Press "Enter" to skip to content

Apple จะอยู่หรือไป เมื่อไม่มี Steve Jobs

หนึ่งในข่าวที่สะเทือนเลื่อนลั่นวงการธุรกิจโลกในเวลานี้ คือ ข่าวการลาป่วยอย่างไม่มีกำหนดของ Steve Jobs ผู้สวมหมวก CEO ของบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกอย่าง Apple

ข่าวนี้ทำหลายๆคนตกใจพอสมควร

และแน่นอนว่า “แฟนพันธ์แท้” Apple อย่างผม แม้ว่าจะตกใจอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่พอจะคิดไว้อยู่บ้างแล้ว

ผมเชื่อนะครับว่า ท่านผู้อ่านหลายๆคนที่ติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีมาตลอด คงเคยได้ยินว่า ก่อนหน้านี้ Steve Jobs ก็เลยลาป่วยแบบนี้มาแล้ว เมื่อเดือนมกราคม ปี 2009 โดยครั้งนั้น Jobs ห่างหายไปนานกว่า 6 เดือน

ปกติข่าวการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับผู้บริหารระดับสูง ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น พนักงาน และบางครั้ง อาจจะส่งผลกระทบไปถึงลูกค้า ทั้งทางด้านบวกและด้านลบ

แต่ข่าวนี้ยิ่งมีน้ำหนักความน่าสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะ Steve Jobs ไม่ได้สวมหมวกเพียงแต่ตำแหน่ง CEO และผู้ก่อตั้ง Apple เท่านั้น

แต่ Steve Jobs เป็นเสมือน “สัญลักษณ์ (Icon)” ของ Apple จนแทบจะแยกกันไม่ออก

ทุกครั้งที่ Jobs ขึ้นพูด Keynote ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆของ Apple จะได้รับความสนใจจากสื่อมากที่สุด ในบรรดา CEO ทั่วหล้า

คนทั้งโลก ต่างตื่นเต้นและเฝ้ารอคอยการขึ้นพูดของเค้าในเวทีที่สำคัญๆต่างๆ

คำพูดของเค้าจะถูกนำไปอ้างอิง เขียนถึง จากสื่อต่างๆมากมาย

ความคิดของเค้าทรงอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมและอาจถึงขั้นกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมได้

การสรรค์สร้าง “นวัตกรรม” มากมายในอดีต วิสัยทัศน์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เป็นตัวบ่มเพาะ “บารมี” ของ Jobs

Jobs จึงเปรียบเสมือนเป็น “Influencer” ที่มีอิทธิพลเหนือสื่อและเหนืออุตสาหกรรม

เป็นเหมือนกับ “ศาสดา” ของ Apple และของวงการ IT โลก

แน่นอนว่า การที่เค้าไปจาก Apple ครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อ Apple ไม่มากก็น้อย

เพราะที่ผ่านมา Jobs มีบทบาทสูงสุดในการตัดสินใจครั้งสำคัญๆที่มีผลต่อธุรกิจ

ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจสร้างโทรศัพท์มือถือ iPhone ขึ้นมา เพราะความเชื่อส่วนตัวที่ว่า โทรศัพท์ในยุคนั้น ไม่ดีพอ

หรือจะเป็นการตัดสินใจเลือกว่าจะไม่ทำ iPad ออกมาสู่ตลาด เมื่อหลายปีก่อน เพราะความเชื่อที่ว่าตลาดและเทคโนโลยียังไม่พร้อม บริษัทควรจะโฟกัสไปที่การสร้าง iPhone อย่างสุดกำลังจะดีกว่า

วิสัยทัศน์และการตัดสินใจของ Steve Jobs จึงมีความสำคัญยิ่งกับ Apple

แต่ถ้าถามผมว่า การที่ไม่มี Jobs จะส่งผลกระทบต่อ Apple ขนาดไหน

ผมคิดว่า คงมีบ้าง แต่ไม่มากครับ

เพราะก่อนจาก Jobs ได้แต่งตั้ง Tim Cook ซึ่งเป็น Chief Operating Officer (COO) ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ดังเช่นการลาป่วยของตัวเองครั้งก่อน

เค้าจึงมีประสบการณ์ในการเป็น “CEO ชั่วคราว” มาแล้ว

หน้าที่หลักของ Tim Cook คือการดูแลงานต่างๆที่วางแผนเอาไว้ให้สำเร็จและไม่สะดุด

ซึ่ง Cook ก็ทำได้ดีกับการเปิดตัว iPhone 3GS และ Mac OSX ที่ชื่อรุ่นว่า “Snow Leopard”

ทำให้ปลายปี Apple จึงตอบแทนความเหนื่อยในการทำหน้าที่เป็น CEO ชั่วคราว ด้วยหุ้นและเงินสดมูลค่ากว่า 12.3 ล้านเหรียญฯ รวมกับขึ้นเงินเดือนเป็น 800,000 เหรียญฯต่อไป และยังมีโบนัสให้เปล่าอีก 800,000 เหรียญฯ

รวมๆแล้ว Tim Cook ได้รับค่าเหนื่อยทั้งปีเป็นเงิน 14 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นเงินไทยในช่วงนั้นก็เกือบๆ 500 ล้านบาท!!

เยอะจนคิดว่า Tim Cook คงภาวนะให้ Steve Jobs ลาป่วยอีกรอบเป็นแน่:)

และถึงแม้ว่าเราจะไม่เห็นวิสัยทัศน์หรือการคิดค้นอะไรใหม่ๆที่เป็นอนาคตของบริษัท ในช่วงที่ Cook เป็น CEO

แต่นั่นเป็นเพราะว่า วิสัยทัศน์และการวางแผนสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ถูกวางไว้ก่อนหน้านั้นมาเป็นปีๆแล้ว

เหมือนดังเช่น MacBook Air และ iPhone ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาต้นแบบขึ้นมาก่อนวางขายจริงถึง 3 ปี

เมื่อ Roadmap ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วจึงไม่มีความจำเป็นใดที่ “CEO ชั่วคราว” อย่าง Cook จะต้องคิดค้นสิ่งใหม่

แค่บริหารจัดการบริษัทและควบคุมการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆให้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ก็พอ

ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เป็นที่คาดหมายว่าจะเปิดตัวในปี 2011 อย่าง iPad 2 , iMac , MacBook Pro , iPod และ iPhone 5 ล้วนถูกกำหนดช่วงเวลาเปิดตัวไว้ก่อนล่วงหน้า

เชื่อว่าทุกตัวล้วนเตรียมตัวพร้อมที่จะเข้าสู่สายการผลิตแล้วทั้งสิ้น เพียงแต่รอจังหวะและเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

และเป็นไปได้ที่แผนในปีต่อไปก็อาจจะถูกวางไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน

เป็นธรรมดาครับ สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ขนาดนี้ ที่จะต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ของบริษัท ในระยะสั้น (3-6 เดือน) ระยะกลาง (1-2 ปี) และระยะยาว (3-5 ปี)

ยอดขาย iPhone ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2007 จนถึงปัจจุบัน รวมกันอยู่ที่ประมาณ 90 ล้านเครื่อง คิดเป็นเงินกว่า 45,600 ล้านเหรียญฯ (ราวๆ 1.4 ล้านล้านบาท)

นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก คาดการณ์ว่าปีนี้ Apple จะมียอดขาย iPhone ทะลุ 100 ล้านเครื่อง และมียอดขาย iPad มากกว่า 40 ล้านเครื่อง

ตั้งเป้ายอดขายในปีนี้ทั้งปี มากกว่ายอดขายของทั้ง 3 ปีที่ผ่านมารวมกันซะอีก

ที่เหลือก็มารอลุ้นว่า Tim Cook จะทำตามแผนที่วางไว้สำเร็จแค่ไหน

จะผลักดันให้ Apple ให้เป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap.) สูงที่สุดในโลก แซงหน้า Exxon Mobil ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันและพลังงาน ได้หรือไม่

ถือเป็นงานช้างของ Tim Cook ที่ต้องทำงานให้คุ้มกับเงินตอบแทนมหาศาล

และแน่นอนว่าการหายไปของ Steve Jobs ย่อมมีผลกระทบด้านภาพลักษณ์ของ Apple

รวมถึงการเป็น “Media Influencer” ที่เรียกความสนใจและสร้างอิทธิพลกับสื่อทั่วทั้งโลก

แต่ด้วยความที่เป็น Apple ซึ่งเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและลูกค้ามีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูงมากที่สุดแบรนด์หนึ่งในโลกธุรกิจ

ทำให้ไม่ว่าจะเปิดตัวสินค้าอะไร ทั้งโลกความความสนใจอย่างสูงไม่เปลี่ยนแปลง

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

>