ช่วงนี้มีข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับ Netflix เลยขอจับประเด็นกลยุทธ์มาขยายหน่อยครับ

“สิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์” ปัญหาใหญ่ของ Netflix

กลยุทธ์ที่ Netflix ใช้ สำหรับ “Netflix Everywhere” ที่ประกาศบนเวที CES 2016 ไม่ใช่การเอาหนังและ series ที่ฉายในอเมริกา ไปให้บริการที่ประเทศอื่นทั้งหมด เนื่องจากติดปัญหาเรื่อง “สิทธิ์ในการเผยแพร่” ที่ทำกับเจ้าของคอนเทนต์แต่ละค่าย

สิทธิ์ที่ว่า จะถูกจำกัดโดย Geolocation หรือ สถานที่ตั้ง ประเทศ ที่ให้บริการ ซึ่งอาจจะตกลงกันเป็นประเทศหรือเป็นภูมิภาค (region) ก็ได้

ทางด้านเทคนิค Netflix สามารถให้บริการได้ทั่วโลก ไม่มีปัญหา ตราบใดที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง

แต่สิทธิ์ในการเผยแพร่ เป็นสิ่งที่จำกัดการเติบโตของ Netflix ไว้

Netflix รู้ตัวและตระหนักดีครับ เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ค่าสิทธิ์ที่จ่ายให้กับค่ายหนังค่อนข้างมหาโหดมาก

ปี 2014 จ่ายค่าคอนเทนต์ไป 4 พันล้านเหรียญ และปี 2015 จ่ายไปอีก 3 พันล้านเหรียญ (รวมค่าคอนเทนต์ 2 ปี เกือบซื้อกิจการ Spotify ได้ทั้งบริษัท)

ปัญหานี้ดูเหมือนจะเริ่มบานปลายและเป็นภาระทางธุรกิจอย่างมาก เพราะค่ายหนังเห็น Netflix เติบโตเร็วมากๆ จึงอยาก “ขึ้นราคา” เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น

ไม่ใช่แค่แพงขึ้นเพียงอย่างเดียวครับ ค่ายหนังยังไม่ยอมทำสัญญาแบบ exclusive กับ Netflix อีก ทำให้หนังและซีรีย์ดีๆหลายเรื่อง สามารถดูได้บนบริการของคู่แข่งอย่าง Hulu และ Amazon Prime VDO ทำให้ความโดดเด่นและแตกต่างลดน้อยลง

เดือนกันยายน 2015 ที่ผ่านมา Netflix จึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ Epix เพราะไม่ค่อยพอใจที่คู่แข่งอย่าง Amazon ได้หนังเรื่องเดียวกันไปฉาย ในขณะที่ค่าสิทธิ์ในการต่อสัญญาก็สูงถึง 1 พันล้านเหรียญ

ส่งผลให้หนังดังอย่าง The Hunger Games, Transformer หายไปจาก library หนังของ Netflix ทันที เพราะ Epix เป็นคนดูแลสิทธิ์ให้ค่ายหนังอย่าง Lionsgate , MGM และ Paramount

“Showrooming” ภัยคุกคามหรือโอกาสทองร้านค้าปลีก

เทรนด์ที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลก คือ อัตราการใช้งานสมาร์ทโฟนและการใช้งานแอพต่างๆ โดยเฉพาะการค้นหา

ซึ่งเป็นบริการออนไลน์ยอดฮิตอันดับต้นๆ ของการใช้งานบนสมาร์ทโฟน หนึ่งในกระแสที่ร้อนแรงเนื่องมาจากการเติบโตของสมาร์ทโฟนและบริการค้นหาบนมือถือ คือ กระแส “Showrooming” ที่เป็นเหมือนภัยคุกคามสำคัญของธุรกิจค้าปลีกแบบ Brick and Mortar

Showrooming” คือ พฤติกรรมที่ลูกค้าเดินเข้ามาดูสินค้าภายในร้านเฉยๆ โดยไม่ได้ซื้อในร้าน แต่กลับไปซื้อจากร้านค้าออนไลน์ที่ราคาถูกกว่า

“Drone” กับการปฏิวัติการขนส่งแบบใหม่

กลายเป็นข่าวใหญ่โตในแวดวงไอทีโลกครับ เมื่อโปรเจคต์ลับที่อยู่ในขั้นตอนการวิจัยของ Amazon.com ถูก ซีอีโอ Jeff Bezos นำมาเปิดเผยในรายการ 60 minutes ของสถานี CBS แบบหมดเปลือก

โปรเจตต์ลับที่ว่านี้ มีชื่อเรียกว่า “Amazon Prime Air” ซึ่งถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ Amazon สามารถ disrupt ธุรกิจอีคอมเมิร์ซไปอีกขั้นในอนาคตอันใกล้

clip_image002

 

Amazon Prime Air เป็นบริการส่งสินค้าแบบเร่งด่วน สามารถจัดส่งสินค้าสู่มือผู้ซื้อได้ภายในระยะเวลาเพียง 30 นาที โดยอาศัยยานพาหนะแบบพิเศษ ที่เรียกว่า “Drone” หรือเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับขนาดเล็ก (Unmanned Aerial Vehicles : UAV) อาศัยการควบคุมระยะไกล สามารถบินระบบอัตโนมัติได้ มีการใช้ระบบ GPS ในการนำทางและบอกพิกัดการส่งสินค้า สามารถส่งสินค้าได้ในระยะทางไกลถึง 10 ไมล์ (16 กิโลเมตร) รองรับน้ำหนักการขนส่งประมาณ 5 ปอนด์ (2.27 กิโลกรัม)

clip_image004

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่าน อาจจะยังไม่รู้จักมักคุ้นกับเจ้า Drone เท่าไหร่

แต่ถ้าจำรูปถ่ายจากมุมสูงของการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้

รูปถ่ายที่เราเห็นนี่ละครับ เป็นการถ่ายจากเจ้า “Drone” ที่สามารถบังคับให้บินขึ้นไปในระดับความสูงนับร้อยเมตร เพื่อเก็บภาพบรรยากาศการชุมนุม ซึ่งหลายๆสำนักข่าว ได้เริ่มนำ Drone มาใช้กับการเก็บภาพถ่ายลักษณะแบบนี้กันอย่างแพร่หลาย

 

เจ้า Drone นี่เอง ที่เป็นนวัตกรรมสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการส่งสินค้าจากไปรษณีย์ภาคพื้นดิน มาอยู่บนอากาศในระยะเวลาที่รวดเร็ว

แต่ Amazon.com ไม่ใช่คนแรกและคนเดียว ที่คิดจะนำนวัตกรรม Drone มาใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อขนส่งสินค้านะครับ

ยังมีบริษัทสตาร์ตอัพเล็กๆชื่อ Flirtey ในประเทศออสเตรเลีย ที่กำลังพัฒนารูปแบบการขนส่งด้วย Drone เพื่อใช้กับบริการชื่อ Zookal ที่ทำธุรกิจขายและเช่าตำราเรียนสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย และ Flirtey เองก็เตรียมจะขยายธุรกิจ โดยการนำ Drone ไปให้บริการกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซอื่นๆ รวมถึงการขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกา

ธุรกิจอาหารอย่าง Domino Pizza ในอังกฤษ ก็มีการทดสอบ “DominoCopter” สำหรับการส่งพิซซ่า

ร้านขายซูชิ ชื่อ “Yo! Sushi” ในอังกฤษ ก็มีการพัฒนา Drone เพื่อทดแทนการทำงานของพนักงานเสิร์ฟ โดยใช้ชื่อว่า “iTray” ซึ่งเป็นเหมือนถาดอาหารบินได้ ใช้ส่งอาหารถึงโต๊ะลูกค้าได้เลย

นอกจากนี้ยังมีบริษัทไปรษณีย์และบริการขนส่งยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Deutsche Post หรือ DHL ของเยอรมัน และ UPS ของสหรัฐ ก็ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานควบคุมการบินในการนำ Drone มาทดสอบ เพื่อใช้ในการเคลื่อนย้ายพัสดุ ระหว่างคลังเก็บสินค้าต่างๆ และเตรียมนำไปประยุกต์ใช้ในการขนส่งพัสดุจากสนามบินหรือเมืองใหญ่ๆ ไปยังศูนย์กระจายพัสดุที่มีสาขากระจายตัวอยู่มากมาย เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการส่งพัสดุเหล่านั้นให้กับผู้บริโภค

แต่กว่าจะใช้งานเชิงพาณิชย์จริงจังได้ ตัว Drone เองยังต้องมีการพัฒนาอีกหลายส่วน

ทั้งระบบการนำทางที่จะต้องแม่นยำขึ้น ระยะทางการบินต้องไกลขึ้น ระบบการหลบเลี่ยงการชนสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ เพื่อป้องกันการพุ่งชนตึก ต้นไม้ หลังคาบ้าน

ระบบการลงจอดอย่างนิ่มนวล ระบบป้องกันการโจรกรรม (มีข่าวว่ามีนักพัฒนา สามารถแฮคเจ้า Drone กลางอากาศ และยึดสิทธิ์ในการควบคุมบังคับ มาได้เลยทันที)

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจนี้ คือ กฏหมายควบคุมการบิน กฏระเบียบในการใช้น่านฟ้าและการบินเชิงพาณิชย์ การควบคุมการจราจรบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นกฏเกณฑ์ที่ค่อนข้างจะเข้มงวดในแต่ละประเทศ

ประโยชน์ที่ชัดเจนของการใช้นวัตกรรม Drone ในการทำ logistic คือ การประหยัดต้นทุนค่าขนส่งและต้นทุนหน้าร้านได้มหาศาล เพราะสามารถส่งตรงไปหาปลายทางได้ โดยไม่ต้องใช้รถ ไม่ต้องผ่านการกระจายสินค้าตามศูนย์กระจายสินค้าต่างๆ

นับตั้งแต่ปี 2010 Amazon ลงทุนไปกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโกดังที่ใช้เก็บและกระจายสินค้าเพิ่มกว่า 50 แห่ง และการขนส่งสินค้าของ Amazon ไปยังลูกค้า มีการพึ่งพาบริการไปรษณีย์อย่าง FedEx และ UPS ค่อนข้างเยอะ

86% ของการสั่งสินค้าของ amazon.com เป็นสินค้าที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 5 ปอนด์

ถ้าพัฒนา Drone เพื่อใช้ขนส่งสินค้าได้จริง Amazon ก็สามารถลดค่าขนส่งที่ต้องจ่ายให้ FedEx และ UPS ไปได้มหาศาล และความเร็วในการขนส่งสินค้าจากเดิม เร็วที่สุดในหลักวัน มาเหลืออยู่แค่หลักนาทีเท่านั้น

โลกของอีคอมเมิร์ซและการทำ logistic กำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง

ติดตามบทวิเคราะห์ ข้อคิด บทความต่างๆเพิ่มเติมได้ที่เพจ www.facebook.com/MKTHUB นะครับ

โซนี่ กับการกลับมาทวงคืนตำแหน่งเจ้าตลาดเครื่องเล่นเกม

ในโลกธุรกิจดิจิตัล นอกจากสงครามแทบเล็ตและสงครามสมาร์ทโฟนที่น่าติดตามจนไม่สามารถกะพริบตาไม่ได้ ยังมีอีกหนึ่งสมรภูมิที่มีความสนุก และน่าติดตามมากไม่แพ้กัน นั่นคือ สมรภูมิ “เครื่องเล่นเกม”

playstation-4-1

เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา โซนี่ หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของธุรกิจเครื่องเล่นเกม ได้วางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ ชื่อ “PlayStation 4” เป็นวันแรก ใน 2 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในราคา 399 ดอลลาร์ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี กอบโกยยอดขายไปได้กว่า 1 ล้านเครื่อง ใน 24 ชั่วโมงแรกของการจัดจำหน่าย

xbox-one

หลังจากการวางจำหน่าย PlayStation 4 เพียง 1 อาทิตย์ ในวันที่ 22 พ.ย. ไมโครซอฟท์ ยักษ์ใหญ่ในวงการไอที คู่แข่งรายสำคัญของโซนี่ในธุรกิจนี้ ก็ได้วางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมของตัวเอง ชื่อว่า “Xbox One” ตามมาใน 13 ประเทศ ด้วยราคาขาย 499 ดอลลาร์

และก็ไม่น้อยหน้ากันครับ เพราะยอดขายของ Xbox One ก็ทะลุ 1 ล้านเครื่องใน 24 ชม.แรกของการจัดจำหน่ายเช่นกัน

แม้ว่าโซนี่จะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ขึ้นมาได้ จากยอดขาย PlayStation 4 ที่วางจำหน่ายที่อังกฤษเมื่อวันที่ 29 พ.ย. โดยสร้างยอดขายกว่า 250,000 เครื่อง ใน 48 ชั่วโมง เอาชนะ Xbox One ที่ขายไปได้ 150,000 เครื่องในระยะเวลาเดียวกัน

แต่ก็ถือว่า ทั้งคู่ยังคงแข่งกันได้อย่างสูสี

ทั้งโซนี่และไมโครซอฟท์ ต่างก็แข่งขันห้ำหั่นในธุรกิจเครื่องเล่นเกมมาหลายปี เพราะทั้งคู่มองว่าเครื่องเล่นเกมของตน จะต้องเข้าไปยึดพื้นที่ห้องนั่งเล่นของผู้ใช้ทั่วโลกให้ได้

จุดเด่นของ Xbox One คือความสามารถด้านเอนเตอร์เทนเมนต์แบบครบวงจร ทั้งดูหนัง ดูทีวี เล่น Skype ชูจุดชายด้านมีเดียเพื่อความบันเทิง แบบจัดเต็ม

ในขณะที่ตัว PlayStation 4 เอง เน้นจุดขายไปทางเครื่องเล่นเกมสำหรับคอเกม ด้วยสเป็คเครื่องที่สูงกว่า ตัวเครื่องบางกว่า

กลยุทธ์การตลาดของโซนี่สำหรับ PlayStation 4 มีการปรับปรุงจุดอ่อนที่เคยเกิดขึ้นในยุค PlayStation 3 อยู่หลายเรื่อง

เริ่มจากเรื่องราคา ที่ PlayStation 3 วางจำหน่ายในราคาสูงถึง 599 ดอลลาร์ (แพงกว่า PlayStation 2) และแพงกว่าเครื่อง Xbox 360 ของไมโครซอฟท์ ที่ขายอยู่ 399 ดอลลาร์

เพราะราคาที่แพงกว่า ยอดขายที่คาดหวังว่าจะสูงในช่วง Holiday season ในปี 2006 ที่เปิดตัว กลับกลายเป็นตรงกันข้าม

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาขายสูง เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นของ “บลูเรย์” ที่มีราคาสูงมาก และโซนี่ก็เลือกเครื่องอ่านบลูเรย์ใส่มากับ PlayStation 3 ต้นทุนเครื่องจึงสูงกว่าคู่แข่งรายอื่นในตลาด

แต่โซนี่ก็ปรับตัวได้เร็วในเรื่องของราคาครับ มีการปรับลดราคาของ PlayStation 3 ลงมาอย่างต่อเนื่อง เหลือ 499 ดอลลาร์ จนมียอดขายรวมกว่า 80 ล้านเครื่อง พอๆกับยอดขายรวมของ Xbox 360 แม้ว่าจะเป็นการขายที่ราคาขาดทุน แต่เป็นสิ่งที่โซนี่ต้องทำ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดของตัวเองเอาไว้

การตั้งราคาขายในช่วงเริ่มต้น กลายเป็นบทเรียนสำคัญกับโซนี่ เพราะยอดขายช่วงเปิดตัว มีผลต่อยอดขายช่วงเทศกาลมาก ดังนั้นราคาเปิดตัวของ PlayStation 4 จึงถูกตั้งมาต่ำกว่าตอนเปิดตัว Playtation 3 และยังต่ำกว่าราคาของ Xbox One ถึง 100 ดอลลาร์

สำหรับเกม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับนักเล่นเกม แต่โซนี่กลับไปเน้นโฟกัสที่จุดอื่น ทำให้ช่วงเปิดตัวโปรดักต์ มีเกมเด็ดที่เปิดตัวด้วยไม่มากนัก ทำให้ขาดสีสันจากบรรดาเกมดังๆที่มีผู้เล่นเยอะๆ

เกมที่เปิดตัวกับ PlayStation 4 จึงมีเกมเด็ด อย่าง KillZone : Shadow Fall , Knack ที่เปิดตัวแบบ Exclusive เฉพาะ PlayStation 4 เท่านั้น

อีกปัจจัยที่สำคัญ คือ Key message ที่ต้องการสื่อให้ผู้บริโภครับรู้ โดยโซนี่วางไว้ 2 แนวทาง

แนวทางแรก เป็นการชูว่าเป็นเครื่องเล่นเกมที่ดีที่สุด สำหรับคอเกม

แนวทางที่ 2 คือ การขายความเป็น “ศุนย์กลางของความบันเทิงในบ้าน”

การมี Key message 2 แนวทาง เป็นการสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค เพราะคนที่เป็นคอเกมแบบฮาร์ดคอร์ ก็จะมองว่า PlayStation 3 เหมาะกับการดูหนังมากกว่าการเล่นเกม

ส่วนคนที่น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายในการเสพสิ่งบันเทิง ก็จะมองว่า PlayStation 3 เหมาะกับการเล่นเกม

playstation-4-9

โพสิชันนิ่ง เป็นบทเรียนที่สำคัญมากอีกอย่าง ทำให้ PlayStation 4 ชูจุดขายเพียงจุดเดียวคือ ความเป็น “Ultimate Gaming Platform

ในขณะที่ Xbox One ก็เป็นเหมือนโปรดักต์ชูโรงของไมโครซอฟท์ ในการผลักดัน “One Strategy” หรือการผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์เอง โดยนำบริการออนไลน์ต่างๆที่มีอยู่ มาใส่เพิ่มเข้าไปเพื่อสร้างมูลค่า

แต่สิ่งที่ไมโครซอฟท์ใส่เพิ่มเข้าไป ทั้งการดูหนังแบบสตรีมมิ่ง จาก Netflix , Hulu และ Amazon Instant Video ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ใน PlayStation 4 เช่นกัน

ครั้งนี้ โซนี่ดูจะทำการบ้านมาดีกว่าฝั่งไมโครซอฟท์ ในเกือบทุกๆด้าน มีการแก้ไขความผิดพลาดในอดีตของตัวเอง แต่จุดตัดสินแพ้ชนะของสงครามครั้งนี้ อาจจะมาจากการต่อยอดของแพลตฟอร์มของทั้งคู่

ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเกมเข้ากับระบบออนไลน์ เพื่อเล่นกับเพื่อนที่เล่นเกมอยู่บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเลต หรือจะเป็นการนำเกมดังๆที่อยู่บนแพลตฟอร์มเครื่องเล่นเกม ให้มาเล่นได้บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้

ถ้าต่อยอดเพิ่มมูลค่าบนแพลตฟอร์มตัวเองได้ดีเพียงใด โอกาสชนะในสมรภูมินี้ก็มีสูงเท่านั้น

แอปเปิ้ล กับทิศทางธุรกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาอินโนเวชั่น

เป็นเหมือนธรรมเนียมครับที่สินค้าแอปเปิ้ลเปิดตัวเมื่อไหร่ คอลัมน์ Marketing Ideas ก็จะมาวิเคราะห์กลยุทธ์ธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังอยู่ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่พลาดอีกเช่นเคยครับ เพราะเป็นงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่หลายคนรอคอยอย่างไอแพด

tim-cook-big

Apple เปิดงานด้วยการพูดถึงโอเอสตัวใหม่โอเอสเท็น เวอร์ชั่น 10.9 หรือที่เรียกว่า Mavericks และมีการประกาศให้ผู้ใช้แมคทุกคนจะได้รับสิทธิ์ในการอัพเกรดได้ ฟรี!! (จากราคาปกติที่เคยคิดในโอเอสเวอร์ชั่นก่อนๆ คือ 30 ดอลลาร์)

และมีการนำไปเทียบกับ Windows 8 Pro ของไมโครซอฟท์ที่ขายอยู่ที่ราคา 199 ดอลลาร์

การให้ลูกค้าอัพเดทโอเอสให้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดตลอดเวลา ช่วยเพิ่มความจงรักภักดีในแบรนด์และโปรดักต์ได้ เพราะซื้อฮาร์ดแวร์มาแล้ว ไม่ถูกลอยแพ แถมยังพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ แกไขปรับปรุงปัญหาที่มีอยู่ในโอเอสเดิมอย่างต่อเนื่อง เหมือนเป็นบริการหลังการขาย ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ได้เครื่องใหม่ ได้ความสามารถใหม่ๆในทุกๆครั้งที่โอเอสอัพเกรด

อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ใหม่ เพราะลูกค้าจะติดกับความสามารถใหม่ๆของโอเอสและอาจจะรู้สึกไม่พอใจกับประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ที่กำลังใช้งานอยู่

นอกจากสร้างลอยัลตี้และกระตุ้นให้ลูกค้าอัพเกรดฮาร์ดแวร์แล้ว แอปเปิ้ลยังเชื่อว่าปัจจุบันหมดยุคของการทำกำไรจากการขายโอเอสแล้ว รูปแบบธุรกิจแบบใหม่ควรจะเป็นการทำกำไรจากการขายบริการต่างๆ แทน เช่น การขายแอพ การสมัครสมาชิกบริการอย่างไอทูนส์เรดิโอ ไอคลาวด์ ไอทูนส์แมทช์ การขายหนัง ขายเพลง การขายอีบุ๊ค มากกว่า (ซึ่งอะเมซอนเชื่อแบบนี้มานานแล้ว)

ตัวเลขล่าสุดจากการ์ตเนอร์ พบว่าตลาดแทบเล็ตทั่วโลกมีอัตราการเติบโตสูงถึง 54.3% ในขณะที่ตลาดพีซีกลับสวนทาง หดลงถึง 11.2%

พีซีขายได้น้อยลง วินโดวส์ของไมโครซอฟท์ก็ขายได้น้อยลงเช่นกัน

แต่ตลาดแทบเล็ต อยู่ในช่วงขาขึ้น และยิ่งไอแพดขายดีเท่าไหร่ โอกาสที่ผู้ครอบครองไอแพดจะเปลี่ยนจากพีซี+วินโดวส์ มาใช้แมค ก็มีมากขึ้นเท่านั้น ตามกฏ Halo Effect ที่กล่าวไว้ว่า คนที่ใช้ ไอพอด ไอโฟน ไอแพด มีแนวโน้มสูงที่สนใจซื้อแมคเป็นคอมพิวเตอร์ตัวถัดไป

นอกจากโอเอสใหม่ แอปเปิ้ลยังพูดถึงซอฟท์แวร์พื้นฐานที่ทุกเครื่องควรจะมีบ้าง

ซอฟท์แวร์สำหรับตัดต่อวิดีโอ (iMovie) แต่งเพลง (GarageBand) จัดการภาพถ่าย (iPhoto) หรือที่เรียกซอฟท์แวร์ทั้งชุดนี้ว่า iLife ขายในราคา 49 ดอลลาร์

และซอฟท์แวร์ออฟฟิศที่ใช้ทำงานเอกสาร (Pages) ทำพรีเซนเทชั่น (Keynote) ทำสเปรดชีท (Numbers) หรือที่เรียกกันว่า iWork ขายราคาปกติ อยู่ที่ 79 ดอลลาร์

ซอฟท์แวร์ยอดนิยมบนเครื่องแมคทั้งสองชุดนี้ แอปเปิ้ลประกาศแจกฟรี

ขณะที่คู่แข่งโดยตรงอย่างไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 365 ผู้ใช้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 99 ดอลลาร์ต่อปี

ต้นทุนการเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ซักเครื่อง (Cost of Ownership) เมื่อเทียบระหว่าง

ซื้อพีซี + วินโดวส์ 8 ของแท้ + ค่าใช้งานไมโครซอฟท์ออฟฟิศ+ซอฟท์แวร์พื้นฐานอื่นๆ อาจจะแพงกว่าการใช้แมคที่แถมซอฟท์แวร์พื้นฐานมาให้ด้วยฟรีๆ

แอปเปิ้ลใช้จุดแข็งด้านซอฟท์แวร์ของตัวเอง ดึงคนให้มาซื้อเครื่องแมคให้เยอะขึ้น แม้ตลาดพีซีจะอยู่ในช่วงขาลง แต่ผู้ใช้พีซีมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจากพีซีเครื่องเดิมมาเป็นแมคสูงมากขึ้น เรียกว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาสซ่อนอยู่

ปล่อยหมัดเด็ดชุดใหญ่ใส่ไมโครซอฟท์และผู้ผลิตพีซี และน่าสนใจว่าคู่กรณีจะโต้ตอบกลับมาอย่างไร

นอกจากซอฟท์แวร์แบบปกติแล้ว แอปเปิ้ลยังเปิดตัวบริการ iWork for iCloud ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ออฟฟิศแบบออนไลน์ อย่างเป็นทางการ

เมื่อรวมกับฟีเจอร์แผนที่ในโอเอสเท็นตัวใหม่ และบริการไอคลาวด์อื่นๆทั้ง Email , Calendar , Contacts

หมัดนี้ ซัดบริการออนไลน์ของ Google เต็มๆ

และเป็นไปตามคาดครับ ไอแพดมินิรุ่นใหม่ มาพร้อมกับหน้าจอเรติน่าที่ทุกคนรอคอย

แถมยังมาพร้อมกับสเป็คฮาร์ดแวร์ล่าสุดเหมือนกับไอโฟนห้าเอสและไอแพดจอใหญ่รุ่นใหม่ที่เปลี่ยนชื่อไปเป็นไอแพดแอร์

รอบนี้ ไอแพดมินิใหม่ ขายในราคา 399 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาเดิมถึง 70 ดอลลาร์

ทำไมครั้งนี้แอปเปิ้ลไม่สามารถรักษาระดับราคาขายไว้ที่เท่าเดิม อย่างที่เคยทำมา?

สถานการณ์ของไอแพดไม่ได้ดีมากครับ เพราะในไตรมาสสองของปี ยอดขายแอนดรอยด์แทบเล็ตพุ่งแซงไอแพดเป็นครั้งแรก และไม่ใช่แค่จำนวนเครื่องที่ขายได้ แต่เป็นรายได้รวมทั่วโลกที่แอนดรอยด์แทบเล็ต เอาไปครึ่งนึง

ราคาขายเฉลี่ยของไอแพดทุกรุ่นรวมกัน (Average Selling Price) ลดลงจากปีก่อนถึง 17% เพราะไอแพดมินิรุ่นถูกจะขายดีกว่า ส่วนไอแพดจอใหญ่เริ่มขายได้น้อยลง

ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยของแอนดรอยด์แทบเล็ต เพิ่มขึ้นจากปีก่อนด้วยเปอร์เซนต์ที่ไม่ต่างกัน เพราะรุ่นที่ราคาเกิน 10,000 บาท ขายได้ดีมากขึ้น

ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นจากสเป็คที่จัดเต็ม เพื่อรักษาระดับกำไร แอปเปิ้ลจึงต้องปรับราคาขายให้สูงขึ้นมาหน่อย เพราะเชื่อว่า ตลาดแทบเล็ตระดับบนที่ราคาเกิน 10,000 บาท แบรนด์อื่นคงแข่งด้วยลำบาก เพราะกำลังซื้อของคนกลุ่มนี้ แทบไม่ต้องคิดอะไรมาก ถ้าได้สเป็คฮาร์ดแวร์ที่ดี เพราะมีแอพ มีเกมที่คุณภาพสูงกว่ารอให้ใช้อยู่มากมาย

และการขยับราคาของไอแพดมินิรุ่นเดิมไปอยู่ที่ 299 ดอลลาร์ จะช่วยให้แอปเปิ้ลมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดแทบเล็ตราคาต่ำกว่าหมื่นมากยิ่งขึ้น

จากภาพรวมของงานเปิดตัวของแอปเปิ้ล เราเริ่มเห็นภาพกลยุทธ์ธุรกิจในทิศทางใหม่ที่ชัดเจนขึ้น คือ ขายฮาร์ดแวร์แบบพรีเมี่ยมพร้อมซอฟท์แวร์คุณภาพแบบฟรีๆ เพื่อครอบครองตลาดบนให้แน่นขึ้น ปล่อยให้คู่แข่งในตลาดล่างลงมาแข่งขันเรื่องราคากันไป โดยที่ตัวเอง เอารุ่นเก่ามาลดราคาลงมาเพื่อขอส่วนแบ่งในตลาดนี้

เริ่มเห็นชัดแล้วนะครับว่า การนำเสนอคุณค่าที่ดีกว่า (Superior Value) ให้กับคอนซูมเมอร์ ก็สามารถทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอินโนเวชั่นใหม่ๆเสมอไป 🙂

ติดตามการวิเคราะห์กลยุทธ์ธุรกิจการตลาดได้ที่เพจ facebook.com/MktHub อีกเช่นเคยครั

แอปเปิ้ล แซง โคคาโคล่า ขึ้นเบอร์ 1 แบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก

กลายเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลกครับ เมื่อ อินเตอร์แบรนด์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกด้านแบรนด์ ออกมาเปิดเผยรายงานการจัดอันดับ “Best Global Brand” ประจำมี 2013 ซึ่งความน่าสนใจของการจัดอันดับครั้งนี้อยู่ที่การเสียตำแหน่งแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกของโคคาโคล่าให้กับบริษัทแอปเปิ้ล

โคคาโคล่าครองตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2000 (ซึ่งเป็นปีแรกที่อินเตอร์แบรนด์มีการจัดอันดับ) รวมเป็นระยะเวลาทั้งหมด 13 ปีติดต่อกัน

แถมตกอันดับที ไม่ใช่การหล่นลงมาอยู่ที่ 2 แต่เป็นการหล่นมาอยู่อันดับ 3 ต่อจากกูเกิ้ลอีกต่างหาก

มูลค่าของแบรนด์แอปเปิ้ลในปัจจุบันสูงถึง 98.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ในอันดับ 2 ถึง 28%

เทียบกับมูลค่าแบรนด์ในปี 2000 ที่อยู่อันดับ 36 มีมูลค่า 6.6 พันล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 15 เท่า

ทางผู้บริหารอินเตอร์แบรนด์บอกว่า

“บริษัทหลายแห่งสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆของผู้คนได้ ไม่เฉพาะแค่กับตัวโปรดักต์เท่านั้น แต่รวมไปถึงวัฒนธรรมพื้นฐานทางสังคมด้วย

เป็นเหตุผลเดียวกับที่โคคาโคล่าครองอันดับ 1 มาอย่างยาวนาน และเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้แอปเปิ้ลขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกเวลานี้”

การวัดมูลค่าแบรนด์ (ฺBrand Valuation) ของอินเตอร์แบรนด์ มีการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “Brand Strength” เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดในการจัดอันดับ โดยใช้ 3 แกนหลักๆ คือ

1.ผลประกอบการของกิจการ ความแข็งแกร่งด้านการเงินของแบรนด์นั้น

2.บทบาทของแบรนด์นั้น ว่ามีอิทธิพลต่อคอนซูมเมอร์อย่างไร และต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆของคอนซูมเมอร์

3.ความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่ทำให้มีราคาขายแบบพรีเมียม สร้างผลกำไรที่ดีในระยะยาว และคอนซูมเมอร์มีความจงรักภักดีในตัวแบรนด์สูง

แต่ละแกนก็จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมที่แตกต่างกันออกไป เช่น

มีการกำหนดว่า 30% ของรายได้ ต้องมาจากนอกประเทศ

แบรนด์นั้น ต้องเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ นอกจากในประเทศของตัวเอง

เจ้าของแบรนด์ต้องเป็นบริษัทมหาชน หรือมีข้อมูลทางการเงินเปิดเผยต่อสาธารณะ

แบรนด์จะต้องมีตัวแทนหรือสำนักงานตั้งอยู่ใน 3 ทวีปหลักเป็นอย่างน้อย

หลายๆแบรนด์ ก็ไม่ติดอยู่ในการจัดอันดับของแบรนด์ เช่น แบรนด์ที่ทำธุรกิจโทรคมนาคม ที่คนนอกประเทศมักจะไม่รู้จัก แบรนด์ที่เป็นสายการบินที่มักจะมีสัดส่วนกำไรต่ำ ขาดความพรีเมียม ทำให้ไม่สามารถสร้างผลกำไรที่ดีในระยะยาวได้

ถ้าดูปัจจัยเหล่านี้คร่าวๆ ก็จะไม่แปลกใจครับว่าทำไม แอปเปิ้ลถึงกลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกได้

ปี 2012 แอปเปิ้ลมีรายได้รวมกว่า 156 พันล้านดอลลาร์ สูงเป็นอันดับ 22 ของโลก สัดส่วนรายได้นอกตลาดสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 60%

ถ้าวัดเฉพาะกำไร แอปเปิ้ลเป็นบริษัทที่มีผลกำไรเป็นจำนวน 41.7 พันล้านดอลล่าร์ สูงที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจาก Exxon Mobil ที่มีกำไรรวม 44.9 พันล้านดอลลาร์

นอกจากมูลค่าแบรนด์แล้ว แอปเปิ้ลยังเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) สูงที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของไฟแนนเชียลไทม์ ด้วยมูลค่ากว่า 443 พันล้านดอลลาร์

นอกจากผลประกอบการอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากและการมีอิทธิพลต่อคอนซูมเมอร์ ก็ค่อนข้างชัดเจนในเรื่องของสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต

ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้งานของคนทั้งโลก รวมไปถึงการเป็นตัวเลือกในใจอันดับต้นๆ เมื่อคอนซูมเมอร์ต้องการจะซื้อสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ การจัดอันดับในปีนี้ มีการพาเหรดเข้ามาของบรรดาแบรนด์ดังด้านไอทีหลายแบรนด์

ได้แก่ คือ กูเกิ้ล (อันดับ 2) ไอบีเอ็ม (อันดับ 4) ไมโครซอฟท์ (อันดับ 5) ซัมซุง (อันดับ 8) อินเทล (อันดับ 9) อะเมซอน (อันดับ 19) อีเบย์ (อันดับ 28) เฟสบุ๊ค (อันดับ 52)

10 อันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก มีบริษัทด้านเทคโนโลยีถึง 6 อันดับ มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 406.828 พันล้านดอลลาร์ คูณเป็นเงินไทยก็อ่านกันลำบากแล้วครับว่ากี่ล้านบาท

น่าจับตามองว่า การจัดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกปีหน้า บริษัทด้านเทคโนโลยีจะมีมากกว่า 6 รึเปล่า กูเกิ้ลจะทำอันดับแซงแอปเปิ้ลได้หรือไม่ หรือโคคาโคล่าจะกลับมาทวงที่ 1 คืนมาได้มั้ย และซัมซุงจะมาแรงแค่ไหนในปีต่อๆไป

ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจทางด้านการตลาดที่เพจ facebook.com/MktHub อีกเช่นเคยครับ 🙂

clip_image002

(แหล่งที่มาของภาพ Bloomberg BusinessWeek)

แอปเปิ้ลกับกลยุทธ์สำหรับ iPhone รุ่นใหม่

ตลาดสมาร์ทโฟนช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี กลับมาร้อนระอุอีกครั้งครับ เมื่อบรรดาผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ต่างพากันเปิดตัวสมาร์ทโฟนออกมาแย่งกันดึงเงินในกระเป๋าของเรา

ล่าสุด แอปเปิ้ล 1 ในบริษัทที่ถูกจับตามองมากที่สุดในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ก็ได้เผยหน้าตาของสมาร์ทโฟน ที่รอคอยกันมานาน อย่าง iPhone 5C ที่มีการคาดการณ์ว่า จะเป็น iPhone รุ่นราคาถูก และ iPhone 5S รุ่นท๊อป ที่มาแทนผลิตภัณฑ์รุ่นเดิมอย่าง iPhone 5

งานเปิดตัว iPhone ครั้งนี้ ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นครับ เพราะข้อมูล ภาพ ทุกอย่าง หลุดออกมาก่อนงานเป็นอาทิตย์ เป็นลักษณะการหลุดแบบทีละชิ้น ทีละส่วน สเป็คที่แท้จริงแบบเป๊ะ ไม่มีกระเด็นหลุดออกมา แต่ก็มีการคาดเดาได้ในหลายๆส่วน ทำให้เหล่าแฟนๆแอปเปิ้ลสงสัยกันว่า เป็นการจงใจปล่อยข่าวรึเปล่า เพราะมันตรงกับข่าวลือ ภาพหลุด เกือบทุกอย่าง

iphone5c

สิ่งเดียวที่น่าจะผิดความคาดหวังที่สุด น่าจะเป็น iPhone 5C ที่แม้ว่าจะไม่พลิกโผ อย่างข่าวลือที่ออกมาเป็นเดือนๆ แต่ด้วยราคาเปิดตัว กลับไม่ใช่ iPhone แบบ low cost ซักเท่าไหร่

ราคาของ iPhone 5C อยู่ที่ 99 ดอลลาร์ สำหรับรุ่น 16GB และ 199 ดอลลาร์ สำหรับรุ่น 32GB แต่เป็นราคาที่ต้องจ่าย พร้อมการทำสัญญา 2 ปี กับค่ายมือถือในสหรัฐ ซึ่งฟังดูไม่แพง

แต่ถ้าเป็นราคาเครื่องเปล่าไม่ติดสัญญา จะกลายเป็น 549 ดอลลาร์ และ 649 ดอลลาร์ ทันที

iPhone 5C ไม่ใช่ iPhone รุ่นราคาถูกอย่างที่คิด!!

สาเหตุหลักที่ใครหลายๆคนคิดว่า iPhone จะออกรุ่นราคาถูก เพื่อมาตีกับ Android ที่กวาดมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นทุกวัน จนแตะ 80% ไปแล้ว

ถ้า Tim Cook ไม่ทำอะไรเลย iPhone อาจจะเสียมาร์เก็ตแชร์ไปเรื่อยๆ จนนำไปสู่ยุคตกต่ำของแอปเปิ้ล

แต่แอปเปิ้ล ก็ยังคงเป็นแอปเปิ้ล ที่เลือกเดินเกมรักษาระดับของสินค้าให้อยู่ในตลาดบน ภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญมาก

อัตรากำไรต่อหน่วย ก็เป็นสิ่งสำคัญในมุมมองของผู้ถือหุ้น ที่จะต้องรักษาไว้ เพราะแม้ว่าแอนดรอยด์จะครองส่วนแบ่งตลาดได้จริง จากปริมาณยอดขาย แต่ส่วนแบ่งรายได้และกำไร ผู้นำก็ยังเป็นแอปเปิ้ลอยู่ดี

การวางตำแหน่งทางการตลาดของ iPhone 5C จึงไม่ใช่เพื่อออกมารบราฆ่าฟันกับแอนดรอยด์ราคาถูก แต่เป็นการเล่น 2 เกม

เกมแรก คือ เกมมาร์เก็ตแชร์ (Market Share)

เกมนี้ แอปเปิ้ลไม่ได้ลงมาเล่นแบบเต็มสูบ เพราะราคาเครื่องที่ไม่ติดสัญญา ก็ไม่ได้ถูก

แต่ถ้ามองที่ราคาเครื่องพร้อมสัญญา 2 ปี ถือว่าถูกครับ

ตลาดที่แอปเปิ้ลจะแย่งมาร์เก็ตแชร์ คือ ตลาดที่ขายเครื่องติดสัญญา เพราะค่ายมือถือช่วย subsidize ราคาให้ จนต่ำพอที่จะให้ผู้ใช้จ่ายน้อยๆได้

ไม่ใช่แค่ค่ายมือถือที่ช่วย subsidize ราคานะครับ ทางแอปเปิ้ลเองก็กำลังจะมี โปรแกรม “Trade-ins” ที่เอา iPhone รุ่นเก่า มาแลกเป็นส่วนลดซื้อเครื่องรุ่นใหม่ ตอนนี้เริ่มทดลองในสหรัฐฯแล้ว

มีบทวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ที่ทำการสำรวจตลาดสมาร์ทโฟนในจีนพบว่า สมาร์ทโฟนที่อยู่ในใจคอนซูมเมอร์ในจีน อันดับ 1 คือ iPhone และถ้ามี iPhone ราคาถูกจริง ราคาที่พวกเค้ายอมจ่าย คือ 486 ดอลลาร์ ขณะที่แบรนด์อื่น คงไม่ซื้อราคานี้ ต้องถูกกว่านี้พอสมควร

มี 29% ของคนที่กำลังคิดจะซื้อสมาร์ทโฟนบอกว่า เค้าจะซื้อ iPhone ถ้าสามารถใช้กับเครือข่าย China Mobile ได้

บทวิเคราะห์นี้ สรุปส่งท้ายว่า ถ้า iPhone ราคาถูก ออกมาทำตลาดจีนจริง ส่วนแบ่งตลาดของ iPhone ในจีนจะสูงขึ้นอีกราวๆ 13.3% มากพอที่จะทำให้ส่วนแบ่งตลาดรวมทั้งโลกของ iPhone เพิ่มขึ้น 6%

จีนประเทศเดียว ก็มีผลกระทบเยอะแล้วครับ เพราะลูกค้าของ China Mobile มีกว่า 700 ล้านคน

ที่อินเดีย ยอดขาย iPhone พุ่งขึ้น 3 เท่าตัว เพราะแอปเปิ้ลมีส่วนลดของราคาให้ มีโปรแกรม “Trade-ins” เครื่องเก่าแลกส่วนลดเพิ่ม และมีระบบผ่อนชำระแบบยาวๆ

ยังมีประเทศในอเมริกาใต้ อัฟริกา ยุโรปตะวันออก อีกหลายประเทศ ที่อยากได้ iPhone แต่ติดที่ราคาแพงเกินไป วิธีการ financing เครื่องแบบนี้ น่าจะช่วยเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ได้เหมือนอย่างที่ประสบความสำเร็จในอินเดีย

เกมที่ 2 คือ เกมส่วนแบ่งกำไร (Profit Share)

การเพิ่มกำไร ก็ทำได้อยู่ 2 ทาง ไม่ขายแพงขึ้น ก็ทำให้ต้นทุนถูกลง

เนื่องจาก iPhone 5C เป็นพลาสติก ต้นทุนจึงถูกกว่าการใช้วัสดุที่เป็นโลหะแบบเดิมมาก

และด้วยคุณสมบัติที่แทบจะเหมือน iPhone 5 ทุกประการ จนมองได้ว่า iPhone 5C คือ iPhone 5 ที่มีบอดี้เป็นพลาสติก และลดราคาขายลง

ถ้าแอปเปิ้ล ออก iPhone 5C ด้วยราคาที่ถูกมาก แน่นอน ส่งผลกระทบต่อกำไรต่อหน่วย และกำไรต่อหุ้น เพราะมีโอกาสที่จะเกิดการ Self-cannibalization กินตลาด iPhone รุ่นปกติของตัวเอง

กลายเป็นได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น แต่ส่วนแบ่งกำไรลดลง เพราะคนหันมาซื้อรุ่นราคาถูกแทน

เหตุการณ์แบบนี้ เพิ่งเกิดขึ้น กับ iPad ครับ เพราะตั้งแต่เปิดตัว iPad mini ออกมา

รุ่นที่ขายดีที่สุด คือ รุ่นราคาถูกที่สุด ทำเอา iPad ตัวใหญ่ขายได้น้อย ผลประกอบการของแอปเปิ้ลในปีนี้ เลยตกลง เพราะกำไรจากการขาย iPad ลดลง

การออก iPhone มา 2 รุ่น เพื่อทดแทนรุ่นเดิม โดยวาง รุ่น iPhone 5S เป็นตัวท๊อปที่จะมาทำตลาดในระดับบนสุด ซึ่งกลุ่มคนซื้อ ยังคงเป็นคนกลุ่มเดิม (ลูกค้าใหม่ มีเงิน และลูกค้าเก่าที่ต้องการอัพเกรดมือถือตัวเองจาก iPhone รุ่นเดิม)

ส่วนรุ่น iPhone 5C ก็จับลูกค้าใหม่ คนที่กำลังคิดจะซื้อแอนดรอยด์เพราะราคาถูกกว่า

ราคาเครื่องแบบติดสัญญาก็ไม่ถือว่าแพง และลูกค้าก็จะได้ทุกอย่างที่เหมือน iPhone 5 ยกเว้นวัสดุและสี

กลยุทธ์เหล่านี้ น่าจะพอช่วยเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ให้ iPhone ได้ โดยที่กระทบกำไรน้อยที่สุด

ติดตามอ่านเรื่องราวการตลาดที่น่าสนใจได้ ใน facebook.com/MktHub เช่นเคยนะครับ 😉

คุ้มหรือไม่ กับสติ๊กเกอร์ LINE

ความเห็นส่วนตัว คิดว่า ผู้ใช้โหลดสติ๊กเกอร์ไป มีจำนวนไม่น้อยที่บล๊อค Official Account นั้นทิ้งซะ เพราะสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ คือ สติ๊กเกอร์

เค้าไม่ได้ต้องการให้ใครก็ไม่รู้เข้ามาคุยกับเค้า ไม่ได้ต้องการความใกล้ชิดกับแบรนด์ และการแชท เป็นช่องทางที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว จึงเป็นสิ่งที่ควรระวังมากๆครับ

(แบรนด์อยากได้ช่องทางสื่อสารกับ consumer แต่ consumer ไม่อยากคุยด้วย เค้าพยายามหนี ส่วนแบรนด์พยายามตื๊อ โดยเอาของฟรีมาล่อ)

สิ่งที่แบรนด์จะได้จากการทำสติ๊กเกอร์ LINE แจก ก็คือ การเอา brand identity บางอย่าง แทรกซึมเข้าไปในบทสนทนาของผู้ใช้ และหวังว่ามันจะ engage กับการสนทนาของผู้ใช้

ซึ่งเค้าจะใช้หรือไม่ ชอบหรือไม่ ก็อีกเรื่องนะครับ

line-sticker-brand

 

ถ้าใช้ก็ได้ awareness ได้ engagement ไป

แต่การที่เค้าใช้ ไม่ได้แปลว่าเค้ารักหรือชอบแบรนด์นะ (ใช้เพราะชอบคำพูด ชอบความน่ารัก ชอบลักษณะท่าทางของสติ๊กเกอร์อันนั้น)

และแบรนด์ที่เค้ารัก เค้าอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้สติ๊กเกอร์ก็ได้ ถ้ามันออกแบบมาไม่น่าใช้ ไม่น่ารัก

เพราะสติ๊กเกอร์มันเป็นการสื่ออารมณ์แบบหนึ่่งเท่านั้นเอง

ประโยชน์อย่างเดียวที่แบรนด์ (อาจจะ) ได้ คือ การมีช่องทางที่สามารถติดต่อกับ consumer นับแสน นับล้าน ในระยะเวลาอันรวดเร็ว (โดยที่ consumer นี้อาจจะใช่หรือไม่ใช่ customer ก็ได้)

ซึ่งมองตรงนี้ อาจจะถือว่าคุ้ม เพราะถ้าเป็นการสร้างเฟสบุ๊คเพจ กว่าจะมีแฟนเป็นล้าน คงเสียเงินสร้างมากกว่านี้อีกหลายเท่า

แต่ช่องทางสื่อสารที่ได้มา ไม่รู้ว่า effective แค่ไหนนะครับ

อีกประโยชน์ที่แบรนด์อาจจะได้รับ คือ คำชมเชย

…เห้ย สติ๊กเกอร์นี้น่ารักดี เท่ดี สมแล้ว ที่เป็นของแบรนด์นี้ทำ (อันนี้เสริมกันเต็มๆ) …

แต่ถ้าแบรนด์นั้นเป็นแบรนด์มีบุคลิกจริงจัง การทำสติ๊กเกอร์น่ารักคิขุ มันอาจจะขัดกับภาพลักษณ์ที่พยายามสร้างกันมา ก็เป็นได้

ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ

หลายคนมีสติ๊กเกอร์หลายสิบคอลเลกชั่น รวมๆก็เป็นร้อยๆอัน

ถ้าสติ๊กเกอร์ของแบรนด์ ออกแบบมา ไม่น่ารัก ไม่เท่ จริง

ก็แค่โหลดมาเพราะฟรีครับ บางทีไม่คิดจะใช้ด้วยซ้ำ เพราะมีของใหม่แจกฟรีมาอยู่เรื่อยๆ และของแจกฟรีอย่างอื่น ก็น่ารัก น่าใช้ มีเยอะแยะ

 

ระวัง!!

เงินงบประมาณด้านการตลาดจะเสียไปเฉยๆหลายล้าน โดยไม่มีดอกผลอะไรที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจ

ต้องคิดให้รอบคอบครับว่าสิ่งที่อยากได้จริงๆ คืออะไรกันแน่ และสิ่งที่คาดว่าจะได้รับกลับมาตรงกับที่เราอยากได้จริงๆรึเปล่า

 

อย่าคิดแต่เพียงว่า ไม่ขอตกเทรนด์ เพียงอย่างเดียว Smile

 

อย่าลืม ติดตามบทวิเคราะห์ เนื้อหาอัพเดทที่น่าสนใจด้านการตลาดและเทคโนโลยีได้ที่ เพจ http://www.facebook.com/MktHub เช่นเคยครับ

เมื่อ LINE และ WeChat ประกาศบุกตลาดนอกเอเชีย หวังชิงความเป็นหนึ่งสมรภูมิแชทของโลก

เช้านี้เปิดเฟสบุคมา โพสต์นึงที่ผมเห็นคนโพสต์เยอะที่สุด คือ LINE แจกสติ๊กเกอร์ฟรี ฉลองจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกครบ 200 ล้านคน

เลยคันไม้ คันมือ อยากเขียนถึง LINE ซักหน่อย เป็นเกร็ดความรู้ที่ท่านจะได้ นอกจากการโหลดสติ๊กเกอร์ที่เค้าแจกฟรีนะครับ 🙂

————————————

ถ้าพูดถึงเรื่องแชท เจ้าตลาดตัวจริง ที่มีฐานผู้ใช้มากที่สุดในโลกในปัจจุบัน คือ WhatsApp ที่แม้จะไมได้เปิดเผยจำนวนผู้ใช้ทั้งหมด แต่เฉพาะผู้ใช้ที่แอคทีฟอย่างเดียวก็สูงถึง 250 ล้านคน โดยผู้ใช้ส่วนใหญ่มาจากทางยุโรปและอเมริกา

แต่ตำแหน่งผู้นำของ WhatsApp กำลังจะสั่นคลอนครับ เพราะ LINE ที่เพิ่งมีจำนวนผู้ใช้ทะลุ 200 ล้านคน ได้ประกาศเตรียมบุกตลาดยุโรปและอเมริกาอย่างจริงจัง

ตลาดนอกเอเชียตลาดแรกที่ LINE รุกเข้าไปคือ ประเทศสเปน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีผู้ใช้กว่า 55 ล้านคน

KakaoTalk-Line-WeChat-graph-3-720x577

(credit : techinasia.com)

Jeanie Han ซีอีโอของ LINE ที่ดูแลตลาดสหรัฐและแถบละตินอเมริกา บอกว่า เธอเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในสเปนนาน 2 เดือนเพื่อศึกษาตลาดและพฤติกรรมผู้ใช้

ก่อนที่จะตกลงว่าจ้าง 2 ดาราดังของสเปน คือ Hugo Silva และ Michelle Jenner ที่เป็นพระ-นางคู่กันในละครหรือภาพยนต์ในสเปน มาเป็นพรีเซนเตอร์ในโฆษณาที่ใช้โปรโมท (ซึ่งผมไม่ทราบถึงระดับความดังของทั้งคู่นะครับว่าดังแค่ไหน)

แผนการใช้เซเลบเป็น endorser ยังคงใช้ได้ผลดีครับ เพราะในเวลาเพียง 6 เดือน จำนวนผู้ใช้ LINE ในสเปนพุ่งสูงถึง 300 เท่า จนมีผู้ใช้ในปัจจุบันสูงถึง 15 ล้านคน แย่งจำนวนผู้ใช้มากจาก WhatsApp ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ 95% อยู่ก่อนหน้า ได้อย่างรวดเร็ว

ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กับการบุกตลาดยุโรป ประเทศแรก

เป้าหมายต่อไป ของ LINE คือ ทวีปอเมริกาเหนือและใต้ ทวีปแอฟริกา และอินเดีย

ปัจจุบันมีผู้ใช้ LINE กว่า 70% เป็นผู้ใช้นอกประเทศญี่ปุ่น ตรงกันข้ามกับคู่แข่งคนสำคัญอย่าง WeChat ของ Tencent ที่แม้จะมีผู้ใช้เกือบๆ 400 ล้านคน แต่เป็นผู้ใช้นอกประเทศจีนเพียง 20% เท่านั้น

ซึ่งเป็นปกติของธุรกิจออนไลน์ในจีนครับ ที่มักจะหากินกับฐานประชากร 1,300 ล้าน คนก่อน ค่อยคิดจะย้ายไปหากินนอกประเทศ

และบ่อยครั้ง ที่เวลาออกนอกประเทศจีน ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะไม่เคยพบเจอกับการแข่งขันที่หลากหลายและคู่แข่งที่เก่งกาจนั่นเอง

ทั้ง LINE และ WeChat ล้วนประกาศเอาจริงเอาจังในการบุกตลาดต่างประเทศ และพร้อมแย่งส่วนแบ่งตลาดจาก WhatsApp ในทุกประเทศที่ไป

แม้ว่า ณ ตอนนี้ WeChat อาจยังสู้ LINE ในการทำตลาดต่างประเทศไม่ได้

แต่ก็ไม่ได้นิ่งเฉยนะครับ เพราะมีการทุ่มเงินทำการตลาดมหาศาล จ้าง Lionel Messi นักฟุตบอลระดับซุปเปอร์สตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินา และสโมสรบาร์เซโลนา มาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อใช้โปรโมท WeChat ผ่านสื่อต่างๆ

ทั้งโฆษณาทีวี ป้ายบิลล์บอร์ดขนาดใหญ่ โดยเตรียมปูพรมเปิดตัวทั้งหมด 15 ประเทศ ซึ่งในไทย หลายคนคงเคยเห็นโฆษณา WeChat ที่ Lionel Messi เล่นกันแล้ว (ในไทยยังมี “อั้ม พัชราภา” เป็นพรีเซนเตอร์ WeChat อีกคน)

การทำการตลาดของทั้ง LINE และ WeChat ล้วนมีฟอร์มมาในลักษณะเดียวกัน

WeChat จะใช้ดาราดังเป็นพรีเซนเตอร์ในทุกประเทศที่บุกเข้าไป เพื่อสร้างการรับรู้ ให้คนรู้จักให้มากที่สุด

ในขณะที่ LINE มีการเลือกใช้ดาราดังเป็น พรีเซนเตอร์ในบางประเทศ

ในตลาดอินเดีย ที่กำลังมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยมี WeChat เข้าไปบุกตลาดก่อนเมื่อเดือนมิถุนายน

ก่อนที่ LINE จะตามไปในเดือนกรกฏาคม

ทั้งคู่มีการยิง TVC เพื่อโปรโมท โดย LINE ยิงโฆษณาเน้นกลุ่มวัยรุ่นด้วยฟีเจอร์เด็ดอย่างการส่งสติ๊กเกอร์ และไม่ได้ใช้ดาราดังเป็นพรีเซนเตอร์

ทางฝั่ง WeChatใช้ดาราดังอย่าง Parineeti Chopra และ Varun Dhawan

ที่ประเทศอินเดีย วัฒนธรรมการใช้งานแชทของคนอินเดียส่วนใหญ่จะเน้นการคุยข้อความล้วนๆหากัน มากกว่าการส่งอีโมติคอนหรือสติ๊กเกอร์

ทั้ง LINE และ WeChat จึงต้องพบกับความท้าทายว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนอินเดียส่วนใหญ่ได้หรือไม่

กลับมามองในภาพใหญ่

เป้าหมายปลายทางที่ทั้ง LINE และ WeChat คือ การเป็นแพลตฟอร์มต่อยอดไปทำเรื่องของโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำเกมบนมือถือ จนไปถึงการทำอีคอมเมิร์ซ เอ็มคอมเมิร์ซ

Jun Masuda รองประธานฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดของ LINE ให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ว่า เป้าหมายของ LINE คือ การเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คทางเลือก นอกเหนือไปจากเฟสบุค ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม

โดยขั้นต่อไปของ LINE คือ การสร้างฐานผู้ใช้ให้ถึง 500 ล้าน หรือถ้าเป็นไปได้คือ 1 พันล้านคนให้เร็วที่สุด

ไตรมาสแรก LINE ทำรายได้ไปทั้งหมด 58 ล้านดอลล่าร์ โดยเป็นการขายสติ๊กเกอร์ 18 ล้านดอลล่าร์ คิดเป็นสัดส่วน 30%

โดยแต่ละวันมีคนส่งสติ๊กเกอร์หากัน ประมาณ 750 ล้านครั้ง

นอกจากรายได้จากการขายสติ๊กเกอร์แล้ว ยังมีรายได้การขายไอเท็มในเกมสูงถึง 50% จากเกมทั้งหมด 25 เกมที่ทั้งทำเอง และทำร่วมกับพาร์ทเนอร์

และรายได้อีก 20% ที่เหลือ มาจากรายได้ที่แบรนด์ต่างๆทำสติ๊กเกอร์และ Official account

20% ที่ว่านี้ ผมเดาว่า น่าจะเป็นแบรนด์ของไทยไม่ต่ำกว่าครึ่ง

แม้ว่าจะยังไม่มีการพิสูจน์และวัดผลใดๆทางการตลาดออกมาชัดเจน แต่แบรนด์ไทย ก็พร้อมเสี่ยง ที่จะลงเงินจำนวนหลายล้าน ไปกับการสร้างสติ๊กเกอร์แจก และการมี Official Account ใน LINE

คุ้มรึเปล่าไม่รู้ครับ แต่นักการตลาดไทย ไม่ขอตกเทรนด์ และต้องการช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ LINE ไประดับโลก…

อันนี้ไม่ว่ากันครับ 🙂

อย่าลืม ติดตามบทวิเคราะห์ เนื้อหาอัพเดทที่น่าสนใจด้านการตลาดและเทคโนโลยีได้ที่ เพจ http://www.facebook.com/MktHub เช่นเคยครับ

กฏทองของนักการตลาดยุคใหม่

 

1 ในความเข้าใจที่ผิดของนักการตลาดที่มาจากโลกยุคเก่า คือ Social Media เป็นเพียงอีก 1 ช่องทางในการ ทำสื่อสารการตลาด (Marketing Communication) ของแบรนด์

จึงมีการนำหลักการของ Mass Communication มาใช้กับช่องทาง Social Media เหมือนที่เคยทำกับสื่อดั้งเดิมอย่างวิทยุและโทรทัศน์

ในโลกของสื่อสารการตลาดที่ผ่านมา 20-30 ปี เราถูกจับใส่กรอบตามตำราการตลาดที่ถูกเขียนขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว

กรอบที่ว่า คือ กรอบของ Advertising หรือ การโฆษณา

จุดมุ่งหมายของ Advertising คือ แย่งชิงความสนใจ (Competing for Attention) และต้องมีจำนวนคนเห็น (Eyeballs) ให้มากที่สุด ด้วยการยิงโฆษณาให้กลุ่มเป้าหมายให้ตรงกลุ่มพร้อมกับข้อความที่เราต้องการจะสื่อ เพื่อให้เกิดการจดจำ ยิ่งเห็นบ่อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสจำได้มากเท่านั้น

แต่ในยุคดิจิตัล เราจะยังทำแบบนั้นได้อยู่รึเปล่า?

quote-half-the-money-i-spend-on-advertising-is-wasted-the-trouble-is-i-don-t-know-which-half-john-wanamaker-193077

จากการศึกษาของ Catalina Market Corporation ที่ทำการวัดยอดขายสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตของแบรนด์ดัง 10 แบรนด์ ที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นแม่บ้านวัย 25-54 ปี พบว่า 53% ของยอดขายที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากกลุ่มแม่บ้านที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เหล่านี้เลย

โฆษณาตรงกับกลุ่มเป้าหมาย แต่ยอดขายเกินครึ่ง มาจากกลุ่มคนที่แบรนด์เหล่านี้ไม่ได้สนใจ

ผลสรุปของการศึกษาครั้งนี้คือ การแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยการใช้ข้อมูล demographic อาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไป

“Half the money I spend on advertising is wasted; the trouble is I don’t know which half”

คำพูดนี้จึงเป็นคำพูดที่ตรงกับความเป็นจริงในปัจจุบัน

การตลาดยุคใหม่จึงเน้นการสร้าง “Consumer Networks” หรือ “Networks of Advocates” แทนการตั้งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแบบเดิม (Target Consumers)

หนึ่งในแนวคิดทางการตลาดที่เรามักจะยึดติดคือ แนวคิดแบบ Inside-out

เรามักจะคิดในฐานะที่ตัวเองเป็นนักการตลาด ดูแลการตลาดให้กับบริษัท ดูแลผลิตภัณฑ์แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เราจะรักมันมากกว่าปกติ เกิดอาการ “เข้าข้าง” มากกว่าคนอื่นๆ ทำให้การตัดสินใจต่างๆที่เกี่ยวข้อง เกิดความผิดพลาดได้ เพราะเราไม่คิดจะถอยออกมาเพื่อมองตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆเหล่านั้นในมุมกว้างเพื่อหาจุดอ่อนหรือจุดที่ยังไม่ดี และนำไปแก้ไขปรับปรุง

ปรากฏการณ์นี้ เรียกว่า “Spotlight Effect” ถูกอธิบายอยู่ในหนังสือ “Thinking, Fast and Slow” ที่เขียนโดย นักจิตวิทยาชื่อ Daniel Kahneman ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปี 2002

thinking-fast-and-slow

เหมือนเราอยู่ในห้องมืดๆ แต่มองเห็นแค่เพียงตรงที่มีไฟ Spotlight ส่อง และทุกๆอย่างที่อยู่นอก Spotlight เราจะมองไม่เห็นและอาจจะคิดว่ามันไม่มีอะไรอยู่แถวนั้น

การมองเห็นจำกัด ทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย

โลก Social Media ที่เป็นโลกของบทสนทนา (Conversation) และความสัมพันธ์ (Relationship)

ถ้าลองคิดว่าตัวเราเองเป็นลูกค้าคนหนึ่ง เดินออกห่างจาก Spotlight ซักพัก ทดลองใช้บริการ ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ตัวเองอย่างจริงจัง เอาตัวเองเข้าไปขลุกอยู่กับ Community ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ตัวเอง

การนำ Consumer Feedback ที่เกิดจากบทสนทนาในโลก Social Network จะช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทำให้บริการที่เกี่ยวข้องถูกพัฒนาได้ถูกต้องและโดนใจลูกค้ามากขึ้น

การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ Consumer ใน Social Network กับผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่ง หรือกับ Consumer ด้วยกันเอง จะช่วยให้เราได้คำตอบที่เราอาจจะตอบไม่ได้ คือ

ทำไมลูกค้าถึงรักเรา (Why consumer love us?) และ ทำไมลูกค้าถึงซื้อผลิตภัณฑ์ของเรา (Why consumer buy our products?)

การคิดแบบ Outside-in แทนการคิดแบบ Inside-out โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำ Social Media มาใช้ประโยชน์นอกเหนือไปจากการมองมันเป็นเพียงช่องทางโฆษณาอีกหนึ่งช่องทาง เป็นสิ่งที่นักการตลาดยุคใหม่ ควรนำมาประยุกต์ใช้ครับ

ติดตามอัพเดทเรื่องการตลาดใหม่ๆได้ทางเพจ facebook.com/MktHub นะครับ