Press "Enter" to skip to content

เปิดโลก Fintech เทคโนโลยีการเงินเปลี่ยนโลก

เปิดโลก Fintech เทคโนโลยีการเงินเปลี่ยนโลก

ช่วง 1–2 ปีหลัง วงการเทคโนโลยีระดับโลก ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการด้านการเงินหรือที่เรียกกันสั้นๆว่า Fintech (Financial Technology) อย่างมาก

พฤติกรรมของ consumer ในด้านเทคโนโลยีก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนบรรดาสถาบันการเงิน ธนาคารทั้งเล็กและใหญ่ต่างๆทั่วโลก ต่างพยายามจับตามองความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงต่างๆเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

บทความตอนนี้ ผมขออนุญาตเลือกดาราดาวเด่นในโลก Fintech ที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงด้านการเงินของโลกมาให้รู้จักกันครับ

Ant Financial Services Group

แม้ชื่อของบริษัทจะฟังดูเหมือนตัวเล็ก แต่ Ant Financial ถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ในโลก Fintech ปัจจุบัน ด้วยมูลค่ากิจการกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ (สูงกว่า Morgan Stanley ซะอีก)

Ant Financial เป็นเจ้าของระบบ Mobile Payment ที่ใหญ่ที่สุดในจีนอย่าง Alipay ก่อตั้งในปี 2004 โดยกลุ่ม Alibaba ของมหาเศรษฐี Jack Ma นั่นเอง

ปัจจุบัน Alipay มีจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 450 ล้านคน มียอดการใช้งานต่อวันกว่า 153 ล้านครั้งต่อวัน ซึ่งใครเคยไปเที่ยวที่ประเทศจีนคงจะเห็นครับว่า การใช้งาน Alipay บนสมาร์ทโฟน มีความสำคัญกับชีวิตมากขนาดไหน เพราะตั้งแต่การจ่ายค่าบริการรถ Taxi การซื้อผัก ผลไม้จากร้านค้าริมถนน ไปจนถึงการซื้อสินค้าในร้านหรูขึ้นห้าง ก็สามารถจ่ายเงินด้วย Alipay ได้เกือบหมด

สำหรับคนไทยน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะร้านค้าในไทยจำนวนมากที่นักท่องเที่ยวจีนมาใช้บริการต่างก็รองรับ Alipay ทั้งนั้น และเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศอังกฤษ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์และเยอรมัน ที่มีนักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวกว่า 150 ล้านคนต่อปี

นอกจากบริการ Payment แล้วบริการการเงินในด้านอื่นๆของ Ant เช่น Wealth Management ที่มีจำนวนผู้ใช้กว่า 152 ล้านคน บริการสินทรัพย์กว่า 760,000 ล้านหยวน หรือกว่า 110,272 ล้านดอลลาร์
บริการด้านสินเชื่อสำหรับธุรกิจ SME ที่มีจำนวนผู้ได้รับสินเชื่อแล้วกว่า 3 ล้านราย และบริการประกันภัย ที่มีลูกค้ากว่า 380 ล้านคน

Lufax

Lufax เป็นผู้ให้บริการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลโดยไม่ผ่านธนาคาร หรือ Peer-to-Peer Lending ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของจีน มีมูลค่ากิจการสูงกว่า 18,500 ล้านดอลลาร์ มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่อย่าง “ผิงอัน” ที่กลุ่มซีพีของไทยเข้าไปถือหุ้นเมื่อปี 2013

Lufax ก่อตั้งในปี 2011 เริ่มต้นจากการให้บริการเงินกู้ยืมระหว่างบุคคล โดยทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มตัวกลางระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้ และเก็บค่า fee 4% จากยอดเงินกู้แต่ละครั้ง

ปัจจุบัน Lufax ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 200,000 คน คิดเป็นสินเชื่อรวมทั้งหมด $2,500 ล้านดอลลาร์ และมีขยายธุรกิจจากการกู้ยืม ไปสู่การให้บริการกองทุน การขายประกันแบบต่างๆ

SoFi (Social Finance)

SoFi ก่อตั้งในปี 2011 ทำธุรกิจให้บริการสินเชื่อและการรีไฟแนนซ์ต่างๆ ทั้งสินเชื่อเพื่อการศึกษา สำหรับนักเรียน นักศึกษา (Student loan) สินเชื่อกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย (Home loan) และสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal loan)

ปัจจุบัน SoFi เป็นบริษัทด้าน Fintech นอกตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่ากิจการสูงที่สุดอันดับ 3 ของสหรัฐด้วยมูลค่ากิจการกว่า 4 พันล้านดอลลาร์

สิ่งที่ทำให้ SoFi แตกต่างจากผู้ให้บริการสินเชื่อรายอื่นๆ คือ มีประกันการว่างงานสำหรับลูกหนี้ ถ้าลูกหนี้ตกงาน ไม่มีงานทำ (Unemployment Protection) โดยสามารถขอผ่อนผัน หยุดการชำระหนี้คืนได้ 3 เดือน และยังมีทีมที่ให้คำปรึกษาและหางานให้กับลูกหนี้ที่ว่างงาน (Career Support) อีกด้วย

นอกจากบริการด้านสินเชื่อ SoFi ได้จับมือกับบริษัทประกันภัยในสหรัฐฯ เพื่อให้บริการด้านประกันภัยและประกันชีวิตอีกด้วย

ปัจจุบัน SoFi มีลูกค้ากว่า 150,000 คน ปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า $10,000 ล้านดอลลาร์

Prosper

Prosper ก่อตั้งในปี 2005 ให้บริการเงินกู้แบบ Peer-to-Peer Lending ปัจจุบัน มีมูลค่ากิจการสูงกว่า 1,900 ล้านดอลลาร์ มีนักลงทุนอย่าง Eric Schmidt อดีตซีอีโอ Google กองทุน VC ชื่อดังอย่าง Sequoia Capital และผู้ให้บริการการเงินยักษ์ใหญ่จากสวิสเซอร์แลนด์อย่าง Credit Suisse ให้การสนับสนุน

จุดเด่นของ Prosper คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกกว่าอัตราเฉลี่ยของธนาคาร ใช้เวลาอนุมัติสินเชื่อเร็วกว่า และยังมีค่าปรับกรณีชำระเงินต้นช้าในอัตราที่ถูกกว่าธนาคาร โดยที่ธุรกรรมทั้งหมดสามารถทำผ่านเว็บไซต์ได้เลย

ปัจจุบัน Prosper มีมูลค่ากิจการสูงกว่า 1,900 ล้านดอลลาร์ และมียอดปล่อยสินเชื่อสูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์

TrueAccord

การติดตามทวงหนี้แบบเดิมๆ ที่ใช้บริษัทรับจ้างทวงหนี้ในการติดตามหนี้ด้วยวิธีการสร้างความรำคาญใจอย่างการโทรทวงหนี้หลายครั้ง หรือแม้กระทั่งสร้างความอับอายให้กับลูกหนี้ ด้วยวิธีการติดต่อไปยังบุคคลรอบข้างของลูกหนี้ จนทำให้คนที่กู้หนี้ยืมสิน ได้รับประสบการณ์แย่ๆจากการเป็นหนี้

สิ่งที่ TrueAccord พยายามจะเปลี่ยนแปลง คือ การปฏิวัติรูปแบบการติดตามทวงหนี้แบบเดิมๆเหล่านี้ โดยเพิ่มความโปร่งใสและใส่ความเป็นมิตรในการติดต่อกับลูกหนี้มากขึ้น

ด้วยการเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกหนี้และหาเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เกิดการเบี้ยวหนี้ ชักดาบ ด้วยการใช้ระบบที่เรียกว่า “HeartBeat” ซึ่งใช้ machine learning ในการเรียนรู้พฤติกรรมของลูกหนี้แต่ละรายว่ามีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง มีรายได้เท่าไหร่ มีพฤติกรรมการใช้เงินอย่างไร พร้อมทั้งหาวิธีการที่ดีที่สุดในการชำระหนี้ ผ่านช่องทางการติดต่อที่เหมาะสมกับลูกหนี้รายนั้นๆ เพื่อให้บริษัทที่เป็นเจ้าหนี้ ได้เงินที่เป็นหนี้จำนวนนั้นกลับคืนมา

TrueAccord ก่อตั้งในปี 2013 โดยการสนับสนุนด้านเงินทุน จาก Max Levchin อดีตผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal และมีการระดมทุนไปทั้งหมด กว่า 12.73 ล้านดอลลาร์

GreenSky

GreenSky เป็นแพลตฟอร์มที่แมทช์ระหว่างร้านค้าที่ขายเฟอร์นิเจอร์ วัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านกว่า 12,000 ร้าน (เช่น Home Depot) กับธนาคารในสหรัฐฯกว่า 14 แห่งที่ต้องการปล่อยสินเชื่อให้กับฐานลูกค้าที่มีประวัติการชำระเงินดี เพื่อนำเงินไปซื้อสินค้าจากร้านค้าเหล่านั้นในรูปแบบเงินผ่อนชำระเป็นงวด

ตัวอย่างโปรโมชั่นที่น่าสนใจ เช่น การให้ดอกเบี้ยชำระเงินผ่อน 0% นาน 12 เดือน และหลังจากนั้นจะคิดดอกเบี้ยในอัตราปกติ ไปจนถึงอัตราสูงสุด 17.99% ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ จะชำระหนี้หมดภายในระยะเวลา 12 เดือนแรกของการผ่อน

GreenSky ก่อตั้งเมื่อปี 2006 ปัจจุบันมีมูลค่ากิจการกว่า 2 พันล้านดอลลาร์

ยอดสินเชื่อเงินผ่อนทั้งหมดที่ปล่อยให้กับลูกค่า จนถึงปี 2016 มีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ และกำลังขยายประเภทของสินค้าเงินผ่อน ไปสู่เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์เพื่อสุขภาพต่างๆ

ZhongAn Insurance

เป็นธุรกิจประกันภัยแบบดิจิตัลแห่งแรกของจีน ก่อตั้งโดยยักษ์ใหญ่ด้านประกันอย่างผิงอัน ยักษ์ใหญ่ด้านบริการออนไลน์อย่าง Tencent และยักษ์ใหญ่ในวงการ Fintech ของจีนอย่าง Ant Financial

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา นอกจากวงการอีคอมเมิร์ซในจีนสามารถสร้างยอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ได้แล้ว ZhongAn ยังทำลายสถิติขายกรมธรรม์ประกันชีวิตได้กว่า 210 ล้านกรมธรรม์ เป็นมูลค่ารวมกว่า 1,930 ล้านดอลลาร์ ผ่านช่องทางออนไลน์ใหญ่ๆ อย่าง Taobao, Tmall, Meilishuo และ Mogu Street

ปัจจุบัน ZhongAn มีมูลค่ากิจการกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ มีจำนวนลูกค้ากว่า 400 ล้านคน

Betterment

ในยุคที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารต่ำมากๆ จนคนให้ความสำคัญกับการมองหาทางเลือกอื่นในการจัดการกับเงินของตัวเองให้งอกเงย ออกดอกออกผล

หนึ่งในทางเลือกยอดนิยมก็คือการลงทุนในหุ้นและกองทุน

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้น คือ แต่ละคนยอมรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน อีกทั้งความรู้ด้านการเงินและการบริหารจัดการความมั่งคั่งส่วนตัว ก็มีไม่เหมือนกัน

อาชีพ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” (Financial Advisor หรือ Wealth Planner) จึงได้รับความสนใจ เพราะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการวางแผนการเงินของแตกต่างกันไปของแต่ละคนได้

แต่บริการด้านการวางแผนการเงินส่วนบุคคล ส่วนใหญ่ มักจะมีข้อจำกัด เช่น มีการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำของทรัพย์สินในพอร์ตของลูกค้าที่จะใช้บริการ อาจจะ 5 ล้าน หรือ 10 ล้าน แตกต่างกันไปในแต่ละที่ ทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่มีโอกาสใช้บริการวางแผนการเงินส่วนบุคคล

ไหนจะค่าบริการที่ชาร์จราวๆ 1–3% ของมูลค่าทรัพย์สินในพอร์ตของลูกค้า ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร

และก็มีบางคนที่ไม่ค่อยอยากเปิดเผยทรัพย์สินส่วนตัวให้คนอื่นได้รับรู้ รวมถึงการไม่อยากพูดคุยเรื่องนี้กับใคร

ระบบบริหารจัดการการเงินแบบอัตโนมัติ หรือที่เรียกกันว่า “Robo-advisor” จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

หนึ่งใน “Robo-advisor” ที่น่าจับตามองมากที่สุด ชื่อว่า “Betterment” ซึ่งเป็นระบบที่มีความน่าเชื่อถือสูงและได้รับการยอมรับจากลูกค้าในสหรัฐฯมากที่สุดบริการหนึ่ง

Betterment ถือเป็น Robo-advisor ที่มีความฉลาดค่อนข้างมากและด้วยหน้าตาที่ถูกออกแบบมาให้ใช้ง่าย จนได้ชื่อเรียกเล่นๆว่า “Apple of Finance”

เพียงแค่ผู้ใช้กำหนดเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ เช่น ต้องการวางแผนเพื่อเกษียณจากงาน (Retirement) หรือต้องการวางแผนสร้างความมั่งคั่ง(Build Wealth)

จากนั้น Betterment ก็จะแนะนำสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินให้

ถ้าต้องการสร้างความมั่งคั่ง ระบบจะแนะนำให้เราเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเยอะหน่อย และลงทุนในพันธบัตรน้อยหน่อย

เมื่อเราพอใจกับสัดส่วนของการลงทุนที่แนะนำมา ตัว Betterment ก็จะทำการดึงเงินของเราจากบัญชีธนาคารที่ลิงค์ไว้ในจำนวนที่เรากำหนดไว้แต่ละเดือน เพื่อมาซื้อพันธบัตร และกองทุนหุ้นต่างๆ ที่ถูกคัดเลือกมาแล้วว่าให้ผลตอบแทนดี มีความเสี่ยงต่ำ โดยจะทำการซื้อขาย และปรับเปลี่ยนอัตโนมัติตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอาศัยสูตรคำนวณทางการเงินที่เชื่อถือได้ในการตัดสินใจ เพื่อรักษาระดับผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ทเรา (กองทุนไหนผลดำเนินงานไม่ดีก็จะถูกขายทิ้ง เพื่อเอาเงินมาซื้อกองทุนที่ผลดำเนินงานดี)

Betterment ทำหน้าที่ได้ดีไม่ต่างจากการมี Financial Advisor เก่งๆมาช่วยดูแล โดยไม่มีการกำหนดมูลค่าพอร์ทขั้นต่ำ

คิดค่าบริการในราคาที่ถูกกว่า (ตั้งแต่ 0.15% ถึง 0.35%)

ไม่ต้องเสียค่า commission ในการซื้อขายหน่วยลงทุน และไม่มีค่าฝากถอนเงินในระบบ

Betterment อาศัยช่องว่างในตลาดการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่มีข้อจำกัดมากมาย ทำให้ตลาดส่วนนี้เติบโตขึ้นและสามารถดึงดูดนักลงทุนมือใหม่ที่ไม่เคยสนใจหรือไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมาก่อน ให้มาใช้บริการ

ปัจจุบัน Betterment มีมูลค่ากิจการอยู่ที่ 700 ล้านดอลลาร์ สามารถระดมทุนได้ทั้งหมดรวมกันกว่า 205 ล้านดอลลาร์ และมีสินทรัพย์ที่อยู่ในการบริหารมูลค่ากว่า 7,356 ล้านดอลลาร์

นี่เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดา Fintech super stars รายใหญ่ๆ

ยังมีบริการเทคโนโลยีทางการเงินอีกหลายอย่างที่น่าจะตามอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำ Machine learning มาใช้ในการพยากรณ์การขึ้นลงของราคาหุ้น การทำนายอัตราการสูญเสียลูกค้า (Churn Prediction) การจัดเรตติ้งและการให้เครดิตบุคคล หรือการพิสูจน์ตัวตนโดยการใช้เทคโนโลยี Blockchain

ในอีก 10 ปีต่อจากนี้ โลกการเงินที่เราเห็น จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

>