Press "Enter" to skip to content

ก้าวต่อไปของโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้ง (1)

เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา กระแสของสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียเริ่มก่อกำเนิด มีงานสัมมนาที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นมากมาย มีนักข่าวพลเมือง (Citizen Journalist) เกิดขึ้นเป็นทางเลือกในการติดตามข่าวสาร สื่อกระแสหลักนำไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยในการรายงานข่าวให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

มีการใช้โซเชียลมีเดียในการเคลื่อนไหวทางการเมืองจนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในหลายๆประเทศ กำแพงกั้นในการแสดงความคิดเห็นในหลายๆเรื่องเริ่มบางลง ความคิด ความเห็นต่างๆ หลั่งไหลออกมาจากผู้คนในสังคมออนไลน์ สร้างสมก่อตัวขึ้นมาเป็นองค์ความรู้ต่างๆมากมาย อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

องค์กรธุรกิจ ก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยในสังคมที่หยิบฉวยโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter มาใช้เป็นใช้เชิงธุรกิจในแง่มุมของการเป็นเครื่องมือการตลาดและสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ จนเกิดเคสที่ประสบความสำเร็จมากมาย กลายเป็นต้นแบบให้บริษัทต่างๆนำไปประยุกต์ใช้กัน

ถ้าจะให้วัดปริมาณของแคมเปญการตลาดที่ใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดีย คงไม่สามารถนับได้ เพราะมีองค์กรธุรกิจนำมาใช้เพิ่มขึ้นในทุกๆวัน และมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว

KPI ตัวใหม่ๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของโซเชียลมีเดียเริ่มถูกนำมาใช้

ไม่ว่าจะเป็นการนับจำนวน Followers จำนวนข้อความที่ทวีตและถูกรีทวีต บน Twitter

จำนวนการกด Like , กด Share , จำนวน Comment , จำนวนแฟน บน Facebook

องค์กรธุรกิจ เอเจนซี่ต่างก็พยายามทำแคมเปญการตลาดให้ทะลุ KPI เพื่อแสดงถึงความสำเร็จของตน แต่ก็มีให้เห็นหลายตัวอย่างว่าแม้จะสร้างแคมเปญทะลุ KPI เหมือนจะประสบความสำเร็จ แต่ก็มีเสียงด่าจากผู้บริโภคตามมา กระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของแบรนด์ (Brand Reputation) กลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย

อาจจะกล่าวได้ว่าการตลาดโซเชียลมีเดียไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวก็คงไม่ผิดนัก แม้ว่าเราจะมีโอกาสได้ศึกษาตัวอย่างมากมายจากต่างประเทศ แต่นั่นมิได้หมายความว่า จะหยิบยืมมาใช้แล้วสำเร็จอย่างต้นแบบเสมอไป เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก สภาวะการแข่งขันของธุรกิจก็เริ่มรุนแรง มีการใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจโต้ตอบกันตลอดเวลา ทั้งในแง่ของตัวสินค้า บริการ และการสื่อสารการตลาด

แทคติกการตลาดบนโซเชียลมีเดียหลากหลายกระบวนท่าเริ่มถูกนำมาใช้ ทั้งการใช้เป็นสื่อเพื่อส่งแบบ Broadcast “Marketing Message” ไปหาผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย หรือจะส่งข้อความแบบเฉพาะเจาะจงหากลุ่มเป้าหมายหลายๆกลุ่ม โดยอาศัยการแบ่งกลุ่ม ทั้งตาม อายุ เพศ (Demographic) ที่อยู่อาศัย(Geographic) และตามรสนิยม ความชอบ พฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ (Psychographic)

เมื่อผู้บริโภคตอบสนองและมีความเชื่อถือต่อ “Marketing Message” จากองค์กรธุรกิจเหล่านี้น้อยลง ก็เริ่มมีการนำวิธีการใหม่ๆ เช่น มีการใช้ตัวแทน (Trusted Agent) หรือผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด (Key Opinion Leader หรือ Influencer) มาเป็นพาหนะ (Vehicle) ใหม่ๆ ในการนำ “Marketing Message” ไปสู่กลุ่มผู้บริโภคเช่นเดิม โดยคาดหวังว่าผู้บริโภคจะเชื่อ และให้ความสนใจในตัวสินค้า จนนำไปสู่การซื้อมาใช้ในที่สุด

สูงกว่าระดับนี้อีกขั้น คือ การสร้างความผูกพัน (Engagement) ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์สินค้า สร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ใกล้ชิดผู้บริโภคมากขึ้น โดยนำการสื่อสารสองทาง (2 Ways Communication) มาใช้พูดคุยกับผู้บริโภค แทนการป่าวประกาศข้างเดียว (โฆษณา) เหมือนอย่างเคย

ขั้นตอนการสร้างความสัมพันธ์และความผูกพันกับผู้บริโภค ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้ง เป็นสิ่งที่สร้างให้เกิดขึ้นยาก เพราะต้องอาศัยความต่อเนื่อง ความจริงใจ และความใส่ใจต่อลูกค้าของเรามากกว่าปกติ

เหมือนเราต้องการจีบผู้หญิงซักคนมาเป็นแฟนล่ะครับ ต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ เพื่อพิชิตใจสาว

แต่ถ้าได้ใจ หรือตกลงปลงใจคบกันเป็นแฟนแล้ว เค้าก็จะเริ่มรักเรา ใส่ใจเรา เชื่อใจเรา มีการเชื่อมถึงกัน (Bonding) ระหว่างแบรนด์และลูกค้า คล้ายความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างคน

นี่คือ ภาพรวมของโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้งแบบกระชับๆ ครับ:)

ถ้าถามว่าโซเชียลมีเดีย ในฐานะที่เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน มันทำอะไรได้มากกว่าแค่การทำการตลาดรึเปล่า

โซเชียลมีเดีย สามารถเปลี่ยนแปลงธุรกิจทั้งองค์กรได้อย่างไร? บทความในตอนต่อๆไปจะช่วยคลายปมปริศนาทีละแง่มุมของธุรกิจ เพื่อจะนำพาไปสู่การเป็น “Social Enterprise” รอติดตามกันนะครับ:)

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

>