โซนี่ กับแผนทวงบัลลังก์ผู้นำด้านเกม

2 ปีหลังสุด ตลาดเกมทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก เนื่องจากผลกระทบของการเติบโตของสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะไอโฟนและแอนดรอยด์ ทำให้การเล่นเกมบนโทรศัพท์ได้รับความนิยมแซงหน้าการเล่นเกมบนเครื่องเล่นแบบพกพา ยอดขายของเครื่องเล่นเกมแบบพกพาของสองผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ทั้งโซนี่และนินเทนโดตกลงเป็นอย่างมาก ทำให้ผลประกอบการของทั้งคู่ โดยเฉพาะนินเทนโดตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย ทั้งสองรายจึงต้องดิ้นรน ปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและกลับมาทวงบัลลังก์ผู้นำอีกครั้ง

ย้อนกลับไปยังปี 2009 รายได้จากการขายเกมบนเครื่องเล่นพกพาในสหรัฐอเมริกามีมูลค่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่วนใหญ่ถูกครอบครองโดยเกมบน Nintendo DS ที่มีส่วนแบ่งสูงถึง 70% ตามมาด้วยเกมบนสมาร์ทโฟนบน iOS และ Android ที่รวมกันอยู่ที่ 19% โดยมีเกมบน Sony PSP ตามมาอยู่ที่ 11%

ปี 2010 ส่วนแบ่งรายได้ของเกมบน Nintendo DS ลดลงเหลือ 57% ในขณะที่ส่วนแบ่งรายได้ของเกมบน iOS และ Android เพิ่มขึ้นถึง 15% โดยแย่งส่วนแบ่งมาจากเกมบน Nintendo DS มากถึง 13% และจากเกมบน Sony PSP อีก 2%

คาดว่าสิ้นปี 2011 รายได้รวมของทั้งตลาดจะอยู่ที่ 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่วนแบ่งรายได้ของเกมบน Nintendo DS จะลดลงเหลือเพียง 36% หรือครึ่งเดียวจากปี 2009 ในขณะที่ส่วนแบ่งรายได้ของเกมบน iOS และ Android พุ่งขึ้นไปถึง 58% แย่งชิงตำแหน่งผู้นำมาจาก Nintendo

ผลกระทบทั้งหมดนี้มาจากการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนที่ทั้งยอดขายของไอโฟนและแอนดรอยด์มีรวมกันกว่า 350 ล้านเครื่องทั้งสิ้น

นินเทนโดเลือกตอบโต้โดยการหั่นราคา Nintendo DS ลงเพื่อเน้นปริมาณยอดขายเครื่องให้มากยิ่งขึ้น

ในขณะที่โซนี่เลือกการนำแพลตฟอร์มเกมยอดนิยมของตนอย่างเพลยสเตชั่น มารวมกับสมาร์ทโฟนของตนในชื่อของ “Xperia Play” และมีแผนขยายแพลตฟอร์มนี้ไปกับแทบเล็ตของโซนี่ รวมไปถึงทั้งสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตแบรนด์อื่น

ถ้าดูจากทรงและอาการตอนนี้ นินเทนโดดูอาการหนักที่สุด เพราะขาดกลยุทธ์การรบ เพราะทำเพียงแค่โปรโมชั่นลดราคาเท่านั้น ในขณะที่โซนี่วางกลยุทธ์นำแพลตฟอร์มไปเกาะกระแสสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต

แต่ทีเด็ดของโซนี่ อยู่ที่การเปิดตัวเครื่องเล่นเกมพกพารุ่นใหม่ ที่ชื่อว่า “เพลย์สเตชั่นวิต้า (PlayStation Vita)” ครับ

ตัวเครื่องมาพร้อมกับสเป็คที่ทันสมัย ใช้หน้าจอสัมผัสขนาด 5 นิ้ว มีซีพียู 4 แกนหลัก (Quad-core) พร้อมกล้องหน้า-หลัง ระบบเชื่อมต่อ WiFi มีบลูทูธ มีรุ่นที่รองรับ 3G มี GPS ในตัว และรองรับ Augmented Reality (AR) อีกด้วย

เบื้องหลังของการพัฒนาเครื่องเล่นเกมรุ่นนี้ นอกจากจะเป็นการนำข้อด้อยของ PSP ซึ่งเป็นเครื่องเล่นเกมพกพารุ่นก่อน มาปรับปรุงแล้ว ทางโซนี่ก็ได้ทำการวิจัยตลาดมากมายเพื่อหาความต้องการที่แท้จริงของคอนซูมเมอร์

ผู้ใช้เล่นเกมบนเครื่องเล่นเกมยังไง เล่นบนสมาร์ทโฟนยังไง เล่นบนเครื่องเล่นเกมพกพายังไง ชอบเล่นเกมแนวไหน ชอบการควบคุมแบบไหน ชอบเล่นกับใคร

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกมบนสมาร์ทโฟนเติบโตมากขนาดนี้ เพราะสามารถดึงดูดกลุ่มที่เป็น Non-gamers ที่มีขนาดใหญ่ ให้มาเล่นเกมบนมือถือได้ ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายของคนที่ซื้อเครื่องเล่นเกม ก็คือ คนที่ชอบเล่นเกม ซึ่งขนาดเล็กกว่ากลุ่มที่เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนมาก

กลุ่มเป้าหมายใหม่ของ “เพลย์สเตชั่นวิต้า” นอกจากจะเป็นคอเกมที่เป็นแฟนของเพลยสเตชั่นแล้ว ก็ยังมีคนกลุ่มนี้รวมอยู่ด้วย และแน่นอนว่าต้องแข่งขันกับเจ้าตลาดคนใหม่อย่าง iOS และแอนดรอยด์

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่ “เพลย์สเตชั่นวิต้า” วางขายในญี่ปุ่น มีการประเมินว่า มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 321,407 เครื่อง และมีแผนจะเปิดตัวในยุโรปและในสหรัฐต้นปีหน้า

ต้องติดตามกันต่อไปครับว่างานนี้ โซนี่จะกลับมาผงาดเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมเกมได้อีกครั้งหรือไม่

“แผนซื้อตัว” เมื่อ Facebook ซื้อกิจการ Gowalla

เป็นข่าวดังพอสมควรในแวดวง Social Media ของโลกครับ เมื่อ Facebook เข้าซื้อกิจการของบริการ Location แบบ Check-in ชื่อดังอย่าง Gowalla ที่มีผู้ใช้กว่า 2 ล้านคน และเป็นคู่แข่งรายสำคัญของ Foursquare ที่เพิ่งมียอดผู้ใช้แตะ 15 ล้านคนไปหมาดๆ

ดูเผินๆ หลายคนที่เห็นข่าวนี้อาจจะเดาว่า Facebook คงเตรียมเปิดตัว Facebook Places แบบใหม่ หรืออย่างน้อยจะต้องทำอะไรเกี่ยวกับ Location แบบใหญ่ๆโตๆ แน่นอน เพราะการได้บริการ Check-in แบบเจ๋งๆอย่าง Gowalla ไปไว้ในครอบครอง ย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่

แต่ผิดคาดครับ เมื่อสองผู้ก่อตั้ง Gowalla อย่าง Josh Williams และ Scott Raymond ออกมาเปิดเผยกับสื่อ ภายหลังดีลนี้ตกลงกันเรียบร้อยว่า ที่ Facebook ซื้อ Gowalla ในครั้งนี้ เพราะต้องการตัวเค้าทั้ง 2 คน และทีมพัฒนา ไปร่วมทีมกับ Facebook โดยได้รับมอบหมายให้อยู่กับทีมงานที่พัฒนาฟีเจอร์ “Timeline”

แนวคิดของผู้ก่อตั้งทั้งสอง มอง Gowalla คือ บริการที่ใช้เขียนเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆเกี่ยวกับสถานที่ที่ไป (Location story) ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ “Timeline” ที่เป็นการเขียนเรื่องราวชีวิต (Life story) ซึ่งทั้งคู่เห็นมาจากการได้ไปร่วมงานคอนเฟอเรนซ์ของ Facebook ที่ชื่อว่า “Facebook f8” และดีลของการถูกซื้อกิจการ ก็มีจุดเร่ิมต้นมาจากการเข้าร่วมงานคอนเฟอเรนซ์ครั้งนั้น นั่นเอง

ทั้งสอง ประกาศว่า บริการต่างๆของ Gowalla จะสิ้นสุดลงปลายเดือนมกราคมปีหน้า โดยข้อมูลของผู้ใช้ทั้ง 2 ล้านคนจะไม่ถูก Facebook นำไปใช้ต่อ ซึ่งคาดว่า ทีมงานของ Gowalla ทั้งหมดจะเข้าไปพัฒนาส่วนของ Location ที่จะถูกใช้ใน “Timeline” ต่อไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกครับที่ Facebook ซื้อกิจการของบริการที่มีไอเดียดีๆ โดยหวังว่าจะดึงตัวทีมงานระดับหัวกะทิ มาร่วมทีมกับ Facebook

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริการส่งข้อความหากัน คล้าย WhatsApp และ BlackBerry Messenger ที่ชื่อว่า “Beluga” ก็ถูก Facebook ซื้อกิจการ และในอีก 5 เดือนต่อมา Facebook ก็ออกแอพบนสมาร์ทโฟนที่ชื่อว่า “Facebook Messenger” ซึ่งแอพตัวนี้พัฒนาโดย 3 ผู้ก่อตั้งร่วมของ Beluga นั่นเอง

ในเดือนเดียวกัน Facebook ได้ซื้อกิจการที่ชื่อว่า “Snaptu” ซึ่งเป็นผู้พัฒนาแอพเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆบนโทรศัพท์มือถือหลากหลายแพลตฟอร์มทั้งสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์โฟน ด้วยมูลค่าประมาณ 60-70 ล้านดอลล่าร์ เพื่อนำทีมงานมาพัฒนาแอพ Facebook ที่เล่นบนมือถือได้หลากหลายมากขึ้น

ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Facebook ก็ได้ซื้อกิจการที่ชื่อว่า “Friend.ly” ซึ่งเป็นบริการถามตอบ (Q&A) บนโซเชียลเน็ตเวิร์คที่มีทีมงานพัฒนาจำนวน 10 คน ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าทีมงานของ “Friend.ly” นี้จะเข้ามาพัฒนาฟีเจอร์อะไรให้ Facebook บ้าง แต่จากบลอกของทีมงานค่อนข้างชัดเจนว่า ทีมงานทั้งหมด กลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนา Facebook เรียบร้อยแล้ว

และเมื่อเดือนพฤศจิกายน Facebook เข้าซื้อกิจการที่ชื่อว่า “Digital Staircase” ซึ่งพัฒนาแอพตกแต่งภาพถ่ายและวิดีโอบนมือถือไอโฟนและไอแพด เพื่อนำทีมงานมาพัฒนาลูกเล่นด้านการถ่ายภาพและวิดีโอบนแอพมือถือของ Facebook

จะเห็นได้ว่า Facebook เข้าซื้อกิจการของบริการออนไลน์เด็ดๆทั้งบนเว็บและมือถือ เพื่อนำทีมงานผู้สร้างบริการเหล่านั้น มาเป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนา Facebook และคอยสร้างสรรค์ลูกเล่นใหม่ๆให้กับโซเชียลเน็ตเวิร์คตัวนี้อยู่ตลอดเวลา

กลายเป็น 1 ในวิธีการ “ซื้อตัว” คนเก่งผู้สร้างบริษัท Startup ต่างๆให้มาอยู่กับทีม แทนที่จะไปดึงคนเก่งมาจากคู่แข่งอย่าง Google หรือ Microsoft

เพราะนอกจากจะได้ “ความเก่ง” แล้ว ยังได้ “จิตวิญญาณ” (Mojo) ของความเป็นผู้ก่อตั้ง Startup มาด้วย ซึ่งไฟของคนที่เป็นผู้ก่อตั้ง ย่อมแรงกว่าไฟของคนเก่งที่ทำงานเป็นลูกจ้าง

เป็นอีก 1 ยุทธวิธีสำคัญของ Facebook ในการสร้างนวัตกรรมให้กับตนและเพิ่มมูลค่าเพิ่มของบริษัทก่อนที่จะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะในปีหน้า