Press "Enter" to skip to content

ธุรกิจสิ่งพิมพ์แห่งอนาคต

หนึ่งในพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนในยุคที่อินเตอร์เน็ตเฟื่องฟูและกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในการใช้ชีวิตของใครหลายๆคน คือ การใช้อินเตอร์เน็ตในการบริโภคข่าวสาร นอกเหนือไปจากสื่อปกติเดิมที่เราติดตามอย่างทีวี วิทยุ หรืิอหนังสือพิมพ์

ผมเชื่อนะครับว่าท่านผู้อ่านส่วนใหญ่ ติดตามอ่านข่าวจากเว็บไซต์ต่างๆ อยู่เป็นประจำ นอกเหนือไปจากการอ่านจากหนังสือพิมพ์หรือดูข่าวจากทีวี

หลายๆคน เริ่มจะลดปริมาณการอ่านจากหนังสือพิมพ์ฉบับกระดาษ หรือแม้กระทั่งเลิกซื้อ หันมาอ่านแบบออนไลน์อย่างเดียว

พฤติกรรมนี้ เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งในโลก เมื่ออินเตอร์เน็ตเข้าถึงครับ …

ข้อมูลล่าสุดจากนิตยสาร Business Week บอกว่า หนังสือพิมพ์รายวันทั่วสหรัฐฯกว่า 635 หัว มียอดขายลดลง 8.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่ลดลงไป 5%

ซึ่งสอดรับกับสถิติจากนีลสันออนไลน์ (Nielsen Online) ที่บอกว่าจำนวนผู้ที่เยี่ยมชมเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างๆในสหรัฐฯ มีประมาณเกือบๆ 90 ล้านคนในแต่ละเดือน คิดเป็น 1 ใน 3 ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งประเทศ เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปี 2009 และทุกคนใช้เวลาอ่านเว็บไซต์เหล่านี้รวมกันกว่า 3 พันล้านนาที

ผมหยิบเครื่องคิดเลขออกมาคำนวณคร่าวๆ ตกอยู่ประมาณ คนละ 30 นาทีต่อวัน

สรุปได้ว่า คนอเมริกันซื้อหนังสือพิมพ์แบบกระดาษน้อยลง และเข้าเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างๆมากขึ้น และใช้เวลาอ่านข่าวทั้งวัน เฉลี่ยวันละครึ่งชั่วโมง

ด้านนิตยสาร ยอดขายนิตยสารทั่วสหรัฐฯ 472 เล่ม ลดลงเกือบ 10% เป็นการลดลงอย่าวต่อเนื่องในทุกไตรมาส ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา

นิตยสารชื่อดังอย่าง Newsweek มียอดขายตกลงถึง 41.7% นิตยสาร The Economist มียอดขายตกลง 16.8% หรือแม้กระทั่งนิตยสาร Time ก็มียอดขายตกลงมากถึง 34.9% เช่นกัน

และเมื่อต้นปี ทางอะเมซอนดอทคอม เว็บอีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของโลก ก็ได้ออกมาประกาศว่า มียอดขายหนังสือในรูปแบบดิจิตัล (Kindle E-Book) แซงหน้ายอดขายหนังสือแบบกระดาษไปแล้วกว่า 15% และกำลังจะทะลุ 20% ในอีกไม่นาน

…ซึ่งผมก็เป็น 1 ในคนที่ซื้อ Kindle E-Book เป็นประจำ:)

จากข้อมูลตัวเลขทั้งยอดขายหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสารต่างๆ รวมไปถึงหนังสือ พอที่จะสรุปได้ว่า ธุรกิจสิ่งพิมพ์กำลังอยู่ในช่วงขาลง และกำลังจะถูกการบริโภคข่าวสารในรูปแบบดิจิตัลค่อยๆกลืนทีละนิด ทีละนิด

ปี 2010 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีทองของอุปกรณ์เสพย์ติดข้อมูลดิจิตัลอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการถือกำเนิดของไอแพดจากค่ายแอปเปิลที่ให้กำเนิดธุรกิจแทปเล็ตขึ้นมาด้วยยอดขายทั้งหมด 14.8 ล้านเครื่อง และยังเป็นปีแห่งสมาร์ทโฟน ที่มียอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 293 ล้านเครื่องทั่วโลก เพิ่มขึ้นกว่า 67% จากปี 2009

ทั้งคู่ เป็นอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตที่สามารถเข้าถึงดิจิตัลคอนเท้นต์ได้ทุกที่ ทุกเวลา ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้ใช้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

สื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลก ก็มิได้เพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และได้มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

สื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกัน ต่างพาเหรดปรับเนื้อหาและรูปแบบ นำเสนอผู้อ่านในรูปแบบของ “แอพ” บนไอแพดและสมาร์ทโฟนแพลตฟอร์มต่างๆ

รวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ในไทย ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารจากค่ายใหญ่ๆ อย่าง อัมรินทร์ จีเอ็ม และเนชั่น ก็ต่างมีคอนเทนต์ของตนในรูปแบบของ “แอพ” เช่นเดียวกับสื่อสิ่งพิมพ์ของอเมริกัน

เมื่อวันที่ 2 ก.พ ที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ ยักษ์ใหญ่ด้านสื่อรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก อย่าง “นิวส์คอร์ป” ของรูเพิร์ต เมอร์ด็อค อภิมหาเศรษฐีและหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของวงการสื่อโลก ได้กระโดดเข้ามาร่วมวงดิจิตัลกับเค้าเช่นกัน กับการเปิดตัวหนังสือพิมพ์รายวันบนไอแพด ชื่อว่า “เดอะเดลี่” (The Daily)

เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง “นิวส์คอร์ป” เข้ามาเล่นและเจ้าพ่อสื่ออย่างเมอร์ด็อค ออกมาดันอย่างเต็มตัว ทำให้วงการสื่อทั่งโลก หันมาจับจ้อง

“เดอะเดลี่” เป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ เมอร์ด็อคให้นิยามว่าเป็น “The Future of Newspaper” เป็นอนาคตของหนังสือพิมพ์ที่เป็นดิจิตัลเต็มรูปแบบ ทั้งภาพ เสียงและวิดีโอ

เมื่อรวมกับระบบสมัครสมาชิกแบบใหม่บนไอแพด ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับ “เดอะเดลี่” โดยเฉพาะ จึงเหมือนกับการจับมือกันของนิวส์คอร์ปและแอปเปิล เพื่อการปฏิวัติวงการหนังสือพิมพ์ของโลก ให้อยู่ในรูปแบบดิจิตัลอย่างเต็มตัว

เมอร์ด็อคกล่าวว่า “เดอะเดลี่” ใช้เงินลงทุนเริ่มต้น ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ

เพื่อสร้างทีมบรรณาธิการข่าวขึ้นมาใหม่ โดยดึงนักข่าว คอลัมนิสต์ และบรรณาธิการ ระดับยอดฝีมือมาจากนิตยสารและหนังสือพิมพ์ชั้นนำกว่า 100 คน ทั้ง จากหนังสือพิมพ์เดอะซันของอังกฤษ หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ส วอลล์สตรีทเจอร์นัล ของสหรัฐฯ สำนักข่าวเอพี และนิตยสารฟอร์บส์ มาช่วยกันเขียนคอนเทนต์ คัดเลือก ตัดต่อรูปถ่ายและวิดีโอต่างๆ

โดยคอนเทนต์จะครอบคลุมทั้งข่าวอัพเดท ไลฟ์สไตล์ ข่าวซุบซิบนินทาดารา โดยเฉพาะข่าวกีฬาที่มีคลิปไฮไลท์ของกีฬาอย่างบาสเก็ตบอล หรืออเมริกันฟุตบอลให้ดู มากกว่าดูข่าวกีฬาในทีวีซะอีก

จากความอลังการนี้เองทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำคอนเทนต์ในแต่ละสัปดาห์สูงถึง 500,000 เหรียญสหรัฐ

ถือว่าเป็นการมาแบบภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ที่ขนดาราชั้นนำระดับออสการ์มาประชันกันพร้อมทุนสร้างมหาศาล เอฟเฟคต์ตระการตา ในขณะที่ราคาของ “เดอะเดลี่” ที่ผู้อ่านจะต้องจ่าย เพียงแค่ 99 เซ็นต์ ต่อสัปดาห์เท่านั้น

เป้าหมายของเมอร์ด็อคสำหรับ “เดอะเดลี่” คือ สมาชิกหลักล้านคน เพื่อสร้างรายได้จากค่าสมาชิก และการขายโฆษณาให้กับบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องการมีพื้นที่โฆษณาบนหน้าไอแพดของคนล้านคน

และที่สำคัญ คือ การปรับรูปแบบธุรกิจของสื่อสิ่งพิมพ์จากนิวส์คอร์ป สู่โลกดิจิตัลอย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อความต้องการด้านข่าวสารข้อมูลแบบรายวัน รายชั่วโมง สู่ความสดใหม่ระดับวินาที

อินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟนและแทปเล็ต ที่ช่วยเพิ่มความเร็ว ความสะดวก ความหลากหลายและมีรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ ทำให้พฤติกรรมของผู้อ่านเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

ยุคสมัยเริ่มเปลี่ยนผ่าน จากสื่อสิ่งพิมพ์สู่เว็บและแอพ จากอะนาลอกสู่ดิจิตัล อย่างเต็มตัว

พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนและวิ่งไปข้างหน้าแล้วหรือยังครับ?

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *