Press "Enter" to skip to content

คุ้มค่ามั้ย ถ้า Apple จะซื้อ Netflix

****

มีข่าวออกมาบ่อย คนมาชวนคุยประเด็นนี้ก็บ่อยว่า Apple จะซื้อ Netflix มั้ย เพราะมีเงินสดในมือจำนวนมหาศาล และบริการดูหนังสตรีมมิ่งแบบ SVOD (Subscription Video On Demand) ยังเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในบริการอินเตอร์เน็ตที่ควรจะมี

ยิ่งเดือนก่อน Netflix ประกาศผลประกอบการออกมา สื่อต่างประเทศยิ่งประโคมข่าวกันหนักมากๆ

ถ้าวันนี้ Apple ต้องใช้เงินที่เหลืออยู่มากมาย มาซื้อกิจการซักอย่าง เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ธุรกิจด้านคอนเทนต์และมีเดียของตัวเอง Netflix เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด จริงรึเปล่า?

ความเห็นส่วนตัว ผมเชียร์ให้ Apple ซื้อ Disney มากกว่า เพราะ market cap ไม่ถึง 2 เท่าของ Netflix

แต่หุ้น Netflix มี P/E สูงกว่าหุ้น Disney ถึง 10 เท่า และมี EBITDA น้อยกว่า Disney ถึง 20 เท่า

ในแง่ตัวเลขล้วนๆ ถือว่าคุ้มกว่าเยอะ เพราะหุ้น Netflix แพงกว่า แถมยังทำกำไรได้น้อยกว่า Disney มาก

ยิ่งเอาสินทรัพย์ต่างๆที่ Disney มี ทั้งลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับเทพๆ ทั้งของ Marvel Studios ที่มีแก๊งค์ The Avengers, X-Men, Spiderman ยังมี Lucasfilm ที่มีคอนเทนต์ระดับตำนานอย่าง Star Wars และมีกีฬาอย่าง ESPN อีก

ยังมีลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากค่าย Fox ที่สอยมายกล๊อต และสิทธิ์ในการ์ตูนญี่ปุ่นดังอย่างโดราเอม่อน ด้วยนะ (ซื้อสิทธิ์มาจาก TV Asahi ของญี่ปุ่นอีกที เพื่อฉายในอเมริกา)

นอกจากลิขสิทธิ์คอนเทนต์เจ๋งๆแล้ว ยังมี license พวก characters ชื่อดังมากมาย ทั้งยุคเก่าอย่างมิกกี้เมาส์ จนถึงยุคใหม่จากค่าย Pixar เช่น Buzz Lightyear, Wall-E , Dory เป็นต้น

ยังมีสวนสนุก Disney Land หรือร้านขายสินค้า merchandise ต่างๆ ทั่วทั้งโลก เป็นรายได้มหาศาลของ Disney มานานหลายสิบปี

แม้ว่า Netflix จะมี original contents ดีๆเยอะก็จริง แต่ลิขสิทธิ์คอนเทนต์ต่างๆที่มีมูลค่าเทียบไม่ติดกับสิ่งที่ Disney มีเลย

การซื้อ Hollywood studio ที่เป็นเมเจอร์ซักค่าย น่าจะมีประโยชน์มากกว่าการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่สามารถทำเองได้ ฐานลูกค้า Apple ใหญ่กว่า Netflix หลายเท่า น่าจะมีโอกาสไล่ทันได้

**Content King vs. Platform Queen การแข่งขันที่ยังเพิ่งเริ่มต้น**

ในอเมริกา มีจำนวนผู้ให้บริการ streaming เพิ่มทุกปี และค่าบริการแต่ละค่ายก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่เคยมีเก็บถูกลงครับ

ตัวอย่างบริการ และค่าบริการรายเดือน

– Starz $8.99 (เป็นเคเบิลทีวีระดับพรีเมียมที่ให้บริการVDO Streaming ด้วยของค่ายหนัง Lionsgate)
– Netflix $9.99
– HBO Now $14.99
– Hulu $7.99 (เป็นบริการ VDO Streaming ที่ค่ายคอนเทนต์และมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง Disney, Fox, Comcast, Time Warner และ Nippon TV ลงขันกันเพื่อแข่งกับ Netflix)
– Amazon Prime $12.99
– Showtime $10.99 (เป็นเคเบิลทีวีระดับพรีเมียม ของค่าย CBS)

สาเหตุหลัก คือ ต้นทุนด้านคอนเทนต์ที่สูงขึ้นทุกปี

ค่าลิขสิทธิ์ streaming จะถูกกำหนดโดยเจ้าของคอนเทนต์ หลักๆคือ major hollywood studio ใหญ่ๆทั้งหลาย

โมเดลของค่าสิทธิ์เหล่านี้ คิดเป็นต้นทุนแปรผันตามจำนวนสมาชิก ใครมีสมาชิกมากกว่า ก็จะจ่ายต่อหัวให้ค่ายถูกลง (พอคูณด้วยจำนวนสมาชิก ก็เยอะอยู่ดี)

จึงไม่เกี่ยวกับว่ามีคนมาแข่งกันแล้วบริการจะถูกลง

มีลิขสิทธิ์บางเรื่องเท่านั้นที่ค่ายหนังขายแบบเหมาให้โดยการจ่าย lump sum เป็นก้อน ต่อเรื่อง และไม่น่าจะขายโมเดลนี้กับสัญญา content ใหม่ๆแล้ว
(เป็นสัญญาที่ Netflix ทำกับค่ายหนัง ในช่วงเริ่มทำ streaming ยุคแรก)

ต่อให้เจ้าของคอนเทนท์มาทำ streaming เอง ก็ไม่ใช่ว่าจะกำหนดราคาขายเท่าไหร่ก็ได้

เพราะเจ้าของคอนเทนต์พวกนี้ กับคนที่เป็น distributor อาจเป็นคนละคนกัน

เวลาที่เค้าคิดต้นทุน ต้องมีเทียบกับการ distribute ในแต่ละที่
แต่ละสื่อ ตาม content windows และสิทธิ์ในแต่ละภูมิภาคด้วย

เช่น House of Cards ซึ่งเป็น original series ที่ดังมากๆของ Netflix
แต่ไม่ใช่ว่า Netflix ทำเองแล้วจะตั้งราคายังไงก็ได้ เพราะ Global distribution rights ของเรื่องนี้คือ Sony

เราจะเห็นว่าเรื่องนี้ มีใน Netflix บางประเทศ และไม่มีในบางประเทศ มาช้าเร็วแตกต่างกัน บางประเทศมีครบทุก season บางประเทศไม่ครบ ทั้งที่บริการ Netflix เหมือนกัน

หรือฉายบน Cable ช่อง RTL ของ CBS แต่กลับไม่มีฉายใน TV Networks ของ Sony เลย

ปีแรกที่ Netflix เปิดให้บริการพร้อมกันทั่วโลก (2016) มีไม่กี่ประเทศที่ได้ดู House of Cards และอีกหลายๆเรื่อง

เมื่อมีผู้ให้บริการรายใหม่ที่จะเข้ามา ต้องแบกต้นทุนขั้นต่ำมหาศาล ใช้เรื่องราคามาเป็นจุดขายไม่ได้

นอกเสียจากว่า ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์จาก major studios และทำคอนเทนต์เองหมด (ใช้เงินมหาศาลอยู่ดี และไม่ได้การันตีว่าจะสำเร็จ)

ต้นทุนซื้อคอนเทนต์ Netflix พุ่งสูงขึ้นมากในปีก่อนครับ ทะลุเกินเป้าที่คาดไว้เพราะโต มีคนคาดว่า เงินที่เตรียมซื้อ+สร้าง จะมีไม่พอ และค่ายหนังก็เตรียมขึ้นราคาลิขสิทธิ์ไปอีกถ้ามีการต่อสัญญา

น่าจะมี 2 ทางเลือกตอนนี้ คือ ขึ้นราคาค่าสมาชิก (ซี่งคาดกันว่าขึ้นแน่ๆ) กับกู้เงินเพิ่ม

จริงๆก็เชียร์ครับ แต่ตอนนี้เหมือนโดนบี้จากพวกค่ายหนังที่จะไม่ขายของให้แล้วไปทำมาแข่งอีก

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

>