Press "Enter" to skip to content

Apple เปิดตัวบัตรเดรดิตสุดว้าววว “Apple Card”

เมื่อคืน Apple เปิดตัวบัตรเครดิตตัวเองชือ “Apple Card”

บัตรนี้ทำหน้าที่จับจ่ายซื้อสินค้าได้ทั่วโลก ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง MasterCard และ Goldman Sachs (ตามข่าวลือที่ออกมาก่อนหน้านี้)

ฟีเจอร์เด่นๆของ Apple Card มีประมาณนี้
—————–

1. Digital & Physical Card

มีบัตรแบบดิจิตัล อยู่บนมือถือของเรา และมีบัตรแบบ physical เดิม (ทำจากไทเทเนี่ยม แทนพลาสติก)

สามารถใช้แบบไหนก็ได้ ตามสะดวก

ตัวบัตรแบบ physical จะไม่มีหมายเลขบัตรเครดิต วันเดือนปีที่หมดอายุ ลายเซ็นเราและรหัสลับ 3 ตัวหลังบัตร (CVV – Card Verification Value)

แต่จะเป็นบัตรเท่ๆที่มีแค่ชื่อเรา และชิปความปลอดภัยที่ฝังอยู่ในบัตรเท่านั้น

ส่วนแบบดิจิตัล จะอยู่ในแอพชื่อ “Apple Wallet” บนมือถือ iOS ใช้ควบคุมการใช้งานบัตร และดูรายการ transaction การใช้จ่ายต่างๆของเรา

 

56140503 10155890155436956 6370431751264665600 o

—–

2. Daily Cash

เป็นระบบ Instant Cashback ที่ทุกการใช้จ่ายผ่าน Apple Pay ผู้ใช้จะได้เงินคืนจาก Apple ทันที 2%

ถ้าเป็นการซื้อสินค้าและบริการของ Apple ก็จะได้เงินคืน 3% (ซื้อแอพจาก App Store ยังได้เงินคืน!!)

ถ้าใช้ผ่านบัตรแบบ physical จะได้ Daily Cash คืน 1%

ที่ว่าเด็ด คือ เป็นการคืนเงินแบบทันที ไม่ต้องรอเป็นเดือนๆ เหมือนโปรของธนาคารบ้านเรา และไม่มีเพดานด้วย แล้วแต่วงเงินเลย

—–

3. ระบบยืนยันบัตร แบบ Dynamic Security Code

ปกติการซื้อของออนไลน์ เวลายืนยันบัตร เราจะใช้เลข CVV หลังบัตรมากรอก
แต่สำหรับ Apple Card จะใช้ dynamic security code แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง มาเป็นตัวยืนยันบัตร เพื่อป้องกันการนำไปใช้โดยที่เราไม่ได้รับอนุญาต

ไม่ต้องกลัวใครมาแอบรู้ CVV เรา เพราะเปลี่ยนมาใช้ระบบยืนยันที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง

Dynamic Security Code นี้จะใช้คู่กับ Face ID , Touch ID ในการยืนยันการใช้จ่าย

แค่นี้ก็โคตรปลอดภัยกว่าที่ใช้ๆกันอยู่ตอนนี้แล้ว

—–

4. ความเป็นส่วนตัว

Apple จะไม่เอาข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปใช้ในการตลาดและจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เหมือนอย่างที่ธนาคารต่างๆทำกัน

—–

5. Transaction ตรวจสอบได้ตลอดเวลา

ไม่ว่าจะใช้จ่ายอะไร สามารถเข้าไปเช็คบนแอพ Apple Wallet ได้เลย

ระบบมีการแจ้งเตือนทุกครั้ง สามารถรายงานความผิดปกติได้ ถ้ามี transaction ที่เราไม่ได้ใช้งาน

เราจะได้เห็นหมดว่าซื้ออะไร ที่ไหน เท่าไหร่ กับใคร ยอดใช้จ่ายทั้งหมด วงเงินต่างๆ

ไม่ต้องใส่ข้อมูลพวกนี้เข้าไปเอง แต่มันจะขึ้นโชว์ให้เห็นเองเลย

เรียกดูรายงานค่าใช้จ่ายรายวัน เดือน ได้ตลอดเวลา

ช่วยในการบริหารการเงินส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้นไปอีก

55516314 10155890155476956 3339023385408569344 o

—–

6. ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ

ไม่มีทั้งค่าธรรมเนียมรายปี ใช้เกินวงเงินก็ไม่โดนชาร์จเพิ่ม ใช้ต่างประเทศก็ไม่โดนชาร์จเพิ่ม
ไม่มีค่าปรับเมื่อจ่ายหนี้ช้า (แต่มีดอกเบี้ยอยู่นะ)

ถ้าจ่ายคืนก้อนเดียวไม่ได้ เราสามารถแบ่งจ่ายหลายงวดได้อีก

ถ้ามีปัญหาอะไร ก็ติดต่อกับฝ่าย support ลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านการส่ง Text Message ในแอพ

—–

7. Flexible Pay

ผู้ใช้สามารถตั้งได้ว่าจะชำระหนี้บัตรแบบไหน ชำระทุกวัน ทุกอาทิตย์ ทุกสองอาทิตย์ หรือทุกเดือน

กำหนด due date ได้เอง ตามความสะดวกของเรา ตั้งเตือนเองได้หมด

ทั้งสะดวกและ Flexible มากๆ

—–

8. การสมัครใช้งาน
– เริ่มใช้ได้ที่สหรัฐอเมริกาก่อนประเทศแรก (Available this Summer) ยังไม่มีบอกว่าจะเปิดให้บริการประเทศอื่นมั้ย เพราะแต่ละประเทศ มีกฏหมายเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป- ในสหรัฐฯ สามารถสมัครใช้งานบัตรได้ในแอพ Wallet เลย โดยไม่ต้องยื่นหลักฐานใดๆ

– สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีพูดถึงว่าจะมี Apple Card มั้ย แต่การออกบัตรเครดิต สำหรับธุรกิจ Non-bank ต้องออกร่วมกับธนาคารพาณิชย์ โดยไม่ต้องขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า

– ฝั่งผู้รับบัตร เช่นร้านค้าต่างๆ สามารถรับชำระด้วย Apple Card ได้ เพราะเป็นบัตร MasterCard

—–
9. ข้อมูลอื่นๆ

– ประกันเครื่องหาย ถูกขโมย หรือพัง (ยังไม่มีพูดถึง)
– ระบบ Gamification สำหรับการใช้จ่ายของเรา เช่น จ่ายหนี้เร็ว ได้ Badge
– สิ่งที่ไม่ได้พูดถึง แต่น่าจะมี คือ ระบบสะสมแต้ม แบบบัตรเดรดิตทั่วไป

—————–

Apple Card อาจจะไม่ใช่สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีในโลกมาก่อน
แต่เป็นสิ่งที่ออกมาอุดช่องว่างของ Apple Pay ที่ยังใช้ได้เพียงไม่กี่ประเทศ
เพราะ Apple Card จะทำให้ผู้ใช้ iOS ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน ก็สามารถใช้จ่ายเงินผ่านระบบของ Apple ได้เลย

การแก้ไขข้อจำกัดต่างๆที่บัตรแบบ physical มี + Incentive ในการใช้อย่าง Daily Cash น่าจะทำให้คนจำนวนไม่น้อย เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายมาอยู่บนแพลตฟอร์มนี้มากขึ้น

ถ้ามีระบบแต้มสะสมกันได้เมื่อไหร่ มันส์เลยทีนี้ แลกนู่นแลกนี่กันสนุกสนาน

เดี๋ยวคงมีระบบ Credit Scoring เข้ามา ตามมาด้วยบริการทางการเงินอื่นๆ เช่น กู้เงินได้ ซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ หรือแม้กระทั่งการมีสกุลเงินดิจิตัลของตัวเอง

คนที่กระทบไปเต็มๆ คือ ธนาคารทั้งหลายนี่แหละ

ทั้งเก็บค่าธรรมเนียมสารพัด ทั้งเอาข้อมูลส่วนตัวลูกค้าไปใช้ ขั้นตอนออกบัตร อายัดบัตร ยุ่งยากไปหมด

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

>