข้างมากและด้วยหน้าตาที่ถูกออกแบบมาให้ใช้ง่าย จนได้ชื่อเรียกเล่นๆว่า “Apple of Finance”

เพียงแค่ผู้ใช้กำหนดเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ เช่น ต้องการวางแผนเพื่อเกษียณจากงาน (Retirement) หรือต้องการวางแผนสร้างความมั่งคั่ง(Build Wealth)

จากนั้น Betterment ก็จะแนะนำสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินให้

ถ้าต้องการสร้างความมั่งคั่ง ระบบจะแนะนำให้เราเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเยอะหน่อย และลงทุนในพันธบัตรน้อยหน่อย

เมื่อเราพอใจกับสัดส่วนของการลงทุนที่แนะนำมา ตัว Betterment ก็จะทำการดึงเงินของเราจากบัญชีธนาคารที่ลิงค์ไว้ในจำนวนที่เรากำหนดไว้แต่ละเดือน เพื่อมาซื้อพันธบัตร และกองทุนหุ้นต่างๆ ที่ถูกคัดเลือกมาแล้วว่าให้ผลตอบแทนดี มีความเสี่ยงต่ำ โดยจะทำการซื้อขาย และปรับเปลี่ยนอัตโนมัติตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอาศัยสูตรคำนวณทางการเงินที่เชื่อถือได้ในการตัดสินใจ เพื่อรักษาระดับผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ทเรา (กองทุนไหนผลดำเนินงานไม่ดีก็จะถูกขายทิ้ง เพื่อเอาเงินมาซื้อกองทุนที่ผลดำเนินงานดี)

Betterment ทำหน้าที่ได้ดีไม่ต่างจากการมี Financial Advisor เก่งๆมาช่วยดูแล โดยไม่มีการกำหนดมูลค่าพอร์ทขั้นต่ำ

คิดค่าบริการในราคาที่ถูกกว่า (ตั้งแต่ 0.15% ถึง 0.35%)

ไม่ต้องเสียค่า commission ในการซื้อขายหน่วยลงทุน และไม่มีค่าฝากถอนเงินในระบบ

Betterment อาศัยช่องว่างในตลาดการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่มีข้อจำกัดมากมาย ทำให้ตลาดส่วนนี้เติบโตขึ้นและสามารถดึงดูดนักลงทุนมือใหม่ที่ไม่เคยสนใจหรือไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมาก่อน ให้มาใช้บริการ

ปัจจุบัน Betterment มีมูลค่ากิจการอยู่ที่ 700 ล้านดอลลาร์ สามารถระดมทุนได้ทั้งหมดรวมกันกว่า 205 ล้านดอลลาร์ และมีสินทรัพย์ที่อยู่ในการบริหารมูลค่ากว่า 7,356 ล้านดอลลาร์

นี่เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดา Fintech super stars รายใหญ่ๆ

ยังมีบริการเทคโนโลยีทางการเงินอีกหลายอย่างที่น่าจะตามอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำ Machine learning มาใช้ในการพยากรณ์การขึ้นลงของราคาหุ้น การทำนายอัตราการสูญเสียลูกค้า (Churn Prediction) การจัดเรตติ้งและการให้เครดิตบุคคล หรือการพิสูจน์ตัวตนโดยการใช้เทคโนโลยี Blockchain

ในอีก 10 ปีต่อจากนี้ โลกการเงินที่เราเห็น จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เทคนิคการจัดการเวลาและเปลี่ยนนิสัย (จาก อ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์)

เวลา ถือเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต คือ คนที่รู้จักการบริหารเวลา ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า และสร้างมูลค่าได้จากเวลาที่มี

นั่งดูคลิปเต็มๆเรื่องการบริหารเวลา จาก อ.ชัชชาติ ผู้แข็งแกร่งสุดในปฐพี แล้วชอบมากกกกกกก

ข้อคิดต่างๆที่ อ.ชัชชาติเอามาเล่า มีประโยชน์มาก ทั้งการจัดการกับเวลา และการปรับปรุงแก้ไขนิสัยต่างๆ

  • ชอบตั้งแต่เรื่องอุปมาอุปไมย ของการนำหิน กรวด และทราย ใส่ขวดโถ ที่เรียกว่าเวลาของชีวิต (ลองจัดเรียงเวลาใหม่ทันที พบว่าหยุด 2 วัน อ่านหนังสือจบไป 1 เล่ม ทำงานเสร็จไปหลายอย่าง)
  • การรู้จัก “ลับขวาน” เพื่อเพิ่มความฉลาดในการใช้เวลา (แบ่งเวลาเพื่อศึกษาเพิ่มเติมอ่านหนังสือ หมั่นเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ความฉลาดให้สมอง ตัวเองจะได้เก่งขึ้น)
  • การสร้างนิสัยที่ดี และการเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ดี โดยการยกตัวอย่างจากหนังสือที่ดังมากๆ อย่าง The Power of Habit และ Willpower

นิสัย เป็นสิ่งที่ฝังใจและแก้ไขได้ยาก หรืออาจจะคิดว่าแก้ไม่ได้เลย

แต่ถ้าเข้าใจต้นเหตุและกลไกการทำงานของนิสัย การแก้ไขปรับปรุงนิสัยก็มีโอกาสทำได้

(คำพูดแต่ว่า ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ก็ไม่ถูกไปซะทั้งหมด 100%)

  • วงจรนิสัย มีองค์ประกอบคือ Cue -> Routine -> Rewards (short-term & long-term)
  • การฝึกพลังในการเปลี่ยนนิสัย (Willpower) เช่น การฝึกสมาธิ การตั้งเป้าหมาย การจดบันทึก การเรียงลำดับความสำคัญ ศึกษาวงจรของนิสัย เป็นต้น
  • การเปลี่ยนนิสัยไม่กี่อย่าง อาจมีผลกระทบถึงกับชีวิตเปลี่ยนได้ (เกิด Spill over)

ชีวิตจะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับนิสัยของเรา คนขี้เกียจกับขยัน คนใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย กับคนใช้เงินเป็น

นิสัยอะไรที่แย่ๆ ก็พยายามหาทางปรับปรุงแก้ไขมันซะ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเอง

คนที่รู้ตัวเอง มีสติ ยอมรับและแก้ไข …ถือว่าดี

ส่วนคนที่ไม่รู้ตัวเอง และคิดว่า ก็ชั้นเป็นคนแบบนี้ …อันนี้น่าเป็นห่วง

คลิปนี้คุ้มค่ากับการเสียเวลาดูมาก😎😎

นั่งอ่านๆ case ของบริษัท ทั้ง Startup และบริษัทใหญ่

ความสำเร็จและความล้มเหลว บางทีก็เหมือนเส้นบางๆคั่นกลาง

คล้ายกับ “อัจฉริยะ” กับ “ความบ้า”

คิดยากในสิ่งที่ควรต้องคิดง่าย และ คิดง่ายในสิ่งที่ต้องคิดยาก

บางบริษัท ทำธุรกิจแบบเดียวกัน แต่ประสบความสำเร็จต่างกัน ต่างกันนิดเดียว คือ มุมคิด

เช่น เก็บเงินลูกค้า กับ เก็บเงินร้านค้า

หรือ การเก็บเงินจาก head tail กับ การเก็บเงินจาก long tail

เป็น 2 มุม ที่มักจะชี้เป็น ชี้ตาย ให้กับบางธุรกิจได้

คิดซับซ้อนไป มักจะนำไปสู่ทางที่ผิด

ยิ่งคนฉลาด ยิ่งผิดพลาด และหลายกรณี คือ ผิดแบบไม่รู้ตัว

เพราะฉลาดเกินไป เก่งเกินไป ไม่เคยสอบตก ไม่เคยแพ้

ติดกับดักที่เรียกว่า “กับดักความฉลาด” หรือ Intelligence Trap

คิดว่าความคิดตัวเองเจ๋ง เก่ง สุดยอด และไม่ฟังความคิดของคนอื่น

มีความฉลาดในการอธิบายมุมมองของตัวเอง

คิดจนกระทั่งมองคนอื่นผิด ตัวเองถูก

Edward De Bono นักคิดชื่อดัง บอกว่า “กับดักความฉลาด” มักจะเกิดกับผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง

และเกิดกับคนที่เรียนสูงๆ เช่น ดร. หรือคนที่เป็น expert ด้านใดมากๆ

และส่วนใหญ่ มักจะไม่รู้ตัว ว่าตัวเอง ติดอยู่ในกับดักนี้อยู่

ในหนังสือชื่อ “Decisive” ก็เขียนคล้ายๆกัน

The Confirmation Bias” (หาเหตุผลเข้าข้างตัวเองมากเกินไป) และ

“Overconfidence” (มั่นใจตัวเองมากเกินไป)

มักจะพาให้เกิดการติดสินใจผิดพลาด โดยที่ไม่รู้ตัว

ชีวิตผม เจอคนเก่งมาเยอะมากๆ แน่นอนว่าเจอคนที่ตกอยู่ใน “กับดักความฉลาด” นี้เยอะมากเช่นกัน

ไม่พ้นแม้แต่ตัวเอง ที่ตกอยู่ในหลุมพราง ของกับดักอันนี้

รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

วิธีแก้ไข ไม่ยากครับ ท่านศาสดาแห่งศาสนา Apple เคยบอกใบ้เอาไว้

“Stay Hungry , Stay Foolish”

มีความโหยหา กระหายอยาก และอย่าคิดว่าตัวเองเก่ง

เคล็ดวิชาเด็ดขนาดนี้ ก็เอาไปใช้กันได้นะครับ

อย่ามัวบ้าแต่ iPhone iPad MacBook เพียงอย่างเดียว

1 2 3 4