“ซ่อนคมในฝัก” …เมื่อคนฉลาดแกล้งโง่

ในประวัติศาสตร์ มีผู้ที่มีสติปัญญาล้ำเลิศและรู้รักษาตัวรอดมากมาย

แต่คนที่รู้จักเก็บซ่อนความฉลาดของตัวเองกลับมีน้อย

คนฉลาดแกล้งโง่ นึกออกอยู่ 4 คน คือ “เล่าปี่” “โลซก” “ซุนฮิว” และ “สุมาอี้”

– – –

  1. เล่าปี่

เราได้เห็นน้อยมากที่เล่าปี่จะรบชนะใคร ส่วนใหญ่ก็รบแพ้เค้าตลอด หนีไปอาศัยคนนั้นที คนนี้ที โชคดีที่ขุนพลข้างกายอย่างกวนอู เตียวหุย เก่ง จึงเอาตัวรอดมาได้ตลอด

ใครอ่านสามก๊กช่วงแรก คงไม่คิดว่าเล่าปี่จะมีปัญญาสถาปนาก๊กของตัวเองได้แน่ๆ

แต่ความที่ดูไม่ฉลาดของเล่าปี่ กลับกลายเป็นข้อดี ที่ทำให้มีคนเก่งๆมาทำงานให้มากมาย เพราะทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี และให้คุณค่าของคนเก่งๆ

ใครให้คำแนะนำอะไรมา ก็ขอบคุณแบบสุดๆ (ต่างจากโจโฉ ที่แม้จะชื่นชอบคนเก่ง แต่ก็ชอบดูถูกคนอื่น และบางครั้งไม่เคารพความเห็นที่แตกต่างเท่าไหร่ คนจึงเกลียดไม่น้อย)

ในขณะที่เล่าปี่ มีแต่คนรัก ยกย่อง สรรเสริญ. การทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตน กลับสร้างความเกรงใจให้กับเหล่าขุนนาง ไม่มีใครกล้าหือ

ฉากที่คลาสสิคสุด คือ ฉากแกล้งโง่ ตกใจกับเสียงฟ้าผ่าจนตะเกียบหล่น เพื่อตบตาโจโฉ จนตายใจ ไม่คิดกำจัดเล่าปี่ทิ้ง ตามคำแนะนำของเหล่าที่ปรึกษา

แถมยังแกล้งทำเป็นปลูกผักทำไร่ เพื่อปิดบังตัวเองไม่ให้โจโฉรู้ว่าตนเองคิดอะไร

ซึ่งก็ได้ผลครับ เพราะต่อมา เล่าปี่วางแผนอาสานำทัพไปสกัด ไม่ให้อ้วนสุดร่วมมือกับอ้วนเสี้ยว

โจโฉที่ตายใจ คิดว่าเล่าปี่ไม่มีพิษมีภัยอะไร จึงมอบกำลังทหารห้าหมื่นนายแก่เล่าปี่

กองทหารห้าหมื่นนายนี่แหละครับ ที่เป็นกำลังสำคัญในการตั้งตัวของเล่าปี่และสามารถยึดเมืองชีจิ๋วเป็นฐานที่มั่นได้

คนฉลาดสุดๆอย่างโจโฉ กลับถูกคนอย่างเล่าปี่ที่ดูไร้พิษสงใดๆตบตาได้ เพราะเล่าปี่เป็นคนฉลาด แต่แสดงให้คนอื่นเห็นว่าโง่ เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง

– – –

2. โลซก

แม้ตามท้องเรื่อง โลซกจะดูซื่อๆไม่ค่อยฉลาด โดยเฉพาะตอนอยู่กับขงเบ้ง

แต่เอาเข้าจริงๆ เค้านี่แหละ เป็นมันสมองคนสำคัญของง่อก๊ก ที่ทำให้เกิดการแบ่งแผ่นดินออกเป็นสามส่วน ด้วยยุทธศาสตร์ก่อตั้งง่อก๊กที่เคยเสนอต่อซุนกวนนายใหญ่

โลซกเป็นคนเข้าใจในภาพรวมดี. มองทุกอย่างเป็นข้อดี มองทางบวก

เป็นนักประนีประนอมที่คอย. balance อำนาจกันระหว่างง่อก๊กกับจ๊กก๊ก เพื่อผลประโยชน์ในภาพใหญ่

ต่างจากจิวยี่ กุนซือหมายเลขหนึ่งของ่อก๊ก ที่แม้จะฉลาด มีไหวพริบและสติปัญญาดี

แต่กลับเป็นคนใจแคบ คิดกำจัดขงเบ้งและเล่าปี่ เพราะมองเพียงว่าทั้งสองคนเป็นศัตรูที่จะเป็นภัยคุกคามกับตัวเอง

สุดท้ายจิวยี่ก็แพ้ภัยตัวเอง

– – –

3. ซุนฮิว

ฝั่งวุยก๊ก ที่ปรึกษาหมายเลข 2 ของโจโฉ อย่าง “ซุนฮิว” เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ

บทบาทของซุนฮิวที่โดดเด่น คือ บทบาทเสนาธิการ ในการปราบลิโป้ อ้วนเสี้ยว และแผนยุให้สองพี่น้องแซ่อ้วน รบกันเอง จนถูกโจโฉปราบ และสถาปนาวุยก๊กสำเร็จในเวลาต่อมา

ช่วงเวลา 18 ปีที่รับใช้โจโฉ ซุนฮิววางสุดยอดกลยุทธ์ไว้ถึง 12 แผน แต่ก็เป็นคนถ่อมตัว ไม่เคยเคลมว่าเป็นผลงานตัวเอง แม้แต่กับเพื่อน เค้าก็ไม่เคยโอ้อวดตัวเอง

ซุนฮิวยอมเก็บงำความฉลาด แสร้งทำตัวเหมือนคนโง่ เพื่อไม่ให้บดบังรัศมีของเจ้านาย

จึงได้รับความเคารพและไว้วางใจสุดๆจากโจโฉ

– – –

4. สุมาอี้

ยอดอัจฉริยะแห่งยุคประจำวุยก๊ก หนึ่งเดียวที่ต่อกรกับขงเบ้งได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

ครั้งหนึ่งสุมาอี้ เคยแกล้งป่วย เป็นบ้า สติไม่ดี เพื่อตบตาหลีซิน ที่โจซอง ผู้สืบราชการแทนพระเจ้าโจฮอง ส่งมาเพื่อสืบข่าว และหาทางกำจัดสุมาอี้ทิ้งจากเส้นทางอำนาจ

สุมาอี้ตีบทแตกกระจุย โจซองเชื่อสนิทใจว่าสุมาอี้คงอยู่ได้อีกไม่นาน ตัวเองคงได้ครองอำนาจเป็นใหญ่เพียงผู้เดียว

โจซองย่ามใจ จึงจัดกระบวนให้พระเจ้าโจฮองออกจากเมืองหลวงเพื่อไปเซ่นไหว้ศพพระเจ้าโจยอย ส่วนตัวเองก็ออกไปล่าสัตว์ชิลล์ๆ

สุมาอี้ที่แกล้งบ้า พร้อมลูกชาย และสมัครพรรคพวกจึงระดมกำลังเข้ายึดเมืองลกเอี๋ยง ที่ไร้แม่ทัพนายกอง เพราะออกไปติดตามพระเจ้าโจฮองกันหมด พร้อมทั้งกวาดล้างกลุ่มอำนาจของโจซองจนหมดสิ้น

ดังเช่นพิชัยสงครามของซุนวู บทที่ 1 ที่กล่าวไว้ว่า

สงคราม คือ การใช้เล่ห์ รบได้ ให้แสดงว่ารบไม่ได้…จะรุก ให้แสดงว่าไม่รุก ใกล้ ให้แสดงว่าไกล…ไกล ให้แสดงว่าใกล้ …

– – –

ที่สุดของที่สุด คือ คนที่รู้ว่า “เมื่อไหร่ควรฉลาด เมื่อไหร่ควรโง่”

10 เคล็ดลับการเลือก Co-founder สำหรับธุรกิจ Startup

ปีนี้ธุรกิจด้านเทคโนโลยีถือว่ามีการเติบโตค่อนข้างสูง เพราะนอกจากธุรกิจอินเตอร์เน็ตและแอพต่างๆที่โตคู่กับอัตราการเพิ่มขึ้นของสมาร์ทโฟน ยังมีอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ทั้งอุปกรณ์ประเภท Wearable อุปกรณ์ประเภท HomeKit อุปกรณ์ประเภท Connected Car เป็นต้น

เมื่ออุตสาหกรรมไอทีทั้งอุตสาหกรรมมีการเติบโตสูงเช่นนี้ ย่อมดึงดูดคนที่มีไอเดียและความฝันที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเอง ได้ออกมาตั้งบริษัท Startup เพื่อทำความฝันให้เป็นความจริง

แต่การเริ่มต้นตั้งไข่ ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินทุน บางทีเราไม่สามารถจ้างคนเก่งมาช่วยทำงานได้เหมือนบริษัทใหญ่ที่มีเงินจ้างพนักงานเงินเดือนสูงๆได้ จึงจำเป็นต้องหาคนมาร่วมฝัน เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจของเรา

ผมอยากแนะนำเคล็ดลับ 10 ข้อสำหรับการเลือกหาคนที่เหมาะสมมาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกับเราดังนี้ครับ

1. มีวิสัยทัศน์ที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน

Co-founder จะต้องมีความเข้าใจในตัวธุรกิจพอๆกัน และมองเห็นอนาคตของกิจการเหมือนกัน เพราะถ้าเข้าใจเหมือนกัน ก็จะมีความอินในธุรกิจ ซึ่งความอินจะนำมาสู่ความทุ่มเทและอุทิศตัวเองเพื่อกิจการ

2. มองเห็นขนาดของกิจการที่อยากให้เป็นเหมือนๆกัน

ไม่ใช่ทุกคนคาดหวังอยากสร้างกิจการเป็นอาณาจักรที่มีขนาดใหญ่โต ซึ่งต้องการความทุ่มเทและการเสียสละสูง

บางคนก็อยากมีกิจการที่มีขนาดพอเหมาะกับกำลังของตัวเอง อาจจะทำเพื่อความสนุก สามารถทำงานแบบชิลล์ๆสบายๆได้ ไม่ซีเรียสกับมันมากนัก

ถ้า Co-founder มองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน ระดับความทุ่มเทและอุทิศตัวเองเพื่อกิจการ ก็จะต่างกัน และมีโอกาสที่จะนำไปสู่การแยกทางกันในที่สุด

3. การอุทิศตัวเองเพื่อกิจการ

Co-founder ทุกคน ควรจะมี commitment อยู่ในระดับเดียวกัน มีความทุ่มเทเพื่อกิจการพอๆกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่สืบเนื่องต่อมาจากข้อ 1 กับ ข้อ 2 รวมกับภาระหน้าที่ในชีวิตที่มีอยู่ของแต่ละคน

ถ้า co-founder คนหนึ่ง มองกิจการสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมจะทุ่มเทชีวิตเพื่อกิจการนี้ ในขณะที่ co-founder อีกคนมีครอบครัว มีภาระที่ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัว ต้องการชีวิตแบบ work life balance อาจทำให้เกิดปัญหาในการทำงานได้

หรือถ้าคนหนึ่ง ต้องการสร้างมูลค่าของกิจการให้เติบโตอย่างรวดเร็วแล้วขายทิ้งใน 1-3 ปี

ในขณะที่อีกคน ต้องการสร้างกิจการให้เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน อยู่ได้ด้วยตัวเองไปอีกสิบๆปี ก็อาจทำให้มีการอุทิศตัวเองในระดับที่แตกต่างกันได้

ถ้าทุกคนมีระดับความทุ่มเทและการอุทิศตัวเองเพื่อกิจการที่แตกต่างกัน อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นภายหลัง และจะเกิดอารมณ์ประมาณว่าเราทำเต็มที่ แต่คนอื่นทำไมไม่เต็มที่เหมือนที่เราทำ และนำไปสู่การแยกทางกันได้เช่นกัน

4. มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน

Co-founder แต่ละคน ควรมีทักษะความสามารถที่ส่งเสริมเติมเต็มกัน เพื่อช่วยเหลือกิจการในสิ่งที่ขาด เช่น เมื่อกิจการมีคนที่เก่งเรื่องการสร้าง Product ก็ควรต้องมีคนที่ทำการตลาดและการขายอยู่ด้วย ถึงจะเป็นทีมที่ลงตัว เหมาะกับการก่อร่างสร้างตัวของกิจการ

5. สไตล์การทำงานของแต่ละคน

Co-founder บางคนมีสไตล์การทำงานที่ชอบลงรายละเอียด ลงมาบริหารจัดการด้วยตัวเองทุกเรื่อง

ในขณะที่บางคน อาจไม่ใส่ในใจรายละเอียดเลย แต่สามารถมองภาพกว้าง มีความคิดทางธุรกิจกว้างไกลและเฉียบคม

ซึ่งธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องมีคนทั้งสองแบบอยู่ในทีมผู้ร่วมก่อตั้ง

6. มุมมองที่แตกต่างหลากหลายจากประสบการณ์และอาชีพ

มุมมองที่แตกต่างและหลากหลายของแต่ละคน จะช่วยสร้างมุมมองที่แปลกใหม่ให้ธุรกิจได้

เช่น ถ้าทีมงานมีคนที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องศิลปะ วิศวกรรม การขาย อยู่ด้วยกัน ย่อมดีกว่าการมีแต่คนประเภทเดียวกันอยู่ในทีม (เช่น เป็นวิศวกรทั้งหมด)

เพราะมุมมองความคิดจะเหมือนกัน มักจะมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ทิศทางที่ถูกต้อง

ทีมงานผู้ร่วมก่อตั้งที่ดี ควรเป็นส่วนผสมที่แตกต่างและหลากหลายในเรื่องของประสบการณ์ที่เคยทำมา

7. เลือก Co-founder ให้เหมือนเลือกคู่ชีวิต

Co-founder เป็นทีมผู้สร้างธุรกิจที่ต้องทำงานด้วยกันไปอีกนาน เหมือนเลือกคู่ชีวิตหรือแฟนที่จะต้องอยู่ด้วยกันไปนานๆ ตั้งแต่สร้างเนื้อสร้างตัวจนถึงการมีรากฐานที่มั่นคงแน่นอน

เวลาจะเลือกใครมาร่วมสร้างกิจการกับเรา อย่าได้ใจร้อน ให้ค่อยๆพิจารณา ดูนิสัยใจคอไปด้วยว่าเข้ากันได้ดีมากน้อยแค่ไหน

เพราะเมื่อตกลงร่วมลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการแต่งงานกัน จะเลิกกันก็ยุ่งยากและสร้างความลำบากใจให้แก่กัน

8. กิจการไม่จำเป็นต้องมีจำนวน Co-founder เยอะ 

ช่วงเริ่มก่อตั้ง ควรมี co-founder ซัก 3-4 คนกำลังดี ไม่ควรเกินนี้ (ถ้ามี 2 คนยิ่งดี)

เพราะอาจเกิดการแบ่งข้างกัน อาจมีความคิดความเห็นไม่ลงรอยกัน อาจจะต้องใช้เวลาและความพยายามในการปรับจูนมากกว่าที่ควรจะเป็น

เข้าทำนองว่ามากคนก็มากความ ตกลงอะไรกันยากด้วย

9. อย่าเลือกใครมาเป็น Co-founder เพราะเค้าเป็นคนให้เงินมาทำกิจการ

ธุรกิจต้องขับเคลื่อนด้วยคนทำงาน และคนทำงานเท่านั้นที่คู่ควรมีอำนาจตัดสินใจในการบริหารกิจการ

ถ้าให้อำนาจการบริหารกิจการกับคนให้เงินมากเกินไป เราอาจจะต้องยอมเค้าด้วยเหตุผลว่าเค้าให้เงิน ไปจนถึงการมีบุญคุณต่อกัน ทำให้กิจการอาจจะไม่เติบโตไปในแนวทางที่ทีมผู้ก่อตั้งต้องการ และอาจจะเจ๊งในที่สุด

ควรจำกัดหน้าที่ของคนให้เงินทุน ให้มีเพียงการกำกับการใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวังเท่านั้น เพราะการใช้เงินให้เป็น เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากกับกิจการ startup

10. ธุรกิจที่ดี จะต้องอยู่ได้โดยไม่พึ่งพาใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ

ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นภายในทีมผู้ก่อตั้งได้ตลอดเวลา ไม่ควรให้อำนาจใครคนใดคนหนึ่งมากเกินไป

เพราะถ้ามีปัญหากับคนคนนั้น ธุรกิจอาจมีปัญหาถึงขั้นล้มได้

เพื่อป้องกันกิจการโดยรวมไม่ให้มีปัญหาสะดุดในการบริหาร เริ่มต้นไม่ควรแบ่งหุ้นให้ co-founder เยอะตั้งแต่แรก แต่ใช้วิธีเพิ่มสัดส่วนหุ้นให้เมื่ออยู่นานขึ้น เช่น ปีแรกให้ 5% ปีต่อไปค่อยเพิ่มเป็น 10% และถ้าอยู่ทำงานเกิน 4 ปีขึ้นไป ก็ค่อยเพิ่มเป็น 20% ไปเรื่อยๆตามความเหมาะสม

ทั้งหมด คือ เคล็ดลับ 10 ข้อสำหรับการเลือก Co-founder ให้เหมาะสมเพื่อมาร่วมกันสร้างธุรกิจ startup ของเราให้เติบโตแบบไม่สะดุด

“ตัวเลือกเยอะ” หรือ “มีเป้าหมายมากเกินไป” ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จซักที !!!

มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จมาเล่าสู่กันฟังครับ

มีใครเคยสงสัยมั้ยครับว่า บางคนที่เคยประสบความสำเร็จ หรือองค์กรยักษ์ใหญ่ที่เคยโด่งดังเป็นพลุแตก
อยู่มาวันหนึ่งก็มีข่าวว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า

ทำไมพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จมากกว่าที่เคยทำได้ล่ะ ในเมื่อพวกเขาก็เคยทำสำเร็จมาแล้วนี่?

เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาเหล่านั้น ปัญหาเกิดกับพวกเขาตอนไหน
วันนี้มาลองค้นหาคำตอบไปด้วยกันครับ

“เหล่าอัจฉริยะของโลก” มีกิจวัตรประจำวันยังไง?

ในบรรดาผู้ที่มีชื่อเสียง ทั้งนักคิดนักเขียน นักดนตรี และอีกหลากหลายสาขาที่ได้รับยกย่องว่าเป็น อัจฉริยบุคคลสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเขาเหล่านี้อาจเป็นเรื่องของ กิจวัตรประจำวันที่เขาทำกันครับ

ผมเชื่อว่ามีหลายท่านที่สนใจอยากทราบว่า ใน 24 ชั่วโมงที่ทุกคนมีเท่ากันนั้น คนที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะ ใช้เวลากันอย่างไร และมีการตั้งกรอบการทำงานให้กับตัวเองกันอย่างไร

ขอยกตัวอย่างบางท่าน เช่น Francine Prose นักเขียนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงโด่งดังและมีผลงาน ตลอดจนได้รับรางวัลมากมาย หนังสือ Daily Rituals: How Artists Work ของMason Curry กล่าวถึง Francine Prose เอาไว้ว่า ในช่วงที่ลูกยังเล็ก เธอจะเริ่มเขียนงานเมื่อรถโรงเรียนมารับลูก ๆ ของเธอไปจนกระทั่งรถโรงเรียนพาลูกมาส่งในตอนบ่าย

หรือ Thomas Stearns Eliot (T.S.Eliot) อีกหนึ่งคนดังในแวดวงนักเขียน เจ้าของรางวัลโนเบลด้านการประพันธ์ ในปี ค.. 1948 ที่ได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า การเขียนงานในวันที่เขามีงานธนาคารทำนั้น ง่ายกว่าสมัยที่เป็นนักเขียนไส้แห้ง

แม้รูปแบบการทำงานจะไม่มีสูตรตายตัว แต่ละคนอาจเลือกใช้ตามความถนัด
แต่ในมุมของ Sarah Green บรรณาธิการอาวุโสแห่งนิตยสาร Harvard Business Review กลับพบว่ามีองค์ประกอบบางอย่างคล้าย ๆ กันในกิจวัตรประจำวันของคนดังเหล่านั้นครับ และได้สรุปออกมา 7 ข้อดังนี้

ตามไปดู 17 บริษัท กับนโยบายดูแลพนักงานสุด Cool!

เป็นอีกหนึ่งบทความที่อ่านจาก BusinessInsider.com เจ้าประจำ น่าสนใจดีครับ
สำหรับผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ ไอเดียเหล่านี้เหมาะแก่การหยิบยืมไปใช้ในองค์กร เพื่อดูแลพนักงาน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของธุรกิจให้อยู่กับเรานานๆ
สำหรับลูกจ้าง พนักงานบริษัท ก็แชร์ไอเดียเหล่านี้ให้หัวหน้า ผู้บริหาร และฝ่ายบุคคล เห็นกันนะครับ เค้าจะได้ดูแลเราดีๆ

ทำไมใคร ๆ ก็อยากทำงานที่ “แอปเปิ้ล”

การเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย
เช่นเดียวกับเส้นทางของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ใครต่อใครรู้จักดีในฐานะผู้สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการไอทีรวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องอย่าง “แอปเปิ้ล”
ที่วันนี้ พนักงานของยักษ์ใหญ่รายนี้จะมาเปิดเผยความลับเกี่ยวกับการดูแลพนักงานของแอปเปิ้ลให้เราได้ฟังกัน
ส่วนจะมีเรื่องดี ๆ ใดบ้างแอบซ่อนอยู่ ไปติดตามดูกันเลยครับ

ซีอีโอต้องเปลี่ยนวิธีคิดอย่างไร ในยุคที่ลูกค้าเป็นใหญ่?

เราเคยเห็นแบรนด์มากมายถูกโจมตีบนเว็บไซต์ประเภทกระทู้สนทนาหรือโซเชียลมีเดียนับครั้งไม่ถ้วน ชาวออนไลน์ที่มีความเชี่ยวชาญในข้อมูลสินค้าต่างดาหน้าออกมาเผยแพร่ข้อมูลที่ตัวเองทราบจนเกิดเป็นกระแสทั้งต่อต้านและส่งเสริมแบรนด์สินค้านั้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อลูกค้ามีอิทธิพลต่อองค์กรมากขึ้นเช่นนี้ ซีอีโอขององค์กรทั่วโลกจึงต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิธีคิดทั้งของตัวเองและทีมผู้บริหาร เพื่อรับมือให้ได้ในยุคที่ลูกค้าทวีความยิ่งใหญ่ทุกขณะ

คำว่า”ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิธีคิด”นั้นไม่ใช่คำพูดลอยลมที่พิสูจน์ไม่ได้ เพราะผลสำรวจโดยสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของ IBM (IBM Institute for Business Value) พบว่าซีอีโอยุคนี้เปลี่ยนแปลงวิธีคิดแล้วอย่างจริงจัง แถมยังมีความหนักใจกับการพาทีมผู้บริหารหรือกลุ่ม CxO ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กรทั้งในด้านไอที การตลาด การเงิน และฝ่ายบุคลากร (CIO, CMO, CFO และ CHRO) รวมถึงทุกคนที่มีคำว่า C ติดไว้หน้าตำแหน่ง

มรณกรรมของสตีฟ จ๊อบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ล เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา สร้างความตื่นตะลึงไปทั้งโลก มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง มีสื่อต่างๆมากมาย รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก ต่างแสดงความอาลัยต่อการจากไปของจ๊อบส์ในครั้งนี้

บทความแรกของคอลัมน์ Marketing Hub เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ผมเขียนเรื่อง “แอปเปิ้ลจะอยู่หรือไป เมื่อไม่มีสตีฟ จ๊อบส์” ซึ่งในบทความนั้น ผมวิเคราะห์ถึงความทรงอิทธิพลต่ออุตสาหกรรม และอิทธิพลเหนือสื่อของตัวจ๊อบส์เอง เหตุการณ์สำคัญในครั้งนั้น คือ การลาป่วยแบบไม่มีกำหนดของจ๊อบส์

ไม่มีใครคิดคาดว่า จ๊อบส์ จะจากโลกใบนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนคืน ในเวลาที่สั้นขนาดนี้

คิดแล้วใจหายครับ ในฐานะที่ผมเป็นแฟนทั้งแอปเปิ้ลและจ๊อบส์มานาน กรณีศึกษาและบทวิเคราะห์ต่างๆที่เขียนลงในคอลัมน์นี้ ก็เป็นเรื่องราวของเค้าไม่น้อย

สตีฟ จ๊อบส์ เปรียบเสมือน ตัวเร่ง ปฏิกิริยา สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งหมดที่เค้าเกี่ยวข้อง ให้พัฒนาเร็วขึ้น ในอัตราเร่งที่มากกว่าปกติ

ขอใช้พื้นที่คอลัมน์นี้ เพื่อสดุดีและขอบคุณในสิ่งที่สตีฟ จ๊อบส์ สร้างขึ้นมาให้โลกใบนี้ ครับ

โลกนี้ที่ไม่มีสตีฟ จ๊อบส์ จะเป็นยังไงต่อไป อันนี้คงต้องรอดูกันต่อไป

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่เค้าทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง คือ “ดีเอ็นเอ” ของความเป็น “นวัตกร” (Innovator)

หนังสือ The Innovator’s DNA ของศาสตราจารย์ Clayton M. Christensen แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขียนไว้ถึงอุปนิสัยหลายๆอย่างของจ๊อบส์ ที่ทำให้เค้ากลายเป็นสุดยอดนวัตกรของโลก

เริ่มตั้งแต่การหัดตั้งคำถาม (Questioning) ด้วยนิสัยเป็นคนช่างถามของจ๊อบส์ ที่สงสัยว่า ทำไมคอมพิวเตอร์ต้องมีพัดลมในเครื่อง และจะระบายความร้อนในคอมพิวเตอร์โดยการไม่ใช้พัดลมได้หรือไม่ เป็นการตั้งโจทย์ เพื่อไปหาคำตอบที่ทำให้ Apple II เป็นคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลกที่ไม่มีพัดลมระบายความร้อนและทำงานเงียบ โดยไม่มีเสียงพัดลมรบกวน

การเป็นคนช่างสังเกตุ (Observing) จ๊อบส์ สังเกตุเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น จากการไปเยี่ยมดูงานที่ศูนย์วิจัยของซีรอกซ์ โดยการสังเกตเห็นอุปกรณ์ควบคุมหน้าจอ และระบบติดต่อผู้ใช้ แม้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นงานวิจัยของซีรอกซ์ แต่กลับถูกมองข้ามไปโดยไม่เห็นคุณค่า ในขณะที่จ๊อบส์กลับสังเกตุเห็นคุณค่าในสิ่งเหล่านี้ โดยไม่ปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ และทั้งสองสิ่งได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของระบบปฏิบัติการแมคโอเอสและเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอช ในปัจจุบัน

เครือข่าย (Networking) ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในดีเอ็นเอของจ๊อบส์

โลกธุรกิจ ไม่ว่าจะที่ไหน “Know who” ย่อมสำคัญไม่แพ้ “Know how” เพราะเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง บางอย่าง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำเอง จึงจะประสบความสำเร็จ และหลายๆครั้ง ไอเดียของการทำธุรกิจก็มาจากการพูดคุยกับเพื่อนฝูง ในเครือข่ายที่เรารู้จักทั้งนั้น

ช่วงที่จ๊อบส์ถูกขับไล่ออกมาจากแอปเปิ้ล อยู่มาวันหนึ่ง Alan Kay อดีตผู้ร่วมงาน ได้พาจ๊อบส์ไปให้รู้จักกับ Ed Catmull และ Alvy Ray Smith สองหนุ่มผู้คลั่งไคล้งานกราฟฟิค ทั้งคู่เป็นหัวหน้าทีมที่ชื่อว่า “Industrial Light & Magic” ซึ่งรับทำสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟคต์ให้กับหนังของจอร์จ ลูคัส (ผู้สร้างสตาร์วอร์ส)

จ๊อบส์เกิดความประทับใจในทีมงานกราฟฟิคทีมนี้มาก ถึงกับยอมควักเงินถึง 10 ล้านเหรียญเพื่อดึงตัวมาทำงานด้วย ต่อมา จ๊อบส์เปลี่ยนชื่อทีมใหม่เป็น “Pixar” พร้อมกับสร้างผลงานอะนิเมชั่นชื่อดังก้องโลกมากมายอย่าง Toy Story , Monster Inc., Finding Nemo จนกลายเป็นบริษัทพันล้านเหรียญ ในวันเปิดขายหุ้นวันแรก

การค้นพบ (Discovery) ที่มาจากความใส่ใจในรายละเอียด (Zoom in & Zoom out) มีครั้งหนึ่ง ทีมงานแอปเปิ้ลประสบปัญหา ไม่สามารถหาวัสดุที่เหมาะสมกับการสร้างเป็นเคสให้แมคอินทอชรุ่นแรก จ๊อบส์ตัดสินใจไปเดินหาในห้างสรรพสินค้า โดยการดูวัสดุของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำด้วยพลาสติค จนในที่สุด เค้าได้ค้นพบวัสดุที่ใช่ ซึ่งเป็นพลาสติคของเครื่องปั่นผลไม้ยี่ห้อ Cuisinart

สุดท้าย คือ การทดลอง (Experimenting) ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ การที่จ๊อบส์ไปทดลองเรียนวิชาการประดิษฐ์อักษร (Calligraphy) ที่ตอนเรียน ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนไปทำไม แค่่รู้สึกว่าชอบ เพราะได้เห็นสิ่งพิมพ์โฆษณาต่างๆที่ติดอยู่ในมหาวิทยาลัยที่จ๊อบส์เรียน และต่อมา พื้นฐานนี้เองได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ระบบปฏิบัติการแมคโอเอสมีฟอนต์ที่สวยงามใช้

แม้ว่าจ๊อบส์จะไม่อยู่เพื่อสรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่สิ่งที่จ๊อบส์ทิ้งไว้ ล้วนมีคณูปการที่สำคัญต่อโลกใบนี้ทั้งสิ้น

We will miss you , Steve Jobs.

พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ที่ http://www.facebook.com/MktHub และ Twitter: @worawisut ครับ

>