Press "Enter" to skip to content

ก้าวต่อไปของธุรกิจเพลงดิจิตัล กับ “Cloud Music”

บริการบนคลาวด์ ถูกยกให้เป็น 1 ในเทรนด์ที่สำคัญของโลกไอทีในปีนี้ เพราะเป็นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเก็บข้อมูล การเข้าถึงคอนเทนต์ต่างๆของผู้ใช้ ในยุคที่อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงมีให้ใช้ในทุกหนทุกแห่ง

ถ้าจะอธิบายอย่างง่ายๆ คลาวด์ก็เปรียบเสมือนฮาร์ดดิสก์ออนไลน์ที่สามารถเก็บข้อมูลและดึงข้อมูลจากมันได้ในทุกๆที่ ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยเบื้องหลังของคลาวด์จะประกอบด้วยฮาร์ดดิสก์จำนวนมากที่ทำงานร่วมกับเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูง มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อให้ความมั่นใจผู้ใช้ว่าข้อมูลที่เก็บอยู่นั้น มีความเป็นส่วนตัว ป้องกันการเข้าถึงจากคนอื่นได้

คนยุคดิจิตัลเริ่มเป็นเจ้าของอุปกรณ์ที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต โน๊ตบุค พีซี เครื่องเล่นเพลง คลาวด์จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบาย รวดเร็ว ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการเก็บไฟล์บนอุปกรณ์หลายๆตัวอีกต่อไป เพราะเก็บบนคลาวด์ที่เดียวก็ใช้อุปกรณ์ทุกอย่างเข้าถึงไฟล์เหล่านี้ได้อย่างง่ายๆ

บริการบนคลาวด์ดังๆ ที่ผมคิดว่าท่านผู้อ่านคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เช่น บริการอัพโหลดไฟล์ใหญ่ๆเพื่อส่งต่อเป็นอีเมล์ให้เพื่อน ชื่อ “YouSendIt” หรือ บริการแชร์ไฟล์อย่าง “RapidShare” บริการเก็บรูปภาพของ Yahoo! ที่ชื่อว่า Flickr.com บริการเก็บข้อมูลส่วนตัว อีเมล์และแชร์ไฟล์ที่ชื่อ MobileMe ของแอปเปิ้ล หรือบริการสังคมออนไลน์อย่าง Facebook ก็เก็บข้อมูลทั้งภาพและวิดีโอลงบนคลาวด์เช่นกัน

Amazon.com ร้านขายของออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด ก็เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเก็บข้อมูลบนคลาวด์รายใหญ่ของโลก ได้ประกาศเปิดตัวบริการที่ชื่อว่า “Cloud Drive” และ “Cloud Player” ไปเมื่ออาทิตย์ก่อน เหมือนเป็นการตัดหน้าบริการ “Music Locker” จาก Apple ที่มีข่าวลือว่าจะเปิดให้บริการในอีกไม่นาน

ผู้ใช้บริการสามารถซื้อเพลงจากร้าน “Amazon MP3 Store” ของ Amazon และเก็บเพลงหรืออัลบั้มที่ซื้อไว้บน พื้นที่เก็บข้อมูลอย่าง “Cloud Drive” ได้ทันที โดยผู้ใช้แต่ละคนจะมีพื้นที่เริ่มต้นคนละ 5GB แบบฟรีๆ และถ้าต้องการพื้นที่เก็บเพลงเพิ่มเติม ก็สามารถซื้อเพิ่มได้ ในราคา 20 ดอลล่าร์ต่อปี พร้อมกับพื้นที่อีก 20GB เพียงพอที่จะเก็บไฟล์เพลงคุณภาพระดับ CD มากกว่า 5,000 เพลงเลยทีเดียว

นอกจากการซื้อเพลงจากร้านขายเพลงของ Amazon.com เองแล้ว ผู้ใช้สามารถอัพโหลดเพลง MP3 จาก PC ของตัวเอง ไปเก็บไว้บน “Cloud Drive” และเพลงต่างๆเหล่านี้ สามารถเปิดฟังได้อย่างง่ายๆ ผ่านการเรียกใช้งานแอพเล่นเพลง “Cloud Player” บนหน้าเว็บเบราเซอร์ หรือจะใช้มือถือระบบแอนดรอยด์ ก็สามารถฟังผ่านแอพ “Amazon MP3” ได้ เช่นกัน

ธุรกิจเพลงดิจิตัลเติบโตขึ้นมาพร้อมๆกับการถือกำเนิดของไอพอด การซื้อเพลงอย่างถูกกฏหมายจากร้าน Apple iTunes Store หรือแม้กระทั่งการดาวน์โหลดเพลงแบบละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านเว็บแชร์ไฟล์ "RapidShare" หรือการแชร์เพลงแบบ P2P อย่าง “Napster” “Limewire” และ “BitTorrent” ที่ช่วยให้การค้นหาเพลงทำได้ง่ายและต้นทุนของการฟังแทบจะเป็นศูนย์ จะจ่ายก็เฉพาะค่าอินเตอร์เน็ตเท่านั้น

บริการเพลงดิจิตัลบนคลาวด์ อาจจะกลายเป็นก้าวต่อไปที่สำคัญของอุตสาหกรรมเพลง เพราะบริการเพลงดิจิตัลบนคลาวด์ ช่วยให้ผู้ใช้ มีอิสระ เหมือนมีอัลบั้มเพลงจำนวนมหาศาลอยู่ติดตัวไปด้วยตลอดเวลา สามารถเลือกฟังเพลงอะไร ที่ไหน ก็ได้ในทุกที่ที่มีอินเตอร์เน็ต โดยไม่จำกัดอุปกรณ์ที่ใช้ฟัง (Cross Devices) ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดเพลงจากเว็บไซต์หรือบริการแชร์ไฟล์ต่างๆมาเก็บลงบนคอมพิวเตอร์ แล้วทำการ “Sync” เพลงลงเครื่องเล่นเพลง MP3 หรือลงบนโทรศัพท์มือถือเพื่อฟังเพลงแบบเดิมๆ

ในแง่ธุรกิจ นับเป็นการต่อยอดบริการเดิมของ Amazon ที่ให้บริการคลาวด์อยู่แล้ว เพียงแต่นำบริการด้านเพลงมาผนวกเข้าไป เพิ่มทั้งโอกาสในการขายเพลงบนร้านของตัวเองและโอกาสในการขายพื้นที่บนคลาวด์ โดยอาจจะต้องเจรจาต่อรองกับค่ายเพลงต่างๆเพิ่มเติมเพื่อให้การแบ่งรายได้ลงตัว

นับเป็นย่างก้าวสำคัญของ Amazon ที่ชิงเข้าสู่ตลาดเจ้าแรกๆ ตัดหน้าทั้ง Apple และ Google ในการช่วงชิงความเป็นผู้นำของธุรกิจเพลงดิจิตัลรูปแบบใหม่

แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
worawisut
worawisut

View all posts

>