Press "Enter" to skip to content

จิตวิญญาณที่ขาดหายกับการลาตำแหน่งของซีอีโอกูเกิ้ล

ข่าวคราวการลาป่วยของสตีฟ จ๊อบส์ ยังไม่ทันจะจางไปจากกระแสข่าวของโลกธุรกิจ หลังจากนั้นเพียงแค่ 3 วันหลัง ก็มีข่าวที่สะเทือนวงการธุรกิจโลกอีกครั้ง เมื่อ เอริค ชมิดท์ ซีอีโอคนปัจจุบันของกูเกิ้ล ก็ก้าวลงจากตำแหน่งสูงสุดขององค์กร และส่งไม้ต่อให้กับ ลาร์รี่ เพจ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมารับช่วงต่อ

โดยตัวของชมิดท์เอง จะขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัท และทำหน้าที่ดูแลเรื่องดีลการทำธุรกิจ การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ การซื้อขายกิจการต่างๆ รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์กับภาครัฐ แทนการบริหารจัดการงานภายในที่ตนเคยทำ

ข่าวนี้ได้สร้างความประหลาดใจกับผู้ที่อยู่ในแวดวงไอทีเป็นอย่างมาก เนื่องจาก เอริค ชมิดท์ ได้สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมต่างๆให้กับกูเกิ้ลมากมาย ในระยะเวลา 9 ปี 6 เดือนที่เค้าคุมบังเหียนอยู่

ทั้งการแย่งตลาดเสิร์ชเอ็นจิ้น ที่เดิม Altavista , AskJeeves , Excite และ Yahoo เป็นคู่แข่งรายสำคัญ จนกระทั่งมีส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกถึง 66% ครองบัลลังก์เสิร์ชเอ็นจิ้นอันดับหนึ่งของโลกยาวนานจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ กูเกิ้ลภายใต้การบริหารของเอริค ชมิดท์ ยังได้ปฏิวัติธุรกิจโฆษณาออนไลน์ จากเดิมที่เป็นสื่อโฆษณาอันดับท้ายๆที่แบรนด์ต่างๆเลือกใช้ ให้กลายมาเป็นสื่อที่แบรนด์ต่างๆทั่วโลกทุ่มงบโฆษณาลงไปมากที่สุดแซงหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากสื่อทีวี

กำไรสุทธิที่กูเกิ้ลทำได้ในแต่ละปี มากกว่า กำไรรวมที่กลุ่มเอเจนซี่โฆษณา “Big Four” ของวงการโฆษณาโลก ทำได้รวมกัน (กลุ่ม “Big Four” ประกอบด้วย กลุ่ม InterPublic , Omnicom , Publicis และ WPP ที่มีบริษัทเอเจนซี่โฆษณารวมกันมากกว่าหนึ่งพันบริษัท)

และเมื่อนับรวม จำนวนพนักงานทั้งหมดของ “Big Four” ที่มีอยู่ประมาณ 293,000 คนทั่วโลก และพนักงานกูเกิ้ลทั่วโลกกว่า 24,400 คน จะพบว่า กูเกิ้ลใช้พนักงานน้อยกว่าถึง 12 เท่า และยังให้ผลกำไรตอบแทนเป็นตัวเงินสูงกว่ากลุ่มบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ถึง 2.6 เท่า

นี่คือ ความมหัศจรรย์ของระบบโฆษณาออนไลน์ที่กูเกิ้ลสร้างขึ้น

จากบริษัท Startup เล็กๆ จนกระทั่งกลายเป็นบริษัทที่ติดอันดับ 1 ใน 50 ของบริษัทที่มีกำไรสูงที่สุดในโลกของปี 2010 ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี

ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในยุคการบริหารงานของเอริค ชมิดท์

สิ่งที่เป็นคำถามอยู่ในใจของหลายๆคน ก็คือ ในเมื่อกูเกิ้ล มีผลการดำเนินงานที่ดีเยี่ยม เหตุใด ชมิดท์ ถึงต้องอำลาจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดขององค์กร

ปัญหานี้ เป็นเรื่องของการบริหารจัดการภายในล้วนๆครับ

การเติบโตอย่างรวดเร็วของกูเกิ้ล ทำให้องค์กรเริ่มที่จะ “ใหญ่เกินไป” และชมิดท์ก็ตระหนักในจุดนี้

ข้อเสียขององค์กรที่ใหญ่เกินไป มีหลายอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็น ลำดับขั้นตอนในการตัดสินใจต่างๆ จะเริ่มมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จะทำอะไรแต่ละครั้ง เรื่องจะต้องถูกอนุมัติจากผู้บริหารหลายระดับ ทำให้เกิดความล่าช้า และไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการความเร็ว เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้

ความรวดเร็วในการตัดสินใจ (Decision-making Speed) จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปรับตัวเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ผมเชื่อว่า ลาร์รี่ เพจ ซีอีโอคนใหม่ จะต้องมีการผ่าตัด เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารองค์กรให้กระชับขึ้น และมอบอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจบางเรื่องที่สำคัญ เพื่อแก้ปัญหาตรงจุดนี้

ข้อเสียที่สำคัญอีกข้อขององค์กรที่มีขนาดใหญ่เกินไป คือ การสูญเสีย “จิตวิญญาณ” และความมุ่งมั่นที่เคยมี เมื่อครั้งองค์กรยังแบเบาะ

พนักงานใน “บริษัทเกิดใหม”่ (Start-up Company) จะมีวิธีคิดที่แตกต่างกับพนักงานในองค์กรใหญ่ๆ (Large Established Firms) คือ จิตวิญญาณ ความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยานที่จะเอาชนะ ต้องสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างความยิ่งใหญ่ และมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของธุรกิจ

พนักงานบริษัทใหญ่ จะมีโฟกัสอยู่ที่งานที่ตัวเองรับผิดชอบ ขาดแรงจูงใจในสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อที่จะขับดันธุรกิจใหม่ๆ เพราะองค์กรก็ใหญ่โตและประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องคิดเรื่องนี้

คิดแต่เพียงว่า ทำให้งานที่หน่วยงานตัวเองรับผิดชอบสำเร็จก็เพียงพอ

ต่างจากพนักงานในบริษัทเล็ก ที่ต้องการสร้างธุรกิจใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มีความสนุกในการคิด โดยไม่มีข้อจำกัด

ด้วยความคิดในลักษณะนี้โลกจึงมีบริษัทอย่างกูเกิ้ล เฟสบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ ถือกำเนิดขึ้นมาในทุกยุค ทุกสมัย

ลาร์รี่ เพจ ต้องการเปลี่ยนกูเกิ้ล ให้มีจิตวิญญาณแบบ “บริษัทเกิดใหม่” อีกครั้ง

เมื่อมองไปยังธุรกิจที่กูเกิ้ลให้ความสำคัญและเป็นทิศทางของบริษัท ทั้งธุรกิจโฆษณาออนไลน์ทั้งบนเว็บ โฆษณาบนโทรศัพท์มือถือ ธุรกิจสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต ธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ล้วนมีแต่เสือ สิงห์ กระทิง แรด ที่ยักษ์ใหญ่อยู่ในสนามแข่งขันทั้งนั้น

โฆษณาออนไลน์บนเว็บก็มี เฟสบุ๊ค ที่เพิ่งแย่งตำแหน่งแชมป์เว็บไซต์ที่คนเข้าเยี่ยมชมนานที่สุดในโลกไป และยังมีไมโครซอฟท์กับยาฮู คอยขี่จักรยานตามหลังมาห่างๆ

โฆษณาบนโทรศัพท์มือถือ แอปเปิ้ลก็ส่ง “iAd” เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากกูเกิ้ลไปถึง 21% ในระยะเวลาแค่ปีเดียว

ธุรกิจสมาร์ทโฟนละแทบเล็ต ที่ต้องเจอศึกหนักกับเจ้าตลาดอย่างแอปเปิ้ลผู้ให้กำเนิดไอโฟนและรีเสิร์ชอินโมชั่น (RIM) ผู้ผลิตแบลคเบอร์รี่ ทั้งในเรื่องจำนวนยอดขายเครื่องและจำนวนแอพ

ธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ก็ยังต้องมาเจอกับแอปเปิ้ลทีวี ที่มาพร้อมกับคอนเทนต์มหาศาลบนไอจูนส์สโตร์

เห็นแค่รายชื่อคู่แข่งในแต่ละธุรกิจ ทั้ง เฟสบุ๊ค ไมโครซอฟท์ แอปเปิ้ล ก็เริ่มร้อนๆหนาวๆ แทนกูเกิ้ล โดยเฉพาะการที่ต้องมาเจอกับแอปเปิ้ล ในช่วงท๊อปฟอร์มสุดๆ

งานใหม่ของเอริค ชมิดท์ น่าจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งและลบจุดอ่อนให้กับกูเกิ้ลมากพอสมควร

แต่ที่ร้อนๆหนาวๆกว่า น่าจะเป็นทางฝั่งไมโครซอฟท์

เพราะขาดทั้ง “จิตวิญญาณของบริษัทเกิดใหม่” ด้วยอายุของบริษัทที่ยาวนานกว่า 36 ปี ขนาดองค์กรก็ใหญ่โตอุ้ยอ้าย มีพนักงานกว่า 90,000 คน

อีกทั้ง 4 ธุรกิจหลักที่กูเกิ้ลโฟกัส ก็เป็นอนาคตของไมโครซอฟท์เช่นกัน แต่ก็ยังอยู่ในสถานะคู่แข่งนอกสายตาทั้งสิ้น

ไล่ๆดูแล้ว ทั้งแอปเปิ้ลและกูเกิ้ล ก็เปลี่ยนแปลงซีอีโอแล้ว ส่วนเฟสบุคก็มี “จิตวิญญาณของบริษัทเกิดใหม”่ อย่างเต็มเปี่ยมอีกทั้งขนาดขององค์กรก็เหมาะสม

เหลือแต่ไมโครซอฟท์ล่ะครับที่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ไม่แน่ว่าอนาคตอีกไม่นาน ผมอาจจะต้องกลับมาเขียนถึง “สตีฟ บัลเมอร์” อีกคน ก็เป็นได้ 🙂

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *